LOGINตอนที่ 52: ตามใจผู้จัดการส่วนตัว
สองสัปดาห์ผ่านไป... บรรยากาศในที่นาของพ่อไกรเปลี่ยนจากพื้นที่ขัดแย้งกลายเป็นพื้นที่แห่งชีวิตใหม่ แผลที่สีข้างของกริชสมานตัวจนเกือบสนิททิ้งไว้เพียงแผลเป็นแห่งเกียรติยศที่เขาภูมิใจ สถาปนิกหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นพับแขนและกางเกงเล บัดนี้ไม่ได้ถือเพียงตลับเมตร แต่เขายังสะพายย่ามที่เต็มไปด้วยสมุดสเก็ตช์ภาพและดินสอไม้ ที่ชานเรือนใหม่กริชกางกระดาษไขแผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะไม้ ผัง "นาสีทองตัวอย่าง" ถูกร่างขึ้นอย่างประณีต
"ปิ๊ มาดูนี่สิ อ้ายแบ่งโซนเสร็จแล้วนะ" กริชตะโกนเรียกหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่หลังบ้าน
อิปิ๊ วิ่งร่าเข้ามาในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยดิน แต่มันคือดินที่เธอภูมิใจเสนอที่สุด เธอยกถังใส่ดินดำขลับที่มีกลิ่นหอมของใบไม้หมักขึ้นมาวางโชว์
"นี่ไงอ้ายกริชดินปลูกสูตรนางสิงห์ ปิ๊หมักตามธรรมชาติ ใช้ทั้งรำละเอียด แกลบเผา แล้วก็มูลควายจากคอกพ่อผู้ใหญ่ผสมกับน้ำหมักชีวภาพที่ปิ๊บ่มไว้ในโอ่ง รับรองว่าปลูกอะไรก็งาม พืชผลสิอวบอัดปานคนเลี้ยงเลยล่ะ" อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางปาดเหงื่อที่ปลายจมูกจนเลอะดินเป็นปื้น กริชยิ้มอย่างเอ็นดู เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับรอยเลอะบนหน้าให้เธออย่างแผ่วเบา
"เก่งมากปิ๊ ดินของปิ๊นี่แหละคือหัวใจของผังที่อ้ายวางไว้ ดูสิ... ตรงนี้อ้ายจะทำเป็นโรงเรือนคอนโดจิ้งหรีดอ้ายออกแบบให้มันโปร่ง รับลม แต่กันศัตรูพืชได้ ส่วนรอบ ๆ นี้เราจะปลูกพืชผักสวนครัวอินทรีย์ โดยใช้ดินของปิ๊เป็นตัวชูโรง"
"คอนโดจิ้งหรีดเหรออ้าย มันคือสิหรูแท้" อิปิ๊จ้องมองพิมพ์เขียวด้วยตาเป็นประกาย
"แล้วจิ้งหรีดมันสิอยู่สบายจนลืมร้องบ่น้อ"
"มันต้องร้องสิ เพราะเสียงจิ้งหรีดคือดนตรีของบ้านเรา" กริชหัวเราะ
"นอกจากจิ้งหรีดที่เป็นโปรตีนชั้นดีแล้ว อ้ายยังวางระบบน้ำแบบหมุนเวียน ขุดร่องน้ำเล็ก ๆ รอบที่นาเพื่อเลี้ยงปลาและให้น้ำผักไปในตัว มันคือการใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วให้มีค่าที่สุด เหมือนที่ดินผืนนี้ที่มีค่าสำหรับเรา"
