LOGINตอนที่ 53: รอยไหม้ที่ปลายทุ่ง
เปลวเพลิงสีส้มที่โหมกระหน่ำท่ามกลางความมืดมิดของโคกอีแหลว ไม่ได้แผดเผาเพียงแค่ความฝันในโรงเรือนจิ้งหรีดของกริชเท่านั้น แต่มันกำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งหมู่บ้าน ลมทุ่งที่พัดแรงในช่วงรุ่งหอบเอาลูกไฟปลิวว่อนไปทางแปลงนาข้างเคียงที่ชาวบ้านเพิ่งจะลงฟางเตรียมดินไว้ กลิ่นควันไฟฉุนกะทัดรัดปลุกให้หัวใจของคนในตำบลตื่นตระหนก
"ไฟไหม้ ช่วยด้วย ไอ้รุ่งมันเผานา" เสียงตะโกนของอิปิ๊ดังก้องไปทั่วคุ้งน้ำ
เพียงไม่กี่อึดใจ แสงไฟฉายจากบ้านเรือนรอบๆ ก็สว่างขึ้นมาดั่งหิ่งห้อยนับร้อยดวง ชาวบ้านทั้งชายและหญิงต่างหิ้วถังน้ำ ถือจอบ ถือเสียม วิ่งกรูมายังพิกัดที่เกิดเหตุด้วยความโกรธแค้น เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากไฟลามเข้าป่าข้าวหรือฟางนาในฤดูแล้งแบบนี้ ความฉิบหายจะไม่ได้หยุดแค่ที่นาของกริช แต่มันจะเผาผลาญปากท้องของคนทั้งหมู่บ้านให้วอดวายไปด้วย
ในขณะที่กริชและอิปิ๊กำลังง่วนกับการดับไฟที่โรงเรือน บักรุ่งที่นอนมอมแมมอยู่ในร่องน้ำพยายามจะตะเกียกตะกายหนี แต่มันกลับหนีไม่พ้นศาลเตี้ยของชาวบ้านที่มาถึงก่อนตำรวจ
"มึงสิหนีไปไสไอ้รุ่ง มึงมันหนักแผ่นดิน" ลุงหวังที่วิ่งมาถึงคนแรกตะโกนลั่นพร้อมกับลูกบ้านอีกสามสี่คน บักรุ่งพยายามชักมีดพกออกมาขู่
"อย่าเข้ามานะไอ้พวกขี้ข้ากูจะเผาให้เกลี้ยงทั้งหมู่บ้านเลย"
คำท้าทายนั้นเหมือนเป็นการราดน้ำมันลงบนกองไฟ ชาวบ้านที่เหลืออดกับการกระทำของแก๊งนายทุนมานาน บวกกับความโกรธที่มันกล้าทำลายแหล่งทำกินของพวกเขา ต่างรุมล้อมเข้าใส่บักรุ่งทันที
"พลั่ก! ตุ้บ! โครม!"
ไม่มีใครฟังเสียงอ้อนวอนของมันอีกต่อไป หมัด เท้า และพานท้ายจอบของชาวบ้านรุมสกรัมบักรุ่งจนมันหมอบกระแตตุ่ยอยู่ในโคลน แววตาของชาวบ้านไม่ได้มีความสงสารแม้แต่น้อย เพราะสิ่งที่มันทำมันคือการ "เผาบ้านเผาเมือง" ดีๆ นี่เอง กริชที่เห็นเหตุการณ์พยายามจะห้ามปรามแต่เขาก็รู้ดีว่าความแค้นของมวลชนนั้นเกินจะหยุดยั้ง จนกระทั่งสารวัตรจักรินทร์นำกำลังตำรวจมาถึงและลากคอศพที่มีลมหายใจรวยรินอย่างบักรุ่งขึ้นรถหวอไปในสภาพหมดสภาพ
เมื่อเพลิงสงบลงในยามเช้า ทิ้งไว้เพียงซากไม้ไผ่ที่ดำเป็นตอ และกลิ่นเหม็นไหม้ของโรงเรือนจิ้งหรีดที่อิปิ๊ประคบประหงมมาหลายสัปดาห์ กริชนั่งลงริมคันนามองดูความเสียหายด้วยแววตาที่หม่นแสงลงเล็กน้อย แผลที่สีข้างเริ่มประท้วงความเจ็บปวดขึ้นมาอีกครั้ง อิปิ๊เดินเข้ามาใกล้เธอไม่ได้ร้องไห้ แต่กลับมีแววตาที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
"อ้ายกริช... อย่าเสียใจไปเลยจ้ะ ของพวกนี้มันสร้างใหม่ได้ แต่ใจคนโคกอีแหลวนี่สิ อ้ายดูนั่น..."
