LOGINตอนที่ 49: คำสารภาพริมเตียง
แสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวของโรงพยาบาลอำเภอ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ อบอวลอยู่ในห้องพักฟื้นที่เงียบสงบ บนเตียงคนไข้ กริช ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความเจ็บปลาบที่สีข้างยังคงอยู่ แต่มันเบาบางลงมากเมื่อเทียบกับความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อคืน
สายตาของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มของ อิปิ๊ ที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยและยังมีคราบฝุ่นจางๆ ตามเสื้อผ้า ส่วน ย่าบุญมา นั่งเคี้ยวหมากอยู่อีกฝั่ง พอเห็นหลานชายขยับตัว ย่าก็อุทานออกมาด้วยความดีใจ
"กริช ฟื้นแล้วบ่หลาน ย่าอยู่นี่เด้อ" อิปิ๊สะดุ้งตื่นตาเบิกโพลงพอเห็นกริชลืมตาเธอก็ลุกลี้ลุกลนทันที
"อ้ายกริช อ้ายฟื้นแล้วเจ็บหม่องใด๋บ่ ปิ๊สิไปตามหมอ"
"ปิ๊..." กริชเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เขาแกล้งทำหน้าเหยเกเหมือนเจ็บปวดแสนสาหัส
"อย่าเพิ่งไป... อ้ายหิวน้ำ... เจ็บแผลเหลือเกิน ลุกไม่ไหวเลย"
อิปิ๊ที่เคยเป็นนางสิงห์ถือเสียมไล่ทุบรถนายทุน บัดนี้กลับกลายเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ เธอรีบรินน้ำใส่แก้วแล้วประคองหลอดให้กริชดื่มอย่างระมัดระวัง
"ค่อย ๆ จิบเด้ออ้าย ปิ๊บอกแล้วว่าอย่าซ่า เห็นบ่... เกือบได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว" เธอพูดแกมบ่นแต่แววตาเต็มไปด้วยความโล่งใจ
"ก็ถ้าผมไม่ทำแบบนั้น ปิ๊กับย่าจะปลอดภัยไหมล่ะ" กริชใช้ภาษากลางที่นุ่มนวลกว่าปกติ
"แต่ตอนนี้นอกจากเจ็บแผลแล้ว ผมยังรู้สึก... แขนขาไม่มีแรงเลย ปิ๊ต้องช่วยป้อนข้าวผมนะ ไม่งั้นผมคงอดตายแน่ๆ"
ย่าบุญมามองหลานชายตาปริบๆ ท่านอาบน้ำร้อนมาก่อน ทำไมจะดูไม่ออกว่าหลานชายกำลัง "อ้อน" เด็กสาวตรงหน้า แต่ย่าก็แกล้งนิ่งเสีย แอบยิ้มมุมปากคนเดียว
"ได้จ้ะ ๆ เดี๋ยวปิ๊สิป้อนเอง อ้ายนิ่ง ๆ ไว้เด้อ"
อิปิ๊รีบไปเปิดปิ่นโตที่พ่อผู้ใหญ่บ้านส่งมาให้ เธอตักข้าวต้มปลาพอดีคำเป่าจนคลายร้อนแล้วส่งถึงปากกริชกริชเคี้ยวข้าวช้าๆ จ้องมองหน้าอิปิ๊ไม่วางตา จนสาวบ้านนาเริ่มหน้าแดงระเรื่อ
"อ้ายกริช... จ้องหน้าปิ๊ทำไม ข้าวมันติดหน้าปิ๊บ่"
กริชคว้ามือเล็กที่กำลังจะตักข้าวคำต่อไปไว้แน่น เขาไม่ยอมปล่อยแววตาที่เคยนิ่งสงบเปลี่ยนเป็นลึกซึ้งและจริงจังจนอิปิ๊ทำตัวไม่ถูก
"ปิ๊... ตอนที่อ้ายโดนยิง ภาพแรกที่อ้ายเห็นคือหน้าปิ๊" กริชพูดภาษากลางชัดถ้อยชัดคำ
"อ้ายเคยคิดว่าชีวิตในเมืองคือความสำเร็จ แต่พอเกือบตายอ้ายถึงรู้ว่าความสำเร็จที่แท้จริง คือการได้ตื่นมาเห็นหน้าผู้หญิงที่ชื่อ 'ปิ๊' ในทุกๆ เช้าที่โคกอีแหลว" อิปิ๊นิ่งอึ้ง หัวใจเต้นรัวจนแทบทะลุอก
"อ้าย... อ้ายพูดอะไรจั่งซี่ ย่าก็นั่งอยู่นี่นะ"
"อ้ายรักปิ๊นะ" กริชพูดต่อโดยไม่สนสายตาย่า
"กลับไปคราวนี้ อ้ายจะไม่ใช่แค่สถาปนิกที่มาออกแบบบ้านให้อ้ายกริช แต่ขอเป็น 'คนรัก' ของปิ๊ที่จะช่วยกันดูแลนาสีทองของเราตลอดไป... แต่งงานกับอ้ายนะปิ๊"
"แค่ก! แค่ก! แค่ก!"
