LOGIN“จับแมลงสาบน้อยนี่ไว้!!” เสียงคำรามของผู้จัดการดังก้อง ก่อนที่การ์ดสองคนจะพุ่งเข้ามา หิ้วปีกมจารีคนละข้างลากไปยังห้องด้านหลัง
ห้องนั้นทั้งมืด ทั้งอับ เหมือนห้องคุมขังนักโทษขนาด เธอถูกกดให้นั่งลงบนเก้าอี้เหล็ก ตัวสั่นเล็กน้อยเพราะทั้งตกใจ ทั้งกลัว
ผู้จัดการยืนกอดอก มองเธอด้วยสายตากดดัน
“ใครพาคุณเข้ามา… แม่แมลงสาบน้อย”
มจารีนั่งก้มหน้าก้มตาเหมือนสำนึกผิดเต็มที่ แต่ในใจคือ …ตายแน่ ๆ แล้วตู!
“เอ่อ… คือว่า…”
“คืออะไรเล่า!!” เสียงตวาดดังสนั่นจนเธอสะดุ้งเฮือก
เธอสูดหายใจลึก ก่อนเงยหน้าสารภาพเสียงสั่น
“คืองี้ค่ะ… ฉันลักลอบเข้ามาเอง ไม่มีใครพามาทั้งนั้น”
ถึงจะซวยแค่ไหน แต่เธอก็ไม่อยากลากอามุ่ยเข้ามาซวยด้วย วงการนี้มันแคบ ถ้าเธอทำให้ชื่อเสียงอาพังไปด้วย คงไม่มีใครกล้าจ้างงานอาอีกแน่
ผู้จัดการหรี่ตามอง “แบบนี้ต้องจับส่งตำรวจเท่านั้น!”
“หาาาาาา!?” มจารีเงยหน้าพรวด ดวงตาเบิกโตเหมือนจะถลนออกมา ….เล่นถึงตำรวจเลยเหรอออออ!!!
เธอนั่งนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงสะอื้นจะดังขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัว
“ฮือออออออออ…!”
เสียงร้องไห้ของเธอดังก้องไปทั่วห้องเล็ก ๆ นั้น จนผู้จัดการตกใจทำอะไรไม่ถูก
“เดี๋ยวๆ หยุดร้องก่อน”
มจารีพยายามกลั้นสะอื้น แต่ยิ่งห้าม น้ำตาก็ยิ่งไหลไม่หยุด
“งั้นเอาแบบนี้ดีไหม” ผู้จัดการทำท่าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยออกมา “ฉันจะไม่จับเธอส่งตำรวจ แต่มีข้อแม้... เธอต้องชดใช้ค่าเสียหายของที่ทำพัง แล้วเอาของสิ่งนี้กลับไปด้วยเลย อนาคตมันอาจสร้างรายได้ให้เธอก็ได้นะ ของยิ่งเก่ายิ่งแพง” เขาพูดพร้อมกับทำตาลุกวาวเหมือนพ่อค้าจอมเจ้าเล่ห์ แต่ก็มีจิตใจอ่อนโยนที่เห็นน้ำตาผู้หญิงไม่ได้ในขณะเดียวกัน
มจารีที่ยังสะอื้นอยู่เริ่มชะงัก ราวกับมีความหวัง อย่างน้อยก็ไม่ต้องติดคุก แต่พอคิดถึงเงินที่ต้องจ่าย น้ำตาก็พรั่งพรูออกมาอีกครั้ง
“ฮืออออ…”
“เอ้า คราวนี้อะไรอีกล่ะ” ผู้จัดการถอนหายใจเสียงดัง
“แต่มูลค่ามันสูงเกินไปค่ะ ตั้งหลายหมื่น ครีเอเตอร์ตัวเล็กๆ อย่างฉันไม่มีทางจ่ายได้หรอก ฮือๆๆๆ”
“งั้นฉันลดให้ เหลือเก้าพันดีไหม”
“ฮือๆๆๆ ฉันไม่มีเงิน”
“ก็ได้! แปดพัน ลดสุดๆ แล้วนะ”
“ฮือๆๆ … พันเดียวได้ไหมคะ ฮือออ…” มจารีอ้อนเสียงสั่น พลางเหลือบตาขึ้นมอง ก่อนรีบก้มหน้าลง เมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่ายที่เริ่มถมึงทึง
“ไม่ได้! เจ็ดพันสุดท้ายแล้ว”
“พันห้า”
“หกพัน!”
