LOGIN“เหอเหยา เจ้าเอายาไปป้อนให้หวังอันที” ชุยหยูเอ่ยพลางส่งถ้วยยาที่อุ่นร้อนกำลังดีให้เด็กสาวรับไว้
“ได้เจ้าค่ะ” นางตอบรับเบา ๆ ก่อนค่อย ๆ ประคองถ้วยยาเดินเข้าไปยังห้องของชายหนุ่ม เมื่อเห็นร่างสูงนอนนิ่งอยู่เบื้องหน้า ความรู้สึกไม่คุ้นชินก็แล่นวูบขึ้นในใจ นางมองเขาไม่ว่ากี่ครั้งก็ยังไม่สามารถเคยชินกับสภาพเช่นนี้ได้เลย นางทรุดกายนั่งข้างเตียงแล้วเป่าลมหายใจอุ่นอ่อนใส่ยาน้ำในถ้วยให้คลายร้อน ก่อนค่อย ๆ ขยับหมอนให้ศีรษะของพี่หวังอันสูงขึ้นอย่างระมัดระวัง จากนั้นใช้ช้อนตักยาน้ำป้อนลงสู่ริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบา เมื่อเห็นว่าเขากลืนลงคอ นางจึงค่อย ๆ ป้อนต่อไปจนหมดถ้วย ทุกครั้งหลังเขาดื่มยาเสร็จเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ มักผุดขึ้นตามใบหน้าเสมอ นางหยิบผ้าขาวมาซับเหงื่อบนใบหน้าของเขาอย่างอ่อนโยน ทว่าขณะกำลังเช็ดอยู่นั้น นางกลับชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นคิ้วของพี่หวังอันขมวดเข้าหากันราวกับรู้สึกถึงสัมผัสของนาง หรือว่านางเห็นผิดไปเอง? นางเพ่งมองอีกครั้ง ทว่าร่องรอยนั้นกลับหายไปจนหมดราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ความประหลาดแทรกซึมเข้ามาในใจ แต่เมื่อแน่ใจว่าเพียงตาฝาด นางจึงเดินออกจากห้องเพื่อนำถ้วยยาไปล้างที่ครัว “เป็นอย่างไรบ้าง เขากินยาหมดหรือไม่?” ชุยหยูเงยหน้าขึ้นถามทันทีที่เห็นนางกลับมา “หมดเจ้าค่ะ เพียงแต่…หลังดื่มยาแล้วพี่เขามีเหงื่อออกทั่วใบหน้าด้วย” นางรายงานอาการอย่างละเอียด “จริงหรือ เจ้าก็เห็นเช่นนั้น? ตั้งแต่ข้าให้เขากินโสมป่าต้ม ทุกครั้งหลังกลืนยาไม่นานเขาจะเหงื่อออกมาเช่นนี้ อาการก่อนหน้านี้ไม่เคยเป็นเลย” หรือว่าก่อนหน้านี้ข้าจะไม่ได้ให้ลูกชายกินโสมกันนะ… ชินหยูคิดพลางขมวดคิ้วน้อย ๆ “เช่นนั้นก็นับว่าเป็นสัญญาณดี อีกไม่นานพี่หวังอันคงฟื้นขึ้นมาแล้ว” นางกล่าวด้วยความหวัง ทำให้หัวใจของชินหยูเหมือนถูกแต้มด้วยแสงสว่าง ดวงตาของสตรีสูงวัยเปล่งประกายมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที เพียงลูกฟื้นขึ้นมา…นางก็ไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้ว หลังพูดคุยกันถึงเรื่องต่าง ๆ ทั้งสองก็นั่งรับประทานอาหารเย็นด้วยกันอย่างเรียบง่าย รอยยิ้มที่มอบให้กันแฝงไว้ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจมากขึ้นกว่าครั้งแรกที่พบกันนัก ก่อนจะแยกย้ายกลับห้องพัก เหอเหยาต้องพักในห้องเดียวกับพี่หวังอัน เผื่อว่าเขาอาจมีอาการใดผิดปกติในยามค่ำคืน