ซ่า...
ฝนไม่ได้ตกหนักเหมือนเมื่อคืน แต่เป็นฝนปรอย ๆ ที่ค่อย ๆ ทำให้เสื้อผ้าชื้นได้อย่างรวดเร็ว
“แย่ละสิ” เหวินหยางบ่นอุบ “ร่มมีอยู่คันเดียวด้วย”
เขาพูดพร้อมกับปรายตามองไปยังร่มคันเก่าที่วางพิงอยู่ข้างฝาบ้าน ก่อนที่ไป๋เหวินซีจะเป็นคนเดินเข้าไปหยิบมันขึ้นมาแล้วกางออกยื่นไปตรงหน้าของเขา
“นายถือสิ นายตัวสูงกว่า”
ไป๋เหวินหยางรับร่มมาอย่างงง ๆ จากนั้นเจ้าตัวก็ได้ขยับมายืนข้างกายของคนเป็นพี่มากขึ้น พร้อมทั้งพยายามเอียงร่มมาทางไป๋เหวินซีมากกว่าตัวเองจนไหล่ข้างหนึ่งของเขาเริ่มเปียก
ท่ามกลางสายฝนที่กำลังตกอย่างไม่ลืมหูลืมตา สองพี่น้องเดินเคียงข้างกันไปตามถนนดินลูกรังของหมู่บ้านเหิงหลง บรรยากาศเงียบสงบ มีเพียงเสียงฝนกระทบใบบอนและเสียงย่ำเท้าในแอ่งน้ำเล็ก ๆ
ในที่สุดสายฝนที่โปรยปรายมาตลอดทางก็เริ่มซาลง เหลือเพียงละอองบางเบา เมื่อสองพี่น้องเดินมาถึงหน้าประตูโรงเรียนมัธยมต้นประจำตำบลซีฮวา
ตรงหน้าของไป๋เหวินซีคืออาคารปูนชั้นเดียวสีซีดจางดูหม่นหมองมากกว่าปกติภายใต้ท้องฟ้าสีเทา สนามดินหน้าโรงเรียนเจิ่งนองไปด้วยน้ำฝนจนกลายเป็นแอ่งโคลน
กลิ่นอับชื้นของดินลอยมาปะทะจมูก เป็นกลิ่นที่คุ้นเคยแต่กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปสำหรับไป๋เหวินซีในวันนี้ เนื่องจากวิญญาณของเธอไม่ใช่เจ้าของร่างเดิมนั่นเอง
และทันทีที่สองพี่น้องก้าวเท้าเข้าไปในเขตโรงเรียน บรรยากาศจอแจยามเช้าก็พลันเงียบลงไปชั่วขณะ ทุกสายตาจับจ้องมาที่คนทั้งคู่เป็นจุดเดียว ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นราวกับฝูงผึ้ง
“นั่นไป๋เหวินซีไม่ใช่เหรอ? ได้ยินว่าคะแนนไม่ดีจนหนีออกจากบ้านเลยนะ” “ดูสิ มากับไป๋เหวินหยางแฝดน้องที่เป็นอัจฉริยะอีกแล้ว น่าสงสารจัง”
จิตวิญญาณของคุณหมอสาวได้ยินทุกคำพูดอย่างชัดเจน ซึ่งคำนินทาเหล่านี้หาได้ทำให้เธอรู้สึกแต่อย่างใด เนื่องจากจิตใจของเธอในยามนี้คือแพทย์หญิงหลินเว่ยผู้เคยผ่านสถานการณ์ที่กดดันมานับครั้งไม่ถ้วน กับคำพูดของเด็ก ๆ จะนับว่าเป็นอะไรได้
ทว่าเรื่องนี้ไม่ใช่สำหรับไป๋เหวินหยางที่เดินอยู่ข้างกันเด็กชายกำหมัดแน่น ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงด้วยความโกรธและกำลังจะหันไปเถียงแทนพี่สาวของตนเอง
ทว่า... เจ้าตัวได้ถูกมือเล็กบอบบางข้างหนึ่งเอื้อมมือไปวางบนแขนของเขาเบา ๆ สัมผัสที่เย็นแต่หนักแน่นนั้นทำให้ เหวินหยางชะงัก ก่อนที่เจ้าตัวจะหันมามองหน้าคนเป็นพี่อย่างไม่เข้าใจ
“ช่างเถอะ” ไป๋เหวินซีเอ่ยเสียงเรียบ “เราไปห้องเรียนกันดีกว่า”
