LOGIN“เธอ…หมอผีไสยเวทขาว ผู้เป็นศิษย์เอกของอาจารย์ทั้งสายยักษ์ ครุฑ นาค เเละมีผีพรายผู้ภักดี กลับต้องตายเพราะการต่อสู้กับหมอผีสายดำผู้ร่ายคาถาคำสาปอันดำมืด และข้ามภพมาอยู่ในร่างลูกอนุที่ไร้พลังปราณ!”
View Moreบทนำ
ยามหนึ่งค่ำ.............................สายลมกรรโชกแรงพัดพาฝุ่นควันตลบไปทั่วบริเวณลานกว้างหน้าวัดร้าง เสียงโหยหวนของวิญญาณเร่ร่อนดังก้องสะท้อนรอบพงไพร มวลพลังมืดเข้มข้นแผ่ปกคลุมฟ้าดิน กลบแสงจันทร์จนมืดมิด
กลางลานมีกองไฟสีเขียวอมดำลุกโชติช่วง ล้อมรอบร่างของชายในผ้าขาวม้าแดง ผมยาวพันศีรษะนามว่า
“เถรดำ”
เขากำลังทำพิธีกรรมบูชาภูตผี นรกภูมิ แลกพลัง อายุขัยของคนที่มีความโลภ ใบหน้าชุ่มเหงื่อของหญิงชายหลายสิบชีวิตที่ได้หลงติดกับดัก ปรากฏอยู่ข้างพิธี
“ความปรารถนา...หน้าตา...อำนาจ...เจ้าทั้งหลายต้องการ ข้าย่อมให้! แต่ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนเช่นกัน”
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจของเถรดำดังขึ้นพร้อมเปลวไฟที่พวยพุ่งสูงลิบแต่ก่อนที่เขาจะลงยันต์สุดท้ายสำเร็จเสียงสวดคาถาขานแว่วแทรกเข้ามา ถ้อยคำชัดเจน หนักแน่น และสะท้อนก้องในอากาศ
“โอม นะโม พุทธายะ
อิติ สุคโต มหาเตชะวันโต
สัพพะสิทธิภะวันตุเม...!”
หญิงสาวในชุดสีขาวบริสุทธิ์ก้าวออกมาจากเงามืด รอบกายเรืองแสงสว่างนวลตา ผมยาวถักเปียประดับด้ายแดง เครื่องรางพรายสายรุ้งคล้องอยู่รอบข้อมือ
“ภัทรมนตรา” หรือ “นะมล” หมอผีสาวไสยเวทขาวศิษย์ผู้สำเร็จเวทย์โบราณจากทั้งอาจารย์สายยักษ์ สายพญาครุฑ สายพญานาค และมีผีพรายผู้ภักดี
“เจ้า...เด็กนั่นอีกแล้ว” เถรดำคำรามเสียงต่ำ “คิดว่าพลังศรัทธาจะชนะความปรารถนาของมนุษย์หรือไง!”
“ความปรารถนาที่ต้องแลกด้วยวิญญาณและอายุขัยของคนอื่น...นั่นไม่ใช่พลัง แต่คือคำสาป เป็นกรรมหนักหนานัก!”
ว่าเเล้วเธอก็ชูมือขึ้น วาดวงยันต์บนพื้นด้วยผงว่านเจ็ดราตรีและดินเจ็ดป่าช้า
ตึงงงง!
เสียงพสุธาสะเทือนเลือนลั่น ขณะเปลวอาคมของทั้งสองปะทะกันกลางฟากฟ้า พลังแห่งศรัทธา ปะทะ ไสยดำอันเจ้าเล่ห์ เถรดำ เขวี้ยงวัตถุผงสีดำ โถมใส่นะมล แต่หญิงสาวตั้งมั่น สวดคาถา “มนต์ถอนใจ” พลางเรียกพรายผ่อง พรายแก้ว พรายทอง ออกมาช่วยสะท้อนพลังคืนกลับ
“ยะมะ ยะมะ พรหมาเทวา!
โอม ระงับเงา เงากลืนใจจงเสื่อมสูญ!”
การต่อสู้ดำเนินไปท่ามกลางพายุเเห่งมนต์อาคม เสียงโหยหวนของวิญญาณดังระงมแข่งกับสายลมที่รุนแรงขึ้นทุกขณะ...
จนเมื่อเถรดำถูกตีกลับด้วยมนต์สะท้อนขั้นสูงเสียงหัวเราะต่ำสะท้อนก้องกลางลานพิธี เขาทรุดกายลงชั่วครู่ มือข้างหนึ่งแตะพื้นดินแน่นจนเล็บจิกลงในดินแฉะ อีกข้างกำยันต์ดำที่แปดเปื้อนเลือดตนเอง
“หึ...เจ้าคิดว่าชนะแล้วหรือ ภัทรมนตรา”
พรึ่บ!