ป้าชุยหยูแม้จะเป็นห่วงลูกชาย แต่เมื่อเห็นว่าร่างกายตนเองล้าจนแบกภาระไม่ไหว นางจึงรับหน้าที่เฝ้าแทน คืนนี้เป็นคืนที่สามที่นางนอนในห้องนี้ แต่กลับรู้สึกแปลกนัก เพราะไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้เลย นางลุกขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ใกล้หน้าต่าง มองออกไปยังดวงจันทร์กลมโตที่ทอแสงเจิดจ้า รัศมีนวลทำให้มองเห็นสวนเล็ก ๆ ด้านนอกได้ชัดเจน ระหว่างที่สายตากำลังหลงใหลในความงามของคืนเดือนเพ็ญ พลันมีประกายแสงสายหนึ่งพุ่งลงมาจากท้องฟ้า ตกลงบนพื้นสวนเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว สิ่งนั้นคืออะไรกัน… แววตาของนางสั่นไหวด้วยความสงสัย เมื่อความอยากรู้มีมากกว่าอาการเหนื่อยล้า เหอเหยาจึงเปิดประตูออกไปยังสวนหลังเรือนทันที เมื่อนางเดินไปถึงจุดที่แสงนั้นตกลงมา ก็พบเพียงก้อนหินขนาดเล็กที่ส่งกลิ่นหอมสดชื่น ได้กลิ่นแล้วสบายตัวไม่น้อย เมื่อจับก้อนหินเล็กขึ้นมาดู พบว่าด้านในของมันทึบสนิท ราวกับเป็นเพียงก้อนหินธรรมดา แต่บางส่วนกลับมีเสี้ยนคมบาดมือโดยที่นางไม่ทันระวัง ความเจ็บแปลบแล่นผ่านเมื่อเห็นเลือดซึมออกมาเพียงเล็กน้อย เลือดหยดนั้นกระทบกับแผ่นหินจนเกิดแสงวาบขึ้นมาแผ่วหนึ่ง ความประหลาดนี้ทำให้นางรู้สึกสนใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก จึงเก็บหินก้อนนั้นกลับมาที่ห้องด้วย เมื่อกลับเข้ามา นางเห็นว่าพี่หวังอันยังคงหลับนิ่ง ใบหน้าของเขามีเหงื่อผุดพรายอีกครั้ง นางหยิบผ้ามาเช็ดอย่างอ่อนโยน ดวงตาค่อย ๆ สำรวจกรอบหน้าของเขาในแสงจันทร์ เผลอยกมือลูบปลายนิ้วไปตามแนวกรามอย่างแผ่วเบา ‘บุรุษผู้นี้…จะกลายมาเป็นสามีของข้าหรือ’ นางคิดอย่างไม่แน่ใจ ทั้งชีวิตไม่ว่าชาตินี้หรือชาติที่ผ่านมา นางไม่เคยได้ใกล้ชิดกับบุรุษคนใดอย่างนี้เลย เมื่อตระหนักว่าตนลูบใบหน้าของเขานานเกินควร จึงรีบดึงมือกลับ ทว่าเมื่อเห็นมือของตนมีรอยเลือดแห้งเกาะอยู่ นางก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ข้าไปได้บาดแผลนี้มาตอนไหนกันนะ…หรือจะเป็นเมื่อครู่” นางพึมพำกับตนเองเบา ๆ ก่อนล้มตัวลงนอนด้านล่างเตียง นางหยิบหินก้อนนั้นขึ้นมาดูอีกครั้ง ความรู้สึกบางอย่างแผ่ซ่านออกมาจากมัน…เบาสบายและหอมอ่อน ๆ ราวกับช่วยให้ผ่อนคลาย จึงวางมันไว้ใต้หมอนก่อนจะค่อย ๆ หลับไป ยามร่างเล็กหลับสนิท แสงจาง ๆ ละมุนตาได้ไหลออกจากหินใต้หมอน แผ่คลุมคนทั้งสองในห้องอย่างเงียบงัน โดยไม่มีใครรู้ตัวแม้แต่น้อย รุ่งเช้าวันต่อมา เหอเหยาตื่นขึ้นพร้อมความสดชื่นไม่เคยมีเช่นนี้มาก่อน นางเหลือบมองชายบนเตียงที่ยังคงนอนนิ่งดังเดิม