หลังพูดจบ เธอก็เดินนำหน้าคนเป็นน้องเข้าไปยังห้องเรียนของตัวเองท่ามกลางสายตาของทุกคน รวมถึงหนึ่งในนั้นก็คือหลี่น่าเด็กหญิงที่เป็นหัวหน้าห้องและได้คะแนนคณิตศาสตร์เป็นอันดับต้น ๆ ของชั้นเรียนด้วย
สายตาของเด็กหญิงคนนั้นมองมาที่เธอด้วยความดูแคลน ก่อนจะหันไปกระซิบกับเพื่อนในกลุ่ม “ดูสิ... ยังมีหน้ากลับมาโรงเรียนอีกนะ”
ไป๋เหวินซีทำเพียงแค่ปรายตามองเธอเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปยังโต๊ะเรียนของตัวเองที่อยู่ด้านหลัง ความสงบนิ่งของเธอกลับทำให้หลี่น่ารู้สึกหงุดหงิดใจยิ่งกว่าเดิม
ยังไม่ทันที่คาบเรียนแรกจะเริ่มต้นขึ้นก็เกิดเหตุการณ์วุ่นวายเล็ก ๆ ที่มุมห้อง เนื่องจากมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังหยอกล้อกับเพื่อนพลาดท่าลื่นล้ม มือของเขาไถลไปกระแทกกับขอบหน้าต่างที่เป็นกระจกบานเกล็ดเก่า
เพล้ง!
“โอ๊ย!” เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น พร้อมกับเลือดสีแดงสดที่ไหลทะลักออกมาจากฝ่ามือของเขา
เพื่อน ๆ ในห้องทุกคนต่างพากันแตกตื่นตกใจ หลี่น่าในฐานะหัวหน้าห้องรีบวิ่งเข้าไปดู แต่เมื่อเห็นเลือดจำนวนมากเธอก็หน้าซีดทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ร้องบอกให้คนไปตามอาจารย์
แต่ก่อนที่ใครจะได้ขยับ ไป๋เหวินซีก็ลุกพรวดจากที่นั่งแล้วเดินตรงไปยังจุดเกิดเหตุอย่างรวดเร็ว
“อย่าโดนแผลของเขา” น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเฉียบขาด “ใครพอมีผ้าเช็ดหน้าสะอาดบ้าง?”
เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งยื่นผ้าเช็ดหน้ามาให้เธออย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“ขอบใจ” หลังกล่าวจบ ไป๋เหวินซีก็รับผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นมาแล้วกดลงบนบาดแผลเพื่อห้ามเลือดของคนเจ็บในทันที พร้อมกับกวาดตามองบาดแผลอย่างรวดเร็ว
(แผลลึก แต่โชคดีที่ไม่โดนเส้นเลือดใหญ่) จิตวิญญาณของคุณหมอสาวคิดในใจ (เราต้องกดแผลห้ามเลือดไว้ก่อน... แต่แผลแบบนี้เสี่ยงติดเชื้อสูงมาก ห้องพยาบาลของโรงเรียนคงมีแค่แอลกอฮอล์กับผ้าพันแผล... ไม่พอแน่)
ความคิดของแพทย์ฉุกเฉินแล่นปราดในหัว และแล้วเธอก็นึกถึงบางสิ่งขึ้นมาได้
(เดี๋ยวนะ... ของรางวัลจากภารกิจแรก... คลังข้อมูลสมุนไพรพื้นบ้านระดับ 1) และในตอนนั้นเองสายตาของเธอก็เหลือบไปนอกหน้าต่างโดยอัตโนมัติ
และมองเห็นพุ่มไม้ดอกสีขาวอมเหลืองที่อยู่ด้านนอกซึ่งเป็นต้นเดียวกับที่เห็นระหว่างทางมาโรงเรียน แต่ในตอนนั้นเธอไม่ได้ให้ความสนใจมันมากนัก
(นั่นมัน...) ยังไม่ทันที่ไป๋เหวินซีจะได้ตัดสินใจทำอะไร ฉับพลันก็ได้ยินเสียงของระบบดังขึ้นในหัว
[ติ๊ง!]
