LOGIN(ณ ศูนย์ฝึกปฏิบัติการพิเศษทางยุทธวิธี เมืองเฮียร์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ)
...ตำรวจชายหญิงสี่ร้อยกว่านายจากทั่วโลกเข้ารายงานตัวกับเจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติของอังกฤษเพื่อเข้าร่วมการฝึกครั้งนี้ ...เมื่อถึงห้องพักที่แบ่งคนละตึกระหว่างชายหญิง ทุกคนก็เก็บสัมภาระเข้าที่และเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดฝึกคือเสื้อยืดแขนสั้นสีดำและกางเกงแทคติคอลหรือกางเกงยุทธวิธีหรือที่คนทั่วไปเรียกว่ากางเกงคาร์โก้แบบทหารพร้อมด้วยใส่รองเท้าคอมแบ็ทและออกไปเจอกับครูฝึกที่สนาม ...การฝึกครั้งนี้ไม่ต้องมีพิธีรีตรองหรือฟรีไทม์ก่อนฝึก แต่จะเริ่มฝึกกันเลยโดยด่านแรกที่ต้องทำหลังจากรวมตัวคือการรับนกหวีดประจำตัวสำหรับห้อยคอกับปัตตาเลี่ยนแบบไร้สายไปเพื่อให้ทุกคนโกนผมด้วยตัวเองโดยมีการจับเวลาห้ามเกินหกสิบวินาที ...ตามด้วยวิ่งรอบสนามกลางแดดเปรี้ยงอีกสิบรอบในสภาพหลังจากโกนผมซึ่งยังมีเศษผมติดตามร่างกายและเสื้อผ้าแถมยังต้องนอนผึ่งแดดกลางอุณหภูมิที่เหมือนนรก วัตถุประสงค์คือฝึกความทนทานต่อความร้อนและเพื่อเปลี่ยนสีผิว ...เบญรดาวิ่งรอบสนามครบสิบรอบก็หายใจหอบแฮกๆ เดินโซซัดโซเซไปยังตำแหน่งที่ทหารจัดไว้ให้ตัวเองสำหรับนอนผึ่งกายรับแสงจากดวงอาทิตย์ที่แผดจ้าและเหมือนว่าดวงอาทิตย์นั้นอยู่ใกล้มากจนมือเกือบเอื้อมถึง ...เบญรดาหลับตาทำหน้าหยีเพราะมองสู้แสงแดดไม่ได้ ร่างกายกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจหอบถี่ พยายามนึกถึงหน้าพ่อแม่แม้ว่าเมื่อครู่จะรู้สึกเสียดายผมยาวสยายสวยงามที่ผู้เป็นแม่หวีให้บ่อยๆ แต่ตอนนี้มันไม่อยู่กับเธอแล้วแม้แต่เส้นเดียว ...ศีรษะโล้นๆ ที่เพิ่งถูกขูดด้วยปัตตาเลี่ยนเริ่มมีอาการแสบร้อนเพราะแสงแดดแผดเผา ไหนจะคันคะเยอไปทั้งตัวเพราะเศษผมทิ่มแทงตามแผ่นหลังตามซอกคอ อีกทั้งความเหนียวเหนอะหนะของเหงื่อที่ทะลักซึมออกมาตามแผ่นหลังทำให้อยากล้วงมือเข้าไปเกาให้หนังถลอกแต่เมื่อเหลือบมองว่าคนอื่นๆ ที่นอนผึ่งแดดอยู่เต็มสนามมีแต่นิ่งและเงียบกริบก็จำเป็นต้องนิ่งเหมือนคนอื่นๆ ไปด้วย...ครูผึกสายโหดเดินถึงโทรโข่งมาอยู่กึ่งกลางของแถวทั้งหมดแล้วพูดเสียงใส่โทรโข่งเสียงดังลั่นเป็นภาษาอังกฤษ