“หนึ่งพันหกร้อย”
“ห้าพัน!!! ต่ำกว่านี้ก็ไปติดคุกเอาเอง!!!”
“สี่พันจบๆ! ฉันจ่ายตอนนี้เลย!” มจารีเถียงกลับเสียงแข็ง ก่อนควักเงินสดที่เหลือทั้งหมดจากกระเป๋า วางโปะลงบนโต๊ะ
ผู้จัดการกลืนน้ำลายอย่างหนักใจ เอาวะ… กำขี้ดีกว่ากำตด
“ก็ได้ ๆ เอาของไป แล้วรีบออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!”
มจารีปาดน้ำตา ยิ้มอย่างโล่งอก ก่อนคว้ากล่องดนตรีไม้โบราณมาอุ้มแนบอก แล้วรีบก้าวฉับๆ ไปที่ประตู แต่ยังไม่ทันถึง เสียงตะโกนก็ดังตามหลังมา
“เดี๋ยวก่อน!!!”
เธอชะงักเท้า หัวใจหล่นวูบ กลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจ จึงค่อย ๆ หันกลับไปส่งยิ้มแห้ง ๆ ให้
“มีอะไรอีกคะ ฉันจ่ายหมดตูดไปแล้วนะ…”
“ลบคลิปทั้งหมดที่ถ่ายในนี้ออกให้หมดก่อน!”
มจารีถอนหายใจแรง ก่อนหนีบกล่องไม้ไว้ที่รักแร้ หยิบโทรศัพท์จากเอวขึ้นมา ลบคลิปทุกคลิปอย่างว่าง่าย แล้วยื่นมือถือให้เขาดูใกล้ๆ
ผู้จัดการพยักหน้าด้วยสีหน้าพอใจ จากนั้นโบกมือไล่ทันที
เธอรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไป ไม่หันกลับมาอีกแม้แต่น้อย พอพ้นออกมานอกอาคารก็ทิ้งตัวพิงกำแพง ถอนหายใจเฮือกใหญ่
“รอดแล้ว… ไม่เอาอีกแล้วนะ อะไรที่ระทึกขนาดนี้ เกือบพาอามุ่ยซวยไปด้วยแน่ะ” เธอบ่นพึมพำกับตัวเอง
เมื่อพูดจบก็มองกล่องดนตรีในมืออย่างหดหู่
“เจ้าสี่พัน… แกมันของไร้ประโยชน์ชัดๆ!”
เธอทำหน้าเศร้าอยู่อึดใจ ก่อนเดินไปขึ้นรถ กลับบ้านไปพร้อมของที่แลกมาด้วยน้ำตา และเงินก้อนสุดท้ายในกระเป๋า
มจารีเดินคอตกเข้ามาในบ้านไม้สีขาวหลังเล็กสไตล์วินเทจ บรรยากาศอบอุ่นเหมือนหลุดมาจากบ้านชนบทในนิทานเก่า แต่ใบหน้าเจ้าของบ้านกลับหม่นหมอง เธอสลับสายตามองกล่องดนตรีไม้เก่า ๆ ที่กอดมาแนบอก กับทางเดิน พร้อมถอนหายใจยาว
“สี่พัน… บ๊ายบายสี่พัน…” เธอคร่ำครวญเหมือนคนอกหัก มูฟออนไม่ได้
“เป็นอะไรจ๊ะ ยัยโมจิ แล้วนั่นผมทรงอะไรของแก เหมือนหนวดแมลงสาบเลยนะ”
เสียงคุ้นหูดังขึ้นทันทีที่ประตูถูกเปิดออก
“เจ๊เจลลี่…” มจารีเรียกชื่อเสียงสั่น ใบหน้าเศร้าสลด เจ๊เจลลี่ที่กำลังกินโจ๊กอยู่เหลือบตามอง แค่สบตาก็รู้ทันทีว่ายัยนี่ต้องเจอดราม่ามาแน่นอน
“เอ้า ว่ามา มีอะไรก็ว่ามา” เจลลี่วางช้อนลง จ้องเพื่อนสาวไม่วางตา
สองคนนี้สนิทกันมานาน เจ๊เจลลี่ หรือที่คนอื่นเรียกเจลลี่เฉย ๆ รุ่นพี่สมัยเรียนที่อายุมากกว่าเธอหนึ่งปี เลยถูกมจารีเรียกว่า “เจ๊” ด้วยความเคารพครึ่งนึง แถมสนิทกันจนเหมือนญาติอีกครึ่งหนึ่ง
“เจ๊ดูสิ ฉันหมดเงินไปสี่พัน ได้แค่กล่องไม้เน่าๆ นี่มา!” มจารีโอดครวญพร้อมชูสิ่งของในมือให้ดูเพื่อเป็นพยานปากเอก
เจ๊เจลลี่พยักหน้าเป็นเชิงว่า เล่าต่อสิ
“ยังไม่หมดนะ คลิปที่ถ่ายไว้ก็โดนบังคับให้ลบ ตอนนี้ฉันไม่เหลืออะไรแล้ว!!!” เธอทำท่าจะร้องไห้อีกรอบ
“หยุดเลยแก หยุดร้อง!” เจลลี่รีบปรามทันที “ช่องแกไม่มีรายได้มาเกือบสามเดือนแล้วนะ เอาแต่ฝันจะดัง ทุกวันนี้ยังใช้เงินพ่อแม่อยู่เลย ตื่นได้แล้วจ๊ะสาว!”
คำพูดนั้นแทงใจดำ มจารีได้แต่ถอนหายใจ “เฮ้อ… เจ๊พูดก็ถูกอีกนั่นแหละ”
เจ๊เจลลี่หยิบกล่องดนตรีขึ้นมาดูใกล้ๆ “ของมันเก่าแท้ ๆ เลยนะเนี่ย น่าจะเป็นของผู้ดีเก่าเลยแหละ”
“ผู้ดงผู้ดีอะไรล่ะเจ๊ ซื้อต่อฉันไหมล่ะ …ขายให้ห้าพัน” มจารีรีบยื่นข้อเสนอ
“ไม่เอาหรอก นี่ขนาดคนรู้จักกันแท้ ๆ แกยังเคี่ยวจะเอากำไรจากฉันอีก” เจลลี่กลอกตา “ไหน ๆ ก็ซื้อมาแล้ว ลองซ่อมดูสิ แล้วทำคอนเทนต์จากเสียงมัน น่าจะเวิร์กนะ”
“ซ่อมเสียเงินฟรีเปล่า สภาพเยินขนาดนี้ ใครจะซ่อมได้”
“มีสิ คนหนึ่งที่ซ่อมได้แน่ๆ”
“ใครล่ะ?”
“คุณขิณ”
มจารีหลุดหัวเราะ “ขิณ? ชื่อคนเหรอ ตลกจัง ฮ่าๆๆ”
“ปากแกนี่นะ! หุบไปเลยยัยโมจิ” เจลลี่เอ็ดเสียงดุ
มจารีรีบเม้มปาก ไม่กล้าแหย่ต่อ
เจลลี่เล่าต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “คุณขิณน่ะ เป็นนักซ่อมของโบราณฝีมือฉกาจ หล่อด้วย รวยด้วย บ้านก็เป็นผู้ดีเก่า ฉันเคยเอานาฬิกาพ่อไปซ่อม ร้านอื่นทำไม่ได้ แต่เขาซ่อมจนกลับมาเดินได้เหมือนใหม่”
มจารีเบ้ปาก “ก็แค่ช่างซ่อมของโบราณ คงแก่ ๆ ใส่แว่นหนา ๆ เหมือนลุงข้างบ้านนั่นแหละ”
เจ๊เจลลี่แทบจะตบกบาลเพื่อน “หนุ่มย่ะ เขาเป็นคนหล่อ และหนุ่มแน่นย่ะ!”
