LOGIN
บทที่ 1 จุดเริ่มต้นของ ‘เพื่อน’
มหาลัยชื่อดังย่านกรุงเทพฯ
“อาจารย์เช็กชื่อแล้วแน่ ๆ วันแรกก็มาสายเลยนะได๋!” คนตัวเล็กบ่นพึมพำในขณะที่ขารีบจ้ำก้าวเดินไปยังคณะที่ตนมีเรียน พร้อมกันนั้นก็ค้นหาของในกระเป๋าเพื่อเอามาดูว่ามีเรียนห้องไหน ความไม่ทันระวังทำให้เธอเดินชนใครคนหนึ่งอย่างไม่ตั้งใจ น้ำที่อยู่ในมือของเขาหกเลอะเสื้อนักศึกษาสีขาวให้เห็นเป็นวงกว้าง
“ขะ…ขอโทษค่ะ” ดวงหน้าสวยรีบเงยมองเจ้าของร่างใหญ่ที่ยืนต่อหน้า พลางยกมือขึ้นไหว้เพราะคิดว่าเป็นรุ่นพี่ แต่เมื่อเห็นหน้าเขาแล้วก็ต้องลดมือลง แต่สีหน้ายังคงรู้สึกผิดอยู่เหมือนเคย
“เราขอโทษนะ เราไม่ได้ตั้งใจ”
“ขอโทษแล้วมันหายเปื้อน?” คิ้วเข้มยกขึ้นเล็กน้อย สีหน้าไม่บ่งบอกอารมณ์ว่ากำลังคิดสิ่งใด มันเต็มไปด้วยความเรียบเฉยจนเดาไม่ออก
“เดี๋ยวเราซักให้ก็ได้” เธอพูดพลางก้มลงมองรอยเปื้อนบนเสื้อเขาอีกครั้ง “แต่อาจจะไม่สะอาดมาก เอาไว้เลิกเรียนแล้วเราจะซักให้อีกครั้ง”
“นำไปสิ”
“ไปไหน”
“ไหนว่าจะซักให้?” ไม่พูดเปล่า สีหน้าของเขาก็เข้มขึ้นอีกเล็กน้อย “เธอกำลังทำให้ฉันเข้าเรียนสาย”
“ขอโทษ เราไม่ได้ตั้งใจ” คำว่าเข้าเรียนสายส่งผลให้เธอห่อเหี่ยวไปอีกเท่าตัว แต่อย่างไรก็ต้องรับผิดชอบกับความผิดที่ตนทำก่อนอยู่ดี “ตามมาสิ เดี๋ยวเราพาไปซักที่ห้องน้ำ”
พูดจบคนตัวเล็กก็เดินนำไปยังห้องน้ำที่ว่า ส่วนเขาก็เดินตามโดยที่ปากยังปิดสนิทเหมือนเดิม มีเพียงตาคมที่มองแผ่นหลังบางเงียบ ๆ กระทั่งเดินมาถึงห้องน้ำที่อยู่ข้างตึกของคณะ
“ถอดเสื้อออกสิ” ดวงตากลมโตมองเสื้อสลับกับหน้าเจ้าของมัน ท่าทางดูร้อนรนไม่น้อย ต่างจากคนเสื้อเปื้อนที่ยังยืนใจเย็นราวกับน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือก็ไม่ปาน
“ซักแบบนี้แหละ”
“แต่เราไม่ถนัด”
“ถ้าฉันถอดออกแล้วยืนตัวเปลือย คนอื่นอาจคิดว่าเราเพิ่งทำอะไรกันเสร็จ” เขาพูดหน้าตาย ตายังคงจ้องมองหญิงสาวนิ่ง “แต่ถ้าเธอไม่คิดมาก เดี๋ยวฉันถอดให้ก็ได้”
“ไม่เป็นไร! เดี๋ยวเราซักแบบนี้ก็ได้!” เสียงหวานรีบบอกเสียงดังฟังชัด พลางคิดว่าไม่คิดมากกับผีน่ะสิ! เพิ่งเข้าเรียนปีแรก เธอไม่ได้อยากเป็นที่รู้จักในด้านเสื่อมเสียสักหน่อย!