“ประกาศ!!! ผู้เข้าฝึกที่อาบแดดครบหนึ่งชั่วโมงครึ่งแล้วให้วิ่งรอบสนามอีกสิบรอบแล้วไปเข้าห้องรักษาอุณหภูมิเพื่อว่ายน้ำคนละหนึ่งร้อยเมตร จำไว้ว่าหากคุณไม่ไหวคุณสามารถยุติการฝึกได้ตลอดเวลา หรือหากคุณเกิดอาการฉุกเฉินให้เป่านกหวีดส่งสัญญาณแล้วจะมีเจ้าหน้าที่ไปนำคุณส่งเข้าห้องพยาบาล เมื่อคุณอาการดีขึ้นคุณมีสิทธิ์เลือกว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้ ผู้เข้าฝึกทุกคนรับทราบตามนี้โดยทั่วกัน!!” ...เสียงพูดนั้นแหลมกึกก้องจนหูแทบแตก ...ทันใดนั้นเบญรดาได้ยินเสียงคนที่นอนผึ่งแดดอยู่ใกล้ๆ ตัวเองลุกขึ้นยืนแล้วเริ่มวิ่งไปยังลู่วิ่งซึ่งแสดงว่าคนคนนั้นได้นอนผึ่งแดดครบตามเวลาที่กำหนดแล้ว ...ผิวหนังที่รู้สึกแสบร้อนจนเหมือนจะมอดไหม้นั้นค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความเจ็บปวดและด้านชา เมื่อนาฬิกาข้อมือส่งเสียงปลุกบอกเวลาว่าการผึ่งแดดครบกำหนดแล้วเธอจึงทำท่าจะลุกเพื่อวิ่งไปยังลู่วิ่ง ...แต่อากาศที่ร้อนจัดทำให้รู้สึกสมองมึนงงและหน้ามืด เธอจึงรีบนอนคว่ำลงบนสนามหญ้าอีกครั้งแล้วค่อยๆ ลืมตาปรับสภาพการมองเห็นจนแน่ใจแล้วว่าจะไม่ล้มทั้งยื่นแน่ๆ จึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอีกครั้งแล้ววิ่งเหยาะๆ ไปยังลู่วิ่งเพื่อวิ่งรอบสนามอีกสิบรอบ .................... “นี่พี่ไม่รู้ตัวเลยเหรอว่ากำลังทำอะไรอยู่ ใครๆ ก็รู้ว่าไอ้พ่อเลี้ยงทรงพลนั่นมันมาเฟียเลวๆ จนหาดีไม่ได้เลย!!” ...โอมยืนพูดด้วยความรู้สึกเคืองเมื่อรู้ว่าพี่สาวกำลังคบหาอยู่กับพ่อเลี้ยงทรงพลตัวการธุรกิจมืดระดับภาค ...ออมเกิดอาการไม่พอใจทันทีเมื่อน้องชายแสดงคำพูดเชิงกระแนะกระเหนเธอ “หยุดว่าพ่อเลี้ยงแบบนั้นนะโอม!!! ก็เพราะทุกคนเข้าใจผิดคิดว่าเขาไม่ดีไง!!! ถึงไม่เคยได้รับโอกาสที่จะแสดงตัวอีกด้านให้ใครเห็น กิจการมากมายเงินทองมากมายถ้าเขาไม่เก่งจริงแล้วเงินจะงอกออกมามากมายก่ายกองเป็นภูมเขาได้เหรอ!!!” ...ออมสาดกลับไปอย่างเหลืออดเพราะทนไม่ได้ที่ใครๆ ก็มองว่าพ่อเลี้ยงทรงพลไม่ดี โอมเห็นหน้าพี่สาวก็โมโหและไม่อยากจะเชื่อที่พี่สาวเขาไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับความผิดของพ่อเลี้ยงทรงพล “งอกมาได้ยังไงเหรอ!!!! ก็งอกมาจากของผิดกฎหมายไง!!! เรื่องนี้ใครๆ ก็รู้แต่ทำไมพี่ไม่รู้หรือแกล้งไม่รู้!!! พี่เป็นคนฉลาดนะพี่ออมแต่ทำไมเรื่องนี้พี่ถึงกลายเป็นคนคิดน้อยไปได้!!!” ...