ย่าบุญมา ที่กำลังเคี้ยวหมากเพลินๆ ถึงกับสำลักน้ำหมากออกมาจนหน้าดำหน้าแดง อิปิ๊รีบปล่อยมือกริชแล้วหันไปลูบหลังให้ย่าแทบไม่ทัน
"โอ๊ย... กริชเอ๊ย... มึงสิมาบอกรักกันตอนย่าเคี้ยวหมากทำไม" ย่าพูดยิ้มๆ พลางปาดน้ำหมากที่มุมปาก
"แต่ถ้าปิ๊มันตกลง ย่ากะสิได้นอนตายตาหลับเสียที" อิปิ๊หน้าแดงลามไปถึงหู เธอหันไปค้อนกริชวงใหญ่
"อ้ายกริชคนบ้า เจ็บแผลอยู่แท้ๆ ยังมีหน้ามาขอแต่งงาน ป้อนข้าวต่อไปเลยเแมะ... แต่ปิ๊... ปิ๊สิยอมคิดดูอีกทีก็ได้จ้ะ!" กริชหัวเราะเบาๆ แม้จะเจ็บแผลแต่หัวใจของเขากลับพองโตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
บรรยากาศในห้องพักฟื้นเริ่มเปลี่ยนจากความหวานซึ้งเป็นความเข้มแข็ง เมื่อ พ่อผู้ใหญ่บ้าน เดินก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับสีหน้าที่ดูผ่อนคลายและภูมิใจอย่างเห็นได้ชัด ท่านมองไปที่กริชซึ่งนอนยิ้มกริ่มอยู่บนเตียง ก่อนจะนั่งลงที่ม้านั่งข้างลุงหวัง
"ฟื้นมาอ้อนสาวได้แบบนี้ แสดงว่าแข็งแรงดีแล้วนะพ่อกริช" พ่อผู้ใหญ่หัวเราะหึๆ
"เมื่อกี้สารวัตรเพิ่งโทรมาบอกพ่อ... เรียบร้อยแล้วนะไอ้พวกนั้นน่ะ"
"โดนรวบหมดเลยเหรอครับพ่อผู้ใหญ่" กริชถามด้วยภาษากลางที่ติดสำเนียงจริงจังขึ้นมาทันที
"ยกแก๊งเลยทั้งไอ้เดชา กำนัน แล้วก็บักรุ่ง ตำรวจตามไปรวบได้คาซาเล้งอีปิ๊นั่นล่ะ" พ่อผู้ใหญ่หันไปมองลูกสาวที่นั่งหน้าแดงอยู่
"หลักฐานในแท็บเล็ตมันชัดเจนมากกริช ทั้งเรื่องติดสินบน ทั้งจ้างวานฆ่า พวกมันไม่มีทางรอดแน่ คราวนี้โคกอีแหลวสิได้อยู่เย็นเป็นสุขเสียที"
พอกริชได้ยินประโยคที่ออกจากปากพ่อผู้ใหญ่บ้าน แววตาที่เคยดูโรยราเพราะพิษบาดแผลก็เบิกกว้างขึ้นด้วยความตระหนก เขาแทบจะลืมความเจ็บที่สีข้างพยายามจะยันตัวลุกขึ้นนั่งจนอิปิ๊ต้องรีบกดไหล่เขาไว้
"ปิ๊... นี่อย่าบอกนะว่าที่หายไปเมื่อคืน คือขับซาเล้งไปตามล่าพวกมันคนเดียว" กริชถามด้วยภาษากลางที่รัวเร็วด้วยความตกใจและไม่อยากจะเชื่อหู
"นี่มันอันตรายมากนะปิ๊ พวกมันมีปืนมีคนตั้งกี่คน ถ้าเกิดพวกมันทำอะไรปิ๊ขึ้นมาอ้ายจะอยู่ยังไง"
กริชจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพิจารณาอีกครั้ง เขาเห็นรอยขีดข่วนตามแขนและนิ้วมือที่เลอะคราบน้ำมันเครื่องผสมดินแดง สลับกับใบหน้าจิ้มลิ้มที่ดูเหมือนจะภูมิใจในวีรกรรมของตัวเองไม่ใช่น้อย ความบ้าบิ่นของเธอช่างขัดกับตัวเล็กๆ และท่าทางออดอ้อนก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง
"กะปิ๊แค้นนี่จ้ะอ้าย!" อิปิ๊เถียงสู้ตา
"มันยิงอ้ายเลือดอาบต่อหน้าปิ๊ ปิ๊สิปล่อยให้มันลอยนวลหนีไปเสวยสุขอยู่กรุงเทพฯ ได้จั่งใด๋ อีกอย่าง... ทางลัดหลังวัดน่ะ ปิ๊หลับตาขับยังได้เลย พวกมันรถคันใหญ่ราคาแพงแต่ขับลงหลุมกะตึ๊กกะตั๊ก ปิ๊เลยอาศัยจังหวะอ้อมป่าไผ่ไปดักหน้าซะเลย!"
"แล้วมึงกะเอาเสียมไปเคาะกระจกเขาจนแตกเบิด" พ่อผู้ใหญ่เสริมพลางส่ายหน้าแต่ในแววตานั้นมีความภาคภูมิใจในความใจเด็ดของลูกสาวซ่อนอยู่
"กริชเอ๊ย... มึงสิตัดใจแต่งกับมันมื้อใด๋กะคิดดีๆ เด้อ เมียมึงนี่มัน 'สิงห์นักบิด' ชัดๆ ตำรวจไปถึงนี่ไอ้เดชาหน้าซีดเป็นไก่ต้ม นั่งตัวสั่นอยู่ในรถที่มีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ถือเสียมชี้หน้าด่าอยู่" กริชฟังแล้วถึงกับอึ้งไปครู่ใหญ่ ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ จนสะเทือนถึงแผล
"ปิ๊เอ๊ย... อ้ายไม่รู้จะตกใจหรือจะทึ่งในตัวปิ๊ดี" เขาคว้ามือเล็กที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักมาเกาะกุมไว้
"ขอบคุณนะที่สู้เพื่ออ้ายขนาดนี้ แต่อย่าทำแบบนี้อีกนะ หัวใจอ้ายจะวายตายก่อนได้แต่งงานจริงๆ"
"กะถ้าอ้ายบ่โดนยิง ปิ๊คือสิบ่ต้องออกโรงขนาดนี้หรอกจ้ะ" อิปิ๊บ่นอุบอิบแต่หน้าแดงลามไปถึงหู
"ต่อไปอ้ายกะแค่มีหน้าที่ออกแบบบ้าน ออกแบบที่นาไป ส่วนเรื่อง บู๊ หลังพวงมาลัยซาเล้งปิ๊สิรับผิดชอบเอง" ลุงหวังที่นั่งฟังอยู่หัวเราะร่วน
"กริชเอ๊ย... มึงสถาปนิกเกียรตินิยมกะจริงเด้อ แต่ถ้าเรื่องใจข่อยว่ามึงต้องยอมแพ้อีปิ๊มันว่ะ มื้อคืนมันสั่งคนล้อมรถนั่นปานว่าแม่ทัพสั่งทหาร"
กริชยิ้มอย่างอ่อนโยน เขาเริ่มตระหนักแล้วว่า ความสวยงามของโคกอีแหลวไม่ใช่แค่ทุ่งนาหรือรวงข้าว แต่มันคือจิตใจที่เด็ดเดี่ยวและรักในความยุติธรรมของคนที่นี่ โดยเฉพาะผู้หญิงบ้านนาที่ชื่ออิปิ๊ คนที่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อรักษาแผ่นดินและคนที่เธอรัก
"ครับ... ผมยอมแพ้แล้ว ยอมแพ้ตั้งแต่เห็นหน้าปิ๊วันแรกที่กลับมาเลยล่ะ" กริชพูดเบา ๆ สายตาซึ้งจนอิปิ๊ต้องรีบตักข้าวต้มป้อนเข้าปากเขาเพื่อแก้เขิน
"กินข้าวไปเลยอ้ายกริช! พูดเก่งหลายเดี๋ยวแผลกะฉีกพอดี!"