[ระบบกำลังสืบค้นข้อมูลจาก คลังข้อมูลสมุนไพรพื้นบ้านระดับ 1 ยืนยัน: จินอิ๋นฮวา สรรพคุณ: ต้านการอักเสบ สมานแผล สามารถใช้พอกเพื่อลดการติดเชื้อเบื้องต้นได้]
เมื่อได้รับการยืนยัน ไป๋เหวินซีก็ไม่ลังเลอีกต่อไป
“เธอ! หลินซูซูใช่ไหม” เจ้าของชื่อสะดุ้งพร้อมกับผงกหัวลง “ช่วยไปเด็ดดอกกับใบของต้นไม้นั่นมาให้หน่อย ขยี้ ๆ แล้วเอามันมาให้ฉัน เร็วเข้า!” คำสั่งของไป๋เหวินซีที่เต็มไปด้วยความเฉียบขาด ทำให้เด็กหญิงคนนี้ไม่กล้าชักช้า
ก่อนที่เธอจะรีบวิ่งไปทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว จากนั้นไม่นานเธอก็ส่งเศษพืชสีเขียวที่ถูกขยี้จนมีน้ำเหนียว ๆ ออกมาให้เพื่อนร่วมชั้นที่ทุกคนมองว่าโง่อย่างไม่เข้าใจ
ไป๋เหวินซีรีบรับมันมาแล้วบรรจงพอกลงบนบาดแผลของคนเจ็บอย่างระมัดระวัง
“นี่เธอทำอะไรน่ะ!” หลี่น่าส่งเสียงท้วงขึ้นมา “เอาหญ้าสกปรกมาใส่แผลได้ยังไง เดี๋ยวเขาก็ติดเชื้อกันพอดี!”
“นี่ไม่ใช่หญ้า” ไป๋เหวินซีตอบกลับโดยไม่มองหน้าเธอ “สิ่งนี้เรียกว่าจินอิ๋นฮวา[1] เป็นสมุนไพรสรรพคุณมันช่วยห้ามเลือดและกันแผลติดเชื้อได้เบื้องต้น ดีกว่าปล่อยให้แผลเปิดโล่งรออาจารย์มา”
สิ้นคำพูดของเธอ เลือดที่เคยไหลซึมออกมาไม่หยุดก็เริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด และเป็นจังหวะเดียวกับที่อาจารย์หวัง ครูสอนคณิตศาสตร์เดินเข้ามาในห้องพอดี
“เกิดอะไรขึ้น!”