อีกอย่างเธอไม่อยากสร้างปัญหา ไม่อย่างนั้นมันจะวุ่นวายไปถึงครอบครัวเป็นแน่
หญิงสาวยืนใช้น้ำซับซักเสื้อให้คนที่ยืนอยู่ต่อหน้าเงียบ ๆ หากเป็นเวลาอื่นเธอคงใจเต้นแรงที่ได้ยืนใกล้ผู้ชายคนนี้ ใครบ้างจะไม่รู้จักลูกชายคนเล็กของตระกูลอินทราราราม ตระกูลที่ทำอาชีพเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ หรือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นเจ้าของโครงการคอนโดหรู ที่ตั้งอยู่หลายสิบแห่งทั่วประเทศ มิหนำซ้ำตระกูลของเขายังติดอันดับต้น ๆ ของคนที่รวยที่สุดในประเทศอีกต่างหาก
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอให้ความสนใจนักหรอก ที่สนใจคือเขาเป็นผู้ชายที่หล่อมากเลยต่างหาก! หล่อสะอาดเหมือนอาบน้ำวันละสิบรอบ!
‘หล่อแต่น่ากลัวนะได๋ หน้าเขาโหดมากเลยนะ’ เสียงหนึ่งตอบสนองความคิดของเธอ ก่อนที่ดวงหน้าสวยจะสะบัดเบา ๆ เมื่อเริ่มคิดฟุ้งซ่าน
“เสร็จแล้ว” เธอเงยหน้าขึ้นมองชายที่ยืนอยู่ต่อหน้า แต่ก็ต้องชะงักเมื่อสบเข้ากับตาคม เขากำลังก้มมองเธออยู่เช่นกัน และเหมือนจะมองนานแล้วด้วยซ้ำ
“อือ” เจ้าของเสื้อตอบรับเพียงสั้น ๆ สีหน้ายังคงนิ่งเฉยเหมือนเดิม ต่างจากอีกคนที่ขยับยุกยิกไปมา
“งั้นเราไปก่อนนะ แล้วก็ขอโทษด้วยนะที่ทำให้นายเข้าเรียนสาย” ดวงตากลมโตจ้องมองเขาตาปริบ ๆ “นาย…จะไม่เอาเรื่องเราใช่ไหม”
“กำลังคิดอยู่” เห็นท่าทีร้อนรนระคนอยู่ไม่นิ่งเหมือนกระต่ายตื่นตูม จากที่เขาไม่คิดอะไรก็เริ่มคิดขึ้นมา แน่นอนว่ามันทำให้คนฟังยิ่งตื่นตูมมากกว่าเดิม ดวงตาเบิกกว้างแทบจะหลุดออกมาจากเบ้าอยู่รอมร่อ
“อย่าเอาเรื่องเราเลยนะ เราไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ”
“…”
“ถ้านายเอาเรื่องเรา ชีวิตเราจบเห่แน่ภีม!”
“ชีวิตเธอจบเห่ ไม่ใช่ชีวิตฉันซักหน่อย” ว่าแล้วภีม ภัทรา อินทารารามก็เอามือสอดเข้าไปในกางเกง สีหน้าและท่าทางผ่อนคลายกว่าที่ผ่านมาเป็นไหน ๆ เขาไม่ถามด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายรู้จักชื่อได้ไง เพราะกำลังสนใจต่อท่าทีลุกลี้ลุกลนของเธอ
“เราไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ นะ นายอย่าเอาเรื่องเราเลย” มือบางยกขึ้นพนมพลางถูกันไปมา “ถ้านายจะฟ้องเราด้วยเรื่องแค่นี้ นายจะกลายเป็นคนใจร้ายมากเลยนะ”
“เธอทำเสื้อฉันเปื้อน และทำให้ฉันเข้าเรียนสาย” ตาคมจ้องไปยังคนตัวเล็กนิ่ง “เธอใช้คำว่าแค่นี้?”