ลุงหวัง ที่นั่งเงียบมานานขยับตัวเข้ามาใกล้เตียง แววตาของแกดูคาดหวัง "แล้วเรื่อง 'นาสีทอง' ของพวกเฮาล่ะกริชนายทุนมันหนีไปแล้ว โครงการกาสิโนกะคงล่มไปนำ แต่ชาวบ้านบางส่วนเขากะยังหวังเรื่องงาน เรื่องเงินที่พวกมันเคยปั้นน้ำเป็นตัวไว้ มึงสิเอายังไงต่อกับที่ดินผืนนี้"
กริชนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง เขามองออกไปนอกหน้าต่างโรงพยาบาลที่เห็นทุ่งนาสีเขียวไกลสุดสายตา ก่อนจะหันมาสบตากับอิปิ๊ที่ตั้งใจฟังอยู่
"ผมคิดเรื่องนี้มาตลอดครับลุงหวัง" กริชพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"โครงการของนายทุนมันคือการทำลายเพื่อผลประโยชน์ของคนไม่กี่คน แต่สิ่งที่ผมจะทำคือการสร้างเพื่อความยั่งยืนของพวกเราทุกคน"
กริชขยับตัวขึ้นนั่ง (โดยมีอิปิ๊รีบเอาหมอนมารองหลังให้อย่างรู้ใจ)
"ผมจะใช้ความรู้สถาปนิกที่ผมมี เปลี่ยนที่นาแปลงนี้ให้เป็น 'ศูนย์เรียนรู้นิเวศเกษตรโคกอีแหลว' ครับ เราจะไม่สร้างกาสิโน แต่เราจะสร้างโฮมสเตย์เชิงอนุรักษ์ สร้างโรงสีชุมชน และตลาดกลางที่ให้ชาวบ้านเอาของมาขายโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เราจะดึงนักท่องเที่ยวที่อยากมาดูวิถีชีวิตจริงๆ ไม่ใช่มาเข้าบ่อน"
"แล้วมันจะทำเงินได้จริงเหรออ้าย" อิปิ๊ถามด้วยความสงสัยแต่แววตาเป็นประกาย
"ได้จริงสิปิ๊ อ้ายจะออกแบบให้มันสวยที่สุด ให้เป็นแลนด์มาร์คของอีสานที่ใครเห็นก็ต้องอยากมา เราจะปลูกข้าวอินทรีย์ที่เป็นสีทองจริงๆ ไม่ใช่ทองจากกระเป๋านายทุน แต่เป็นทองจากหยาดเหงื่อและความภูมิใจของเรา" กริชกุมมืออิปิ๊แน่น
"ที่สำคัญ... อ้ายจะสร้างบ้านของเราไว้ตรงนั้นด้วย บ้านที่ไม่มีรั้วกั้นเพราะคนในหมู่บ้านคือครอบครัวของเราทั้งหมด" ย่าบุญมาที่นั่งเคี้ยวหมากอยู่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
"ดีแล้วหลาน... เอาความรู้ที่เจ้าเรียนมา มาช่วยคนลำบาก พ่อไกรเพิ่นคงสิภูมิใจในตัวเจ้าหลาย"
"พ่อก็เอาด้วยนะกริช" พ่อผู้ใหญ่เสริม
"ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน พ่อจะช่วยระดมแรงชาวบ้าน ใครที่เคยหลงผิดไปฟังไอ้เดชา พ่อสิเรียกมาปรับทัศนคติให้หมด ให้มาช่วยกันลงแรงสร้างนากริชปิ๊ ให้เป็นหน้าเป็นตาของหมู่บ้านเฮา"
กริชยิ้มกว้าง แผลที่สีข้างดูเหมือนจะหายเป็นปลิดทิ้งเพียงเพราะได้รับแรงใจจากคนรอบข้าง เขามองไปที่อิปิ๊แล้วกระซิบเบาๆ พอให้ได้ยินกันสองคน
"เตรียมตัวเป็นประธานกลุ่มแม่บ้าน'ได้เลยนะปิ๊ เพราะงานนี้อ้ายจะให้ปิ๊เป็นคนคุมบัญชีทั้งหมด"
"ได้เลยจ้ะอ้าย ปิ๊สิเก็บทุกบาททุกสตางค์ไม่ให้เล็ดลอดไปซื้อวิสกี้อ้ายแม้แต่ขวดเดียวเลยล่ะ!"
เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกันในห้องพักฟื้น เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความระแวง มีเพียงความหวังที่กำลังจะเบ่งบานบนผืนดินโคกอีแหลว
ตอนที่ 53: รอยไหม้ที่ปลายทุ่ง เปลวเพลิงสีส้มที่โหมกระหน่ำท่ามกลางความมืดมิดของโคกอีแหลว ไม่ได้แผดเผาเพียงแค่ความฝันในโรงเรือนจิ้งหรีดของกริชเท่านั้น แต่มันกำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งหมู่บ้าน ลมทุ่งที่พัดแรงในช่วงรุ่งหอบเอาลูกไฟปลิวว่อนไปทางแปลงนาข้างเคียงที่ชาวบ้านเพิ่งจะลงฟางเตรียมดินไว้ กลิ่นควันไฟฉุนกะทัดรัดปลุกให้หัวใจของคนในตำบลตื่นตระหนก"ไฟไหม้ ช่วยด้วย ไอ้รุ่งมันเผานา" เสียงตะโกนของอิปิ๊ดังก้องไปทั่วคุ้งน้ำเพียงไม่กี่อึดใจ แสงไฟฉายจากบ้านเรือนรอบๆ ก็สว่างขึ้นมาดั่งหิ่งห้อยนับร้อยดวง ชาวบ้านทั้งชายและหญิงต่างหิ้วถังน้ำ ถือจอบ ถือเสียม วิ่งกรูมายังพิกัดที่เกิดเหตุด้วยความโกรธแค้น เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากไฟลามเข้าป่าข้าวหรือฟางนาในฤดูแล้งแบบนี้ ความฉิบหายจะไม่ได้หยุดแค่ที่นาของกริช แต่มันจะเผาผลาญปากท้องของคนทั้งหมู่บ้านให้วอดวายไปด้วยในขณะที่กริชและอิปิ๊กำลังง่วนกับการดับไฟที่โรงเรือน บักรุ่งที่นอนมอมแมมอยู่ในร่องน้ำพยายามจะตะเกียกตะกายหนี แต่มันกลับหนีไม่พ้นศาลเตี้ยของชาวบ้านที่มาถึงก่อนตำรวจ"มึงสิหนีไปไสไอ้รุ่ง มึงมันหนักแผ่นดิน" ลุงหวังที่วิ่งมาถึงคนแรกตะโกนลั่นพร้อมก
ตอนที่ 52: ตามใจผู้จัดการส่วนตัวสองสัปดาห์ผ่านไป... บรรยากาศในที่นาของพ่อไกรเปลี่ยนจากพื้นที่ขัดแย้งกลายเป็นพื้นที่แห่งชีวิตใหม่ แผลที่สีข้างของกริชสมานตัวจนเกือบสนิททิ้งไว้เพียงแผลเป็นแห่งเกียรติยศที่เขาภูมิใจ สถาปนิกหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นพับแขนและกางเกงเล บัดนี้ไม่ได้ถือเพียงตลับเมตร แต่เขายังสะพายย่ามที่เต็มไปด้วยสมุดสเก็ตช์ภาพและดินสอไม้ ที่ชานเรือนใหม่กริชกางกระดาษไขแผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะไม้ ผัง "นาสีทองตัวอย่าง" ถูกร่างขึ้นอย่างประณีต"ปิ๊ มาดูนี่สิ อ้ายแบ่งโซนเสร็จแล้วนะ" กริชตะโกนเรียกหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่หลังบ้านอิปิ๊ วิ่งร่าเข้ามาในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยดิน แต่มันคือดินที่เธอภูมิใจเสนอที่สุด เธอยกถังใส่ดินดำขลับที่มีกลิ่นหอมของใบไม้หมักขึ้นมาวางโชว์"นี่ไงอ้ายกริชดินปลูกสูตรนางสิงห์ ปิ๊หมักตามธรรมชาติ ใช้ทั้งรำละเอียด แกลบเผา แล้วก็มูลควายจากคอกพ่อผู้ใหญ่ผสมกับน้ำหมักชีวภาพที่ปิ๊บ่มไว้ในโอ่ง รับรองว่าปลูกอะไรก็งาม พืชผลสิอวบอัดปานคนเลี้ยงเลยล่ะ" อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางปาดเหงื่อที่ปลายจมูกจนเลอะดินเป็นปื้น กริชยิ้มอย่างเอ็นดู เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับรอยเลอะบนหน้าให้เธออย่
