LOGINตอนที่ 51 พระจันทร์ยิ้ม
บนชานเรือนที่ปูสาดสีสวย สำรับอาหารมื้อเย็นถูกล้อมรอบด้วยคนสำคัญในชีวิตของกริช พ่อผู้ใหญ่บ้าน ลุงหวัง ย่าบุญมา และอิปิ๊ กริชนั่งพิงเสาเรือนเพราะยังเจ็บแผลอยู่เล็กน้อย โดยมีอิปิ๊คอยตักอ่อมไก่ใส่ถ้วยให้ไม่ขาด
"กริช... เรื่องนายทุนมันจบลงแล้วกะจริง" พ่อผู้ใหญ่บ้านเอ่ยเสียงเข้มขึ้น
"แต่ข่อยมีเรื่องหนึ่งสิถามเจ้าในฐานะคนที่เป็นพ่อ... เจ้าสิรับมือจั่งใด๋กับความรู้สึกของชาวบ้านบางคนที่เขายังเสียดายเงินของนายทุนอยู่ถึงมื้อนี้เขาเห็นความจริง แต่ความจนมันกะยังค้ำคอเขาอยู่เด้อ" กริชวางช้อนลง เขาไม่ได้ตอบทันทีแต่มองออกไปที่ผืนนาสีดำขลับในยามโพล้เพล้
"นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ ครับพ่อผู้ใหญ่ ผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าที่ดินมันงอกเงยเป็นเงินได้มากกว่าเงินฟาดหัวของนายทุน ผมจะเริ่มทำนาสีทองให้เป็นต้นแบบ ใครอยากมีรายได้ผมจะสอนให้ทำโฮมสเตย์สอนให้แปรรูปข้าวและผมจะหาตลาดรองรับให้เองด้วยคอนเนกชันที่ผมมี"
"อ้ายกริชสิทำจริง ๆ บ่จ้ะ" อิปิ๊ถาม แววตาเต็มไปด้วยความหวัง
"ปิ๊สิเป็นคนแรกที่ลงแรงช่วยอ้ายเอง"
"อ้ายทำจริงแน่ปิ๊... แต่อ้ายทำคนเดียวไม่ได้" กริชหันมาสบตาอิปิ๊กลางวงกินข้าว
"อ้ายต้องการ ผู้จัดการส่วนตัว'ที่ดุที่สุดในโคกอีแหลวมาช่วยคุมคนงาน... ปิ๊สนใจตำแหน่งนี้ไหม?"
"ถ้ามีเงินเดือนเป็นหัวใจอ้าย... ปิ๊สิรับพิจารณาจ้ะ" อิปิ๊ตอบสวนทันควัน ทำเอาพ่อผู้ใหญ่บ้านสำลักแกงอ่อมจนหน้าแดง
หลังจากวงข้าวเลิกรา ย่าบุญมาและพ่อผู้ใหญ่แยกย้ายไปพักผ่อน เหลือเพียงกริชที่นั่งรับลมอยู่ตรงระเบียงเรือนใหม่ และอิปิ๊ที่กำลังเช็ดพื้นชานเรือนเป็นขั้นตอนสุดท้าย
"ปิ๊... มานั่งนี่หน่อย" กริชเรียกเบา ๆ อิปิ๊เดินเข้ามาทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ
"เจ็บแผลบ่อ้าย ให้ปิ๊ไปเอายาหม่องมาทาให้บ่"
"เจ็บน่ะเจ็บอยู่... แต่ในใจมันตื่นเต้นมากกว่า" กริชจับมืออิปิ๊มากุมไว้
"ปิ๊รู้ไหม ตอนที่อ้ายอยู่กรุงเทพฯ อ้ายมีทุกอย่างยกเว้นความสุขแต่พอได้กลับมาที่นี่ ได้โดนปิ๊ด่า ได้ขี่ซาเล้ง ได้สู้เพื่อที่นา... อ้ายถึงรู้ว่านี่แหละคือวิมานที่อ้ายตามหา" อิปิ๊นิ่งฟัง
แสงจันทร์นวลที่สาดส่องลงมาที่ระเบียงทำให้เห็นแววตาของเธอที่สั่นไหว มือเล็ก ๆ ที่เคยจับจอบจับเสียมสู้กับพวกนายทุน บัดนี้กลับสั่นเทาอยู่ในอุ้งมือหนาของกริช เธอพยายามจะชักมือกลับตามประสาคนขี้เขิน แต่พอสบตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจของสถาปนิกหนุ่ม เธอก็ยอมปล่อยใจให้เขากุมไว้อย่างนั้น