ตลอดทั้งวันทั้งคู่ช่วยกันลงมือทำตามแบบที่วางไว้ กริชรับหน้าที่ขึงเชือกวัดระยะและตอกหลักไม้อย่างแม่นยำตามสไตล์สถาปนิก ส่วนอิปิ๊ก็รับหน้าที่เป็นหัวหน้าฝ่ายผลิต คอยแบกกระสอบดินปลูกไปเทตามหลุมที่เตรียมไว้ เสียงถกเถียงเรื่องการวางทิศทางแดดสลับกับเสียงหัวเราะดังประสานไปกับเสียงลมพัดใบไผ่
"อ้ายกริช อย่าเอาต้นพริกไปปลูกตรงนั้นแมะ มันสิบังแดดต้นคะน้าปิ๊"
"แต่มันเป็นจุดรับสายตาพอดีนะปิ๊ เวลาคนเดินเข้ามาเขาจะเห็นสีแดงของพริกตัดกับสีเขียว มันคือทัศนียภาพนะ" กริชพยายามใช้หลักการออกแบบเข้าสู้
"ทัศนียภาพกะกินบ่ได้ดอกอ้าย เอาคะน้าไว้ตรงนี้ล่ะ ปิ๊สิเอาไว้ทำราดหน้าให้อ้ายกิน"
สุดท้ายสถาปนิกเกียรตินิยมก็ต้องยอมศิโรราบให้กับแม่ครัวหัวป่าก์ กริชพยักหน้ายอมแพ้พลางจดบันทึกลงในแบบว่า 'ตามใจผู้จัดการส่วนตัว'
ตกเย็น ย่าบุญมาเดินออกมาดูผลงานของหลานทั้งสองพลางเคี้ยวหมากอย่างมีความสุข เห็นภาพกริชที่กำลังช่วยอิปิ๊ล้างมือที่เปื้อนดินอยู่ที่ก๊อกน้ำข้างสวน ผืนดินที่เคยเกือบจะกลายเป็นป่าคอนกรีต บัดนี้เริ่มเห็นเค้าลางของความอุดมสมบูรณ์ที่แท้จริง
"กริชเอ๊ย... ปิ๊เอ๊ย... พ่อไกรเพิ่นคงสิยิ้มแก้มปริแล้วล่ะ เห็นพวกเจ้าฮักษาแผ่นดินไว้ได้จั่งซี่" ย่าเอ่ยพึมพำกับสายลม
ภายใต้เงามืดมิดของคืนเดือนมืดที่ไร้แสงจันทร์ ร่างผอมโซและมอมแมมของ บักรุ่ง แอบคลานผ่านรั้วลวดหนามผุ ๆ เข้ามาที่หลังบ้านของตัวเอง สภาพของมันตอนนี้ไม่ต่างจากหมาจนตรอก เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง ใบหน้าที่เคยโอหังบัดนี้เต็มไปด้วยหนวดเคราและแววตาที่คลุ้มคลั่ง มันหลบหนีการตามล่าของตำรวจมาเกือบสองสัปดาห์ อาศัยนอนตามป่าช้าและกินของเซ่นไหว้ประทังชีวิต
"แม่... แม่" มันกระซิบเรียกผ่านช่องลมใต้ถุนบ้าน
หญิงชราผู้เป็นแม่รีบลงมาหาลูกชายด้วยน้ำตานองหน้า เธอส่งห่อข้าวเหนียวและเงินเพียงไม่กี่ร้อยบาทให้ด้วยมือที่สั่นเทา
"รุ่งเอ๊ย... หนีไปเถอะลูก ตำรวจมันมาซุ่มรอเจ้าทุกวันบ้านเฮาบ่เหลืออะไรแล้ว ที่ดินที่ไปค้ำประกันให้นายทุนเดชาเขากะยึดเงินทองก็โดนอายัดเบิด เพราะไอ้กริชแท้ ๆ ที่เอาหลักฐานไปฟ้อง"
คำว่า "ไอ้กริช" ราวกับน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟในใจของบักรุ่ง มันกำเงินในมือจนยับยู่ยี่
"เพราะมัน... เพราะมันคนเดียว" บักรุ่งกัดฟันกรอดจนกรามแทบแตก
"ถ้ามันไม่กลับมา โคกอีแหลวกะยังเป็นของพวกกู เจ้านายกะยังสิเลี้ยงกูอย่างดี มื้อนี้กูบ่เหลืออะไร แต่มันกะสิบ่เหลืออะไรคือกัน!"
แผนการล้างแค้นกลางดึก
บักรุ่งไม่ได้หนีออกนอกพื้นที่ตามที่แม่บอก แต่มันกลับมุ่งหน้าไปยัง "นาสีทอง" ของกริช ในมือของมันถือแกลลอนน้ำมันเก่า ๆ ที่แอบขโมยมาจากโรงรถหลังบ้าน ความแค้นทำให้มันลืมความเหนื่อยล้า มันแฝงตัวผ่านดงละเมาะมาจนถึงเขตเรือนใหม่ของกริช
ภาพที่เห็นยิ่งทำให้มันคลั่ง กริชและอิปิ๊เพิ่งจะช่วยกันลงพืชผักสวนครัวและ "คอนโดจิ้งหรีด" ที่เพิ่งสร้างเสร็จหมาด ๆ กลิ่นดินปลูกสูตรนางสิงห์ของอิปิ๊ยังโชยมาตามลม โรงเรือนที่ทำจากไม้ไผ่และมุงด้วยหญ้าคาแห้งสนิทคือเป้าหมายชั้นดี
"มึงสร้างวิมานบนดินงั้นเหรอไอ้กริช... มื้อนี้กูสิเผาวิมานมึงให้กลายเป็นนรก!"
บักรุ่งค่อย ๆ รินน้ำมันราดไปตามแนวรั้วไม้ไผ่ และเทราดลงบนกองฟางแห้งที่เตรียมไว้คลุมหน้าดิน มันเดินไปที่โรงเรือนจิ้งหรีดที่อิปิ๊ฟูมฟักมาหลายวัน แล้วราดน้ำมันที่เหลือลงไปจนหมดเกลี้ยง แววตาของมันสะท้อนแสงจากไฟแช็กในมืออย่างน่าสยดสยอง
บนเรือนไม้ใหม่ กริชสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก ลมหายใจของเขายังคงติดขัดเล็กน้อยแต่แผลเริ่มดีขึ้นมากแล้ว เขารู้สึกกระวนกระวายใจอย่างประหลาด กลิ่นลมที่พัดผ่านหน้าต่างเข้ามาไม่ใช่กลิ่นรวงข้าวหรือกลิ่นดินที่คุ้นเคย แต่มันมีกลิ่น "น้ำมัน" จาง ๆ ผสมมาด้วย
"ย่า..." กริชเรียกเบา ๆ พลางพยุงตัวลุกขึ้นไปที่ระเบียง ทันทีที่เขามองลงไปเบื้องล่าง แสงไฟสีส้มวาบหนึ่งก็โชติช่วงขึ้นที่โรงเรือนจิ้งหรีด
"ไฟไหม้ ย่า ไฟไหม้" กริชตะโกนสุดเสียง ลืมความเจ็บปวดที่บาดแผลไปจนสิ้น เขาคว้าถังน้ำที่วางอยู่มุมระเบียงแล้ววิ่งลงจากเรือนทันที
ที่ด้านล่าง บักรุ่งยืนหัวเราะร่าอย่างคนเสียสติท่ามกลางเปลวไฟที่เริ่มลุกลาม
"ไหม้ไปเลย ไหม้ให้มันเบิด ในเมื่อกูไม่เหลือ มึงก็อย่ามีไอ้กริช "
"มึงทำอะไรโรงเลี้ยงจิ้งหรีดกู" กริชคำรามด้วยความโกรธจัด เขาเห็นร่างของบักรุ่งที่ยืนอยู่หน้ากองไฟ
"กูมารับขวัญเรือนใหม่มึงไงไอ้กริช" บักรุ่งเงื้อมีดพกออกมา
"มึงแย่งทุกอย่างไปจากกู มื้อนี้กูสิเผาทุกอย่างที่มึงรัก!"
