Masuk“อวี้หรง… อวี้หรง!”เสียงเรียกที่แฝงด้วยความกังวลดังขึ้นท่ามกลางแสงอรุณที่ลอดผ่านหลังคาผุพังของวัดร้าง อาชิงโน้มตัวลง เขย่าไหล่หญิงสาวอย่างระมัดระวัง อาม่านรีบขยับเข้ามาใกล้ ยื่นมืออังจมูกที่ยังมีลมหายใจอยู่ ก่อนจะเอาหลังมือแตะแก้มด้วยสีหน้าแตกตื่นความร้อนที่แผ่ซ่านออกมาจากผิวกาย ทำให้หัวใจเด็กหญิงเต้นรัวไม่เป็นส่ำ“อวี้หรง… ท่านเป็นยังไงบ้าง” อาม่านเสียงสั่นเครือ“เจ้าไหวหรือไม่” อาชิงถามซ้ำ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวลหญิงสาวค่อยๆลืมตาสะลึมสะลือ ภาพตรงหน้าคือเด็กน้อยตัวมอมแมมสองคนจ้องนางอยู่ หญิงสาวพยายามยกมุมปากขึ้นยิ้มบาง ๆ“ข้า…ไม่เป็นไร แค่เพลียเท่านั้นเอง ใช้พลังมากไปหน่อย ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว”หญิงสาวเอ่ยเสียงแผ่วอาม่านรีบพยักหน้ารับ ดวงตาเอ่อคลอ“ข้าตกใจหมด… ท่านไม่ฟื้นสักที” เสียงของเด็กหญิงสั่นเครืออาชิงกลับก้าวเข้ามาใกล้ ถามด้วยความห่วงใย“เจ้าหิวน้ำหรือไม่ เดี๋ยวข้าจะไปตักน้ำมาให้”“อื้อ…หิวนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไร ข้ามีน้ำอยู่”คำตอบนั้นทำให้อาชิงเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ“หือ? เจ้ามีน้ำด้วยหรือ”“ไหน อยู่ที่ใด” เสียงอาม่านถามพลางมองหาน้ำที่หญิงสาวว่าหญิงสาวยิ้มบาง ดวงตาแฝงแววลึกล
คนขายหมั่นโถวเงยหน้ามามองเด็กทั้งสองด้วยสายตาเคยชิน แต่พอเห็นอวี้หรง สีหน้ากลับเปลี่ยนไปทันที แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจระคนรังเกียจ เพราะไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน “จะซื้อมั้ยล่ะ ถ้าไม่ซื้อก็ไปยืนห่าง ๆ หน่อย ขวางลูกค้าคนอื่นเขา!” เสียงห้วนดังขึ้นอย่างไม่เป็นมิตรอาชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าเบา ๆ แล้วดันอาม่านไปข้างหน้า“ซื้อสิ…เอาหกลูก ห่อกลับ”เถ้าแก่รับเงินอย่างไม่เต็มใจ ยื่นหมั่นโถวหกลูกใส่ห่อกระดาษเก่า ๆ กลับมาให้ พร้อมกับเงินทอนที่เหลือราวหกสิบอีแปะอาชิงเก็บเงินอเเปะไว้อย่างสุขใจ อาม่านหยิบหมันโถวร้อนๆ ยื่นให้อวี้หรง อาชิง“รีบกินตอนร้อนๆ อร่อยมากนะ”หมั่นโถวร้อน ๆ ในมืออาจไม่ใช่อาหารหรู แต่สำหรับวันนี้ มันทำให้ทั้งสามคนได้อิ่มท้องและยิ้มออกพร้อมกัน“อวี้หรง…ใกล้ค่ำแล้ว เจ้าจะไปนอนกับเรามั้ย?” อาม่าหันมาถาม น้ำเสียงเนิบช้าหญิงสาวพยักหน้าทันที ไหน ๆ ก็ออกจากจวนนั้นมาแล้ว ต่อให้เป็นวัดร้างหรือกระท่อมพัง ๆ อย่างน้อยก็ไม่มีใครตี ใครทำร้าย หรือสั่งให้คุกเข่า‘ขอแค่คืนนี้มีที่พัก…พรุ่งนี้ค่อยคิดต่อว่าจะเอายังไงดี’ทั้งสามคนเดินลัดเลาะไปตามตรอกแคบเพื่อจะไปหาที่พักในค่ำคืนนี้ แต่เ