"อ้ายกริช... พูดจาเป็นนกเป็นหนูไปได้" อิปิ๊พึมพำเสียงเบา
"ปิ๊มันกะแค่เด็กกะโปโลบ้านนอก ดื้อกะดื้อ ปากก็เสีย อ้ายกริชเรียนจบสูง เป็นถึงสถาปนิกเกียรตินิยม สิมาหาความสุขกับคนอย่างปิ๊ได้จั่งใด๋ อ้ายบ่กลัวคนในเมืองเขาหัวเราะเยาะบ่ที่มีเมียขับซาเล้ง" กริชกระชับมือเธอแน่นขึ้นอีกนิดพลางยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้ม
"ใครจะหัวเราะก็ช่างเขาปิ๊ แต่สำหรับอ้าย... เกียรตินิยมที่อ้ายภูมิใจที่สุด ไม่ใช่ใบปริญญาที่ใส่กรอบไว้ที่กรุงเทพฯ แต่มันคือการที่อ้ายชนะใจผู้หญิงใจเด็ดที่ชื่ออิปิ๊ต่างหาก" กริชโน้มตัวเข้าไปใกล้ จนอิปิ๊ได้กลิ่นจาง ๆ ของยาหม่องผสมกับกลิ่นอายความอบอุ่น
"ซาเล้งของปิ๊นั่นแหละที่ช่วยชีวิตอ้ายไว้ และที่สำคัญ... อ้ายชอบตอนปิ๊ด่าที่สุดเลยนะ เพราะมันทำให้อ้ายรู้ว่าปิ๊เป็นห่วงอ้ายขนาดไหน"
"คนบ้าใครเขาชอบโดนด่ากัน" อิปิ๊ค้อนขวับ แต่คราวนี้รอยยิ้มหวานกลับผุดขึ้นที่มุมปาก
"ต่อจากนี้ไปปิ๊สิด่าให้อ้ายหูชาทุกวันเลย คอยดูเถอะ"
กริชหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะหยิบเอา ประคำไม้พะยูง ที่เหลือเพียงเมล็ดเดียวที่เขาแอบเก็บไว้ตอนมันขาดสะบั้นกลางลานวัด ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เขาบรรจงวางมันลงบนฝ่ามือของอิปิ๊
"เมล็ดประคำนี้ ย่าบอกว่าเป็นไม้พะยูงที่พ่อไกรปลูกไว้ มันแข็งแกร่งและมีค่ามากนะปิ๊ อ้ายฝากไว้ที่ปิ๊ก่อนนะ... รอวันที่แผลอ้ายหายดี วันที่นาสีทองเริ่มเขียวขจี อ้ายจะขอเปลี่ยนจากเมล็ดไม้พะยูงนี้ เป็นแหวนทองมาจองตัวปิ๊ไว้อย่างเป็นทางการ"
อิปิ๊มองเมล็ดไม้ในมือ น้ำตาคลอเบ้าด้วยความซึ้งใจ เธอพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นว่าดึกมากแล้ว
"ปิ๊... ปิ๊สิรอนะจ๊ะอ้าย แต่มื้อนี้อ้ายนอนพักผ่อนเถอะ แผลยังไม่แห้งห้ามซนเด็ดขาด" เธอพูดพลางจัดแจงห่มผ้าให้กริชที่พิงเสาอยู่
"ปิ๊สิกลับบ้านแล้วเด้อ พรุ่งนี้เช้าสิรีบตื่นมาทำข้าวต้มใส่ขิงเยอะ ๆ มาให้กิน"
"เดินทางดี ๆ นะเจ้าสาวซาเล้งของอ้าย" กริชส่งยิ้มให้
อิปิ๊เดินลงเรือนไปด้วยหัวใจที่พองโต เธอโดดขึ้นคร่อมซาเล้งคู่ใจ สตาร์ทรถเครื่องเสียงดัง บรืนนนนน! แล้วบิดออกไปท่ามกลางแสงดาว กริชมองตามไฟท้ายรถซาเล้งที่ค่อย ๆ ลับตาไป พลางเอนกายพิงเสาเรือนใหม่ด้วยความรู้สึกที่ว่า... คืนนี้คือคืนที่เขาหลับฝันดีที่สุดในชีวิต
