เสียงล้อรถบดเคลื่อนผ่านถนนลัดเลาะสู่ท่าเรือ พร้อมเสียงลมหายใจเบา ๆ ของเหล่าศิลปินที่เริ่มหมดแรงจากการเดินทางอันยาวนาน ดวงตาของร้อยดาวหันมองออกนอกหน้าต่าง เธอมองวิวภูเขาสลับกับทะเลเป็นระยะ พลางถอนหายใจเบา ๆ
“ใกล้ถึงหรือยังคะลุงยะห์” ร้อยดาวถามขึ้น “อีกประมาณยี่สิบนาทีหนู เตรียมตัวขึ้นเรือได้เลย” ลุงยะห์ตอบพลางยิ้มมุมปากในกระจกมองหลัง มาคินที่นั่งข้าง ๆ พิงหน้าต่างเงียบ ๆ เขาหลับตานิ่ง แม้ดูเหมือนนอนหลับ แต่สีหน้าซีดเซียวของเขาทำให้ร้อยดาวอดเป็นห่วงไม่ได้ “ยังเวียนหัวอยู่เหรอ” เธอถามเบา ๆ ไม่ทันที่มาคินจะตอบ เธอก็ยื่นซองลูกอมรสมะนาวในมือไปให้ “กินหน่อย เดี๋ยวขึ้นเรือจะโคลงหนักกว่านี้อีก” น้ำเสียงเธอฟังดูห้วน แต่เต็มไปด้วยความห่วงใยแบบปากไม่ตรงกับใจ มาคินลืมตาขึ้น มองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรับลูกอมมากินแล้วพยักหน้าเบา ๆ “ขอบใจนะ ร้อยดาว” “อย่าคิดว่าฉันใจดี แค่อยากให้นายไม่อ้วกใส่ฉันตอนอยู่บนเรือ” เธอหันหน้าหนีไปนอกหน้าต่าง เสียงหัวเราะเบา ๆ ของอ๊อฟดังมาจากเบาะหลัง พร้อมเสียงล้อของก็อปเปอร์ “พี่ร้อยดาวดูแลพี่คินเหมือนแม่ดูแลลูกเลยนะครับ ฮ่าๆๆ” “ไอ้อ๊อฟ!” มาคินหันไปแยกเขี้ยวใส่น้องชาย ร้อยดาวเองก็หน้าแดงขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนจะหยิบหมอนมาตีเบา ๆ ไปที่เข่ามาคิน “จะไปไม่ถึงเรือแน่ถ้ายังไม่หยุดแซว!” หลังจากนั้นไม่นาน รถตู้ก็เลี้ยวเข้าจอดที่ท่าเรือ ท้องฟ้าสีฟ้าสดกับเสียงนกนางนวลดังโฉบอยู่เหนือผืนน้ำที่ใสราวกระจก ทุกคนทยอยลงจากรถ พร้อมลากกระเป๋าเดินตามกันไป “ถึงซะที! จะได้นอนกับเขาซักที” ก็อปเปอร์บ่นพลางบิดขี้เกียจ อาร์ตเดินนำขึ้นเรือไปโดยไม่พูดอะไร ร้อยดาวเหลือบมองแวบหนึ่งก่อนจะหันมาทางมาคินที่ยังเดินช้ากว่าคนอื่น “นายเดินไหวมั้ย ไม่ได้จะช่วยนะ แค่ถามเฉย ๆ” เธอพูดพลางสะพายเป้ของตัวเอง “ช่วยก็ดีนะ” มาคินยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วพิงแขนเบา ๆ ลงบนไหล่ของเธอ “เห้ย! หนัก” ร้อยดาวเบี่ยงตัวหนี ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เป็นเสียงหัวเราะที่ทำให้บรรยากาศเหนื่อยล้าบนเรือนั้นดูสดใสขึ้นทันตา ขณะที่เรือแล่นออกจากท่า