นางรีบทรุดตัวลง หลบอยู่หลังพุ่มไม้รกที่ขึ้นสูงท่วมหัวใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ ขณะพรายผ่องลอยมาใกล้หู“อย่าเคลื่อนไหวนะแม่...พวกเขากำลังมองมาทางนี้”นางกัดฟันแน่น มือกำชายเสื้อจนแน่นเหงื่อไหลซึมตามไรผม“แก้ว ทอง ปิดตาพวกมันไว้ชั่วครู่ได้ไหม”ภัทรมนตรากระซิบแผ่ว“ได้...แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้นนะแม่ พลังข้ามีไม่มากพอเหมือนแต่ก่อน”“ได้”พรายทั้งสองเคลื่อนไหวรวดเร็ว หมอกดำแผ่ซ่านไหลตามเงาที่ทอดยาวของต้นไม้ ก่อนจะลอยไปตามเงาของทหารที่กำลังเดินมา ทหารทั้งสองคนสะดุดเล็กน้อย ก่อนจะเบือนหน้ากลับไปทางเดิมเหมือนไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ภัทรมนตราฉวยโอกาสนั้น ย่อตัวลงต่ำ ค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปตามแนวรั้วไม้เก่าที่เริ่มผุพัง ทุกย่างก้าวล้วนเป็นการเดิมพันกับชีวิต“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ข้าต้องออกจากที่นี่ให้ได้...อยู่ที่นี่ไม่ได้แล้วจ้า อยู่ก็ตายจ้า... บาย...บาย....จวนเสนาบดี”ในที่สุด นางก็หลุดพ้นจากเขตจวนออกมาได้อย่างปลอดภัย ภัทรมนตราทรุดตัวลงพิงต้นไม้ หอบหายใจแรงเฮือกใหญ่“ฮู้วววว รอดแล้วโว้ย! นี่มันภารกิจหลบหนีหรือหนังแอคชันกันแน่เนี่ย... "เมื่อออกจากจวนได้ หญิงสาวก็รีบเดินลัดเลาะไปตามถนนหนทางที่เต็มไปด้วยผ
เช้าตรู่วันถัดมา ภัทรมนตรายังคงนอนที่กองหญ้าแห้งแต่สักพักได้ยินเสียงฝีเท้าหนักสามสี่คู่เดินใกล้เข้ามาเรื่อย ๆพื้นไม้หน้าเรือนเก็บฟืนส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดใต้แรงกดของรองเท้าพร้อมกับเสียงพูดคุยบุรุษด้วยวาจาเหยียดหยามที่ชัดเจนดังก้องมาที่หูของหญิงสาว“ฮูหยินสั่งให้เรามาดูนังไร้ค่าทำไม เสียเวลาข้ายิ่งนัก”“ให้มาดูว่าตายหรือยัง”“คนไร้ค่านั้นปล่อยมันตายไปไม่ดีรึ อยู่ไปก็เปลืองข้าวเปลืองน้ำ!”เสียงหนึ่งเย็นชา เจือหงุดหงิดปนรำคาญ“ไร้ประโยชน์สิ้นดี พลังปราณก็ไม่มี สู้คุณหนูสี่ยังไม่ได้ แม้แต่เด็กแค่ห้าขวบ ยังปลุกพลังธาตุไฟขึ้นได้แล้ว!”ภัทรมนตรานิ่งฟังอยู่ในเงามืด มือที่ประสานกันแน่นเมื่อครู่ค่อย ๆ คลายออก แววตาที่เคยหม่นเศร้าเริ่มทอประกายแข็งกร้าว“โลกนี้...ตัดสินค่าของคนแค่เพราะพลังปราณงั้นหรือ ไม่เห็นค่าความเป็นคนกันเลยหรือ?”เธอกำหมัดแน่นแม้ร่างนี้จะผอมแห้ง ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะยืนเต็มตัวแต่ภายในจิตของเธอ พลังอาคมที่สะสมผ่านการเรียนรู้กับเหล่าอาจารย์จากผืนแผ่นดินไทยกลับร้อนระอุขึ้นอย่างเงียบงันเสียงอีกคนพูดขึ้นพลางถอนใจ“อย่าพูดมากเลย รีบไปดูว่ามันตายหรือยัง” มือหนาหยาบของเอื้อมไปที่กลอน