ไฟท้ายรถซาเล้งของอิปิ๊ค่อย ๆ จางหายไปในความมืดตามแนวแมกไม้ ทิ้งไว้เพียงเสียงเครื่องยนต์ที่แว่วมาตามลมก่อนจะเงียบสงบลง กริชยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหน เขาทอดสายตามองไปยังทิศทางที่หญิงสาวเพิ่งจากไป ความอบอุ่นที่ฝ่ามือยังคงหลงเหลืออยู่ ราวกับว่าความเข้มแข็งและจริงใจของอิปิ๊ได้ซึมซาบเข้าสู่กระแสเลือดของเขา ช่วยทุเลาความเจ็บปวดจากบาดแผลให้กลายเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย
เขาเงยหน้าขึ้นมองพระจันทร์ดวงกลมโตที่ลอยเด่นอยู่เหนือยอดตาล แสงจันทร์คืนนี้ช่างเหลืองนวลตาและสว่างไสวผิดกว่าคืนไหน ๆ กริชระบายยิ้มออกมาคนเดียวพลางนึกถึง "เจ้าสาวซาเล้ง" ที่เพิ่งจะบิดรถหนีความเขินอายออกไป
"ขอบคุณนะปิ๊ ที่ทำให้ความหมายของคำว่าบ้านชัดเจนขนาดนี้" เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นด้วยความระมัดระวัง เพื่อเข้าไปพักผ่อนในห้องนอนใหม่ตามที่ย่าสั่ง
ทางด้านอิปิ๊ที่กำลังบิดมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างคู่ใจไปตามทางลูกรัง ลมเย็น ๆ ของกลางทุ่งปะทะใบหน้า แต่ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกหนาวแม้แต่นิดเดียว เพราะในใจมันร้อนรุ่มไปด้วยความขัดเขินที่สลัดไม่หลุด มือซ้ายที่กุมแฮนด์รถแอบคลายออกเล็กน้อยเพื่อสัมผัสกับเมล็ดประคำไม้พะยูงในกระเป๋าเสื้อ เธอแตะมันเบา ๆ ราวกับกลัวว่ามันจะหายไป
"อ้ายกริชคนบ้า... พูดออกมาได้จั่งใด๋ว่าจะเปลี่ยนเป็นแหวนทอง" อิปิ๊บิดคันเร่งรัว ๆ กลบเสียงหัวใจที่เต้นโครมคราม
เมื่อถึงบ้านไม้ใต้ถุนสูงของพ่อผู้ใหญ่ อิปิ๊รีบเก็บรถแล้วกึ่งวิ่งกึ่งเดินขึ้นเรือนไปอย่างรวดเร็ว เธอไม่ได้เข้าห้องนอนทันที แต่กลับเดินไปที่หน้าต่างไม้ตรงระเบียงเรือนที่มองเห็นยอดมะพร้าวและทิวป่าไผ่ไกล ๆ ซึ่งเป็นทิศที่ตั้งของบ้านย่าบุญมา
เธอนั่งลงตรงริมหน้าต่าง ปล่อยให้แสงจันทร์ฉาบลงบนใบหน้า อิปิ๊หยิบเมล็ดประคำออกมาวางบนฝ่ามือ ดวงตาคู่กลมทอดมองพระจันทร์ดวงเดียวกับที่กริชกำลังมองอยู่
"อ้ายกริชสิหลับหรือยังน้อ... แผลสิระบมบ่" เธอรำพึงรำพันกับดวงจันทร์ แววตาที่เคยดื้อรั้นบัดนี้อ่อนเชื่อมปานน้ำผึ้ง
"เมล็ดไม้เมล็ดเดียว แต่มันคือหนักในหัวใจปิ๊แท้หนออ้าย"