“เรา…”
“เอาเป็นว่าฉันขอคิดก่อนว่าจะเอาเรื่องเธอดีไหม” ว่าแล้วภีมก็โน้มตัวลงให้ใบหน้าอยู่ในระดับเดียวกันกับเธอ “ถ้าคิดออกแล้วจะบอกอีกที”
พูดจบคนร่างสูงก็เดินเข้าคณะไป ทิ้งให้คนที่ถูกขู่ยืนทำหน้ากังวลอยู่ที่เดิม แต่ตาไม่วายมองค้อนด้วยความหมั่นไส้ ก่อนที่ขาจะรีบก้าวเดินไปยังห้องสาขาวิชาที่เธอมีเรียน
ส่วนทางด้านฝั่งของภีม เขาทิ้งตัวนั่งลงข้างเพื่อนที่โต๊ะหน้าคณะ สีหน้ายังนิ่งเฉยเหมือนเดิม มีเพียงตาที่รอดูสถานการณ์ต่อจากนี้
“ไหนน้ำมึงไอ้ภีม” พร้อมกันนั้นเสียงของคิน เพื่อนสนิทคนที่หนึ่งก็ถามให้ได้ยิน “แล้วนั่นเสื้อมึงไปโดนอะไรมา”
“ไอ้ห่าไม่ใช่เงี่ยนแล้วไปแอบชักมานะมึง” เสียงนี้คือเสียงของปาย เพื่อนสนิทคนที่สอง
“กูว่าไม่น่าใช่ เหมือนอะไรหกใส่เสื้อมันสักอย่าง” ตบท้ายด้วยเสียงของเดย์ เพื่อนสนิทคนที่สามของกลุ่ม
“พวกมึงน่าจะลงเรียนวิชาเสือก” คนถูกซักถามพูดบ้าง “ขี้เสือกกันทั้งกลุ่ม”
คำพูดดังกล่าวทำให้สามหนุ่มไหวไหล่แผ่วเบา ไม่ได้รู้สึกรู้สากับคำพูดของภีมเลยสักนิด เหมือนเป็นคำพูดทั่วไปเสียด้วยซ้ำ อย่างว่าแหละพวกเขาทั้งหน้ามึนและหน้าหนา นิสัยก็ห่ามอย่างกับอะไร ตามประสาวัยกำลังคึกคะนอง คำด่าแค่นี้ไม่ทะลุเข้าไปในกะโหลกหนา ๆ ของพวกเขาหรอก
“เธอ” และเพียงไม่นานเสียงของภีมก็ดังให้ได้ยินอีกครั้ง เขามองไปยังจุดหนึ่งจนเพื่อนต้องมองตาม ยังดีที่เสียงของเขาหยุดยั้งการก้าวเดินของอีกฝ่ายได้
“มีอะไร” คนที่เพิ่งลงมาจากห้องสาขาที่ตนมีเรียนถามเสียงแข็ง สีหน้าสื่อถึงความเหนื่อยและโมโหชัดเจน และที่โมโหก็เพราะเขาไม่ยอมบอกว่าวันนี้อาจารย์ยกเลิกคลาส ปล่อยให้เธอรีบเดินเป็นบ้าเป็นหลังอยู่คนเดียว!
เขามันกวนประสาทหน้าตาย!
“เด็กมึง?”