ทะเลเปิดกว้างเบื้องหน้า ลมทะเลหอบกลิ่นเค็มและละอองคลื่นเข้ามาสัมผัสผิวหน้า ทิวทัศน์เกาะเล็กเกาะน้อยกระจายเต็มผืนทะเลราวกับภาพวาดสีน้ำมันที่มีชีวิต “พี่คิน กล้องครับ!” อ๊อฟยื่นกล้องฟิล์มให้พี่ชาย “ช่วยถ่ายให้ผมกับก็อปเปอร์หน่อย เดี๋ยวพี่ก็มีแฟนคลับมาถามอีกว่าไปเที่ยวกับใคร” มาคินรับกล้องมาถ่ายภาพให้อย่างเคยชิน ก่อนจะหันไปอีกมุม แล้วแอบถ่ายภาพร้อยดาวที่กำลังยืนพิงขอบเรือ มองทะเลอย่างเงียบ ๆ เส้นผมของเธอปลิวไหวตามลม ราวกับเป็นฉากในภาพยนตร์โรแมนติก “แชะ” “นายแอบถ่ายฉันเหรอ” ร้อยดาวหันขวับมา “เปล่า กดพลาดเฉย ๆ” มาคินรีบหลบสายตาแล้วยื่นกล้องให้อ๊อฟคืน แต่ความลับไม่มีในเรือใบนี้ “แน่ใจนะว่าพลาดอะพี่” ก็อปเปอร์พูดขึ้นพลางยิ้มกว้าง “เงียบไปเลย” เสียงหัวเราะและลมทะเลยังคงพัดพาเรือแล่นไปสู่เกาะพีพีในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า แยกย้ายจัดห้องพัก หลังจากทุกคนเช็คอินเรียบร้อย คุณนัฐและทีมรีสอร์ตเดินนำพาศิลปินและทีมงานไปยังโซนที่พักซึ่งเป็นเรือนไม้สไตล์ทรอปิคอลตั้งเรียงรายริมชายหาด เสียงคลื่นซัดชายฝั่งเบา ๆ ชวนให้อยากถอดรองเท้าแล้วทิ้งตัวลงนอนทันที “โอเคนะครับ ห้องพักเราแบ่งไว้เรียบร้อย เป็นห้องพักคู่ และห้องเดี่ยวสำหรับบางท่านที่จำเป็นครับ” คุณนัฐพูดพลางแจกแผ่นกระดาษรายชื่อห้องพักให้กับผู้ช่วยค่ายอีกคน “อ๊อฟกับพี่มาคินพักห้องนี้ครับ A1” ทีมงานหญิงยื่นกุญแจให้ ทั้งสองคนพยักหน้ารับพร้อมลากกระเป๋าไป “พี่ร้อยดาว... พักคนเดียวที่ A3 นะคะ เป็นห้องติดทะเลค่ะ” เสียงทีมงานหญิงบอกพร้อมส่งกุญแจให้ร้อยดาว เธอเลิกคิ้วขึ้นนิดหน่อยด้วยความแปลกใจ “พักคนเดียวเหรอคะ?” “ใช่ค่ะ ผู้จัดอยากให้พี่ได้พักผ่อนเต็มที่ เลยจัดไว้ให้แยกจากกลุ่มเล็กน้อยค่ะ” ร้อยดาวยิ้มรับนิด ๆ ไม่ได้ขัดอะไร ที่จริง... เธอก็ชอบความสงบมากกว่าต้องนอนฟังใครกรนหรือพลิกตัวไปมาทั้งคืน “อาร์ตกับก็อปเปอร์ ห้อง A2 ครับ” พอทีมงานประกาศชื่อ อาร์ตก็ชะงักไปครู่หนึ่ง เขาเหลือบตามองหน้าก็อปเปอร์แวบหนึ่ง “มีห้องอื่นว่างมั้ยครับ ผมขอพักคนเดียว” เสียงเรียบ ๆ จากอาร์ตดังขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่หันมามอง ก็อปเปอร์เลิกคิ้ว “ไม่อยากนอนกับผมขนาดนั้นเลยเหรอพี่” “เปล่า” อาร์ตตอบห้วน ๆ ไม่ได้ยิ้ม ทีมงานรีบเข้ามากลบสถานการณ์ “เดี๋ยวขออนุญาตเช็กให้นะคะโชคดีค่ะ เหลือห้องแถวหลังที่เป็นห้องเล็ก แยกจากเรือนหลักนิดหน่อย พี่อาร์ตพักตรงนั้นได้นะคะ” “อืม” เขารับกุญแจห้องเงียบ ๆ เดินแยกไปโดยไม่พูดอะไรอีกทุกคนเริ่มลากกระเป๋าเข้าห้องตามลำดับ “แล้วพวกทีมดนตรีล่ะครับ” มาคินถามขณะหันไปทางเพื่อน ๆ ที่เล่นเครื่องดนตรี “กลุ่มพี่ทีมดนตรี พักห้องรวม B1–B2 ด้านหลังนะครับ มีเตียงเดี่ยวแยกสบาย ๆ ห้องน้ำในตัวครับ” เสียงทีมดนตรีเฮกันเบา ๆ เพราะโล่งใจที่จะได้อยู่รวมกันเอง ไม่ต้องเกรงใจศิลปิน ภายในห้อง A1 ที่มาคินกับอ๊อฟเข้ามา มีเตียงแฝดและวิวหน้าต่างหันออกสู่ต้นปาล์มริมชายหาด แสงแดดยามเย็นสาดเข้ามาพอดี มาคินทิ้งตัวลงบนเตียงทันที “นอนได้สักที… ขอกลิ้งก่อนเลย” “พี่คิน เมารถเมื่อกี้หายยังครับ?” อ๊อฟถามพลางวางกระเป๋า “หายแล้ว แต่ถ้าขึ้นเรืออีกก็คงไม่รอด” มาคินหัวเราะเบา ๆ ฝั่งห้อง A3 ที่ร้อยดาวพัก เธอเปิดประตูเข้าไปพบห้องสีขาวสะอาด เตียงเดี่ยวใหญ่กลางห้อง และระเบียงเปิดออกสู่ทะเล หัวใจของเธอเหมือนได้เติมพลังขึ้นมาอีกครั้งหลังจากวุ่นวายบนรถและบนเรือ “โอ้ยสวรรค์ของฉัน” เธอทิ้งตัวลงบนเตียงแล้วหลับตาพริ้ม สูดลมหายใจลึก ๆ พลางนึกถึงใบหน้าของมาคินที่เธอพยายามจะไม่ใส่ใจนักในช่วงหลัง ๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาทำให้บรรยากาศเงียบเหงาในทริปนี้ดูสดใสขึ้น ฝั่งห้องก็อปเปอร์ที่ต้องพักกับ “ไม่มีใคร” เขาเปิดประตูห้อง A2 เข้าไปแล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ “นอนคนเดียวเฉยเลยกู สุดท้ายพี่อาร์ตก็ไม่เอากูอยู่ดี” เขานั่งลงแล้วส่งไลน์หาเพื่อนในกลุ่ม “พี่อาร์ตทิ้งกูเฉย ไปนอนคนเดียวแล้วจ้า” ฝั่งของอาร์ตในห้องเล็กแยกออกไป เงียบสนิท เขานั่งอยู่บนเตียง มองโทรศัพท์ที่ไม่มีข้อความเข้า เขาเปิดหน้าต่างออกไปมองทะเลอย่างเหม่อลอย แววตานั้นมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ ความอึดอัด? ความเหนื่อยใจ? หรือบางอย่างที่เขาไม่อยากให้ใครรู้ ชายหาด ใต้แสงเทียน เสียงคลื่นซัดฝั่งเบา ๆ คลอไปกับลมทะเลยามค่ำคืนที่พัดโชยไม่หยุด ไฟประดับโทนส้มอ่อน ๆ พาดจากต้นไม้ถึงร่มผ้ากลางโต๊ะอาหาร ร่มไม้ชายหาดถูกจัดวางโต๊ะไม้กลมยาวสำหรับมื้อค่ำของค่ำคืนนี้ กลิ่นอาหารทะเลสด ๆ และกลิ่นหอมของต้มยำทะเลลอยมาแตะจมูก ศิลปินและทีมงานทยอยลงมานั่งรวมตัวกัน อ๊อฟนั่งข้างก็อปเปอร์ ส่วนมาคินมาช้าเล็กน้อยเพราะยังหาผ้าเช็ดหน้าอยู่ ร้อยดาวมาเป็นคนสุดท้ายในชุดแม็กซี่เดรสสีขาวลายดอกเล็ก ๆ ที่พลิ้วตามลมทะเล ดวงตาเธอกวาดมองหาคน ๆ หนึ่ง “พี่อาร์ตล่ะ?” เธอถามพลางหย่อนตัวลงนั่งข้างอ๊อฟ “ไม่ลงมา กินที่ห้องมั้ง” ก็อปเปอร์ตอบพลางตักหอยเชลล์ย่างเข้าปาก “พี่เขาดู... แปลก ๆ นะช่วงนี้” อ๊อฟพูดเบา ๆ แล้วเหลือบตามองไปทางบ้านพักหลังที่อาร์ตอยู่ “จะไปสนใจทำไม คนเขาไม่อยากอยู่กับพวกเราอยู่แล้ว” ก็อปเปอร์พูดปนประชด ก่อนจะเบือนหน้าหนี มาคินเดินมาถึงโต๊ะพอดี แล้วหย่อนตัวลงข้างร้อยดาวโดยไม่ขออนุญาต จนแขนชายเสื้อของเขาไปโดนแขนเธอเบา ๆ “เฮ้ย! จะนั่งใกล้ไปแล้วนะ” เธอหันไปมอง “กลัวรึไง?” มาคินยักคิ้วให้ แล้วตักข้าวโพดย่างในจานกลางมากินหน้าตาเฉย ทุกคนเริ่มลงมือกินอย่างออกรส บ้างก็คุยกันเรื่องงานวันพรุ่งนี้ บ้างก็หัวเราะหยอกล้อกันตามประสา เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง ร่างสูงของอาร์ตเดินออกมาจากเงามืดของทางเดิน รีบเดินมาตรงโต๊ะพร้อมหน้าตาเรียบเฉย ใคร ๆ ก็หันไปมอง “มีข้าวเหลือมั้ย?” เขาถามสั้น ๆ “เหลือสิพี่ มานั่งเลย” อ๊อฟรีบบอก อาร์ตเดินไปนั่งที่ปลายโต๊ะ แต่ยังคงไม่พูดอะไรกับใครมากนัก แล้วเหตุการณ์เล็ก ๆ ก็เกิดขึ้น... “พี่อาร์ต ไม่ลงมากินด้วยแต่แรก ทำเอาคนอื่นคิดว่าพี่ไม่พอใจอะไรใคร” ก็อปเปอร์พูดพลางหัวเราะนิด ๆ แต่มีแววตาตัดพ้อ อาร์ตหยุดมือที่กำลังตักข้าว แล้วหันมามองก็อปเปอร์ “ถ้าไม่พูด ก็จะไม่มีใครคิดมากหรอก” บรรยากาศที่เป็นมิตรเริ่มแผ่วลงเล็กน้อย “พี่รู้มั้ย ว่าบางทีพี่ทำให้พวกเรารู้สึกเหมือนไม่อยากให้เข้าใกล้” อ๊อฟพูดขึ้นต่อ “แล้วทำไมต้องเข้ามาใกล้” เสียงของอาร์ตไม่ได้ด แต่มันเย็นจนทุกคนเงียบ “เพราะเราเป็นทีมเดียวกันไงพี่ เรามาเล่นงานเดียวกัน ไม่ใช่มาแยกตัวแบบเก็บตัวราวกับไม่อยากเป็นส่วนหนึ่ง” ก็อปเปอร์พูดเสียงดังขึ้น “แล้วใครบอกว่าอยากเป็นล่ะ” คำพูดนั้นกระแทกใจทุกคนในโต๊ะ มาคินเหลือบมองอาร์ตเล็กน้อย ก่อนจะวางช้อนลงอย่างแรงพอให้โต๊ะสั่นเบา ๆ “ถ้าไม่อยากเป็น ก็ไม่ต้องมางานนี้ตั้งแต่แรกหรอกอาร์ต ไม่มีใครลากคอแกมา” เสียงมาคินต่ำและหนัก ร้อยดาวจับแขนเขาไว้เบา ๆ เป็นเชิงห้าม ก่อนจะหันไปพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “เรามาทำงานร่วมกันนะอาร์ต ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอดีต หรือในใจพี่... อย่างน้อยคืนนี้ เราก็แค่มานั่งกินข้าวด้วยกัน ไม่ได้จะล้วงความลับชีวิตใคร” คำพูดของร้อยดาวทำให้โต๊ะเงียบลง อาร์ตนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นโดยไม่พูดอะไร และเดินหายไปในความมืดของทางเดิน ไม่มีใครพูดอะไรต่อกันไปอีกสักพัก จนมาคินหันไปยิ้มเจื่อน ๆ กับทุกคน “เรากินต่อเถอะครับ ยังมีของหวานอีกนะ เดี๋ยวพี่จัดเอง” “พี่มาคิน!” อ๊อฟพูดพลางหัวเราะกลบบรรยากาศ ทุกคนเริ่มกลับมาเฮฮาอีกครั้ง แม้จะมีเงาเล็ก ๆ แทรกอยู่กลางรอยยิ้ม คืนแรกที่ควรเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ กลับทิ้งคำถามมากมายไว้กลางสายลมทะเลยามค่ำหน้าห้องประชุมบ่ายคล้อยแสงแดดตกกระทบกับพื้นกระเบื้องเย็น ๆ ของโถงค่าย รอยเท้าส้นสูงของ “ยิปซี” เดินฉับ ๆ ออกมาจากห้องประชุม สีหน้าเธอฉุนเฉียว ตาแดง ๆ บ่งบอกว่าเพิ่งผ่านความคับแค้นใจมาอย่างหนัก ทันใดนั้น“เอ๊ะ… ยิปซี" เสียงหนึ่งดังขึ้นเบา ๆ ร้อยดาว ที่เพิ่งเดินมาจากอีกทาง เธอถือสคริปต์ประชุมไว้ในมือ เตรียมจะเข้าไปคุยงานกับพี่โปเต้พอดี ยิปซีหยุดฝีเท้ากะทันหัน ดวงตาเธอเบิกกว้างขึ้นอย่างไม่ปิดบังความไม่พอใจ“อ้อ ไม่แปลกใจเลย” เธอแสยะยิ้ม เยาะเย้ยราวกับรอจังหวะนี้มานาน“ถึงว่าทำไมช่วงนี้เฮียถึงหายหน้า ไม่สนใจฉันเลยที่แท้ก็มัวแต่เอาใจ เด็กใหม่” ร้อยดาวขมวดคิ้ว“พี่หมายถึงอะไร”“อย่าแอ๊บใส่นะร้อยดาว เธอรู้ดีว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่” น้ำเสียงของยิปซีเริ่มดังขึ้น รอยยิ้มบิดเบี้ยวเจือแรงแค้น“เข้ามาค่ายไม่ทันไรก็ได้ขึ้นโปรเจคทุกตัว คนอื่นเขาอยู่นานเป็นปี ยังไม่เคยได้โอกาสแบบนี้เลยด้วยซ้ำ” ร้อยดาวหน้าชาวูบ เธออึ้ง ไม่คิดว่าจะโดนกล่าวหาแบบนั้น“เฮียไม่เคยแม้แต่จะเปิดห้องคุยกับใครนานขนาดนั้น แต่เธอแค่ทำหน้าซื่อ ๆ ส่งยิ้มทีสองทีก็ขึ้นเวทีแล้ว”“เธอคิดว่าคนอื่นไม่เห็นหรือไง ว่าเธอมันแค่เด็กเส้น!”“พอเ