กริชเงยหน้าขึ้นมองภาพที่เขาไม่คาดคิด ชาวบ้านนับร้อยคนที่ช่วยกันดับไฟเมื่อครู่แทนที่จะกลับบ้านไปพักผ่อน พวกเขากลับนั่งล้อมวงกันอยู่บนลานดิน บ้างก็เดินไปสำรวจความเสียหาย บ้างก็เริ่มหยิบเศษไม้ที่ไหม้ไฟออก
"พ่อใหญ่ครับ ลุงหวังครับ กลับไปพักเถอะครับ เดี๋ยวที่เหลือผมจัดการเอง" กริชบอกด้วยความเกรงใจ พ่อผู้ใหญ่บ้านเดินเข้ามาตบไหล่กริช
"กริชเอ๊ย... มึงดูถูกน้ำใจคนบ้านนาเกินไปแล้ว ไอ้รุ่งมันเผาเพื่อทำลายมึงแต่มันกลับทำให้พวกกูเห็นว่า ถ้าพวกกูไม่สู้ไปพร้อมกับมึงสักวันพวกกูก็คงโดนเผาเหมือนกัน" อิปิ๊กระโดดขึ้นไปยืนบนเบาะรถซาเล้งคู่ใจแล้วตะโกนสุดเสียง
"พ่อแม่พี่น้องจ๋า! มื้อนี้อ้ายกริชสิสร้างนาสีทองให้พวกเฮาดูเป็นตัวอย่าง แต่มันมีคนใจบาปมาทำลาย ปิ๊สิขอชวนทุกคนมาลงแขกซ่อมโรงเรือนให้อ้ายกริชมื้อนี้เลย ใครมีไม้ไผ่เอามา ใครมีหญ้าคาเอามา ใครมีแรงกะเอาแรงมา เฮาสิทำให้ไอ้พวกใจดำมันดูว่า... โคกอีแหลวฆ่าบ่ตาย"
มหกรรมลงแขกเย้ยหยันความแค้น
เสียงตอบรับดังสนั่นทุ่ง ลุงหวังรีบไปตัดไม้ไผ่จากกอหลังวัด พ่อผู้ใหญ่บ้านสั่งการให้เมีย ๆ ในหมู่บ้านตั้งเตาหุงหาอาหารเพื่อเลี้ยงแรงงาน การ "ลงแขก" ครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันแต่ทรงพลัง กริชใช้ความรู้สถาปนิกที่เขามี เริ่มขีดเขียนแบบร่างลงบนพื้นดินที่ยังอุ่นๆ จากรอยไหม้
"ในเมื่อต้องสร้างใหม่ ผมจะออกแบบให้ดีกว่าเดิมครับ เราจะทำระบบป้องกันไฟและระบายอากาศให้จิ้งหรีดอยู่สบายขึ้น"
ภาพของสถาปนิกเกียรตินิยมที่ถอดเสื้อผ้าพันแผลออกบางส่วนแล้วลงไปแบกเสาไม้ร่วมกับชาวบ้านเป็นภาพที่ตรึงใจใครหลายคน อิปิ๊ไม่ได้เป็นแค่ผู้ช่วยแต่เธอคือ วิศวกรคุมงานที่คอยตะโกนสั่งการด้วยเสียงแปดหลอด
"ลุงหวัง เสานั้นต้องขุดลึกลงอีกจ้ะ อ้ายกริชบอกว่าเดี๋ยวพายุเข้าสิเอาไม่อยู่"
"ป้านวล อย่าลืมเอาดินปลูกสูตรปิ๊ไปโรยทับรอยไหม้นะจ๊ะ ให้ดินมันล้างคำสาปคนชั่วออกไป"
เพียงไม่ถึงวัน จากโรงเรือนที่ไหม้วอดวาย กลับกลายเป็นโครงสร้างใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิม เสียงสับไม้ เสียงตอกตะปู และเสียงพูดหยอกล้อดังกลบความเศร้าสร้อยเมื่อคืนสิ้นเชิง กริชมองดูความร่วมใจนี้แล้วน้ำตาคลอ เขาเข้าใจแล้วว่า "วิมานดิน" ที่เขาอยากสร้าง มันไม่ใช่แค่สิ่งก่อสร้าง แต่มันคือการ "สร้างคน" และ "สร้างใจ"