ก่อนลุกขึ้นจัดที่นอน หินก้อนเล็กกลิ้งตกลงมาอยู่ตรงหน้า เป็นก้อนเดิมที่เก็บมาเมื่อคืนนี้ พอเห็นในยามเช้าแล้วกลับดูน่ารักอย่างประหลาด นางจึงหาเชือกเส้นเล็กมาผูกแล้วสวมไว้ที่ข้อมือ เสียงประตูเปิดขึ้นช้า ๆ เหอเหยาเงยหน้าไปเห็นท่านป้าชุยหยูยกถังน้ำและผ้าเช็ดตัวเข้ามา “เจ้าตื่นแล้วหรือ เมื่อคืนมีสิ่งใดเกิดขึ้นหรือไม่” นางเอ่ยถาม “เมื่อคืนพี่หวังอันมีเหงื่อออกอีกครั้งเจ้าค่ะ นอกนั้นก็ไม่มีอะไรผิดปกติ” เหอเหยาเล่าเท่าที่เห็น โดยไม่กล่าวถึงเรื่องของหินก้อนนั้น ชินหยูพยักหน้าเบา ๆ “เขาไม่มีอาการอื่นเพิ่มใช่หรือไม่…เพียงเท่านี้ก็ดีแล้ว ป้าจะเช็ดตัวให้เขาก่อน เจ้าไปเตรียมสิ่งอื่นเถิด” สีหน้าของนางผ่อนคลายลงเล็กน้อย ก่อนหันไปดูแลลูกชายด้วยความหวังเช่นทุกวัน เมื่อเห็นดังนั้น เหอเหยาจึงไม่รบกวน ทั้งเดินไปยังครัวเพื่อเตรียมอาหาร ขณะเปิดถังข้าว นางก็พบว่ามีข้าวเหลือน้อยลงทุกที ฟืนที่เหลืออยู่ก็แทบจะใช้ไม่พอ นางคิดว่าคงต้องขึ้นเขาไปหาอาหารและเก็บฟืนไว้สำรองเสียบ้าง ตอนนี้นางรับรู้แล้วว่าเสบียงในเรือนใกล้จะหมดลงทุกวัน เงินที่ท่านป้ามีก็ลดน้อยลงเพราะต้องซื้อยาให้พี่หวังอันรักษาตัว หลังทำอาหารเสร็จ นางยกยาต้มไปป้อนให้เขาเช่นทุกวัน เมื่อเสร็จแล้วจึงกลับมานั่งกินข้าวร่วมกับท่านป้าชุยหยู พลางจับสังเกตสีหน้าของนางอย่างเงียบ ๆ เหอเหยารู้ดีว่าท่านป้ามักเก็บความลำบากไว้ ไม่ต้องการให้ผู้อื่นเป็นห่วง แต่ครั้งนี้นางไม่อาจนิ่งเฉย “ท่านป้าชุยหยูเจ้าค่ะ อาหารในเรือนแทบไม่เหลือแล้ว ฟืนก็ลดลงมาก ข้าคิดว่าจะขึ้นเขาไปหาอาหารสักหน่อยเจ้าค่ะ” น้ำเสียงนางนุ่มนวลแต่แฝงความตั้งใจ มือของชุยหยุที่ถือช้อนอยู่ชะงักลงทันที ใบหน้าไหวสะท้อนความกังวล “ป้าคงปิดบังเจ้าไม่ได้อีกแล้ว…ต้องขอโทษที่ทำให้เจ้ามาลำบาก เงินในบ้านแต่เดิมมีเพียงสามีของป้ากับลูกชายเป็นคนหา พอหวังอันล้มป่วย ทุกอย่างก็หมดไปกับค่ายาของเขา…” นางถอนหายใจพลางก้มหน้าลงเล็กน้อย เหอเหยาจับมือท่านป้าแผ่วเบา “ท่านป้าอย่าได้กังวลเลยเจ้าค่ะ ข้าอยู่ที่นี่แล้ว เรื่องอาหารข้าจัดการได้ แม้อายุเพียงสิบสามปี แต่ก่อนข้าก็เป็นคนดูแลเรื่องปากท้องของเรือนหลังเก่ามาตลอด ยังไงต้องหาทางได้อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ” นางกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานหวังให้ป้าชุยหยูคลายใจลง แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม“ขอบใจเจ้ามาก ข้าเลือกไม่ผิดจริง ๆ ที่รับเจ้าเข้ามาอยู่ด้วย