“ตรงสเปกมัน กูว่าใช่” คินตอบปายที่ถามเมื่อครู่
“เธอเดินชนทำน้ำหกใส่เสื้อกู” ภีมตอบคำถามด้วยท่าทีที่อารมณ์ดี ตาจ้องมองคนตัวเล็กที่ยืนทำหน้ายุ่งอยู่ไม่ไกล “กูกำลังคิดว่าจะเอาเรื่องดีหรือเปล่า”
“แค่น้ำหกใส่เสื้อ มึงคิดเล็กคิดน้อยขนาดนั้นเลยเหรอวะ” เดย์ถามขึ้นบ้าง เพราะปกติภีมไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยเหมือนที่กำลังแสดงออก
“ไม่หรอก กูได้คำขอโทษมาละ” ว่าแล้วปากหยักก็ระบายยิ้มแผ่วเบา “อีกอย่างเธอคงเดินจนเหนื่อยแล้ว เห็นแล้วกูสงสารว่ะ”
“เหอะ! ไอ้คนกวนประสาท!” ความโมโหที่อีกฝ่ายไม่ยอมบอกว่าอาจารย์ยกเลิกคลาส ทำให้ได๋ถลึงตาใส่ภีมอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน จากตอนแรกที่กลัวเขาจะเอาเรื่อง ตอนนี้กลับรู้สึกอยากเอาเรื่องเขาแทน
“รวยไปก็แค่นั้นแหละ! ถ้านิสัยยังเสียแบบนี้!” พูดจบคนตัวเล็กก็เดินหนีไป ทิ้งคำพูดเจ็บแสบไว้ให้สี่หนุ่มได้ยิน พร้อมกับเสียงร้อง ‘อู้ว’ ของคิน เดย์ ปายที่ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
“กูชอบว่ะ อยากได้เป็นเพื่อน” ส่วนนี่คือเสียงของคนถูกด่า สีหน้าดูชอบใจไม่น้อย
“อยากได้เขาเป็นเพื่อนเพราะตรงสเปก?”
“เปล่า กูจะเอาไว้แกล้ง”
จบตอนพิเศษหลายปีต่อมา“ดีใจกับปริญญาใบที่สองของสามีเค้าด้วยนะคะ” ฉันส่งยิ้มกว้างพร้อมยื่นช่อดอกกุหลาบที่สั่งทำพิเศษให้ภีม อย่างที่รู้ว่าฉันแพ้ดอกไม้ เลยต้องให้ร้านเลือกสายพันธุ์ที่กลีบดอกซ้อนกันแน่น ๆ สักหน่อย เพื่อไม่ให้มีเกสรโผล่ออกมา ยังดีที่ร้านยอมรับออเดอร์และทำให้ ฉันก็เลยมีดอกไม้สวย ๆ มาให้คุณสามีในวันนี้“ซื้อมาทำไมดื้อ เดี๋ยวก็แพ้หรอก” ภีมรีบรับไปถือไว้อย่างรวดเร็ว แถมหน้ายังดูดุขึ้นด้วยนะ “ทีหลังไม่ต้องซื้อดอกไม้ให้ภีมนะ ภีมไม่อยากให้ดื้อไม่สบาย”“รับทราบค่ะ” ยังคงส่งยิ้มให้ภีมอยู่เหมือนเคย “อย่าทำหน้าดุสิคะ วันนี้วันดีนะ แล้วเค้าก็ตั้งใจสั่งทำให้ภีมโดยเฉพาะเลยนะ ภีมต้องดีใจกับสิ่งที่เค้าให้สิ”“เมียใครวะ ดื้อจริง ๆ” เป็นเหมือนเคยที่ภีมจะบีบแก้มฉันเบา ๆ ก่อนจะพึมพำกับตัวเอง “เมียกูนี่แหละ ทั้งสวยทั้งน่ารัก