ตกเย็น สำรับอาหารขนาดใหญ่ถูกจัดขึ้นกลางลานนาที่เคยเกิดไฟไหม้ ชาวบ้านล้อมวงกินข้าวด้วยความภาคภูมิใจ บักรุ่งที่นอนเจ็บอยู่ในคุกคงไม่มีวันเข้าใจว่า เปลวไฟที่มันจุดขึ้นมาเพื่อหวังจะทำลาย กลับกลายเป็นแสงสว่างที่ส่องให้เห็นความสามัคคีของโคกอีแหลว
"ปิ๊... ขอบใจนะ" กริชกระซิบข้างหูหญิงสาวขณะที่เธอกำลังตักลาบปลาให้ชาวบ้าน
"ขอบใจปิ๊ทำไมอ้าย"
"ขอบใจที่ทำให้รู้ว่า... แม้แต่ไฟกะสู้ใจว่าที่เมียของสถาปนิกบ่ได้" กริชพูดภาษาอีสานปนภาคกลางจนอิปิ๊หน้าแดง
"ใครเป็นเมียอ้าย พูดดี ๆ เด้อ คนอยู่เต็มทุ่งนะอ้ายกริช"
กริชหัวเราะจนตาหยี ลืมความระบมที่แผลไปเสียสนิท เขาขยับเข้าไปใกล้สาวบ้านนาที่กำลังทำทีเป็นก้มหน้าก้มตาตักลาบใส่จานจนมือสั่นพะงาบๆ แสงไฟจากกองไฟที่ใช้หุงหาอาหารสาดส่องให้เห็นใบหน้าแฉล้มของอิปิ๊ที่บัดนี้แดงยิ่งกว่าลูกพริกขี้หนูสวน
"โอ๊ย... กะสิอายไปทำไมล่ะปิ๊ พ่อผู้ใหญ่กะนั่งอยู่นั่น ย่าบุญมากะเห็นดีเห็นงาม" กริชกระซิบเสียงนุ่มพลางบุ้ยปากไปทางกลุ่มผู้ใหญ่ที่นั่งหัวเราะชอบใจอยู่ไม่ไกล
"อ้ายกะแค่พูดความจริง มื้อคืนปิ๊ขับซาเล้งพุ่งชนบักรุ่งเพื่อช่วยอ้าย ใจเด็ดขนาดนี้ถ้าบ่แม่นเมียสถาปนิก กะต้องแม่นองครักษ์พิทักษ์หัวใจแล้วล่ะ"
"อ้ายกริช พอเลยจ้ะ ยิ่งพูดยิ่งเลี่ยน" อิปิ๊ค้อนวงใหญ่ใส่
"ปิ๊ขับรถชนมันกะเพราะมันสิเผานาพ่อไกรดอก ส่วนเรื่องอ้าย... ปิ๊แค่มือลั่นบิดคันเร่งแรงไปหน่อยเฉยๆ อย่ามาขี้ตู่ตีกินเอาเองเด็ดขาด"
"มือลั่นบิดรถมาช่วยอ้ายเนี่ยนะ ลั่นมาจากบ้านพ่อผู้ใหญ่จนถึงกลางทุ่งเลยเหรอปิ๊" กริชแกล้งทำหน้าซื่อตาใส
"แหม... ถ้าปิ๊บ่รับว่าเป็นเมียอ้าย มื้อนี้อ้ายสิไปนอนร้องไห้กลางโรงเรือนที่ไหม้ไฟนั่นล่ะ ให้จิ้งหรีดมันสมน้ำหน้าอ้ายที่อกหักเมาควันไฟ"
"โถ่... ทำเป็นสำออยนะสถาปนิกกรุงเทพฯ" อิปิ๊หลุดขำออกมาจนได้ เธอวางทัพพีลงแล้วเงยหน้าสบตากริช แววตาที่ดื้อรั้นเริ่มอ่อนแสงลง