ทันใดนั้น ดินรอบลานก็สั่นสะเทือน แผ่นยันต์นับสิบปลิวว่อนขึ้นฟ้า ก่อนฝังลงกับพื้น เปิดผนึก “ผีหมื่นคำกาลี” ทั้งเก่าทั้งใหม่กว่าร้อยตนที่ร่างกายเน่าเฟะ ผิวหนังฉีกขาด เส้นผมยุ่งเหยิงและตาแดงฉาน ปรากฏล้อมรอบหญิงสาว เสียงกรีดร้องของพวกมันแหลมสูงราวใบมีดบาดฟาดกับอากาศ
“วิญญาณสังเวยทั้งหลาย...
อุทิศให้ข้า ข้าจะปลุกเจ้า!”
เถรดำขานคาถาอย่างคลุ้มคลั่ง เลือดไหลออกจากดวงตาทั้งสองข้าง แต่เขายังคงหัวเราะ
“โอม มะ อะ อุ อัปปะ กะสัง วิญญาโณ ลุก!”
ผีนับร้อยตนระเบิดพลังกลายเป็นกระแสหมอกดำไหลรวมเข้ากลางอักขระวงใหญ่แปรเปลี่ยนกายเป็นหมอกมนต์ กลายเป็นรูปวิญญาณขนาดใหญ่อันเกรี้ยวกราด สูงตระหง่านดั่งเสาหลักสิบศอกเศษ ดวงเนตรแดงฉานดังโลหิต ขู่คำรามต่ำราวธรณีสะท้าน สะเทือนพื้นดินทุกหลืบลึกให้สั่นไหววิญญาณผีหมื่นคำกาลีแผดเสียงคำรามก้อง ฝีเท้าหนักดั่งหินผา ฟาดลงพื้น เงาสูงเสียดฟ้าย่างเข้าหาหญิงสาว หมายทำลายให้สิ้นชีวิต
แต่ภัทรมนตราไม่ถอยเธอประสานมือขึ้นกลางอก หลับตาแน่น ริมฝีปากขยับช้า ๆ สวดเรียกเสียงจากห้วงลึก เสียงที่ไม่ได้ขานนามนั้นมานาน......
“โอมปู่เอ๋ย ปู่ทัตถะ ยักษ์เจ้าไตรภพ
ผู้เหยียบขุนเขา ผู้ขานพระเวทย์ ผู้ครองเสียงอสนี
ข้าศิษย์ภัทรมนตรา ขอบารมีท่าน...จงเสด็จมา ณ บัดนี้”
ตึงงงง!!!
แผ่นดินไหวสะเทือน พสุธาใต้เท้าของเธอแยกออกเป็นรอยร้าวก่อนจะมีแขนสีเขียวเข้มทะลุพื้นดินผุดขึ้นมาช้า ๆ
“โอหิ! โอหิ! ปู่ข้ามาแล้ว เด็กน้อยของข้า!”
เสียงกึกก้องกัมปนาท ดั่งฟ้าคำรามกลางท้องธาร ร่างใหญ่ยิ่งกว่าภูผาผุดขึ้นจากดิน มือหนึ่งถือกระบองยักษ์ อีกมือเหยียบอักขระผนึกเส้นผมถักเกล้า ตาแดงวาบ คิ้วขมวดแน่นด้วยแรงโทสะ
“ท่านปู่ยักษ์ทัตถะ ศิษย์ขอแจ้ง เถรดำใช้วิญญาณบริสุทธิ์ของมนุษย์สังเวยแก่ภูติผี เพื่อความปรารถนาตน บัดนี้ลูกอันเชิญท่านเพื่อกำราบสิ่งที่ทำลายชีวิตมวลมนุษย์ และให้ดวงวิญญานที่ถูกจองจำหลุดพ้น!”
เมื่อนะมลกล่าวจบ ยักษ์ทัตถะ ยักษ์แห่งไตรภพ จ้องดวงเนตรแดงฉานของตนไปยังร่างวิญญาณผีหมื่นกาลี ขนาดมหึมาทันที มันแผดคำราม ตวัดเงาเข้าใส่ แต่กระบองยักษ์ฟาดสวนด้วยแรงอสนีบาต เสียงกระแทกสนั่นจนกลุ่มวิญญาณผีหมื่นคำกาลีกระเจิง นะมลยืนนิ่งกลางวงยันต์มือทั้งสองประสาน เขียนอักขระกลางอากาศอีกครั้ง เธอสวดต่อด้วยเสียงเรียบเย็น
“โอม พุทธะสังมิ พุทธะขันธ์"
เถรดำเริ่มถอยหลัง วิญญาณหมื่นคำกาลีส่งเสียงสั่นไหวคล้ายจะขาดจากการควบคุมแต่ชายผู้นั้นหัวเราะ รวบพลังเฮือกสุดท้าย
“หากเจ้ายังรอด ข้าขอสาปให้เจ้าหลุดพ้นจากโลกนี้ ไปยังดินแดนที่ไสยเวทย์ของเจ้ามิอาจใช้การได้!”