ความเงียบสงบของหมู่บ้านโคกอีแหลวในยามวิกาล ถูกห่อหุ้มด้วยบรรยากาศแห่งความคิดถึงที่ลอยละล่องอยู่ระหว่างเรือนไม้สองหลัง แม้จะมีทุ่งนากว้างใหญ่คั่นกลาง แต่ความรู้สึกของคนสองคนกลับเชื่อมถึงกันด้วยแสงจันทร์ กริชที่นอนเอนหลังอยู่บนฟูกใหม่ในห้องนอน เขาไม่ได้หลับตาลงทันที แต่มองลอดหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้ เห็นพระจันทร์ดวงเดิมที่เขามองเห็นจากระเบียงเมื่อครู่ เขาจินตนาการไปว่าในเวลานี้ อิปิ๊เองก็คงกำลังมองพระจันทร์ดวงนี้อยู่เช่นกัน
สถาปนิกอย่างเขา เคยคิดว่าการออกแบบอาคารที่สมบูรณ์แบบคือจุดสูงสุดของอาชีพ แต่คืนนี้เขาเรียนรู้ว่า การออกแบบความสุขที่เรียบง่ายท่ามกลางกลิ่นโคลนสาปควายและรวงข้าว คือสิ่งที่วิเศษยิ่งกว่างานเขียนแบบชิ้นไหน ๆ ในโลก
"ฝันดีนะปิ๊... พรุ่งนี้อ้ายจะตื่นมารอกินข้าวต้มฝีมือปิ๊แต่เช้าเลย" กริชกระซิบบอกพระจันทร์ ก่อนจะหลับตาลงพร้อมกับรอยยิ้มที่เปี่ยมสุขที่สุดในรอบหลายป
ในขณะเดียวกันที่บ้านพ่อผู้ใหญ่ อิปิ๊ยังคงกำเมล็ดประคำไว้แน่นจนหลับไปตรงริมหน้าต่างนั่นเอง ความล้าจากการตรากตรำสู้รบกับพวกนายทุนและความตื่นเต้นในหัวใจสยบลงในนิทราที่แสนหวาน ในความฝันของเธอ... ทุ่งนาของพ่อไกรไม่ได้มีเพียงสีดำของดินที่ว่างเปล่า แต่มันเต็มไปด้วยรวงข้าวสีทองอร่ามสุดลูกหูลูกตา และที่กลางทุ่งนั้น มีชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เขาชอบใส่ ยืนจูงมือเธอเดินไปตามคันนา กริชหันมาส่งยิ้มให้เธอ รอยยิ้มที่บอกว่าเขาจะไม่ไปไหนอีกแล้ว และซาเล้งของเธอจะไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มันจะขับเคลื่อนด้วย "ความรัก" ที่มั่นคงราวกับรากของไม้พะยูงอายุร้อยปี
จันทร์เจ้าขาคืนนี้... จึงเป็นพยานถึงคำมั่นสัญญาของคนสองคนที่ต่างฐานะ ต่างที่มา แต่มีหัวใจดวงเดียวกันที่ผูกพันอยู่กับผืนดินและกลิ่นอายของบ้านเกิดอย่างไม่อาจแยกจาก
ตอนที่ 53: รอยไหม้ที่ปลายทุ่ง เปลวเพลิงสีส้มที่โหมกระหน่ำท่ามกลางความมืดมิดของโคกอีแหลว ไม่ได้แผดเผาเพียงแค่ความฝันในโรงเรือนจิ้งหรีดของกริชเท่านั้น แต่มันกำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งหมู่บ้าน ลมทุ่งที่พัดแรงในช่วงรุ่งหอบเอาลูกไฟปลิวว่อนไปทางแปลงนาข้างเคียงที่ชาวบ้านเพิ่งจะลงฟางเตรียมดินไว้ กลิ่นควันไฟฉุนกะทัดรัดปลุกให้หัวใจของคนในตำบลตื่นตระหนก"ไฟไหม้ ช่วยด้วย ไอ้รุ่งมันเผานา" เสียงตะโกนของอิปิ๊ดังก้องไปทั่วคุ้งน้ำเพียงไม่กี่อึดใจ แสงไฟฉายจากบ้านเรือนรอบๆ ก็สว่างขึ้นมาดั่งหิ่งห้อยนับร้อยดวง ชาวบ้านทั้งชายและหญิงต่างหิ้วถังน้ำ ถือจอบ ถือเสียม วิ่งกรูมายังพิกัดที่เกิดเหตุด้วยความโกรธแค้น เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากไฟลามเข้าป่าข้าวหรือฟางนาในฤดูแล้งแบบนี้ ความฉิบหายจะไม่ได้หยุดแค่ที่นาของกริช แต่มันจะเผาผลาญปากท้องของคนทั้งหมู่บ้านให้วอดวายไปด้วยในขณะที่กริชและอิปิ๊กำลังง่วนกับการดับไฟที่โรงเรือน บักรุ่งที่นอนมอมแมมอยู่ในร่องน้ำพยายามจะตะเกียกตะกายหนี แต่มันกลับหนีไม่พ้นศาลเตี้ยของชาวบ้านที่มาถึงก่อนตำรวจ"มึงสิหนีไปไสไอ้รุ่ง มึงมันหนักแผ่นดิน" ลุงหวังที่วิ่งมาถึงคนแรกตะโกนลั่นพร้อมก
ตอนที่ 52: ตามใจผู้จัดการส่วนตัวสองสัปดาห์ผ่านไป... บรรยากาศในที่นาของพ่อไกรเปลี่ยนจากพื้นที่ขัดแย้งกลายเป็นพื้นที่แห่งชีวิตใหม่ แผลที่สีข้างของกริชสมานตัวจนเกือบสนิททิ้งไว้เพียงแผลเป็นแห่งเกียรติยศที่เขาภูมิใจ สถาปนิกหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นพับแขนและกางเกงเล บัดนี้ไม่ได้ถือเพียงตลับเมตร แต่เขายังสะพายย่ามที่เต็มไปด้วยสมุดสเก็ตช์ภาพและดินสอไม้ ที่ชานเรือนใหม่กริชกางกระดาษไขแผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะไม้ ผัง "นาสีทองตัวอย่าง" ถูกร่างขึ้นอย่างประณีต"ปิ๊ มาดูนี่สิ อ้ายแบ่งโซนเสร็จแล้วนะ" กริชตะโกนเรียกหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่หลังบ้านอิปิ๊ วิ่งร่าเข้ามาในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยดิน แต่มันคือดินที่เธอภูมิใจเสนอที่สุด เธอยกถังใส่ดินดำขลับที่มีกลิ่นหอมของใบไม้หมักขึ้นมาวางโชว์"นี่ไงอ้ายกริชดินปลูกสูตรนางสิงห์ ปิ๊หมักตามธรรมชาติ ใช้ทั้งรำละเอียด แกลบเผา แล้วก็มูลควายจากคอกพ่อผู้ใหญ่ผสมกับน้ำหมักชีวภาพที่ปิ๊บ่มไว้ในโอ่ง รับรองว่าปลูกอะไรก็งาม พืชผลสิอวบอัดปานคนเลี้ยงเลยล่ะ" อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางปาดเหงื่อที่ปลายจมูกจนเลอะดินเป็นปื้น กริชยิ้มอย่างเอ็นดู เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับรอยเลอะบนหน้าให้เธออย่
ตอนที่ 51 พระจันทร์ยิ้มบนชานเรือนที่ปูสาดสีสวย สำรับอาหารมื้อเย็นถูกล้อมรอบด้วยคนสำคัญในชีวิตของกริช พ่อผู้ใหญ่บ้าน ลุงหวัง ย่าบุญมา และอิปิ๊ กริชนั่งพิงเสาเรือนเพราะยังเจ็บแผลอยู่เล็กน้อย