ในขณะที่กริชกำลังประจันหน้ากับบักรุ่งที่กำลังบ้าคลั่ง เสียงเครื่องยนต์ที่คุ้นเคยก็ดังลั่นมาจากทางเข้าบ้าน อิปิ๊ ที่บังเอิญตื่นมาล้างหน้าแล้วเห็นแสงไฟผิดปกติจากทางบ้านกริช เธอรีบบิดซาเล้งคู่ใจมาอย่างไม่คิดชีวิต อิปิ๊ไม่ได้บิดมาเปล่า ๆ เธอเห็นบักรุ่งกำลังจะโจนเข้าหากริชที่ยังบาดเจ็บอยู่ เธอจึงตัดสินใจหักพวงมาลัยซาเล้งพุ่งเข้าใส่บักรุ่งเต็มแรง
"บรืน โครม"
รถพ่วงข้างกระแทกเข้าที่ร่างของบักรุ่งจนกระเด็นไปตกในร่องน้ำที่กริชเพิ่งขุดไว้ อิปิ๊กระโดดลงจากรถพร้อมกับถือ ถังน้ำยาดับเพลิง ที่กริชเคยสอนให้ใช้ตั้งไว้อยู่บนรถ
"ไอ้คนชั่ว มึงกล้าเผาคอนโดสัตว์เลี้ยง " อิปิ๊แผดเสียงก้อง เธอไม่รอช้าพุ่งเข้าไปฉีดสารดับเพลิงสกัดกั้นไฟที่กำลังลามเข้าไปอย่างแม่นยำ
"ปิ๊ ระวัง!" กริชตะโกนเตือน เพราะบักรุ่งเริ่มตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาจากโคลน
ไฟที่โหมกระหน่ำกับความแค้นที่ปะทุขึ้น กลายเป็นฉากการต่อสู้ที่ตัดสินอนาคตของนาสีทอง กริชที่แม้จะยังบาดเจ็บแต่เขาก็ไม่ยอมถอย เขาเดินเข้ามายืนเคียงข้าง อิปิ๊ มือหนึ่งถือไม้พลองที่คว้าได้ข้างทางอีกมือหนึ่งโอบไหล่หญิงสาวไว้
"มื้อนี้มึงหนีบ่พ้นดอกบักรุ่ง... แผ่นดินนี้มันบ่ต้อนรับคนใจบาปอย่างมึง"
แสงไฟจากโรงเรือนที่กำลังมอดลงด้วยน้ำมือของอิปิ๊และกริช ชาวบ้านที่เห็นและเข้ามาช่วย กำลังส่องสว่างให้เห็นความพ่ายแพ้ของบักรุ่งที่นอนหมดสภาพอยู่ในโคลน พร้อมกับเสียงไซเรนรถตำรวจของสารวัตรจักรินทร์ที่เริ่มดังใกล้เข้ามาทุกที
ตอนที่ 53: รอยไหม้ที่ปลายทุ่ง เปลวเพลิงสีส้มที่โหมกระหน่ำท่ามกลางความมืดมิดของโคกอีแหลว ไม่ได้แผดเผาเพียงแค่ความฝันในโรงเรือนจิ้งหรีดของกริชเท่านั้น แต่มันกำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งหมู่บ้าน ลมทุ่งที่พัดแรงในช่วงรุ่งหอบเอาลูกไฟปลิวว่อนไปทางแปลงนาข้างเคียงที่ชาวบ้านเพิ่งจะลงฟางเตรียมดินไว้ กลิ่นควันไฟฉุนกะทัดรัดปลุกให้หัวใจของคนในตำบลตื่นตระหนก"ไฟไหม้ ช่วยด้วย ไอ้รุ่งมันเผานา" เสียงตะโกนของอิปิ๊ดังก้องไปทั่วคุ้งน้ำเพียงไม่กี่อึดใจ แสงไฟฉายจากบ้านเรือนรอบๆ ก็สว่างขึ้นมาดั่งหิ่งห้อยนับร้อยดวง ชาวบ้านทั้งชายและหญิงต่างหิ้วถังน้ำ ถือจอบ ถือเสียม วิ่งกรูมายังพิกัดที่เกิดเหตุด้วยความโกรธแค้น เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากไฟลามเข้าป่าข้าวหรือฟางนาในฤดูแล้งแบบนี้ ความฉิบหายจะไม่ได้หยุดแค่ที่นาของกริช แต่มันจะเผาผลาญปากท้องของคนทั้งหมู่บ้านให้วอดวายไปด้วยในขณะที่กริชและอิปิ๊กำลังง่วนกับการดับไฟที่โรงเรือน บักรุ่งที่นอนมอมแมมอยู่ในร่องน้ำพยายามจะตะเกียกตะกายหนี แต่มันกลับหนีไม่พ้นศาลเตี้ยของชาวบ้านที่มาถึงก่อนตำรวจ"มึงสิหนีไปไสไอ้รุ่ง มึงมันหนักแผ่นดิน" ลุงหวังที่วิ่งมาถึงคนแรกตะโกนลั่นพร้อมก
ตอนที่ 52: ตามใจผู้จัดการส่วนตัวสองสัปดาห์ผ่านไป... บรรยากาศในที่นาของพ่อไกรเปลี่ยนจากพื้นที่ขัดแย้งกลายเป็นพื้นที่แห่งชีวิตใหม่ แผลที่สีข้างของกริชสมานตัวจนเกือบสนิททิ้งไว้เพียงแผลเป็นแห่งเกียรติยศที่เขาภูมิใจ สถาปนิกหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นพับแขนและกางเกงเล บัดนี้ไม่ได้ถือเพียงตลับเมตร แต่เขายังสะพายย่ามที่เต็มไปด้วยสมุดสเก็ตช์ภาพและดินสอไม้ ที่ชานเรือนใหม่กริชกางกระดาษไขแผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะไม้ ผัง "นาสีทองตัวอย่าง" ถูกร่างขึ้นอย่างประณีต"ปิ๊ มาดูนี่สิ อ้ายแบ่งโซนเสร็จแล้วนะ" กริชตะโกนเรียกหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่หลังบ้านอิปิ๊ วิ่งร่าเข้ามาในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยดิน แต่มันคือดินที่เธอภูมิใจเสนอที่สุด เธอยกถังใส่ดินดำขลับที่มีกลิ่นหอมของใบไม้หมักขึ้นมาวางโชว์"นี่ไงอ้ายกริชดินปลูกสูตรนางสิงห์ ปิ๊หมักตามธรรมชาติ ใช้ทั้งรำละเอียด แกลบเผา แล้วก็มูลควายจากคอกพ่อผู้ใหญ่ผสมกับน้ำหมักชีวภาพที่ปิ๊บ่มไว้ในโอ่ง รับรองว่าปลูกอะไรก็งาม พืชผลสิอวบอัดปานคนเลี้ยงเลยล่ะ" อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางปาดเหงื่อที่ปลายจมูกจนเลอะดินเป็นปื้น กริชยิ้มอย่างเอ็นดู เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับรอยเลอะบนหน้าให้เธออย่
ตอนที่ 51 พระจันทร์ยิ้มบนชานเรือนที่ปูสาดสีสวย สำรับอาหารมื้อเย็นถูกล้อมรอบด้วยคนสำคัญในชีวิตของกริช พ่อผู้ใหญ่บ้าน ลุงหวัง ย่าบุญมา และอิปิ๊ กริชนั่งพิงเสาเรือนเพราะยังเจ็บแผลอยู่เล็กน้อย โดยมีอิปิ๊คอยตักอ่อมไก่ใส่ถ้วยให้ไม่ขาด"กริช... เรื่องนายทุนมันจบลงแล้วกะจริง" พ่อผู้ใหญ่บ้านเอ่ยเสียงเข้มขึ้น"แต่ข่อยมีเรื่องหนึ่งสิถามเจ้าในฐานะคนที่เป็นพ่อ... เจ้าสิรับมือจั่งใด๋กับความรู้สึกของชาวบ้านบางคนที่เขายังเสียดายเงินของนายทุนอยู่ถึงมื้อนี้เขาเห็นความจริง