“จะหล่อขนาดไหนเชียว”
“หล่อมาก”
มจารีพยักหน้า ไม่อยากคุยต่อแล้ว หล่อแล้วไง กรี๊ดไปก็ใช่ว่าจะได้มาครอบครอง
“ฉันไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ” มจารีตัดบท ก่อนเดินขึ้นบ้านไป
ไม่นานเธอก็กลับลงมาในชุดสบายๆ เสื้อยืดคอกลม กางเกงขายาวธรรมดา ผมถูกรวบด้วยสายรัดลายหมีสีชมพู หน้าสดไร้เมคอัพ
เจลลี่ที่ตอนนี้กำลังนอนหัวเราะคิกคักอยู่หน้าทีวีหันมามองคนที่เพิ่งเดินลงบันไดมา
“แกดูดิ พระเอกคนนี้แม่งหล่อกว่าทุกคนเลย!”
มจารีกลอกตา พี่เสี่ยวอวี้… ดาราขวัญใจเจ๊แก ที่ถูกชมวันละหลายล้านรอบ
“เออ ฉันซื้อโจ๊กมาฝากด้วยนะ อย่าลืมกินล่ะ” เจลลี่หันมาบอก
“ขอบคุณเจ๊”
มจารีเดินไปรีบหยิบโจ๊กจากครัวมาเทใส่ถ้วย ก่อนนั่งกินที่โต๊ะกลางบ้าน
เจ๊เจลลี่ขยับตามมานั่งตรงข้าม กอดอกมองเพื่อนเต็มตา
“พูดถึงคุณขิณ เขาได้ฉายาว่า ‘ท่านเทพซ่อมได้ทุกอย่าง’ เลยนะ”
มจารีทำหน้างอ “เจ๊จะพูดถึงเขาอีกทำไม”
“แกไม่คิดจะเอาไปซ่อมจริง ๆ เหรอ?”
“เพิ่งถึงบ้าน ขอกินก่อน พรุ่งนี้ค่อยไปไม่ได้เหรอ”
“ไม่ได้ ไปวันนี้เลย”
มจารีเงยหน้าขึ้นมา “เจ๊รีบอะไรนักหนา”
“รีบสิ!” เจลลี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ “กินเสร็จปุ๊บ ออกทันที”
“ดึกขนาดนี้ร้านเขาจะยังเปิดเหรอ”
“เปิดจ้ะ เขาเปิดยันตีสอง”
“นี่ร้านซ่อมของเก่า หรือร้านเหล้ากันแน่เนี่ย”
“สรุป ไปนะ!”
มจารีถอนหายใจยาว มองหน้าเจ๊เจลลี่ ก่อนพยักหน้าจำยอม
“…ไปก็ไป”
หลังมื้อค่ำจบลง มจารีก็ถูกเจ๊เจลลี่ลากออกจากบ้าน ทั้งที่เธอสวมชุดที่พร้อมเข้านอนเต็มที กล่องไม้โบราณถูกกอดแน่นไว้ในอ้อมแขน ใบหน้าบูดเบี้ยว ตากลอกมองบนตลอดทาง
จนมาหยุดยืนหน้าร้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ประตูไม้เก่าดูคลาสสิก ผนังถูกปกคลุมด้วยไม้เลื้อยประดับด้วยดอกสีชมพู ส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยอบอวล บรรยากาศวินเทจผสมความเป็นธรรมชาติแบบนี้… บอกตรง ๆ เธอชอบมาก
“เข้าไปสิ!” เจ๊เจลลี่ไม่รอช้า ลากแขนเธอเข้าไปด้านใน
ทันทีที่ก้าวพ้นประตู มจารีก็ต้องเบิกตากว้าง ของโบราณล้ำค่าถูกจัดเรียงเต็มร้าน นาฬิกาตั้งพื้น ภาพเก่า ของจุกจิกหายาก ทุกชิ้นเปล่งประกายมูลค่า ราวกับพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมจริงๆแต่สิ่งที่สะดุดสายตามากที่สุดคือ ชายหนุ่มที่ยืนอยู่กลางร้าน เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นสองทบ ปลดกระดุมเผยให้เห็นอกขาวเนียน แขนที่ยาวเรียวสะอาดสะอ้าน บ่งบอกนิสัยเจ้าระเบียบ และรักความสะอาด ความสูงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรกำลังโน้มตัวซ่อมกล้องเก่าอย่างตั้งใจ เพียงเสี้ยวเดียวที่เห็นใบหน้า… ก็รู้ได้เลยว่า คนนี้เขาต้องหล่อ สมคำร่ำลือภายในร้านเงียบสนิท เหลือเพียงเสียงฝีเท้าของเธอกับเจ๊เจลลี่ที่ค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ แต่เขายังคงก้มหน้าทำงาน ไม่มีแม้แต่จะเงยหน้าเงยตาขึ้นมามองเจ๊เจลลี่กระแอมเสียงดัง “อะแฮ่ม!”ชายหนุ่มยังคงนิ่ง เหมือนไม่มีใครอยู่ตรงนั้นมจารีกัดริมฝีปาก ก่อนตัดสินใจก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว วางกล่องไม้โบราณลงข้าง ๆ กล้องที่เขากำลังซ่อมอยู่“รอก่อนนะครับ” เขาพูดสั้น ๆ โดยไม่เหลือบตามอง ยังคงก้มหน้าทำงานต่อมจารีจำต้องรอตามคำที่เขาเอ่ย และเมื่อเขาซ่อมเสร็จ ทันทีที่เขาเงยหน้าขึ้น มจารีถึงกับตะลึง ดวงตากลมโตเบิกก
“จับแมลงสาบน้อยนี่ไว้!!” เสียงคำรามของผู้จัดการดังก้อง ก่อนที่การ์ดสองคนจะพุ่งเข้ามา หิ้วปีกมจารีคนละข้างลากไปยังห้องด้านหลังห้องนั้นทั้งมืด ทั้งอับ เหมือนห้องคุมขังนักโทษขนาด เธอถูกกดให้นั่งลงบนเก้าอี้เหล็ก ตัวสั่นเล็กน้อยเพราะทั้งตกใจ ทั้งกลัวผู้จัดการยืนกอดอก มองเธอด้วยสายตากดดัน“ใครพาคุณเข้ามา… แม่แมลงสาบน้อย”มจารีนั่งก้มหน้าก้มตาเหมือนสำนึกผิดเต็มที่ แต่ในใจคือ …ตายแน่ ๆ แล้วตู!“เอ่อ… คือว่า…”“คืออะไรเล่า!!” เสียงตวาดดังสนั่นจนเธอสะดุ้งเฮือกเธอสูดหายใจลึก ก่อนเงยหน้าสารภาพเสียงสั่น“คืองี้ค่ะ… ฉันลักลอบเข้ามาเอง ไม่มีใครพามาทั้งนั้น”ถึงจะซวยแค่ไหน แต่เธอก็ไม่อยากลากอามุ่ยเข้ามาซวยด้วย วงการนี้มันแคบ ถ้าเธอทำให้ชื่อเสียงอาพังไปด้วย คงไม่มีใครกล้าจ้างงานอาอีกแน่ผู้จัดการหรี่ตามอง “แบบนี้ต้องจับส่งตำรวจเท่านั้น!”“หาาาาาา!?” มจารีเงยหน้าพรวด ดวงตาเบิกโตเหมือนจะถลนออกมา ….เล่นถึงตำรวจเลยเหรอออออ!!!เธอนั่งนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงสะอื้นจะดังขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัว“ฮือออออออออ…!”เสียงร้องไห้ของเธอดังก้องไปทั่วห้องเล็ก ๆ นั้น จนผู้จัดการตกใจทำอะไรไม่ถูก“เดี๋ยวๆ หยุดร้องก่
