INICIAR SESIÓN...เบญรดาในชุดเตรียมนอนที่เลือกใส่เสื้อยืดสีขาวกับกางเกงขาก๊วยขายาวหรือเตี่ยวสะดอแทนชุดพื้นเมืองที่แสงดาวนำมาให้ เธอปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คลงแล้วหยิบนาฬิกาข้อมือที่พี่ชายซื้อให้ขึ้นมาดู แล้วคิดไปถึงหน้าคนที่ช่วยเก็บมันไว้ให้ ดูเวลาจากมันตอนนี้เกือบเที่ยงคืนแล้ว
..แต่เธอยังไม่ง่วงเท่าไหร่ ถ้าจะออกไปสูดอากาศดีๆ เย็นๆ ที่ระเบียงสักครู่ก็คงจะดี เมื่อคิดได้ดังนั้นก็วางของทั้งหมดลงบนโต๊ะแล้วค่อยๆ เดินออกจากห้อง ยิ่งมืดก็ต้องยิ่งค่อยๆ เดินอย่างระวังเพราะสายตายังไม่เคลียร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ เมื่อเห็นว่าบ้านเงียบเชียบและมีเพียงแสงไฟเปิดไว้แค่บางจุดให้พอมองเห็นก็คิดว่าเขาคงเข้าห้องพักผ่อนไปแล้ว เธอจึงเดินออกมาทางปีกขวาของบ้านเพราะมีประตูอีกบานที่สามารถเปิดออกไปยังระเบียงได้...เมื่อมาถึงประตูบานนั้นก็ค่อยๆ เลื่อนบานประตูออกแล้วพาตัวเองเกาะขอบราวระเบียงจากฝั่งขวาของบ้านมาเรื่อยๆ จนเกือบถึงกึ่งกลางของระเบียง แต่เพราะท้องฟ้าที่มีดาวประดับเด่นชัดกับอากาศเย็นจัดที่เธอชอบทำให้ต้องหยุดเดินเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกๆ แล้วเงยหน้ามองท้องฟ้า แม้สายตาจะยังมีปัญหาอยู่บ้างแต่ความระยิบระยับของดวงดาวที่เต็มท้องฟ้านั่นก็ทำให้พอมองเห็นได้ไม่ยากว่ามันสวยมากจริงๆ
“ว้าววว!!! ดาวเยอะจัง” ...เธอเปรยออกมาเบาๆ อย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นดวงดาวบนท้องชัดแจ่มขนาดนี้ และรู้สึกผ่อนคลายขึ้นทันทีที่ได้เห็นความสวยงามของท้องฟ้าตรงหน้า แต่เพราะแค่อยากจะออกมาสูดอากาศก่อนนอนจึงไม่ได้คิดเผื่อไว้ว่าจะมีคนอื่นอยู่ด้วยที่ระเบียงในเวลาดึกดื่นขนาดนี้ เพราะไม่ได้คิดเผื่อจึงไม่ได้สังเกตว่ามีร่างร่างหนึ่งกำลังนั่งในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบอยู่อีกมุมของระเบียง...ใครคนนั้นมองเห็นเธอตั้งแต่เดินผ่านประตูฝั่งขวาออกมาแล้ว แต่เลือกที่จะมองเธอแบบเงียบๆ ในมุมมืด จนเมื่อเธอเดินมาถึงกึ่งกลางของระเบียงก็เห็นเธอยืนหันหน้าออกไปนอกระเบียงโดยเท้าแขนสองข้างกับราวระเบียง
...โอมคิดว่าเธอออกมาได้จังหวะพอดีกับความคาใจที่เขาไม่อยากแบกไว้อีกแล้ว และมันกำลังจะถูกแสดงออกโดยมีฤทธิ์บรั่นดีเป็นแรงหนุน
“อะ แอ้ม” ...เสียงกระแอมดังขึ้นเพื่อบอกว่าให้รู้ว่ามีคนนั่งอยู่ตรงนี้ นั่นทำให้เบญรดาหันไปตามเสียงที่ดังมาจากด้านซ้ายมือมือทันที “คุณโอม!!!” ...แสงไฟภายในบ้านที่ส่องออกมาพอสลัวนั่นพอจะทำให้มองเห็นว่าเป็นเขา เธอกึ่งตกใจและแปลกใจว่าทำไมเขามานั่งอยู่ตรงนั้นทั้งที่ตอนนี้ก็เที่ยงคืนแล้ว เธอประหม่าทันทีเพราะไม่คิดว่าจะเจอเขาในเวลาที่ยังไม่พร้อมจะเจอจึงทำท่าจะเดินย้อนกลับไปทางเดิมเพื่อกลับห้อง “เดี๋ยวก่อน!!!” ...โอมรีบร้องบอกแกมสั่งแล้วลุกจากเก้าอี้ผ้าใบตรงมาหาเธอทันที เมื่อได้มายืนเผชิญหน้ากันในความสลัวกลางราวระเบียงเขาจ้องหน้าเธอตาไม่กระพริบ “คุณเป็นอะไร!! ทำไมต้องหลบหน้าผม!!” ...เสียงห้าวทุ้มที่ถามออกมาห้วนๆ นั้นบอกชัดเจนว่ามีความไม่พอใจ และยังมีกลิ่นแอลกอฮอล์จากตัวเขาโชยมาแตะจมูกเบญรดาอีกก็ยิ่งเพิ่มความประหม่าให้เธอ“เอ่อ..ปละ..เปล่านี่คะ!! ฉันแค่รู้สึกปวดหัวเลยไม่อยากออกมานั่งหน้าป่วยๆ ให้คุณเสียบรรยากาศทานข้าวน่ะค่ะ”
“โกหก!!! คุณนี่โกหกไปเรื่อย!! โกหกทุกเรื่อง!! โกหกจนเคยชิน!! โกหกแม้กระทั่งผมที่ให้ที่พักอาศัยและช่วยคุณทุกอย่าง!!” ...เขาสวนกลับมาเป็นชุดๆ เหมือนโกรธมาก ทำให้เบญรดาถึงกับอึ้งและตกใจ และหน้าตาเขาตอนนี้ก็เคร่งเครียดจริงจังมาก มากจนเธองงและแปลกใจว่าทำไมเขาต้องกระแทกเสียงเหมือนโกรธขนาดนั้น “คุณเป็นอะไรคะ!! โกรธอะไรหรือเปล่า!!” ...เบญรดาทำใจดีสู้เสือถามออกไป “เป็นอะไรเหรอ!!! เอาตรงๆ นะ!! ผมรู้นะว่าคุณรู้แล้วว่าผมรู้สึกยังไงกับคุณ เมื่อบ่ายยังดีๆ อยู่เลยแต่พอตกค่ำก็หลบหน้าผม ทำไม!! กลัวใครเข้าใจผิดเหรอ!! เพราะลูกสาวนายพลมีใครอยู่แล้วใช่มั้ย!!! เลยกลัวว่าถ้าปล่อยให้ผมยังรู้สึกกับคุณต่อไปก็จะเกิดผิดใจกับคนที่โน่น ใช่มั้ย!!!” ...เขากระแทกคำพูดออกมาเหมือนอัดอั้นและหน้าตาถมึงทึงนั้นอีกที่ทำให้คนฟังจากที่อึ้งและประหม่าอยู่แล้ว ก็ยิ่งอึ้งและงงหนักเข้าไปอีก เพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด.....................
...สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