ดื้อด้วย”“แล้วรักไหมคะ”“รักจนโงหัวไม่ขึ้น” คำตอบที่ได้รับทำให้ฉันพอใจไม่น้อย “เดี๋ยวเค้ายืนรอตรงนั้นนะ ให้คนอื่นได้เข้ามาร่วมแสดงความยินดีบ้าง”ว่าแล้วฉันก็มายืนรอภีมที่ใต้ร่มไม้ไม่ไกลจากจุดที่ภีมยืนอยู่ สายตายังคงจ้องมองไปที่เขาตลอดเวลา มันเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม และควา
ตอนพิเศษ 2เวลาปัจจุบัน“ในที่สุดก็สอบเสร็จแล้วโว้ย!!!!!” คินทำหน้าดีใจเต็มประดาหลังจากออกมาจากห้องสอบแล้ว น้ำเสียงฟังดูสดชื่นอย่างเห็นได้ชัด บ่งบอกว่าตอนนั้นดีใจที่ได้เรียนจบแล้วจริง ๆ“แปลกที่มันไม่ชวนแดกเหล้าเหมือนทุกปี” เดย์ว่าต่อ ในขณะที่มือกดส่งข้อความหาแฟนสาว “กูลืมไป มันมีคนรอฉลองด้วยแล้วนี่หว่า”“พูดอย่างกับมึงไม่มีเนอะไอ้ห่า” คินกลอกตามองบนรัว ๆ “ชอบแซะกูจังนะพวกมึง”“เขาแซะเพราะมึงออกปากว่าจะไม่รักไม่ชอบเด็กแสบของมึงต่างหาก!” คู่ปรับตัวยงอย่างได๋เบะปากส่งไปให้คิน “กลืนน้ำลายตัวเองอร่อยจริง ๆ”“คงไม่อร่อยเท่าน้ำลายเพื่อนหรอกมั้ง” คินโต้กลับทันควัน “ว่าแต่เป็นไงวะได๋ น้ำลายเพื่อนสนิทอร่อยจริงไหมวะ”“กูไม่บอกคนขี้เสือกแบบมึงหรอก แบร่!” ได๋แลบลิ้นปลิ้นตาใส่คิน แล้วหันไปซบแขนภีมที่ยืนอยู่ข้างกาย “เค้าหนวกหูเสียงนกเสียงกาอะภีม เราไปเดินเล่นห้างกันไหม”“มันด่ามึงว่าเป็นนกเป็นกา” ปายสะกิดคินยิก ๆ สีหน้าชอบใจเหมือนทุกครั้งที่คินถูกด่า “นับวันมันยิ่งปากดีจริง ๆ ว่ะ”“มันคิดว่าแบ็คมันใหญ่มั้ง” คินมองได๋ด้วยความปองร้าย “ไว้ไอ้ภีมเผลอเมื่อไหร่ มึงโดนกูแกล้งแน่!”“กูกลัวตายแหละ!” เป็นอีก
สองอาทิตย์ต่อมา“ไอ้ภีม เพื่อนใหม่มึงยังไม่เลิกกลัวเราอีกเหรอวะ” คินสะกิดเพื่อนสนิทของตัวเองยิก ๆ “นี่ก็สองอาทิตย์แล้วนะเว้ย เธอยังไม่ชินกับความหล่อของพวกเราอีกเหรอ”“มึงเลิกพูดมาก เดี๋ยวเขาก็เลิกกลัวมึงเอง” ที่จริงภีมอยากตอบว่าหล่อแต่เหี้ย แต่มันจะโดนเขาด้วย เพราะได๋ก็ยังกลัวเขาไม่เลิก แม้จะไม่ได้กลัวมากเหมือนไอ้พวกนี้ แต่ก็ยังมีความไม่ไว้ใจให้เห็นอยู่จาง ๆ“นี่เธอ” คินหันมาสนใจเพื่อนใหม่อย่างได๋บ้าง ซึ่งคนถูกเรียกก็มองเขาตาปริบ ๆ เหมือนไม่มีพิษภัยอะไร“เรียกทำไม”“ถามจริง ๆ กลัวอะไรในตัวพวกเรา”“ก็กลัวหลายอย่าง” หญิงสาวคนเดียวของกลุ่มตอบด้วยความซื่อ แน่นอนว่ามันสามารถเรียกเสียงหัวเราะจากปายและเดย์ได้ คะแนนความชอบที่จะให้เป็นเพื่อนสนิทเพิ่มขึ้นมารัว ๆ“กลัวอะไร บอกให้มันหายข้องใจ” ปายมองได๋ขำ ๆ ต่างจากคินที่กลอกตามองบนรัว ๆ แล้วตอนนี้“กลัวหลายอย่าง บอกไม่ถูกจริง ๆ” เนื่องจากได๋เป็นผู้หญิงคนเดียวของกลุ่ม เวลาตั้งวงสังสรรค์จะทำเพียงนั่งมองพวกเขากินเท่านั้น เธอไม่กล้ากินเพราะกลัวเมาแล้วจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรือพูดง่าย ๆ ว่ากลัวโดนทำมิดีมิร้ายนั่นเอง“เธอกลัวพวกเราข่มขืนเธอ?” เดย์ถาม
ตอนพิเศษ 1หลายปีก่อนชั้นปีการศึกษาที่ 1‘อึดอัดจัง แต่ก็ไม่รู้จะไปไหน’ ได๋นั่งอยู่ในสภาพเสื้อนักศึกษาขาดหลุดลุ่ย ยังดีที่มีเสื้อคลุมของภีมที่ให้ยืมใส่ก่อนหน้า สภาพจึงดูดีขึ้นมาสักหน่อย แต่ผมเผ้ายังยุ่งเหยิงไม่เป็นทรงเหมือนเดิมเมื่อหลายชั่วโมงก่อนเธอยังนั่งคลุกขี้ดินอยู่ข้างถนนอยู่เลย แต่ตอนนี้ดันได้นั่งอยู่บนโซฟาหรูภายในคอนโดของภีม และที่ได้มานั่งตรงนี้ก็เพราะเธอไม่มีที่ไป กลายเป็นคนไร้บ้านและไร้ครอบครัวอย่างถาวร มีเพียงเงินติดบัญชีเล็กน้อยเท่านั้น“จะกินข้าวก่อนหรืออาบน้ำก่อน” หลังจากที่ภีมกลับมาจากคุยโทรศัพท์เรียบร้อยแล้ว เขาก็เดินมาหาคนตัวเล็กที่สภาพต่างจากเมื่อเช้า ไม่เหลือเค้าโครงของคนที่ด่าและตวัดตาค้อนมองเขาเลยสักนิด“เราอยากรู้เรื่องที่เกิดขึ้น” เรื่องที่ว่าเกี่ยวกับครอบครัวของเธอ “ป้าณีจะไม่มายุ่งวุ่นวายกับเราแล้วใช่ไหม”หลังจากที่ทรงพลถูกจับ ทั้งได๋และภีมถูกเชิญตัวให้ไปโรงพักด้วยเช่นกัน เพราะต้องไปให้ปากคำเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ได๋ยอมไม่เอาความทรงพล เพื่อแลกกับการที่ราณีเลิกยุ่งกับชีวิตของเธอ แม้ว่าจะต้องไปตายดาบหน้าก็ตาม แต่ก็ดีกว่าอยู่ในขุมนรกที่มีทั้งป้าชั่ว ๆ กับ