หากเจ้าคิดจะขึ้นเขาก็ต้องระวังตัวให้ดี” สายตาของชุยหยูเหลือบมองเด็กสาวด้วยแววเป็นห่วงแผ่วเบา“เจ้าค่ะ ข้าตั้งใจจะไปตอนสาย ๆ วันนี้ เรื่องยาของพี่หวังอันต้องฝากท่านป้าดูแลแทน ข้าคงกลับมาไม่ทันเที่ยงวัน”“ได้เลย เรื่องนั้นไม่ต้องกังวล เจ้าไปให้เรียบร้อย อย่าลืมห่ออาหารติดตัวไปด้วยเล่า”เหอเหยายิ้มบาง ๆ ก่อนก้มหน้ากินข้าวต่อ การได้เปิดใจพูดคุยกับท่านป้าชุยหยูทำให้นางรู้สึกเบาสบายขึ้นมากอย่างประหลาดหลังจัดการงานในเรือนเสร็จเรียบร้อย เหอเหยาก็เตรียมอาหารเล็กน้อย ห่อด้วยใบไม้แล้วใส่ตะกร้าแบกขึ้นหลัง ก่อนมุ่งหน้าไปทางภูเขา ระหว่างเดินผ่านเส้นทางในหมู่บ้าน นางรู้สึกได้ถึงสายตาหลายคู่ที่เหลือบมองอยู่เป็นระยะ ชาวบ้านคงได้ยินเรื่องการแต่งงานของนางกันหมดแล้วแต่เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่นางควรให้ความสำคัญ เพราะไม่ว่านางจะลำบากหรือสุขสบายเพียงใด พวกเขาก็ไม่เคยยื่นมือช่วยเหลือนางเลยแม้แต่ครั้งเดียวนางจัดตะกร้าให้กระชับกว่าเดิม ก่อนเดินเชิดหน้าตรงไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย เมื่อเดินถึงเชิงเขา นางกวาดสายตามองหาผักป่าที่พอจะนำมากินได้ ทว่าทุกอย่างถ
“เหอเหยา เจ้าเอายาไปป้อนให้หวังอันที” ชุยหยูเอ่ยพลางส่งถ้วยยาที่อุ่นร้อนกำลังดีให้เด็กสาวรับไว้“ได้เจ้าค่ะ” นางตอบรับเบา ๆ ก่อนค่อย ๆ ประคองถ้วยยาเดินเข้าไปยังห้องของชายหนุ่มเมื่อเห็นร่างสูงนอนนิ่งอยู่เบื้องหน้า ความรู้สึกไม่คุ้นชินก็แล่นวูบขึ้นในใจ นางมองเขาไม่ว่ากี่ครั้งก็ยังไม่สามารถเคยชินกับสภาพเช่นนี้ได้เลยนางทรุดกายนั่งข้างเตียงแล้วเป่าลมหายใจอุ่นอ่อนใส่ยาน้ำในถ้วยให้คลายร้อน ก่อนค่อย ๆ ขยับหมอนให้ศีรษะของพี่หวังอันสูงขึ้นอย่างระมัดระวัง จากนั้นใช้ช้อนตักยาน้ำป้อนลงสู่ริมฝีปากของเขาอย่างแผ่วเบาเมื่อเห็นว่าเขากลืนลงคอ นางจึงค่อย ๆ ป้อนต่อไปจนหมดถ้วย ทุกครั้งหลังเขาดื่มยาเสร็จเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ มักผุดขึ้นตามใบหน้าเสมอนางหยิบผ้าขาวมาซับเหงื่อบนใบหน้าของเขาอย่างอ่อนโยน ทว่าขณะกำลังเช็ดอยู่นั้น นางกลับชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นคิ้วของพี่หวังอันขมวดเข้าหากันราวกับรู้สึกถึงสัมผัสของนางหรือว่านางเห็นผิดไปเอง?นางเพ่งมองอีกครั้ง ทว่าร่องรอยนั้นกลับหายไปจนหมดราวกับไม่เคยเกิดขึ้น ความประหลาดแทรกซึมเข้ามาในใจ แต่เมื่อแน่ใจว่าเพียงตาฝาด นางจึงเดินออกจากห้องเพื่อนำถ้วยยาไปล้างที่ครัว“เป็