ตูมมมม!!!
อักขระระเบิดกลางฟ้า พลังทั้งมืดและขาวสว่างปะทะกันกลางอากาศ
แรงระเบิดทำให้ร่างของภัทรมนตราถูกกระแทกเต็มแรง เธอกระอักโลหิตออกมาระลอกใหญ่ ลมหายใจเริ่มขาดห้วง ดวงตาค่อย ๆ ปิดลง
แต่ก่อนจะวูบไป เธอเห็น.....................นัยน์ตายักษ์ที่มองเธอด้วยแววห่วงใย และกล่าวประโยคสั้นๆ
“จงไป...และจงกลับมาเมื่อถึงเวลาแห่งการล้างคำสาป”
จากนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างมืดสนิท เหลือเพียงกลิ่นธูปค้างอยู่ในสายลม..........................
นางรีบทรุดตัวลง หลบอยู่หลังพุ่มไม้รกที่ขึ้นสูงท่วมหัวใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ ขณะพรายผ่องลอยมาใกล้หู“อย่าเคลื่อนไหวนะแม่...พวกเขากำลังมองมาทางนี้”นางกัดฟันแน่น มือกำชายเสื้อจนแน่นเหงื่อไหลซึมตามไรผม“แก้ว ทอง ปิดตาพวกมันไว้ชั่วครู่ได้ไหม”ภัทรมนตรากระซิบแผ่ว“ได้...แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้นนะแม่ พลังข้ามีไม่มากพอเหมือนแต่ก่อน”“ได้”พรายทั้งสองเคลื่อนไหวรวดเร็ว หมอกดำแผ่ซ่านไหลตามเงาที่ทอดยาวของต้นไม้ ก่อนจะลอยไปตามเงาของทหารที่กำลังเดินมา ทหารทั้งสองคนสะดุดเล็กน้อย ก่อนจะเบือนหน้ากลับไปทางเดิมเหมือนไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ภัทรมนตราฉวยโอกาสนั้น ย่อตัวลงต่ำ ค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปตามแนวรั้วไม้เก่าที่เริ่มผุพัง ทุกย่างก้าวล้วนเป็นการเดิมพันกับชีวิต“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ข้าต้องออกจากที่นี่ให้ได้...อยู่ที่นี่ไม่ได้แล้วจ้า อยู่ก็ตายจ้า... บาย...บาย....จวนเสนาบดี”ในที่สุด นางก็หลุดพ้นจากเขตจวนออกมาได้อย่างปลอดภัย ภัทรมนตราทรุดตัวลงพิงต้นไม้ หอบหายใจแรงเฮือกใหญ่“ฮู้วววว รอดแล้วโว้ย! นี่มันภารกิจหลบหนีหรือหนังแอคชันกันแน่เนี่ย... "เมื่อออกจากจวนได้ หญิงสาวก็รีบเดินลัดเลาะไปตามถนนหนทางที่เต็มไปด้วยผ
เช้าตรู่วันถัดมา ภัทรมนตรายังคงนอนที่กองหญ้าแห้งแต่สักพักได้ยินเสียงฝีเท้าหนักสามสี่คู่เดินใกล้เข้ามาเรื่อย ๆพื้นไม้หน้าเรือนเก็บฟืนส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดใต้แรงกดของรองเท้าพร้อมกับเสียงพูดคุยบุรุษด้วยวาจาเหยียดหยามที่ชัดเจนดังก้องมาที่หูของหญิงสาว“ฮูหยินสั่งให้เรามาดูนังไร้ค่าทำไม เสียเวลาข้ายิ่งนัก”“ให้มาดูว่าตายหรือยัง”“คนไร้ค่านั้นปล่อยมันตายไปไม่ดีรึ อยู่ไปก็เปลืองข้าวเปลืองน้ำ!”เสียงหนึ่งเย็นชา เจือหงุดหงิดปนรำคาญ“ไร้ประโยชน์สิ้นดี พลังปราณก็ไม่มี สู้คุณหนูสี่ยังไม่ได้ แม้แต่เด็กแค่ห้าขวบ ยังปลุกพลังธาตุไฟขึ้นได้แล้ว!”ภัทรมนตรานิ่งฟังอยู่ในเงามืด มือที่ประสานกันแน่นเมื่อครู่ค่อย ๆ คลายออก แววตาที่เคยหม่นเศร้าเริ่มทอประกายแข็งกร้าว“โลกนี้...ตัดสินค่าของคนแค่เพราะพลังปราณงั้นหรือ ไม่เห็นค่าความเป็นคนกันเลยหรือ?”เธอกำหมัดแน่นแม้ร่างนี้จะผอมแห้ง ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะยืนเต็มตัวแต่ภายในจิตของเธอ พลังอาคมที่สะสมผ่านการเรียนรู้กับเหล่าอาจารย์จากผืนแผ่นดินไทยกลับร้อนระอุขึ้นอย่างเงียบงันเสียงอีกคนพูดขึ้นพลางถอนใจ“อย่าพูดมากเลย รีบไปดูว่ามันตายหรือยัง” มือหนาหยาบของเอื้อมไปที่กลอน
เธอพึมพำเสียงเบา ราวกับกระซิบ“ชีวิตเธอ...ช่างโหดร้ายเหลือเกิน หลินอวี้หรง…”หญิงสาวหลับตาแน่น ปล่อยให้น้ำตาไหลรินเงียบงันแล้วสูดหายใจเข้าอย่างช้า ๆ“แต่ต่อจากนี้ เจ้าไม่ต้องเจ็บอีกต่อไปแล้ว”“ข้าจะยืมร่างของเจ้า...เพื่อชำระหนี้เเค้น ชดเชยทุกหยาดน้ำตาที่เจ้าเสียไป”ภัทรมนตรา ยกมือขึ้นประสานกลางอก เธอหลับตาลง ช้า ๆ สูดลมหายใจแผ่วเบา แล้วเริ่มสวดคาถาโบราณที่เคยร่ำเรียนจากครูบาอาจารย์ เพื่อส่งดวงวิญญาณของ หลินอวี้หรองไปสู่สุคติ“นะโมพุทธายะ ปิตุ โมหะ ปะฏิกะมะ...”“สัพเพสัง วิญญาณานัง สุคะตัง ยายะ มังปิ นะมามิ…”ในห้วงจิตที่ลึกที่สุดคล้ายมีสายลมหนึ่งพัดผ่านเบา ๆ เงาร่างเลือนลางของเด็กสาวผู้หนึ่งรากฏขึ้นเธอยืนเงียบ ดวงตากลมโตนั้นเต็มไปด้วยความแปลกใจ ปะปนด้วยความอ่อนโยนแล้วก็ค่อย ๆ ยิ้มออกมาอย่างบางเบาก่อนจะหายวับไปพร้อมแสงสลัว........................ภัทรมนตราลืมตาขึ้นอีกครั้ง แม้ดวงตายังแดงช้ำจากน้ำตาแต่แววตานั้น เปี่ยมด้วยความแน่วแน่“เจ้าจงหลับให้สบายนะ หลินอวี้หรง”“ข้าจะอยู่ในร่างนี้ในนามของเจ้าเอง”“และข้าจะคืนความยุติธรรมให้แก่เจ้าด้วยสองมือข้าเอง”พอกล่าวสักพักเธอถึงรูสึกกระหายน้ำเ
บทที่ 1กลิ่นอับชื้นจากไม้เก่า และกลิ่นคาวเลือดอ่อนจางลอยแตะปลายจมูก ความรู้สึกหนักอึ้งของร่างกาย ราวถูกกดทับด้วยหินนับพันก้อน....................ภัทรมนตรา ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เธอเห็นคือเพดานไม้ที่แตกร้าว คานบนหัวขึ้นรา และหยากไย่ห้อยลงใกล้หน้าเธออย่างน่าขนลุก เธอกัดฟันพยายามดันตัวขึ้นจากที่นอนที่ปูด้วยหญ้าแห้ง มองรอบๆ เป็นห้องเก็บฟืนเก่าๆ ถูกปิดจากด้านนอก มีแสงจันทร์แยงเข้ามาตามซีกไม้ที่ผุพัง ทำให้มองเห็นแขน ขา ผอมแห้ง เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำทั้งเก่าและใหม่ เสื้อผ้าซอมซ่อ ขาดรุ่งริ่ง เธอขมวดคิ้วแน่น พลางพึมพำเสียงเบาหวิว“นี่ฉันอยู่ที่ไหน”สักพัก.......อาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงก็ถาโถมเข้ามาโดยไม่ให้สัญญาณราวกับคลื่นพายุโถมใส่ เธอยกมือกุมขมับ แรงสั่นสะเทือนแทรกเข้าในโสตประสาทดวงตาพร่ามัว ลมหายใจสะดุด ร่างกายสั่นเทาก่อนภาพหนึ่งจะแล่นเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว.........ภาพของดรุณีนางหนึ่ง อายุราว สิบสี่ สิบห้าปี ชื่อ หลินอวี้หรง บุตรตรีคนรอง ที่เกิดจากอนุ “เซิ่ง” ภรรยาลำดับที่สามของเสนาบดีฝ่ายซ้าย“หลินเหวินอัน”อนุเซ