โอมตะคอกกลับไปอย่างสุดอารมณ์จนเสียงดังลั่นบ้าน เพราะเขาเองก็มีเพื่อนๆ คอยบอกว่าไอ้นั่นมันเลวระยำแค่ไหน จนพ่อต้องโทรไปบอกว่าพี่สาวคนเดียวของเขาที่ฉลาดเป็นกรดกำลังโง่เง่าเอาตัวไปพัวพันกับคนเลวหนักแผ่นดินอย่างพ่อเลี้ยงทรงพล ...วันนี้เมื่อเขาเข้าเมืองเพื่อมาตรวจเช็ครถบรรทุกตู้ทึบรักษาอุณหภูมิเพื่อขนส่งกล้วยไม้ไปส่งยังตลาดกลางจึงถือโอกาสแวะที่บ้านเพื่อจะสอบถามให้รู้เรื่อง แต่ดูท่าพี่สาวชักจะคุยไม่รู้เรื่องและเละเทะไปกันใหญ่แล้ว “หยุดนะโอม!! แกด่าฉันอยู่นะ!! เออฉันมันโง่!! โง่มากใช่ไหมที่จะลองมีใครสักคนแล้วบังเอิญว่าคนนั้นมีข่าวไม่ดีอย่างนั้นไม่ดีอย่างนี้ ถามหน่อยเหอะ!!! แกเชื่อเขาเหรอ!!! ข่าวมันก็ลงมั่วซั่วเพราะอยากขายข่าวยิ่งพ่อเลี้ยงเป็นนักธุรกิจดังไปทั่วภาคเหนือมีใครบ้างไม่อยากรู้เรื่องของเขา ฉันจะบอกให้ว่าฉันกับพ่อเลี้ยงคุยกันแล้วว่าเราจะคบหากันและเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมเขาจะส่งผู้ใหญ่มาทาบทาม ไม่ใช่คบแบบผ่านๆ!!! แล้วแกคอยดูสิว่าเรื่องราวข่าวลือที่ได้ยินกันมาน่ะมันไม่จริง!! ฉันนี่แหละที่จะยืนเคียงข้างพ่อเลี้ยงอย่างสง่าผ่าเผยเพื่อประกาศให้โลกรู้ว่าเขาไม่ได้เป็นอย่างที่ใครๆ เข้าใจ!!” ...ออมยังคงสาดคำพูดออกมาเป็นชุดๆ แล้วยังใช้นิ้วจิ้มมายังหน้าอกตัวเองเพื่อยืนยันว่าเธอนี่แหละที่จะช่วยพลิกภาพพจน์ของพ่อเลี้ยงให้ผู้คนได้เห็นและดังไปทั้งภาคเหนือ ...โอมยืนจ้องพี่สาวแล้วกัดฟันกรอดๆ เพื่อข่มอารมณ์ เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าผู้หญิงที่รอบคอบอย่างพี่ออมจะกลายเป็นคนมองอะไรฉาบฉวยแบบนี้ไปได้ “หึ!!! พี่ไปโดนตัวไหนมาเนี่ยะ!!! หา!!! ที่ใช้ชีวิตอยู่ทุกวันนี่ไม่รู้เรื่องรู้ราวกับเขามั่งเลยเร๊อะ!! ไอ้พ่อเลี้ยงนั่นมันจะอ่อนกว่าแม่เราสักกี่ปีกันเชียว!! ป่านนี้ทั้งเมียทั้งลูกทั้งหลานเต็มบ้านเต็มเมืองแล้วมั้ง!! หรือมันเสกของใส่พี่ถึงได้หน้ามืดตามัวเห็นกงจักรเป็นดอกบัวแบบนี้!!!” ...โอมตะคอกกลับไปอีกอย่างเดือดดาลเพี๊ยะ!!! ...ฝ่ามือพี่สาวฟาดลงบนใบหน้าน้องชายเต็มแรงด้วยอารมณ์ทั้งมวลทั้งหมดที่ระเบิดออกมา ...โอมถึงกับหน้าหันไปตามแรงฟาดของมือพี่สาวแล้วค่อยๆ หันมามองพี่สาวอย่างโกรธแค้น เขาหรี่ตาและพยายามขบกรามไว้เพื่อข่มอารมณ์โกรธอีกครั้ง มือสองข้างกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ
....................