โดยมีอิปิ๊คอยตักอ่อมไก่ใส่ถ้วยให้ไม่ขาด"กริช... เรื่องนายทุนมันจบลงแล้วกะจริง" พ่อผู้ใหญ่บ้านเอ่ยเสียงเข้มขึ้น"แต่ข่อยมีเรื่องหนึ่งสิถามเจ้าในฐานะคนที่เป็นพ่อ... เจ้าสิรับมือจั่งใด๋กับความรู้สึกของชาวบ้านบางคนที่เขายังเสียดายเงินของนายทุนอยู่ถึงมื้อนี้เขาเห็นความจริง แต่ความจนมันกะยังค้ำคอเขาอยู่เด้อ" กริชวางช้อนลง เขาไม่ได้ตอบทันทีแต่มองออกไปที่ผืนนาสีดำขลับในยามโพล้เพล้ "นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ ครับพ่อผู้ใหญ่ ผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าที่ดินมันงอกเงยเป็นเงินได้มากกว่าเงินฟาดหัวของนายทุน ผมจะเริ่มทำนาสีทองให้เป็นต้นแบบ ใครอยากมีรายได้ผมจะสอนให้ทำโฮมสเตย์สอนให้แปรรูปข้าวและผมจะหาตลาดรองรับให้เองด้วยคอนเนกชันที่ผมมี""อ้ายกริชสิทำจริง ๆ บ่จ้ะ" อิปิ๊ถาม แววตาเต็มไปด้วยความหวัง "ปิ๊สิเป็นคนแรกที่ลงแรงช่วยอ้ายเอง""อ้ายทำจริงแน่ปิ๊... แต่อ้ายทำคนเดียวไม่ได้" กริชหันมาสบตาอิปิ๊กลาง
ตอนที่ 50 กฎเหล็กของปิ๊ภายในห้องพักฟื้นที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลความสุขที่แผ่ออกมาผ่านเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่หยอกล้อกันอย่างไม่ลดละ กริชที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้เริ่มมีสีเลือดฝาดบนใบหน้ามากขึ้น เขาใช้สายตาเจ้าเล่ห์นิด ๆ มองจ้องไปที่หญิงสาวที่กำลังขะมักเขม้นกับการปอกแอปเปิลให้เขาอย่างตั้งใจ"โถ่ปิ๊... นี่อ้ายเป็นถึงสถาปนิกเกียรตินิยมนะ จะไม่ให้รางวัลคนทำงานเหนื่อย ๆ ด้วยวิสกี้สักเป๊กสองเป๊กเลยเหรอ" กริชแกล้งทำเสียงออดอ้อนพลางยื่นมือไปสะกิดแขนเสื้อของเธอ"บ่ได้จ้ะอ้ายกริช" อิปิ๊ตอบเสียงแข็งแต่แววตาระยิบระยับด้วยความสนุก "เป็นสถาปนิกเกียรตินิยมกะต้องรักษาสุขภาพเแมะ อีกอย่าง... เงินน่ะ ปิ๊สิเอาไปซื้อแม่พันธุ์วัว ซื้อปุ๋ยคอกมาใส่ที่นาเฮาเบิด อ้ายอยากดื่มกะดื่มน้ำมะพร้าวเผาฝีมือปิ๊ไปก่อนแล้วกันเด้อ""โห... นี่ขนาดยังไม่ได้แต่งนะเนี่ย กฎเหล็กมาเป็นชุดเลย" กริชหัวเราะเบา ๆ จนต้องเอามือกุมแผล "โอ๊ย... เจ็บนะเนี่ย ปิ๊แกล้งให้อ้ายหัวเราะจนแผลสะเทือนใช่ไหม""สมน้ำหน้าจ้ะ ใครใช้ให้หัวเราะล่ะ" อิปิ๊ค้อนวงใหญ่แต่ก็รีบวางจานผลไม้แล้วขยับเข้าไปใกล้เตียงเพื่อเช็คดูอาการ "ไหน... เจ็บมา
