INICIAR SESIÓN“คุณพูดอะไร!! ฉันไม่เข้าใจ!! แล้วนี่กินเหล้าด้วย!! ฉันว่าคุณไปพักผ่อนเถอะค่ะ ถ้ามีอะไรคาใจไว้คุยกันพรุ่งนี้ แล้วก็..เอ่อ..ฉันจะย้ายไปอยู่ที่พักใหม่ในเมืองวันมะรืนนะคะ”
...เบญรดาพูดออกไปทั้งที่ประหม่านั่นแหละ และเพราะไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้จึงตั้งตัวไม่ถูกหรือตั้งหลักไม่ทัน เลยได้แต่ยืนเก้ๆ กังๆ บ่ายหน้าไปมาไม่กล้าสบตาเขา “อะไรนะ!! จะไปมะรืนเหรอ!!! งั้นขอผมคุยด้วยหน่อยนะ!!”...โอมเดือดดาลมากขึ้นเมื่อได้ยินว่าเธอจะไปอยู่ในเมืองวันมะรืน
“ฉันว่าคุยพรุ่งนี้ดีกว่าค่ะ ฉะ..ฉันขอตัวก่อนนะคะ” ...เบญรดาพูดจบก็รีบหันหลังให้แล้วสาวเท้าเดินกลับห้องทันที เมื่อมาถึงหน้าห้องก็รีบเปิดประตูเพื่อจะรีบเข้าห้องให้เร็วที่สุด ...แต่เธอช้ากว่าเขา เพราะโอมเดินตามหลังมาติดๆ แล้วรีบใช้มือดันประตูไว้ไม่ให้ปิดลง แล้วยังออกแรงผลักบานประตูเข้าไปให้เปิดกว้างขึ้นเพื่อให้เขาเข้าไปได้ ...แล้วตอนนี้ร่างสูงใหญ่ของเขาก็เข้ามายืนอยู่ตรงหน้าเธอภายในห้อง เบญรดาไม่สามารถเก็บอาการประหม่าได้อีกแล้ว เพราะเขาไม่ใช่ศัตรูหรือคู่กรณีที่จะใช้วิชาป้องกันตัวออกไปได้ แต่เขาคือคนที่ให้ความช่วยเหลือที่กำลังก้าวล้ำพื้นที่ส่วนตัวเข้ามาโดยเธอเองก็สับสนจนเกิดอาการเกร็ง โครม!!! ...เขาผลักบานประตูให้ปิดลงแล้วก้าวมายืนจนเกือบชิดร่างเธอที่กำลังยืนสั่น “เบญรดามองหน้าผม!! ผมมีอะไรจะบอกคุณ เงยหน้าขึ้นมามองผม!!!” ...เสียงที่เค้นออกมาจนเกือบตะคอกนั้นดังห่างเธอแค่ศอกเดียว ความประหม่าและไม่มีทางเลือกทำให้เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเขาตามคำสั่ง ใบหน้าของผู้ชายที่ให้ความช่วยเหลือเธอตอนนี้แดงก่ำเพราะความโกรธผสมกับฤทธิ์บรั่นดีดูน่ากลัวมาก แต่เบญรดาก็พยายามปรับสีหน้าให้ปกติที่สุด“คุณจะพูดอะไร!!”
“คุณรู้มั้ยว่าเรื่องที่คุณเล่าว่าเมื่อเจ็ดแปดปีก่อน วันที่คุณไปสอบแล้วไปนั่งกินขนมที่ร้านกาแฟน่ะ ร้านนั้นเป็นร้านเพื่อนผมเอง!!! แล้ววันนั้นผมยังเห็นคุณด้วย คุณใส่ชุดนักเรียนมอปลาย คุณเองก็เจอผมแล้วแต่คุณคงจำไม่ได้ ตอนคุณเดินเข้าห้องน้ำแล้วคุณมายืนถามทางกับเพื่อนผม ผมก็นั่งอยู่ตรงนั้นด้วย จำได้มั้ย!!! หึไม่ได้...ใช่!! ใครจะไปจำได้เพราะตั้งเกือบสิบปีแล้ว ผมเองก็ลืมๆ ไปแล้ว จนผมเห็นคุณว่าเหมือนเด็กมอปลายในวันนั้น ทั้งหน้าตาท่าทางก็ละม้ายคล้ายกันทุกอย่าง จนคุณมาบอกว่าไปที่ร้านเพื่อนผมในวันเดียวกันนั้น ผมถึงแน่ใจว่าเด็กมอปลายคนนั้นคือคุณนี่เอง!!!” ...คำบอกเล่ายาวๆ ดังๆ ของเขาทำให้เบญรดาเบิกตากว้างเพราะคิดไม่ถึงว่าเขาจะพูดเป็นเรื่องเป็นราวออกมาได้ขนาดนี้ แต่เธอก็พยายามนึกย้อนกลับไปในวันนั้น และเพราะเธอใช้ชีวิตที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษจนถึงกับต้องจดจำเรื่องราวในวันนั้น มันจึงค่อนข้างยากที่นึกถึงรายละเอียดทั้งหมดอีกครั้ง “เอ่อออ..แล้ววว..แล้วยังไงล่ะคะ!! คือฉันก็พยายามนึกอยู่เนี่ย แต่ว่ามันยังไงละคะ!! คือถึงเราจะเคยเจอกันแล้ว แล้วมันยังไงคะ!!” ...เธอถามออกไปอย่างสงสัยเพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาสื่อออกมา “ยังไงเหรอ!! เพราะคุณไม่เคยมีความทรงจำดีๆ กับใครเลยละมั้ง นอกจากกับแฟนของตัวเอง” ...คำเหน็บแนมที่พูดออกมาหนักๆ นั้นยิ่งทำให้เธอเหมือนถูกปั่นหัวอย่างไรไม่รู้ “อะไรของคุณ!! แฟนเฟินอะไร!! ฉันไม่มีหรอกแฟนนะไม่มีใครทั้งนั้นนอกจากป๊ากับม๊าแล้วก็พี่ชายสองคน เลอะเทอะใหญ่แล้ว!! คุณน่ะเมา เมาแล้วพูดมั่ว กลับไปพักเหอะ!!” ...เบญรดาสวนกลับอย่างเหลืออดบ้าง เพราะยิ่งฟังก็ยิ่งออกทะเล จับใจความอะไรไม่ได้สักอย่าง ...แต่คำพูดของเธอกลับทำให้โอมเป็นฝ่ายอึ้งบ้าง เขามองเธอ เขาจ้องจนเกือบทะลุเข้าไปในตาคู่สวยนั่นเหมือนจะพิสูจน์อะไรบางอย่าง แล้วจู่ๆ เขาก็จับต้นแขนเธอทั้งสองข้างแล้วบีบรั้งไว้แน่น ขณะเดียวกันแววตาเขาจากแข็งกร้าวก็เปลี่ยนไปด้วย “อะไรนะ!! บอกผมอีกทีสิเบญรดาว่าคุณไม่มีใคร!! บอกผมอีกที!!” ...น้ำเสียงนั้นอ่อนลงอย่างชัดเจน สีหน้าและแววตาก็เปลี่ยนไปจนไม่มีความดุดันเหลืออยู่....................
...สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่







![พี่รหัสจอมซึนอ้อนรักหวานใจยัยซูเปอร์โมเดล [ nc 20+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)