เธอพึมพำเสียงเบา ราวกับกระซิบ“ชีวิตเธอ...ช่างโหดร้ายเหลือเกิน หลินอวี้หรง…”หญิงสาวหลับตาแน่น ปล่อยให้น้ำตาไหลรินเงียบงันแล้วสูดหายใจเข้าอย่างช้า ๆ“แต่ต่อจากนี้ เจ้าไม่ต้องเจ็บอีกต่อไปแล้ว”“ข้าจะยืมร่างของเจ้า...เพื่อชำระหนี้เเค้น ชดเชยทุกหยาดน้ำตาที่เจ้าเสียไป”ภัทรมนตรา ยกมือขึ้นประสานกลางอก เธอหลับตาลง ช้า ๆ สูดลมหายใจแผ่วเบา แล้วเริ่มสวดคาถาโบราณที่เคยร่ำเรียนจากครูบาอาจารย์ เพื่อส่งดวงวิญญาณของ หลินอวี้หรองไปสู่สุคติ“นะโมพุทธายะ ปิตุ โมหะ ปะฏิกะมะ...”“สัพเพสัง วิญญาณานัง สุคะตัง ยายะ มังปิ นะมามิ…”ในห้วงจิตที่ลึกที่สุดคล้ายมีสายลมหนึ่งพัดผ่านเบา ๆ เงาร่างเลือนลางของเด็กสาวผู้หนึ่งรากฏขึ้นเธอยืนเงียบ ดวงตากลมโตนั้นเต็มไปด้วยความแปลกใจ ปะปนด้วยความอ่อนโยนแล้วก็ค่อย ๆ ยิ้มออกมาอย่างบางเบาก่อนจะหายวับไปพร้อมแสงสลัว........................ภัทรมนตราลืมตาขึ้นอีกครั้ง แม้ดวงตายังแดงช้ำจากน้ำตาแต่แววตานั้น เปี่ยมด้วยความแน่วแน่“เจ้าจงหลับให้สบายนะ หลินอวี้หรง”“ข้าจะอยู่ในร่างนี้ในนามของเจ้าเอง”“และข้าจะคืนความยุติธรรมให้แก่เจ้าด้วยสองมือข้าเอง”พอกล่าวสักพักเธอถึงรูสึกกระหายน้ำเ
บทที่ 1กลิ่นอับชื้นจากไม้เก่า และกลิ่นคาวเลือดอ่อนจางลอยแตะปลายจมูก ความรู้สึกหนักอึ้งของร่างกาย ราวถูกกดทับด้วยหินนับพันก้อน....................ภัทรมนตรา ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เธอเห็นคือเพดานไม้ที่แตกร้าว คานบนหัวขึ้นรา และหยากไย่ห้อยลงใกล้หน้าเธออย่างน่าขนลุก เธอกัดฟันพยายามดันตัวขึ้นจากที่นอนที่ปูด้วยหญ้าแห้ง มองรอบๆ เป็นห้องเก็บฟืนเก่าๆ ถูกปิดจากด้านนอก มีแสงจันทร์แยงเข้ามาตามซีกไม้ที่ผุพัง ทำให้มองเห็นแขน ขา ผอมแห้ง เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำทั้งเก่าและใหม่ เสื้อผ้าซอมซ่อ ขาดรุ่งริ่ง เธอขมวดคิ้วแน่น พลางพึมพำเสียงเบาหวิว“นี่ฉันอยู่ที่ไหน”สักพัก.......อาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงก็ถาโถมเข้ามาโดยไม่ให้สัญญาณราวกับคลื่นพายุโถมใส่ เธอยกมือกุมขมับ แรงสั่นสะเทือนแทรกเข้าในโสตประสาทดวงตาพร่ามัว ลมหายใจสะดุด ร่างกายสั่นเทาก่อนภาพหนึ่งจะแล่นเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว.........ภาพของดรุณีนางหนึ่ง อายุราว สิบสี่ สิบห้าปี ชื่อ หลินอวี้หรง บุตรตรีคนรอง ที่เกิดจากอนุ “เซิ่ง” ภรรยาลำดับที่สามของเสนาบดีฝ่ายซ้าย“หลินเหวินอัน”อนุเซ