...สายอีกวันรถยนต์ส่วนบุคคลเจ็ดที่นั่งของโอมก็มาจอดตรงหน้าอาคารราชการในเมือง โอมในชุดสไตล์การแต่งกายที่คุ้นเคยยืนอยู่กับเบญรดาในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกางเกงยีนส์สีเข้ม โอมมองหน้าเบญรดาแล้วยิ้ม“พร้อมยัง!!”“มาขนาดนี้แล้วถ้าไม่พร้อมนี่เสียฟอร์มแย่สิ หึหึ”“ดีมาก งั้นไป”...ว่าแล้วโอมก็จูงมือเบญรดาเดินเข้าไปยังสำนักงานราชการเพื่อทำการจดทะเบียนสมรสตามที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อคืน และเขาก็โทรไปคุยกับท่านนายพลและคุณปรียารวมทั้งวิทเรียบร้อยแล้วด้วย หลังจากคุยกับฝั่งเบญรดาแล้วเขาก็โทรบอกพ่อกับแม่เขาเองด้วยแล้วเล่าทุกอย่างให้ฟังคร่าวๆ เมื่อผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาเขาก็พาเธอมาจดทะเบียนเลยในวันนี้...ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงและยินยอมของเธอกับเขาและผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย นั่นคือจะไม่มีการจัดงานแต่งงานหรืองานเลี้ยงใดๆ เพราะให้เกียรติตำแหน่งและหน้าที่ของเบญรดาที่ยังคงอยู่แบบไร้ตัวตนตามที่เธอร้องขอ...โอมที่วันนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นคนละคนกับวันก่อนๆ หัวใจเขาได้รับการซ่อมแซมแล้วตั้งแต่เมื่อคืนซึ่งถือว่าเขายังโชคดีที่เบญรดากลับมาทันเวลา เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจหลับไม่ตื่นไปแล้วจากการรอเธออย่างไม่มีจุดหมาย...
“มีวันนึงพี่วิทไปทำงานแล้วโดนตามค่ะ พี่วินก็โดนตาม ดีที่ไหวตัวทันเลยย้ายกันไปอยู่บ้านอีกหลังแล้วทำงานอยู่ที่บ้านค่ะ แล้วก็เปลี่ยนซิมใหม่กันหมดเพราะป๊ายื่นเรื่องไปที่ตำรวจไซเบอร์จนได้รู้ว่ามันตามจากเบอร์โทรค่ะ ส่วนที่พี่วิทไม่ติดต่อกลับหาคุณเพราะ เอ่อ...”“เพราะอะไร!!”“เอ่อ..คือ เพราะป๊าถามฉันว่าถ้ายังเสี่ยงอยู่แบบนี้แล้วจะยังอยากกลับมาหาคุณไหม ตอนนั้นฉันนอนหยอดข้าวต้มอยู่แล้วคิดว่าถ้าฉันเลือกเส้นทางนี้แล้วและตอนนี้ก็เจ็บสาหัสยิ่งอนาคตก็ยิ่งบอกไม่ได้ว่าจะตายหรือจะรอด ฉันเลยบอกป๊าว่าไม่ขอไปต่อกับคุณแล้วค่ะ ป๊าเลยบอกพี่วิทว่าถ้าฉันเลือกแบบนั้นก็ให้พี่วิทหยุดคุยเรื่องฉันกับคุณไปเลย แค่ให้คนที่บริษัทดำเนินการเรื่องงานไปตามปกติ และรอดูสถานการณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่พี่วิทค่อยกลับมาคุยงานกับคุณเหมือนเดิม ป๊าบอกว่าให้ความเงียบค่อยๆ บอกคุณเอง เอ่อคุณอย่าโกรธป๊านะคะ ถ้าจะโกรธก็โกรธฉันนี่” ...โอมยิ่งฟังก็ยิ่งคิดว่านี่คือรายละเอียดสำคัญทั้งนั้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเขาตอนนี้คือนี่ไม่ใช่หรือคือปาฏิหาริย์ที่เขาร้องขอทุกวันทุกคืนทั้งๆ ที่เธอตัดเขาไปแล้ว แต่แล้วเธอก็กลับมา เขาค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไป
...เขาหลับลึกจนฝันเห็นเบญรดาอยู่บ่อยครับ และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เขากำลังฝันว่าเธอมาหามาดูแลเขา มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบโดยเธอมานั่งตรงริมขอบที่นอนแล้วยกฝ่ามือขึ้นแตะหน้าผากเขาเพื่อจะดูว่าความร้อนจากอาการไข้ได้ลงลงหรือยัง...ในฝันนั้นเขาเห็นว่าขณะเธอกำลังใช้มืออังหน้าผากเขาอยู่นั้น และเขาก็กลัวว่าเธอจะดึงมือกลับเขาเลยรีบคว้ามือนั้นเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอจากเขาไปอีก“น้องเบล!!!”...โอมเผลอเรียกชื่อนั้นออกมาพร้อมร่างที่สะท้านตัวขึ้นตามความกลัวว่าเธอจะหายไป จนเมื่อลืมตาขึ้นถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความฝัน...แต่ความฝันทำไมเหมือนจริงเสียเหลือเกิน เพราะขนาดรู้สึกตัวแล้วก็ยังรู้สึกว่ามือเขากำลังกุมมือใครอยู่“เป็นอย่างไรบ้างคะ!! พี่แสงดาวบอกว่าคุณไม่สบายเลยกินยาแล้วนอน ตอนนี้ดีขึ้นหรือยัง!!”...น้ำเสียงที่คุ้นเคยนั้นถามเขา แต่เพราะโอมยังตกอยู่ในความงุนงงว่านี่คือความฝันหรือความจริง เขามองผู้หญิงที่นั่งอยู่ข้างเขาตอนนี้ เธอสวมเสื้อเชิ้ดรัดรูปสีฟ้าอ่อนและกางเกงผ้าสีดำ และหน้าตาท่าทางเธอคนนี้ก็เหมือนคนที่จากเขาไปแล้วทุกกระเบียดนิ้ว...โอมรู้สึกลำคอตีบตันขึ้นมาอีกแล้วเพราะคิดว่ามีแต่คนใจ
...จากหนึ่งวันเป็นสามวัน จากสามวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์ก็ผ่านไปเป็นเดือน จนวันเวลาล่วงเลยเข้าเดือนที่สาม...ชายหนุ่มที่ชื่ออภิภัทร์หรือโอมยังคงใช้ชีวิตปกติกับธุรกิจฟาร์มกล้วยไม้กลางดอยแม่แจ่ม และนับวันก็ยิ่งมีหน่วยงานต่างๆ ได้ติดต่อเข้ามายังบริษัทขนาดกลางของเขาเพื่อขอเป็นคู่ค้าบ้างและสั่งจองดอกกล้วยไม้จากฟาร์มเพื่อประดับตกแต่งรองรับงานต่างๆ มากมายจนแต่ละเดือนมียอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่ายินดี...และแม้ว่ากิจการจะเติบโตและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้มากมาย แต่ผู้เป็นเจ้าของกิจการกลับไม่มีความสุขจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นเลย จากชายหนุ่มบุคลิกดีหน้าตาดีจนเป็นที่แอบถูกใจของสาวๆ มากมายและจิตใจที่เคยแข็งแกร่งแต่โอบอ้อมอารี ...กลายเป็นตอนนี้ผู้ชายที่ชื่อโอมซูบผอมลงมาก หน้าตาก็ดูเคร่งเครียดตลอดเวลาไม่ค่อยพูดค่อยจาเหมือนเมื่อก่อน และน้อยครั้งมากที่เขาจะแสดงตัวต่อสังคมหรือที่ไหนๆ ก็ตาม เพราะงานทุกอย่างสามารถสั่งการผ่านผู้จัดการและอินตาได้ เขาจึงมีโลกส่วนตัวที่ส่วนใหญ่จะอยู่แค่บ้านพักริมหน้าผากับกระท่อมปีกไม้กลางสวนกล้วยไม้เท่านั้น...แม้แต่อัญชิกาเองเขาก็เลือกที่บล็อคเบอร์เธอและบอกให้ผู้จัดการในบริษัท