แต่ความจนมันกะยังค้ำคอเขาอยู่เด้อ" กริชวางช้อนลง เขาไม่ได้ตอบทันทีแต่มองออกไปที่ผืนนาสีดำขลับในยามโพล้เพล้ "นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ ครับพ่อผู้ใหญ่ ผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าที่ดินมันงอกเงยเป็นเงินได้มากกว่าเงินฟาดหัวของนายทุน ผมจะเริ่มทำนาสีทองให้เป็นต้นแบบ ใครอยากมีรายได้ผมจะสอนให้ทำโฮมสเตย์สอนให้แปรรูปข้าวและผมจะหาตลาดรองรับให้เองด้วยคอนเนกชันที่ผมมี""อ้ายกริชสิทำจริง ๆ บ่จ้ะ" อิปิ๊ถาม แววตาเต็มไปด้วยความหวัง "ปิ๊สิเป็นคนแรกที่ลงแรงช่วยอ้ายเอง""อ้ายทำจริงแน่ปิ๊... แต่อ้ายทำคนเดียวไม่ได้" กริชหันมาสบตาอิปิ๊กลาง
ตอนที่ 50 กฎเหล็กของปิ๊ภายในห้องพักฟื้นที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลความสุขที่แผ่ออกมาผ่านเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่หยอกล้อกันอย่างไม่ลดละ กริชที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้เริ่มมีสีเลือดฝาดบนใบหน้ามากขึ้น เขาใช้สายตาเจ้าเล่ห์นิด ๆ มองจ้องไปที่หญิงสาวที่กำลังขะมักเขม้นกับการปอกแอปเปิลให้เขาอย่างตั้งใจ"โถ่ปิ๊... นี่อ้ายเป็นถึงสถาปนิกเกียรตินิยมนะ จะไม่ให้รางวัลคนทำงานเหนื่อย ๆ ด้วยวิสกี้สักเป๊กสองเป๊กเลยเหรอ" กริชแกล้งทำเสียงออดอ้อนพลางยื่นมือไปสะกิดแขนเสื้อของเธอ"บ่ได้จ้ะอ้ายกริช" อิปิ๊ตอบเสียงแข็งแต่แววตาระยิบระยับด้วยความสนุก "เป็นสถาปนิกเกียรตินิยมกะต้องรักษาสุขภาพเแมะ อีกอย่าง... เงินน่ะ ปิ๊สิเอาไปซื้อแม่พันธุ์วัว ซื้อปุ๋ยคอกมาใส่ที่นาเฮาเบิด อ้ายอยากดื่มกะดื่มน้ำมะพร้าวเผาฝีมือปิ๊ไปก่อนแล้วกันเด้อ""โห... นี่ขนาดยังไม่ได้แต่งนะเนี่ย กฎเหล็กมาเป็นชุดเลย" กริชหัวเราะเบา ๆ จนต้องเอามือกุมแผล "โอ๊ย... เจ็บนะเนี่ย ปิ๊แกล้งให้อ้ายหัวเราะจนแผลสะเทือนใช่ไหม""สมน้ำหน้าจ้ะ ใครใช้ให้หัวเราะล่ะ" อิปิ๊ค้อนวงใหญ่แต่ก็รีบวางจานผลไม้แล้วขยับเข้าไปใกล้เตียงเพื่อเช็คดูอาการ "ไหน... เจ็บมา