เหอเหยาเดินกลับมายังห้องของตน ก่อนจะนั่งนิ่งอยู่นาน อีกเพียงสองวันนางก็ต้องออกจากบ้านหลังนี้ บ้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำของครอบครัว แต่ตอนนี้กลับเหลือเพียงเงาเลือนรางในใจ ทว่าเวลาไม่ปล่อยให้นางจมอยู่กับความเศร้านานนัก“เจ้ากลับมานั่งทำอันใดในห้อง งานที่สั่งให้ทำเสร็จแล้วหรือไม่?” เหอถงเดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่พอใจ“ข้าทำเสร็จหมดแล้วเจ้าค่ะ พี่เหอถงมีสิ่งใดจะใช้ข้าหรือไม่?” เหอเหยาลุกขึ้นถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ“เสร็จแล้วหรือ? แต่ข้าว่ายังน้อยไปนัก เจ้าไปเก็บฟืนให้เต็มห้อง เข้าใจหรือไม่?” เหอถงกอดอก ชี้นิ้วสั่งนางอย่างถือดี เพราะหากไม่ใช้นางทำ งานทุกอย่างคงตกอยู่ที่ตนเอง“เจ้าค่ะ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” เหอเหยาตอบรับ ก่อนแบกตะกร้าขึ้นหลัง เดินผ่านเหอถงมุ่งหน้าไปอีกเส้นทางหนึ่งที่คุ้นเคยบนเขาเมื่อร่างของเหอเหยาลับสายตา เหอถงก็ถอนหายใจแรง ๆ อีกเพียงสองวันเท่านั้น นางก็จะออกไปจากบ้านนี้เสียที คิดแล้วความขุ่นเคืองในใจค่อย ๆ เบาบางลงฝั่งเหอเหยาเองก็ก้าวขึ้นเขาอย่างมั่นคง นางตั้งใจแน่วแน่ว่าต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้พี่หวังอันฟื้นขึ้นมา หากเขาไม่ปรารถนานางจริง เอาไว้เมื่อฟื้นแล้วค่อยพูดค่อยจากันก็ยังไม่
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านป้าชุยหยูมาขอพบเจ้าค่ะ” นางเดินไปยังชานบ้าน ก่อนเอ่ยเรียกทั้งสองที่นั่งพักอยู่ด้วยกันเหอยู่วางของในมือลง แล้วหันไปมองประตูบ้าน เห็นร่างบางของสตรีผู้หนึ่ง นางพอจำได้ลาง ๆ ว่าเป็นมารดาของบัณฑิตหวังอัน“ท่านมาพบข้าหรือ” เหอยู่เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนเกาเหอเมื่อเห็นสตรีที่ก้าวเข้ามามีใบหน้างดงาม นางเหลือบมองสามีด้วยความไม่ชอบใจนัก “มีเรื่องอันใดจะมาคุยกับข้า” น้ำเสียงแฝงความไม่พอใจอยู่ชัดเจน“ข้ามีเรื่องอยากพูดกับพวกท่านจริง ๆ” ชุยหยูหาได้ใส่ใจกับถ้อยคำที่ไม่น่าฟังของเกาเหอได้ยินเสียงแข็งกระด้างของภรรยา เหอยู่จึงส่งสายตาดุเตือน เกาเหอเห็นดังนั้นก็ลดท่าทีลง แม้ในบ้านจะทำตนเป็นใหญ่ แต่สุดท้ายนางก็ยังเกรงใจสามีอยู่มาก“เชิญพูดธุระของท่านเถิด” เหอยู่หันกลับไปสนใจแขกที่มาเยือน ใบหน้าอ่อนหวานของชุยหยูทำให้เขารู้สึกสบตาง่ายกว่าภรรยาเสียอีกชุยหยูจึงกล่าวตรงไปตรงมา “ข้ามาวันนี้เพราะอยากสู่ขอหลานสาวของท่านเจ้าค่ะ”“สู่ขอหลานสาวของข้าหรือ” เหอยู่อยู่ในความเงียบครู่หนึ่ง เขารู้มาบ้างว่าชุยหยูพยายามหาว่าที่ภรรยาให้ลูกชายมานาน แต่คาดไม่ถึงว่าคนที่นางหมายตาจะเป็นหลานสาวของเขา เพราะไ