...และแล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งวันเต็มๆ ที่โอมไม่สามารถทำอะไรได้เลย เขาอยากจะติดต่อคนโน้นคนนี้เพื่อตะล่อมถามก็เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยสถานะของเบญรดาออกไป เขาจึงตกอยู่ในภาวะเครียดอย่างหนัก...ขณะที่เขานั่งเคร่งเครียดอยู่ในห้องนั่งเล่นซึ่งแยกส่วนมาจากห้องโถงนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เขารีบหยิบมาดูก็เห็นว่าเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นเคยแต่ก็รีบกดรับเพราะหวังว่าจะมีข่าวเบญรดา“ฮัลโหล สวัสดีครับคุณโอม ผมชื่อศิรวัฒน์นะครับ”“ฮัลโหล ครับสวัสดีครับ”“คือคุณวีรวิทย์เจ้านายของผมมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อประสานงานเรื่องกล้วยไม้กับคุณตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะครับ”...คำพูดจากคนที่โทรมาทำให้โอมแปลกใจ“อ้าวแล้วคุณวิทล่ะครับ ผมพยายามโทรติดต่อ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ”...โอมรีบถามกลับอย่างร้อนใจ เพราะนี่คงเป็นความหวังเดียวที่เขาจะได้รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น“คุณวีรวิทย์ลางานยาวเลยครับ ลาแบบไม่มีกำหนดและไม่ได้บอกไว้ครับว่าลาทำไม ลาไปไหน บอกอย่างเดียวว่าลาแบบไม่มีกำหนดเพราะมีเรื่องสำคัญมากต้องจัดการ และฝากบอกคุณว่าช่วงนี้ยังไม่ต้องไปที่บ้านนะครับเพราะตอนนี้ไม่มีใครอยู่เลย เลยเกรง
...โอมขับรถมาตามถนนสายหลักจนมาถึงทางแยกเข้าสู่ถนนเป้าหมายเพื่อไปยังโกดังพ่อเลี้ยงทรงพล แต่ข้างหน้าเขาเห็นตำรวจจราจรหลายนายคอยโบกมือส่งสัญญาณห้ามรถเลี้ยวเข้าถนนเส้นนั้น และทำการโบกมือส่งสัญญาณให้รถเบี่ยงไปทางอื่น...นี่คือช่วงเวลาเคลียร์พื้นที่ เจ้าหน้าที่จึงต้องคอยกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปใกล้พื้นที่ที่เกิดเหตุ...โอมหักพวงมาลัยเข้าซ้ายมือเพื่อจอดรถตรงข้างทางก่อนจะถึงทางแยกที่มีตำรวจจราจรยืนอยู่นั่น เพราะต่อให้เขาไปต่อเขาก็คงเข้าไปไม่ได้อยู่ดี เขาลงมายืนดูสถานการณ์ว่าพอจะมีทางได้เข้าไปเส้นทางนั้นได้หรือไม่...รถราเริ่มหนาตาขึ้นและชะลอเป็นคอขวดอยู่เต็มถนนเส้นหลัก เพราะข้างหน้ามีเจ้าหน้าที่คอยเปิดทางให้รถวิ่งผ่านเป็นระยะๆ...แล้วเสียงเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง เขาเงยหน้ามองตามใบพัดยักษ์ที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ นั่น ใจโอมเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะและมีแต่ความสงสัยว่าจะมีใครอยู่บนเฮลิคอปเตอร์นั่นบ้าง จะมีเบญรดาอยู่ด้วยไหม!! ถ้าเธออยู่ด้วยเธอปลอดภัยดีใช่ไหม!!...แต่แล้วโอมก็ทำได้แค่ยืนแหงนมองเฮลิคอปเตอร์ที่ดังสะท้านไปทั้งน่านฟ้าเมืองเชียงใหม่ ก่อนจะค่อยๆ หายลับไปสุดปลายฟ้านั่น แต่






![เพลิงแค้นเจ้าสาวผิดตัว [Love Drama 18+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
