INICIAR SESIÓN...ตกค่ำ แสงดาวนำเสื้อผ้าพื้นเมืองชุดใหม่มาให้เบญรดาไว้เปลี่ยน
“พี่แสงดาวคะ วันนี้หนูขอทานข้าวที่ห้องนะคะ ปวดหัวยังไงไม่รู้ค่ะว่าจะนอนพักอีกหน่อยน่ะค่ะ” ...เธอบอกแสงดาวเพื่อให้ช่วยนำอาหารมาให้ที่ห้อง แสงดาวพยักหน้ารับแล้วเดินออกไป เธอขอโทษแสงดาวในใจที่เป็นภาระ และการบอกว่าปวดหัวนี้คือข้ออ้างที่ไม่อยากไปทานข้าวร่วมโต๊ะกับเจ้าของบ้านอีก ...เธอไม่ได้ไม่พอใจเขาที่ชอบแสดงอาการออกทางสายตา หากแต่มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้เพราะมีทั้งความกลัว หวั่นไหว ซ่อนเร้นอยู่จึงตัดปัญหาโดยการขอทานอาหารในห้องดีกว่า ...ขณะนั่งคิดเพลินๆ เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ...เมื่อเบญรดาเห็นหมายเลขที่แสดงบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือเป็นหมายเลขของคนที่เธอเพิ่งโทรไปหาเมื่อชั่วโมงที่แล้วก็รีบกดรับสายทันที “ฮัลโหล ค่ะท่าน” “ผมให้คนดูที่พักให้แล้ว เร็วทันใจจริงๆ พรุ่งนี้จะให้คนเข้าไปสำรวจพื้นที่และติดต่อยื่นเอกสารแทนคุณนะหมวด และจะให้เขาเช็คระแวกนั้นด้วยว่ามีอะไรต้องระวังบ้าง ถ้าพรุ่งนี้ทุกอย่างเรียบร้อยวันมะรืนก็เข้าอยู่ได้เลย พร้อมมั้ย!!” “พร้อมค่ะท่าน หนูพร้อมตลอดเวลาค่ะ ยิ่งไปเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีค่ะ หนูเป็นห่วงงานมากค่ะ” “ไม่ต้องรีบ ยังพอมีเวลาอยู่บ้าง ดูแลตัวเองให้ดีด้วย นี่ถ้าเป็นตำรวจนายอื่นผมเรียกตัวกลับแล้ว แต่นี่เป็นคุณนะหมวด ผมรู้ว่าคุณกระดูกเบอร์ไหนผมถึงให้คุณตัดสินใจเองได้ในหลายๆ เรื่อง เอาล่ะงั้นเตรียมพร้อมสำหรับมะรืนนะ แค่นี้ก่อน” ...เบญรดาวางสายจากท่าน ผบ.ตร.แล้วเผลอเปิดยิ้มออกมา รู้สึกโล่งอกอยู่ครามครันที่จะได้ไม่ต้องอยู่ในบรรยากาศที่ตัวเองก็เรียกมันไม่ถูก รู้แต่ว่ารู้สึกกลัวตัวเองขึ้นมาเสียอย่างนั้น กลัวว่าจะเผลอไผลไปกับสัมผัสและความรู้สึกที่เขาส่งมาให้ แล้วจะทำให้เสียงานเสียการเปล่าๆ) .................... ...ค่ำนี้โอมสั่งงานให้อินตาดูแลต่อ นั่นทำให้เขาไม่ต้องขับรถวิ่งเข้าเมืองรอบที่สองในตอนเย็น และขณะนั่งทานอาหารมื้อค่ำคนเดียว เขาก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปหลังจากแสงดาวบอกว่าเธอจะขอทานข้าวที่ห้อง ...โอมคิดในใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอถึงจะทานข้าวเมื่อค่ำในห้อง เมื่อตอนบ่ายเขายังเห็นความสดใสน่ารักและน่าประทับใจอยู่เลย ยิ่งเมื่อแน่ใจแล้วว่าคนที่เขาเก็บไว้ลึกๆ ในใจเมื่อแปดปีก่อนจนเกือบเลือนหายไปนั้น กลับมามีตัวตนกลายเป็นคนที่เข้ามาพักอยู่ในบ้านเขาขณะนี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ในวันนี้...โอมคิดต่อไปว่า หรือนี่คือสิ่งที่ทำให้เขาเลือกทำแต่งานไม่สนใจใคร ก็เพราะหัวใจมันรอคอยอยู่อย่างลมๆ แล้งๆ จับต้องอะไรไม่ได้ เพราะลึกๆ ก็หวังว่าสักวันจะเจอใครสักคนที่คล้ายเธอคนนั้น แต่วันนี้คนที่เจอมันยิ่งกว่าคล้ายเสียอีก มันยิ่งกว่าละครเสียอีก แต่ก็ต้องเชื่อว่าโลกเหวี่ยงเธอกลับมา โลกเหวี่ยงเธอกลับมาหาเขาที่อายุสามสิบสามปีในตอนนี้