ตอนที่ 49: คำสารภาพริมเตียงแสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวของโรงพยาบาลอำเภอ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ อบอวลอยู่ในห้องพักฟื้นที่เงียบสงบ บนเตียงคนไข้ กริช ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความเจ็บปลาบที่สีข้างยังคงอยู่ แต่มันเบาบางลงมากเมื่อเทียบกับความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อคืนสายตาของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มของ อิปิ๊ ที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยและยังมีคราบฝุ่นจางๆ ตามเสื้อผ้า ส่วน ย่าบุญมา นั่งเคี้ยวหมากอยู่อีกฝั่ง พอเห็นหลานชายขยับตัว ย่าก็อุทานออกมาด้วยความดีใจ"กริช ฟื้นแล้วบ่หลาน ย่าอยู่นี่เด้อ" อิปิ๊สะดุ้งตื่นตาเบิกโพลงพอเห็นกริชลืมตาเธอก็ลุกลี้ลุกลนทันที "อ้ายกริช อ้ายฟื้นแล้วเจ็บหม่องใด๋บ่ ปิ๊สิไปตามหมอ""ปิ๊..." กริชเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เขาแกล้งทำหน้าเหยเกเหมือนเจ็บปวดแสนสาหัส "อย่าเพิ่งไป... อ้ายหิวน้ำ... เจ็บแผลเหลือเกิน ลุกไม่ไหวเลย"อิปิ๊ที่เคยเป็นนางสิงห์ถือเสียมไล่ทุบรถนายทุน บัดนี้กลับกลายเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ เธอรีบรินน้ำใส่แก้วแล้วประคองหลอดให้กริชดื่มอย่างระมัดระวัง"ค่อย ๆ จิบเด้ออ้าย ปิ๊บอกแล้วว่าอย่าซ่า เห็นบ่... เกือบได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว" เธอพ
ตอนที่ 48 เอาผิดนายทุนความชุลมุนกลางลานวัดเริ่มคลี่คลายลงเมื่อรถกระบะของลุงหวังเบรกดังสนั่นที่ข้างเวที พ่อผู้ใหญ่บ้านและชายฉกรรจ์อีกสองสามคนรีบช่วยกันประคองร่างที่ชุ่มเลือดของกริชขึ้นหลังรถ อิปิ๊กระโดดขึ้นไปนั่งประคองศีรษะของเขาไว้บนตักทันที มือเล็กๆ ยังคงกดผ้าขาวม้าที่เริ่มชุ่มเลือดไว้แน่นที่หน้าท้องของกริช"อ้ายกริช... อดทนเด้ออ้าย อย่าหลับเด้อ!" อิปิ๊ร้องเรียกเสียงหลง ร่างกายเธอสั่นเทาไปหมด"ปิ๊... ใจเย็น ๆ ลูก เบิ่งแผลอ้ายดี ๆ" พ่อผู้ใหญ่บ้านที่รีบตามขึ้นมาดูสำรวจรอยกระสุนอย่างละเอียดภายใต้แสงไฟฉาย "กระสุนมันถากเข้าแฉลบสีข้างไปหน่อยเดียว แผลดูน่ากลัวเพราะเลือดออกเยอะ แต่น่าจะบ่เข้าจุดสำคัญ... กริช มึงยังมีสติอยู่บ่" กริชพยักหน้าเล็กน้อย ลมหายใจยังติดขัดแต่แววตาเริ่มกลับมามีความรู้สึก "ผม... ยังไหวครับพ่อผู้ใหญ่..."เมื่อรู้ว่ากริชพ้นขีดอันตรายในเบื้องต้น พ่อผู้ใหญ่บ้านและย่าบุญมาที่ตามขึ้นมาสมทบก็ถอนหายใจออกมาอย่างสุดตัว ย่าบุญมาทรุดลงกอดเข่ากริชพลางลูบหัวหลานชายด้วยน้ำตา "เทวดาคุ้มครองหลานย่าแท้ๆ ... พ่อไกรคุ้มครองเจ้าแล้ว"ในขณะที่ทุกคนกำลังโล่งใจ แต่อิปิ๊กลับไม่ได้คิดแค่นั้น