"เอาเถอะจ้ะ... สิเป็นอะไรกะช่าง แต่ตอนนี้อ้ายต้องกินข้าวให้เบิดจานก่อน ถ้ากินบ่เบิดปิ๊สิยึดตำแหน่งผู้จัดการส่วนตัวคืน แล้วอ้ายกะสิไม่มีคนคอยด่าคอยบ่นไปตลอดชีวิตเด้อ" กริชยิ้มกว้างอย่างผู้ชนะ เขาหยิบจานข้าวขึ้นมาปั้นข้าวเหนียวคำโตเข้าปาก
"จ้ะ... อ้ายสิกินให้เกลี้ยงเลย จะได้มีแรงสร้างเรือนหอให้ทันปีหน้า ปิ๊เตรียมหัดขับซาเล้งแห่ขันหมากรอไว้ได้เลยนะ"
"อ้ายกริช" อิปิ๊อุทานเสียงหลงพลางเงื้อมือทำท่าจะตีแขนเขา แต่พอเห็นรอยยิ้มอย่างมีความสุขของชายตรงหน้า เธอก็ทำได้เพียงสะบัดหน้าหนีไปทางอื่นพร้อมรอยยิ้มที่ซ่อนไม่มิด
ท่ามกลางเสียงพูดคุยของชาวบ้านที่มาร่วมลงแขก ความอบอุ่นจากถ้อยคำหยอกล้อของคนสองคนดูเหมือนจะเป็นยาวิเศษที่ช่วยประสานรอยไหม้ของนาสีทองให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง... เป็นชีวิตที่มีทั้งกลิ่นไอรักและความหวังที่หยั่งรากลึกกว่าเดิม
ตอนที่ 53: รอยไหม้ที่ปลายทุ่ง เปลวเพลิงสีส้มที่โหมกระหน่ำท่ามกลางความมืดมิดของโคกอีแหลว ไม่ได้แผดเผาเพียงแค่ความฝันในโรงเรือนจิ้งหรีดของกริชเท่านั้น แต่มันกำลังจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมของทั้งหมู่บ้าน ลมทุ่งที่พัดแรงในช่วงรุ่งหอบเอาลูกไฟปลิวว่อนไปทางแปลงนาข้างเคียงที่ชาวบ้านเพิ่งจะลงฟางเตรียมดินไว้ กลิ่นควันไฟฉุนกะทัดรัดปลุกให้หัวใจของคนในตำบลตื่นตระหนก"ไฟไหม้ ช่วยด้วย ไอ้รุ่งมันเผานา" เสียงตะโกนของอิปิ๊ดังก้องไปทั่วคุ้งน้ำเพียงไม่กี่อึดใจ แสงไฟฉายจากบ้านเรือนรอบๆ ก็สว่างขึ้นมาดั่งหิ่งห้อยนับร้อยดวง ชาวบ้านทั้งชายและหญิงต่างหิ้วถังน้ำ ถือจอบ ถือเสียม วิ่งกรูมายังพิกัดที่เกิดเหตุด้วยความโกรธแค้น เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากไฟลามเข้าป่าข้าวหรือฟางนาในฤดูแล้งแบบนี้ ความฉิบหายจะไม่ได้หยุดแค่ที่นาของกริช แต่มันจะเผาผลาญปากท้องของคนทั้งหมู่บ้านให้วอดวายไปด้วยในขณะที่กริชและอิปิ๊กำลังง่วนกับการดับไฟที่โรงเรือน บักรุ่งที่นอนมอมแมมอยู่ในร่องน้ำพยายามจะตะเกียกตะกายหนี แต่มันกลับหนีไม่พ้นศาลเตี้ยของชาวบ้านที่มาถึงก่อนตำรวจ"มึงสิหนีไปไสไอ้รุ่ง มึงมันหนักแผ่นดิน" ลุงหวังที่วิ่งมาถึงคนแรกตะโกนลั่นพร้อมก