...อาหารมื้อค่ำตรงหน้าถูกจัดการอย่างรวดเร็ว แล้วเขาก็ลุกไปยังห้องทำงานเปิดคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คตรวจงานไปเรื่อยเปื่อย แต่เขารู้ว่านี่คือตรวจงานแบบส่งๆ ฆ่าเวลาให้ผ่านไป แต่ใจจริงกลับคิดถึงคนที่อยู่ในห้องพักอีกห้อง ...จนห้าทุ่มเขาก็ยังไม่อยากพักผ่อน ตรงกันข้ามที่จิตใจเริ่มร้อนรนและอยากรู้ว่าเพราะอะไรที่เธอคนนั้นถึงต้องหลบหน้าเขา แล้วความคิดบางอย่างก็เกิดขึ้นมาให้เจ็บใจเล่นเสียอย่างนั้น (หรือเพราะเธอมีคนรักอยู่แล้วที่กรุงเทพ เธอคงจะมีแฟนอยู่แล้วจึงพยายามหลบหน้าเราเพราะเธอรู้แล้วว่าเรารู้สึกอย่างไรกับเธอ) ...เมื่อคิดออกมาอย่างนั้นโอมก็รู้สึกแปลบขึ้นมาทันทีที่หัวใจ ยิ่งคิดก็ยิ่งแปลบ และเมื่อยิ่งคิดไปไกลว่าเธออาจมีแผนแต่งงานกับคนรักอยู่แล้วก็ได้ก็ยิ่งทำให้อาการเจ็บแปลบนั้นรุนแรงขึ้น ...โอมลุกเดินออกจากห้องทำงานแล้วตรงไปยังบาร์เล็กๆ ซึ่งจัดไว้มุมหนึ่งของบ้าน เขายืนดูเครื่องดื่มที่ทำให้ร้อนซึ่งมีทั้งบรั่นดีและวอดก้าเพื่อจะเลือกหยิบจากชั้นวางมาดับความวุ่นวายในใจ แล้วเขาก็หยิบบรั่นดีมาขวดหนึ่งแล้วหยิบแก้วบรั่นดีมาด้วย...เขาค่อยๆ รินบรั่นดีลงแก้วก้านสั้นแล้วมองน้ำสีอำพันที่ไหลลงแก้วนั่นอย่างใช้ความคิดแล้วยกแก้วขึ้นกระดกบรั่นดีเข้าปากรวดเดียวหมด ลำคอสัมผัสความร้อนผ่าวของบรั่นดีแล้วค่อยๆ แผ่ซ่านล้ำลึกลงไปจนรู้สึกร้อนผ่าวไปทั้งกายใจ เขาถือทั้งแก้วและขวดบรั่นดีเดินออกไปตรงระเบียงหวังจะร่ำสุราใต้ผืนฟ้าแสงดาวให้หัวใจหยุดวุ่นวายเสียที
...เขานั่งเอกขเนกบนเก้าอี้ผ้าใบ ตามองไกลขึ้นไปบนท้องฟ้าที่มีดวงดาวเจิดจ้าอยู่นับร้อยนับพันพร้อมกับยกแก้วกระดกบรั่นดีเป็นระยะๆ แต่เมื่อสำรวจความรู้สึกดูก็กลับพบว่าจิตใจไม่ได้หยุดคิดเรื่องที่ปรุงแต่งขึ้นมาได้เลย ...ยิ่งกระดกบรั่นดีเข้าปากถี่ขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งใส่ไฟไปเองให้เสียความรู้สึกมากขึ้นเท่านั้น แม้บางช่วงพยายามห้ามความคิดว่าสิ่งที่คิดขึ้นเองนั้นเขาเองก็ยังไม่รู้ข้อเท็จจริงสักอย่าง แต่แล้วโอมก็หยุดที่จะคิดไปในทางลบไม่ได้ ยิ่งดื่มความอัดอั้นก็ยิ่งมีมากขึ้นว่าทำไมเธอถึงหลบหน้าเขาไม่ยอมมาทานมื้อค่ำด้วยกัน อะไรเป็นสาเหตุ หรือเพราะเธอมีคนรักอยู่แล้วจึงไม่อยากใกล้ชิดเขา นี่คือความคิดที่วนเวียนซ้ำไปซ้ำมาจนหาทางออกไม่ได้ ...แสงดาวไล่ปิดไฟในตัวบ้านจนเหลือแค่บางจุดไว้ให้พอเห็นรำไรเท่านั้น และเมื่อเห็นเจ้านายนั่งมืดๆ อยู่ตรงระเบียงโดยไม่เปิดไฟ เธอก็ไม่ก้าวก่ายในความเป็นส่วนตัวแค่ยังเปิดไฟจุดที่ใกล้ระเบียงไว้ให้ก่อนจะกลับบ้านพักตัวเอง...เมื่อเวลาล่วงไปจนดึกอากาศก็เย็นมากขึ้น แต่ความเยือกเย็นของอากาศไม่ได้ช่วยให้ใจเขาเย็นลงเลย เขายังคงย้ำคิดอยู่ที่เดิมว่าหากเธอมีคนรักอยู่แล้วจริงๆ แล้วเขาจะทำอย่างไร หรือถ้าเธอยังไม่มีใครแล้วเขาพอจะมีที่ยืนในใจเธอได้บ้างไหม แต่ดูท่าทางจากที่เธอหลบหลีกไม่อยากเจอหน้าเขาอยู่แบบนี้ก็ต้องมีอะไรสักอย่างแน่นอน
...อารมณ์คับข้องใจเริ่มกินพื้นที่ในใจมากขึ้น เช่นเดียวกับบรั่นดีที่ดื่มเข้าไปเกินครึ่งขวดแล้วก็ค่อยๆ แผลงฤทธิ์ความร้อนเช่นกัน ยิ่งเป็นคนไม่ชอบอะไรคาใจก็ยิ่งจะนั่งไม่ติด เพราะอยากถามให้รู้ชัดไปเลย....................
...สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่



![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