“งอนอีกแล้ว” จากตอนแรกที่บีบแก้มเมีย ภีมก็เปลี่ยนเป็นจิ้มเบา ๆ แทน “เดี๋ยวจะถ่ายตอนงอนลงด้วยนะ”“เดี๋ยวเค้าจะยึดไอจีของภีมเลยคอยดู”“ทุกวันนี้ก็ยึดอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” แค่ภาพโปรไฟล์เป็นรูปของเขาเท่านั้น นอกนั้นเต็มไปด้วยภาพของได๋ทั้งสิ้น “หรือจะให้เปลี่ยนเป็นภาพคู่ จะได้เป็นไอจีดื้อไปเลย”“ไม่เอา เดี๋ยวคุณป้าน้อยใจ” ว่าแล้วดวงตากลมโตก็มองหน้าแฟนหนุ่มตาใสแจ๋ว “ทำไมภีมไม่อัปรูปคุณป้าลงบ้างอะ เค้ากลัวคุณป้ารู้สึกไม่ดี”“แม่ไม่รู้สึกหรอก แม่ชอบจะตาย”นั่นไม่ใช่คำพูดปลอบใจแต่อย่างใด แต่พรรษาชอบที่ลูกชายคลั่งรักได๋จริง ๆ อาจเป็นเพราะหล่อนถูกชะตากับได๋ และอยากได้ได๋เป็นลูกสะใภ้ เพราะแบบนี้ถึงได้คอยช่วยคอมเมนต์หวีดราวกับเป็นเอฟซี กลัวลูกชายจะรักษาผู้หญิงดี ๆ ไว้ไม่ได้“ไอ้ได๋! ไอ้คินจะกินหมูกระทะของมึงหมดแล้วนะเว้ย!” คำบอกกล่าวที่ปายตะโกนมาทำให้ได๋หันไปมอง ก็ต้องได้เห็นเตาถ่านถูกตั้งพร้อมกระทะย่างอยู่บนลานไม้ เท่านั้นคนอยากถ่ายรูปก็รู้สึกขี้เกียจมาทันที“เค้าไม่อยากถ่ายแล้ว เรากลับไปกินหมูกระทะกันเถอะ” ดวงหน้าสวยหันมาบอกแฟนหนุ่มของตน แล้วเดินกลับไปที่ลานไม้ พร้อมปากตะโกนส่งเสียงให้ทั้งวงได้ยิน
บทส่งท้ายสองอาทิตย์ต่อมาบ้านพักติดธารน้ำ“เห้ย ๆ พวกมึงช่วยกันปะวะ ทำไมไอ้ได๋แม่งแทงถูกทุกรอบ” เสียงโวยวายของคินดังขึ้นเสียงดัง หลังจากที่เจ้ามืออย่างภีมเปิดใบเฉลยน้ำเต้าปูปลาแล้ว“ช่วยห่าอะไร มึงดวงไม่ดีเอง” คนดวงดีกวาดเงินมาวางไว้ต่อหน้าตัวเอง “จะพักก็ได้นะ อ่อนแอก็แพ้ไปน้อง”“ไม่พักโว้ย! คอยดูกูจะแทงจนผัวมึงเจ๊งเลย!” ว่าแล้วคินก็หันไปหาเมียของตน “แสบอย่าอ่อม สู้มัน”“สู้ไงอะ หนูว่าพี่พอดีกว่ามั้ง” เมียแสบของคินตอบกลับ “เสียดายเงินอะ เก็บไว้เปย์หนูดีกว่า”“พี่เปย์อยู่แล้วน้อง ไม่ต้องห่วง” คินโยกหัวเมียตัวเองเบา ๆ “ส่วนนี่เป็นศึกของศักดิ์ศรี ไม่สู้ไม่ได้”“ถ้ามึงจะสู้ขนาดนี้ สงสัยกูคงต้องแอบเปิดบ่อนแล้วมั้งไอ้คิน” เฮียกาลที่นั่งอยู่อีกวงตอบกลับมา โดยข้างกายเขามีเฮียปรากกับเฮียเธียรเช่นกัน วันนี้พวกเขามากันครบแก๊งกันเลยทีเดียว“เฮียกล้าก็เปิดดิ แต่ผมไม่เข้าไปเล่นนะ กลัวโดนจับ”“เอ้าไอ้ห่า! ทีแบบนี้มึงไม่กลัว”“ใครจะมาจับมันกลางป่ากลางเขาแบบนี้” เฮียเธียรพูดขึ้นอีกคน ในขณะที่ตานั่งมองเมียเด็กอย่างหนูแฮม ว่าเธอจะอยู่กับเพื่อนได้หรือเปล่า เนื่องจากว่านาน ๆ เขาพามาเจอเหล่ากลุ่มแก๊งที เธ