ตอนที่ 51 พระจันทร์ยิ้มบนชานเรือนที่ปูสาดสีสวย สำรับอาหารมื้อเย็นถูกล้อมรอบด้วยคนสำคัญในชีวิตของกริช พ่อผู้ใหญ่บ้าน ลุงหวัง ย่าบุญมา และอิปิ๊ กริชนั่งพิงเสาเรือนเพราะยังเจ็บแผลอยู่เล็กน้อย โดยมีอิปิ๊คอยตักอ่อมไก่ใส่ถ้วยให้ไม่ขาด"กริช... เรื่องนายทุนมันจบลงแล้วกะจริง" พ่อผู้ใหญ่บ้านเอ่ยเสียงเข้มขึ้น"แต่ข่อยมีเรื่องหนึ่งสิถามเจ้าในฐานะคนที่เป็นพ่อ... เจ้าสิรับมือจั่งใด๋กับความรู้สึกของชาวบ้านบางคนที่เขายังเสียดายเงินของนายทุนอยู่ถึงมื้อนี้เขาเห็นความจริง แต่ความจนมันกะยังค้ำคอเขาอยู่เด้อ" กริชวางช้อนลง เขาไม่ได้ตอบทันทีแต่มองออกไปที่ผืนนาสีดำขลับในยามโพล้เพล้ "นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ ครับพ่อผู้ใหญ่ ผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าที่ดินมันงอกเงยเป็นเงินได้มากกว่าเงินฟาดหัวของนายทุน ผมจะเริ่มทำนาสีทองให้เป็นต้นแบบ ใครอยากมีรายได้ผมจะสอนให้ทำโฮมสเตย์สอนให้แปรรูปข้าวและผมจะหาตลาดรองรับให้เองด้วยคอนเนกชันที่ผมมี""อ้ายกริชสิทำจริง ๆ บ่จ้ะ" อิปิ๊ถาม แววตาเต็มไปด้วยความหวัง "ปิ๊สิเป็นคนแรกที่ลงแรงช่วยอ้ายเอง""อ้ายทำจริงแน่ปิ๊... แต่อ้ายทำคนเดียวไม่ได้" กริชหันมาสบตาอิปิ๊กลาง
ตอนที่ 50 กฎเหล็กของปิ๊ภายในห้องพักฟื้นที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลความสุขที่แผ่ออกมาผ่านเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่หยอกล้อกันอย่างไม่ลดละ กริชที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้เริ่มมีสีเลือดฝาดบนใบหน้ามากขึ้น เขาใช้สายตาเจ้าเล่ห์นิด ๆ มองจ้องไปที่หญิงสาวที่กำลังขะมักเขม้นกับการปอกแอปเปิลให้เขาอย่างตั้งใจ"โถ่ปิ๊... นี่อ้ายเป็นถึงสถาปนิกเกียรตินิยมนะ จะไม่ให้รางวัลคนทำงานเหนื่อย ๆ ด้วยวิสกี้สักเป๊กสองเป๊กเลยเหรอ" กริชแกล้งทำเสียงออดอ้อนพลางยื่นมือไปสะกิดแขนเสื้อของเธอ"บ่ได้จ้ะอ้ายกริช" อิปิ๊ตอบเสียงแข็งแต่แววตาระยิบระยับด้วยความสนุก "เป็นสถาปนิกเกียรตินิยมกะต้องรักษาสุขภาพเแมะ อีกอย่าง... เงินน่ะ ปิ๊สิเอาไปซื้อแม่พันธุ์วัว ซื้อปุ๋ยคอกมาใส่ที่นาเฮาเบิด อ้ายอยากดื่มกะดื่มน้ำมะพร้าวเผาฝีมือปิ๊ไปก่อนแล้วกันเด้อ""โห... นี่ขนาดยังไม่ได้แต่งนะเนี่ย กฎเหล็กมาเป็นชุดเลย" กริชหัวเราะเบา ๆ จนต้องเอามือกุมแผล "โอ๊ย... เจ็บนะเนี่ย ปิ๊แกล้งให้อ้ายหัวเราะจนแผลสะเทือนใช่ไหม""สมน้ำหน้าจ้ะ ใครใช้ให้หัวเราะล่ะ" อิปิ๊ค้อนวงใหญ่แต่ก็รีบวางจานผลไม้แล้วขยับเข้าไปใกล้เตียงเพื่อเช็คดูอาการ "ไหน... เจ็บมา