หลี่น่าที่เป็นหัวหน้าห้องจึงได้เล่าเรื่องทั้งหมดออกมาให้เขาฟังอย่างละเอียด “รีบพาเพื่อนไปห้องพยาบาล” เสียงของครูหวังดังขึ้นอย่างตกใจ ก่อนจะจ้องมองมาทางไป๋เหวินซีด้วยแววตาเคลือบแคลง
หลังจากที่เด็กชายผู้บาดเจ็บถูกส่งตัวไปห้องพยาบาลเรียบร้อย ภายในห้องเรียนก็กลับมาเข้าสู่บรรยากาศสงบเงียบที่ค่อนข้างกดดัน
“เอาละ ทุกคนแยกย้ายกันไปนั่งที่ให้เรียบร้อย” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเข้มงวดของครูชายวัยกลางคนดังขึ้น
เมื่อเห็นว่านักเรียนนั่งอย่างสงบดีแล้ว เจ้าตัวก็ไม่รอช้าที่จะเอ่ยเข้าเรื่องการเรียนเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา
“นักเรียนไป๋เหวินซีในเมื่อเธอได้แสดงความรู้เรื่องพืชพรรณสมุนไพรไปแล้ว... ครูหวังว่าเธอคงจะไม่ได้ลืมความรู้ในตำราเรียนอย่างอื่นไปด้วยหรอกนะ” เขาพูดเหน็บแนม ก่อนจะหันไปเขียนโจทย์ปัญหาที่ซับซ้อนข้อหนึ่งบนกระดานดำ
“นักเรียนไป๋เหวินซี... ออกมาลองทำโจทย์ข้อนี้ให้เพื่อน ๆ ดูหน่อยสิ”
ทั่วทั้งห้องพลันเงียบเสียงลง และต่างคิดเหมือนกันว่านี่ไม่ใช่การจงใจทำให้นักเรียนอับอายอย่างชัดเจนของครูหวังหรอกหรือ
(ทฤษฎีบทพีทาโกรัส... ง่ายกว่าการวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเยอะ) ไป๋เหวินซีคิดพลางสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปยังหน้ากระดานดำอย่างสงบและมั่นคง
เสียงชอล์กกระทบกระดานดำดัง กึก กึก เป็นจังหวะสม่ำเสมอ เธอไม่ได้เขียนแค่คำตอบ แต่เขียนแสดงวิธีทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน พร้อมกับวาดรูปสามเหลี่ยมมุมฉากประกอบ และยังเขียนพิสูจน์ที่มาของสูตรสั้น ๆ กำกับไว้ด้านข้างด้วย เวลาผ่านไปไม่ถึงสามนาที นิ้วมือของไป๋เหวินซีก็วางชอล์กลง
“คำตอบคือด้านตรงข้ามมุมฉากยาว 15 เซนติเมตรค่ะ” เด็กหญิงพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบง่ายแต่ชัดเจน “เราสามารถหาคำตอบได้โดยใช้ทฤษฎีบทพีทาโกรัสที่ว่า a กำลังสอง บวก b กำลังสอง เท่ากับ c กำลังสองค่ะ”
ทุกคนในห้องต่างพากันตกตะลึงเป็นครั้งที่สองของวัน อาจารย์หวังเดินไปที่หน้ากระดาน ตรวจดูวิธีทำซ้ำไปซ้ำมา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองลูกศิษย์ตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่งยวด
“ไป๋เหวินซี เธอทำได้ยังไง?”
“เมื่อวาน... หนูแค่ลองกลับไปอ่านทบทวนดูดี ๆ อีกครั้งค่ะคุณครู” คำตอบของเธอเต็มไปด้วยความสมเหตุสมผลอย่างที่สุด
และแล้วเสียงออดหมดคาบเรียนก็ดังขึ้นพอดี ไป๋เหวินซีจึงเดินกลับมานั่งที่โต๊ะของตัวเองอย่างสงบ ในใจพลันรู้สึกถึงความโล่งใจอย่างน่าประหลาดที่เธอสามารถก้าวข้ามกำแพงในอดีตของเด็กหญิงร่างเดิมลงได้สำเร็จ
“พี่” เสียงของไป๋เหวินหยางดังขึ้นจากทางด้านข้าง
“หืม” เธอหันไปมองเขาและขานรับในลำคอ
“พี่เก่งมากเลย” เขากล่าวชมด้วยรอยยิ้มแม้ว่าในแววตาจะมีความเคลือบแคลงสงสัยอยู่บ้างก็ตาม ทว่ามันก็แค่เพียงชั่วครู่เดียว (บางทีอาจจะเป็นจริงอย่างที่ย่าพูด) เจ้าตัวคิดก่อนจะมองพี่สาวที่ส่งยิ้มมาให้เขาพร้อมกับคำว่า
“ขอบใจ”
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
[1] จินอิ๋นฮวา คือ ดอกสายน้ำผึ้งญี่ปุ่น เป็นสมุนไพรจีนที่ใช้กันมานานมากกว่า 1,500 ปี