ตอนที่ 49: คำสารภาพริมเตียงแสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวของโรงพยาบาลอำเภอ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ อบอวลอยู่ในห้องพักฟื้นที่เงียบสงบ บนเตียงคนไข้ กริช ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความเจ็บปลาบที่สีข้างยังคงอยู่ แต่มันเบาบางลงมากเมื่อเทียบกับความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อคืนสายตาของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มของ อิปิ๊ ที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยและยังมีคราบฝุ่นจางๆ ตามเสื้อผ้า ส่วน ย่าบุญมา นั่งเคี้ยวหมากอยู่อีกฝั่ง พอเห็นหลานชายขยับตัว ย่าก็อุทานออกมาด้วยความดีใจ"กริช ฟื้นแล้วบ่หลาน ย่าอยู่นี่เด้อ" อิปิ๊สะดุ้งตื่นตาเบิกโพลงพอเห็นกริชลืมตาเธอก็ลุกลี้ลุกลนทันที "อ้ายกริช อ้ายฟื้นแล้วเจ็บหม่องใด๋บ่ ปิ๊สิไปตามหมอ""ปิ๊..." กริชเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เขาแกล้งทำหน้าเหยเกเหมือนเจ็บปวดแสนสาหัส "อย่าเพิ่งไป... อ้ายหิวน้ำ... เจ็บแผลเหลือเกิน ลุกไม่ไหวเลย"อิปิ๊ที่เคยเป็นนางสิงห์ถือเสียมไล่ทุบรถนายทุน บัดนี้กลับกลายเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ เธอรีบรินน้ำใส่แก้วแล้วประคองหลอดให้กริชดื่มอย่างระมัดระวัง"ค่อย ๆ จิบเด้ออ้าย ปิ๊บอกแล้วว่าอย่าซ่า เห็นบ่... เกือบได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว" เธอพ
ตอนที่ 48 เอาผิดนายทุนความชุลมุนกลางลานวัดเริ่มคลี่คลายลงเมื่อรถกระบะของลุงหวังเบรกดังสนั่นที่ข้างเวที พ่อผู้ใหญ่บ้านและชายฉกรรจ์อีกสองสามคนรีบช่วยกันประคองร่างที่ชุ่มเลือดของกริชขึ้นหลังรถ อิปิ๊กระโดดขึ้นไปนั่งประคองศีรษะของเขาไว้บนตักทันที มือเล็กๆ ยังคงกดผ้าขาวม้าที่เริ่มชุ่มเลือดไว้แน่นที่หน้าท้องของกริช"อ้ายกริช... อดทนเด้ออ้าย อย่าหลับเด้อ!" อิปิ๊ร้องเรียกเสียงหลง ร่างกายเธอสั่นเทาไปหมด"ปิ๊... ใจเย็น ๆ ลูก เบิ่งแผลอ้ายดี ๆ" พ่อผู้ใหญ่บ้านที่รีบตามขึ้นมาดูสำรวจรอยกระสุนอย่างละเอียดภายใต้แสงไฟฉาย "กระสุนมันถากเข้าแฉลบสีข้างไปหน่อยเดียว แผลดูน่ากลัวเพราะเลือดออกเยอะ แต่น่าจะบ่เข้าจุดสำคัญ... กริช มึงยังมีสติอยู่บ่" กริชพยักหน้าเล็กน้อย ลมหายใจยังติดขัดแต่แววตาเริ่มกลับมามีความรู้สึก "ผม... ยังไหวครับพ่อผู้ใหญ่..."เมื่อรู้ว่ากริชพ้นขีดอันตรายในเบื้องต้น พ่อผู้ใหญ่บ้านและย่าบุญมาที่ตามขึ้นมาสมทบก็ถอนหายใจออกมาอย่างสุดตัว ย่าบุญมาทรุดลงกอดเข่ากริชพลางลูบหัวหลานชายด้วยน้ำตา "เทวดาคุ้มครองหลานย่าแท้ๆ ... พ่อไกรคุ้มครองเจ้าแล้ว"ในขณะที่ทุกคนกำลังโล่งใจ แต่อิปิ๊กลับไม่ได้คิดแค่นั้น