ตอนที่ 52: ตามใจผู้จัดการส่วนตัวสองสัปดาห์ผ่านไป... บรรยากาศในที่นาของพ่อไกรเปลี่ยนจากพื้นที่ขัดแย้งกลายเป็นพื้นที่แห่งชีวิตใหม่ แผลที่สีข้างของกริชสมานตัวจนเกือบสนิททิ้งไว้เพียงแผลเป็นแห่งเกียรติยศที่เขาภูมิใจ สถาปนิกหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นพับแขนและกางเกงเล บัดนี้ไม่ได้ถือเพียงตลับเมตร แต่เขายังสะพายย่ามที่เต็มไปด้วยสมุดสเก็ตช์ภาพและดินสอไม้ ที่ชานเรือนใหม่กริชกางกระดาษไขแผ่นใหญ่ลงบนโต๊ะไม้ ผัง "นาสีทองตัวอย่าง" ถูกร่างขึ้นอย่างประณีต"ปิ๊ มาดูนี่สิ อ้ายแบ่งโซนเสร็จแล้วนะ" กริชตะโกนเรียกหญิงสาวที่กำลังง่วนอยู่หลังบ้านอิปิ๊ วิ่งร่าเข้ามาในสภาพที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยดิน แต่มันคือดินที่เธอภูมิใจเสนอที่สุด เธอยกถังใส่ดินดำขลับที่มีกลิ่นหอมของใบไม้หมักขึ้นมาวางโชว์"นี่ไงอ้ายกริชดินปลูกสูตรนางสิงห์ ปิ๊หมักตามธรรมชาติ ใช้ทั้งรำละเอียด แกลบเผา แล้วก็มูลควายจากคอกพ่อผู้ใหญ่ผสมกับน้ำหมักชีวภาพที่ปิ๊บ่มไว้ในโอ่ง รับรองว่าปลูกอะไรก็งาม พืชผลสิอวบอัดปานคนเลี้ยงเลยล่ะ" อิปิ๊หัวเราะร่วนพลางปาดเหงื่อที่ปลายจมูกจนเลอะดินเป็นปื้น กริชยิ้มอย่างเอ็นดู เขาหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับรอยเลอะบนหน้าให้เธออย่
ตอนที่ 51 พระจันทร์ยิ้มบนชานเรือนที่ปูสาดสีสวย สำรับอาหารมื้อเย็นถูกล้อมรอบด้วยคนสำคัญในชีวิตของกริช พ่อผู้ใหญ่บ้าน ลุงหวัง ย่าบุญมา และอิปิ๊ กริชนั่งพิงเสาเรือนเพราะยังเจ็บแผลอยู่เล็กน้อย โดยมีอิปิ๊คอยตักอ่อมไก่ใส่ถ้วยให้ไม่ขาด"กริช... เรื่องนายทุนมันจบลงแล้วกะจริง" พ่อผู้ใหญ่บ้านเอ่ยเสียงเข้มขึ้น"แต่ข่อยมีเรื่องหนึ่งสิถามเจ้าในฐานะคนที่เป็นพ่อ... เจ้าสิรับมือจั่งใด๋กับความรู้สึกของชาวบ้านบางคนที่เขายังเสียดายเงินของนายทุนอยู่ถึงมื้อนี้เขาเห็นความจริง แต่ความจนมันกะยังค้ำคอเขาอยู่เด้อ" กริชวางช้อนลง เขาไม่ได้ตอบทันทีแต่มองออกไปที่ผืนนาสีดำขลับในยามโพล้เพล้ "นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่กลับไปทำงานที่กรุงเทพฯ ครับพ่อผู้ใหญ่ ผมจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าที่ดินมันงอกเงยเป็นเงินได้มากกว่าเงินฟาดหัวของนายทุน ผมจะเริ่มทำนาสีทองให้เป็นต้นแบบ ใครอยากมีรายได้ผมจะสอนให้ทำโฮมสเตย์สอนให้แปรรูปข้าวและผมจะหาตลาดรองรับให้เองด้วยคอนเนกชันที่ผมมี""อ้ายกริชสิทำจริง ๆ บ่จ้ะ" อิปิ๊ถาม แววตาเต็มไปด้วยความหวัง "ปิ๊สิเป็นคนแรกที่ลงแรงช่วยอ้ายเอง""อ้ายทำจริงแน่ปิ๊... แต่อ้ายทำคนเดียวไม่ได้" กริชหันมาสบตาอิปิ๊กลาง
ตอนที่ 50 กฎเหล็กของปิ๊ภายในห้องพักฟื้นที่เคยเงียบเหงา บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลความสุขที่แผ่ออกมาผ่านเสียงหัวเราะและบทสนทนาที่หยอกล้อกันอย่างไม่ลดละ กริชที่นอนอยู่บนเตียงคนไข้เริ่มมีสีเลือดฝาดบนใบหน้ามากขึ้น เขาใช้สายตาเจ้าเล่ห์นิด ๆ มองจ้องไปที่หญิงสาวที่กำลังขะมักเขม้นกับการปอกแอปเปิลให้เขาอย่างตั้งใจ"โถ่ปิ๊... นี่อ้ายเป็นถึงสถาปนิกเกียรตินิยมนะ จะไม่ให้รางวัลคนทำงานเหนื่อย ๆ ด้วยวิสกี้สักเป๊กสองเป๊กเลยเหรอ" กริชแกล้งทำเสียงออดอ้อนพลางยื่นมือไปสะกิดแขนเสื้อของเธอ"บ่ได้จ้ะอ้ายกริช" อิปิ๊ตอบเสียงแข็งแต่แววตาระยิบระยับด้วยความสนุก "เป็นสถาปนิกเกียรตินิยมกะต้องรักษาสุขภาพเแมะ อีกอย่าง... เงินน่ะ ปิ๊สิเอาไปซื้อแม่พันธุ์วัว ซื้อปุ๋ยคอกมาใส่ที่นาเฮาเบิด อ้ายอยากดื่มกะดื่มน้ำมะพร้าวเผาฝีมือปิ๊ไปก่อนแล้วกันเด้อ""โห... นี่ขนาดยังไม่ได้แต่งนะเนี่ย กฎเหล็กมาเป็นชุดเลย" กริชหัวเราะเบา ๆ จนต้องเอามือกุมแผล "โอ๊ย... เจ็บนะเนี่ย ปิ๊แกล้งให้อ้ายหัวเราะจนแผลสะเทือนใช่ไหม""สมน้ำหน้าจ้ะ ใครใช้ให้หัวเราะล่ะ" อิปิ๊ค้อนวงใหญ่แต่ก็รีบวางจานผลไม้แล้วขยับเข้าไปใกล้เตียงเพื่อเช็คดูอาการ "ไหน... เจ็บมา
ตอนที่ 49: คำสารภาพริมเตียงแสงแดดยามเช้าลอดผ่านม่านสีขาวของโรงพยาบาลอำเภอ กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ อบอวลอยู่ในห้องพักฟื้นที่เงียบสงบ บนเตียงคนไข้ กริช ค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ความเจ็บปลาบที่สีข้างยังคงอยู่ แต่มันเบาบางลงมากเมื่อเทียบกับความรู้สึกหนักอึ้งเมื่อคืนสายตาของเขาปะทะเข้ากับใบหน้าจิ้มลิ้มของ อิปิ๊ ที่นั่งสัปหงกอยู่ข้างเตียง ผมเผ้ายุ่งเหยิงเล็กน้อยและยังมีคราบฝุ่นจางๆ ตามเสื้อผ้า ส่วน ย่าบุญมา นั่งเคี้ยวหมากอยู่อีกฝั่ง พอเห็นหลานชายขยับตัว ย่าก็อุทานออกมาด้วยความดีใจ"กริช ฟื้นแล้วบ่หลาน ย่าอยู่นี่เด้อ" อิปิ๊สะดุ้งตื่นตาเบิกโพลงพอเห็นกริชลืมตาเธอก็ลุกลี้ลุกลนทันที "อ้ายกริช อ้ายฟื้นแล้วเจ็บหม่องใด๋บ่ ปิ๊สิไปตามหมอ""ปิ๊..." กริชเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า เขาแกล้งทำหน้าเหยเกเหมือนเจ็บปวดแสนสาหัส "อย่าเพิ่งไป... อ้ายหิวน้ำ... เจ็บแผลเหลือเกิน ลุกไม่ไหวเลย"อิปิ๊ที่เคยเป็นนางสิงห์ถือเสียมไล่ทุบรถนายทุน บัดนี้กลับกลายเป็นลูกแมวเชื่อง ๆ เธอรีบรินน้ำใส่แก้วแล้วประคองหลอดให้กริชดื่มอย่างระมัดระวัง"ค่อย ๆ จิบเด้ออ้าย ปิ๊บอกแล้วว่าอย่าซ่า เห็นบ่... เกือบได้ไปเฝ้ายมบาลแล้ว" เธอพ
ตอนที่ 48 เอาผิดนายทุนความชุลมุนกลางลานวัดเริ่มคลี่คลายลงเมื่อรถกระบะของลุงหวังเบรกดังสนั่นที่ข้างเวที พ่อผู้ใหญ่บ้านและชายฉกรรจ์อีกสองสามคนรีบช่วยกันประคองร่างที่ชุ่มเลือดของกริชขึ้นหลังรถ อิปิ๊กระโดดขึ้นไปนั่งประคองศีรษะของเขาไว้บนตักทันที มือเล็กๆ ยังคงกดผ้าขาวม้าที่เริ่มชุ่มเลือดไว้แน่นที่หน้าท้องของกริช"อ้ายกริช... อดทนเด้ออ้าย อย่าหลับเด้อ!" อิปิ๊ร้องเรียกเสียงหลง ร่างกายเธอสั่นเทาไปหมด"ปิ๊... ใจเย็น ๆ ลูก เบิ่งแผลอ้ายดี ๆ" พ่อผู้ใหญ่บ้านที่รีบตามขึ้นมาดูสำรวจรอยกระสุนอย่างละเอียดภายใต้แสงไฟฉาย "กระสุนมันถากเข้าแฉลบสีข้างไปหน่อยเดียว แผลดูน่ากลัวเพราะเลือดออกเยอะ แต่น่าจะบ่เข้าจุดสำคัญ... กริช มึงยังมีสติอยู่บ่" กริชพยักหน้าเล็กน้อย ลมหายใจยังติดขัดแต่แววตาเริ่มกลับมามีความรู้สึก "ผม... ยังไหวครับพ่อผู้ใหญ่..."เมื่อรู้ว่ากริชพ้นขีดอันตรายในเบื้องต้น พ่อผู้ใหญ่บ้านและย่าบุญมาที่ตามขึ้นมาสมทบก็ถอนหายใจออกมาอย่างสุดตัว ย่าบุญมาทรุดลงกอดเข่ากริชพลางลูบหัวหลานชายด้วยน้ำตา "เทวดาคุ้มครองหลานย่าแท้ๆ ... พ่อไกรคุ้มครองเจ้าแล้ว"ในขณะที่ทุกคนกำลังโล่งใจ แต่อิปิ๊กลับไม่ได้คิดแค่นั้น