“เมื่อครู่เจ้าพูดว่ากระไรนะ” นางเอ่ยถาม พลางมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างไม่มั่นใจว่านางได้ฟังถูกต้องหรือไม่“ข้าบอกว่า…แต่งเจ้าค่ะ ท่านเองก็รู้ว่าชีวิตของข้าไม่เคยร่มเย็นนัก ข้าเพียงไม่แน่ใจว่าท่านจะสามารถไปขอข้าจากท่านป้าได้หรือไม่” น้ำเสียงของนางสั่นเล็กน้อย แต่สายตากลับแน่วแน่ นางยอมเป็นม่ายเสียยังดีกว่าต้องอยู่บ้านนั้นต่อไป“ได้ เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องกังวล อีกสองวันข้าจะเข้าไปหาผู้อาวุโสในบ้านของเจ้า ขอบใจเจ้ามากจริง ๆ” ชุยหยูดึงเด็กสาวเข้ามากอดด้วยความซาบซึ้ง หัวใจที่หนักอึ้งเพราะลูกชายที่หลับไม่ฟื้นราวกับมีแสงอบอุ่นสาดส่องเข้ามาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน“เจ้าค่ะ ข้าจะรอท่านอยู่ที่บ้าน” เด็กสาวตอบรับอย่างเต็มใจ นางจะไม่มีวันเดินซ้ำรอยผิดพลาดเหมือนชาติที่แล้วอีกชุยหยูพยักหน้าแล้วจึงรีบเดินกลับบ้านด้วยความหวังล้นอก นางตรงเข้าไปในห้องที่มีร่างของลูกชายนอนนิ่งอยู่ ก่อนนั่งลงข้างเตียง จับมือใหญ่ที่เคยแข็งแรง แต่บัดนี้ผอมบางลงมากแล้วพูดกับเขาเบา ๆ“แม่หาหญิงสาวผู้นั้นพบแล้ว เจ้าเองก็ต้องฟื้นขึ้นมาสักทีนะ ลูกต้องไม่เป็นอะไร แม่จะทำทุกอย่างเพื่อให้เจ้ากลับมา” นางเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างด้วย
เสียงไก่ขันแว่วดังเข้ามาในห้องเล็กทรุดโทรม ภายในมีเพียงเตียงไม้ไผ่เก่า ๆ ตั้งอยู่หนึ่งตัว บนเตียงนั้น ร่างเล็กนอนนิ่งไร้เรี่ยวแรงอย่างเดียวดาย ศีรษะของนางถูกรัดด้วยผ้าสีขาวพันลวก ๆ ปิดคลุมบาดแผลไว้ ทว่าใบหน้ากลับซีดเซียวจนน่าเวทนาดวงตาที่ปิดสนิทขยับเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า นางจ้องมองเพดานเก่าดำสลัวอยู่พักหนึ่ง แล้วความทรงจำต่าง ๆ ก็ทยอยย้อนกลับเข้ามา นางจำสถานที่แห่งนี้ได้ดี… ห้องน้อยที่นางเคยอาศัยก่อนจะหลับไหลยาวนานราวกับตายจากโลกนี้ไปแล้ว‘นี่ข้าย้อนเวลากลับมาหรือ?…’เมื่อคำถามนั้นผุดขึ้นในใจ นางยกมือขึ้นมองดูช้า ๆ ปรากฏเป็นมือของเด็กวัยกำลังเติบโต ไม่ใหญ่ไม่เล็ก ผอมบางและแห้งกรัง นางลูบไปตามแขนเล็กของตน ก่อนแตะศีรษะที่ถูกพันไว้เบา ๆ เพื่อยืนยันสิ่งที่คิดนางจำได้ดีว่า ในชาติก่อน ตนขึ้นเขาไปหาอาหารและถูกลูกสาวของท่านลุงผลักตกจนเสียชีวิตในวัยเพียงยี่สิบปี แต่ดูเหมือนครั้งนี้สวรรค์จะให้โอกาส นางย้อนกลับมาในร่างเดิมอีกครั้ง… หากจำไม่ผิด แผลที่ศีรษะนี้เกิดขึ้นตอนนางอายุสิบสามหรือว่าตอนนี้… นางได้กลับมาอยู่ในวัยสิบสามปีจริง ๆ? ช่วงชีวิตที่ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลง เพร