ตอนที่ 49: คำสารภาพริมเตียงแสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวของโรงพยาบาลอำเภอ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ อบอวลอยู่ในห้องพักฟื้นที่เงียบสงบ บนเตียงคนไข้ กริช ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความเจ็บปลาบที่สีข้างยังคงอยู่ แต่มันเบาบางลงมากเมื่อเทียบกับความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อคืนสายตาของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มของ อิปิ๊ ที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยและยังมีคราบฝุ่นจางๆ ตามเสื้อผ้า ส่วน ย่าบุญมา นั่งเคี้ยวหมากอยู่อีกฝั่ง พอเห็นหลานชายขยับตัว ย่าก็อุทานออกมาด้วยความดีใจ"กริช ฟื้นแล้วบ่หลาน ย่าอยู่นี่เด้อ" อิปิ๊สะดุ้งตื่นตาเบิกโพลงพอเห็นกริชลืมตาเธอก็ลุกลี้ลุกลนทันที "อ้ายกริช อ้ายฟื้นแล้วเจ็บหม่องใด๋บ่ ปิ๊สิไปตามหมอ""ปิ๊..." กริชเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เขาแกล้งทำหน้าเหยเกเหมือนเจ็บปวดแสนสาหัส "อย่าเพิ่งไป... อ้ายหิวน้ำ... เจ็บแผลเหลือเกิน ลุกไม่ไหวเลย"อิปิ๊ที่เคยเป็นนางสิงห์ถือเสียมไล่ทุบรถนายทุน บัดนี้กลับกลายเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ เธอรีบรินน้ำใส่แก้วแล้วประคองหลอดให้กริชดื่มอย่างระมัดระวัง"ค่อย ๆ จิบเด้ออ้าย ปิ๊บอกแล้วว่าอย่าซ่า เห็นบ่... เกือบได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว" เธอพ
ตอนที่ 48 เอาผิดนายทุนความชุลมุนกลางลานวัดเริ่มคลี่คลายลงเมื่อรถกระบะของลุงหวังเบรกดังสนั่นที่ข้างเวที พ่อผู้ใหญ่บ้านและชายฉกรรจ์อีกสองสามคนรีบช่วยกันประคองร่างที่ชุ่มเลือดของกริชขึ้นหลังรถ อิปิ๊กระโดดขึ้นไปนั่งประคองศีรษะของเขาไว้บนตักทันที มือเล็กๆ ยังคงกดผ้าขาวม้าที่เริ่มชุ่มเลือดไว้แน่นที่หน้าท้องของกริช"อ้ายกริช... อดทนเด้ออ้าย อย่าหลับเด้อ!" อิปิ๊ร้องเรียกเสียงหลง ร่างกายเธอสั่นเทาไปหมด"ปิ๊... ใจเย็น ๆ ลูก เบิ่งแผลอ้ายดี ๆ" พ่อผู้ใหญ่บ้านที่รีบตามขึ้นมาดูสำรวจรอยกระสุนอย่างละเอียดภายใต้แสงไฟฉาย "กระสุนมันถากเข้าแฉลบสีข้างไปหน่อยเดียว แผลดูน่ากลัวเพราะเลือดออกเยอะ แต่น่าจะบ่เข้าจุดสำคัญ... กริช มึงยังมีสติอยู่บ่" กริชพยักหน้าเล็กน้อย ลมหายใจยังติดขัดแต่แววตาเริ่มกลับมามีความรู้สึก "ผม... ยังไหวครับพ่อผู้ใหญ่..."เมื่อรู้ว่ากริชพ้นขีดอันตรายในเบื้องต้น พ่อผู้ใหญ่บ้านและย่าบุญมาที่ตามขึ้นมาสมทบก็ถอนหายใจออกมาอย่างสุดตัว ย่าบุญมาทรุดลงกอดเข่ากริชพลางลูบหัวหลานชายด้วยน้ำตา "เทวดาคุ้มครองหลานย่าแท้ๆ ... พ่อไกรคุ้มครองเจ้าแล้ว"ในขณะที่ทุกคนกำลังโล่งใจ แต่อิปิ๊กลับไม่ได้คิดแค่นั้น