ทางเข้าด้านหลังเงียบกว่าที่คิด พอผ่านการ์ดเข้ามาได้ เธอรีบคืนป้ายสตาฟให้กับอามุ่ยทันที ป้ายนั้นมีไว้เพื่อ ‘ผ่านด่าน’ เท่านั้น เมื่อถอดป้ายออก ตอนนี้เธอจึงดูเหมือนแขกผู้ร่วมงานอีกคนหนึ่ง กลมกลืนไปกับบรรดาคนแต่งกายหรูหราที่จับกลุ่มพูดคุยและถือแก้วไวน์ในมือมจารีมาในชุดกระโปรงบานสีแดงสด เกาะอกสุดชิค ทว่ามันไม่ใช่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดบนร่างกายเธอ… แต่กลับเป็น ทรงผมหนวดแมลงสาบ ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนศีรษะต่างหากสายตาหลายคู่เหลือบมองด้วยความประหลาดใจ เธอกลับไม่สนใจสักนิด ตรงเข้าไปคว้าแก้วไวน์จากถาดบริกร ยกขึ้นดื่มอึกหนึ่งแล้วอุทานเสียงใส“อ๊า… สดชื่นนนน!”จากนั้นเธอก็หันกล้องมือถือมาถ่ายตัวเอง ยกแก้วไวน์ขึ้นโชว์พลางกระซิบใส่ไมค์เล็กที่ติดอยู่บนหน้าอก“ทุกคนนนน… ไวน์ที่นี่ เลิศมาก จึ้งมาก! ถ้ามีเส้นสายหรือมีตังค์สักหน่อย ก็มาลองเปิดประสบการณ์งานประมูลแบบนี้กันได้นะคะ รับรองหรูหราหมาเห่าสุด ๆ!”พูดไปก็ไม่ลืมตักอาหารบุฟเฟ่ต์เข้าปาก กินพลางรีวิวด้วยความเพลิดเพลินแต่แล้ว… เสียงสนทนาหนึ่งก็สะกิดหูเธอ“กล่องดนตรีไม้นี่มันเสียแล้ว เปิดดูก็ไม่มีเสียงสักแอะ หน้าตาก็เหมือนกล่องไม้ผีสิง มีอาถรรพ์ จะมีใค
“สวัสดีค่าาา ผู้ชมทุกท่าน! ยินดีต้อนรับเข้าสู่ช่อง Mochi Go-Go!” เสียงสดใสเจื้อยแจ้วดังขึ้นพร้อมกับภาพหญิงสาวหน้าตาน่ารักที่จัดทรงผมไม่เหมือนใคร แกละสองข้างที่ถูกมัดด้วยเชือกนับสิบจนตั้งชี้โด่เด่ราวกับหนวดแมลงสาบ!นี่แหละ มจารี หรือโมจิ ยูทูบเบอร์สาวสายป่วน ผู้เชี่ยวชาญคอนเทนต์รีวิวของแปลก บุกโกดังร้าง ไปจนถึงทำเรื่องเพี้ยน ๆ ที่ชาวบ้านทั่วไปไม่มีใครคิดจะทำ… ปัจจุบันเธอมีผู้ติดตาม ห้าร้อยชีวิต (ใช่ค่ะ ห้าร้อยจริง ๆ ไม่ใช่ห้าหมื่น) และยอดวิวที่น้อยนิดจนยังไม่สามารถเปิดสร้างรายได้ได้สักทีบางครั้งก็อดเศร้าใจไม่ได้ แต่โมจิกลับยักไหล่แล้วพูดกับกล้องเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น“ไม่เป็นไรหรอก! ถึงรายได้จะไม่มี แต่คอนเทนต์ต้องไปต่อ!”“เอาล่ะค่ะทุกคน เดากันออกไหมเอ่ย ว่าโมจิจะพามาทำคอนเทนต์อะไรในวันนี้?” เธอยกคิ้ว หรี่ตายิ้มเจ้าเล่ห์ พร้อมชะเง้อกล้องไปรอบ ๆ ราวกับจงใจเพิ่มความลุ้นให้คนดู “ฮั่นแน่ ๆ ๆ ไม่รู้กันใช่ไหมล่า… งั้นเฉลยเลยดีกว่า! วันนี้โมจิจะพาทุกคนไป… บุกโกดังร้าง ล่าของเก่าสุดขอบโลก!”เสียงประกาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ก่อนเจ้าตัวจะหันกล้องกลับมาที่ใบหน้าตัวเองแล้วส่งยิ้มสดใส “ไปค่าา ไป