ภายในห้องประชุมใหญ่ของค่ายเพลง บรรยากาศเคร่งเครียดแต่เต็มไปด้วยความคาดหวังของทุกคน เฮียสงคราม เจ้าของค่ายผู้ทรงอิทธิพล นั่งหัวโต๊ะด้วยท่าทีสงบสุขุม ข้างเขาคือ "พี่โปเต้" โปรดิวเซอร์รุ่นพี่ที่ดูแลศิลปินรุ่นใหม่อย่างใกล้ชิด รอบโต๊ะเต็มไปด้วยศิลปินรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรงในค่าย มาคิน, ร้อยดาว, อ๊อฟ, ก็อปเปอร์ และทีมงานเบื้องหลังอีกหลายชีวิต ทั้งหมดกำลังฟังโปเต้พูดถึงโปรเจกต์ใหม่ที่กำลังจะเปิดตัว “พวกเราเติบโตเร็วมากในปีนี้ งานครั้งนี้จะเป็นการรวมพลังของทุกคนในค่าย โดยเราจะแบ่งเป็นโปรเจกต์ซีรีส์เอ็มวีสามตอน” โปเต้เปิดสไลด์โปรเจกต์ขึ้นบนหน้าจอ พาสแรกความรัก ความฝัน ความจริง นำโดยมาคินและร้อยดาว พาสสอง ดนตรีในกลิ่นอายคนสู้งานของอ๊อฟกบก็อปเปอร์ สองคนนี้เอฟซีกำลังจับตา และเริ่มมีฐานแฟนคลับ พาสสุดท้ายมิตรภาพตอนจบของโปรเจกต์รวบรวมทุกศิลปิน แทนคำขอบคุณจากทีมขงผม ระหว่างที่ทุกคนกำลังตั้งใจฟัง เสียงประตูห้องประชุมถูกเปิดออก พร้อมการปรากฏตัวของ "ยิปซี" สาวแซ่บสไตล์แรงที่ทุกคนรู้จักดี เธอเป็นหนึ่งในดาราเรื่องมาก ที่มีชื่อเสียงในอดีต แต่ช่วงหลังเงียบไปไม่มีงาน เธอเลยเลือกที่จะเกาะเฮียคราม ทั้ง ๆ
สองคนเดินเรียบหาดอย่างช้า ๆ แสงไฟจากที่พักด้านหลังส่องไกลพอให้เห็นรอยเท้าทั้งคู่พาดเคียงกันบนทราย“คืนนี้มัน... เงียบจังเนอะ” เธอพูดขึ้น“เงียบพอดีที่จะได้ยินเสียงในหัวใจตัวเอง" เธอหันไปมองเขาเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มขืน ๆ “พูดแบบนี้... จะสารภาพอะไรเหรอ?” มาคินหยุดเดิน เธอเลยหยุดตาม และหันกลับมาชายหนุ่มยืนอยู่กลางลมทะเล ผมเขาปลิวเล็กน้อย ใบหน้าเงยขึ้นนิดหน่อย แต่ดวงตาจับจ้องมาที่เธออย่างมั่นคง“ตอนแรกฉันก็ไม่แน่ใจว่าเราสองคนที่ถูกบังคับให้เป็นคู่จิ้น จะมีอะไรจริง ๆ ไหม”“...”“แต่ยิ่งทำงานด้วยกัน ยิ่งได้เห็นเธอเวลาไม่ได้อยู่ต่อหน้าแฟนคลับ เวลาเธอยุ่งเหยิง... หรือแม้แต่เวลานั่งหลับในรถแล้วกรนเบา ๆ”ร้อยดาวเบิกตา “เฮ้ย!”“ฉันชอบเธอว่ะ ร้อยดาว” เขาพูดขึ้นต่อโดยไม่หลบตา เงียบจนน่ากลัวว่าคำสารภาพนี้จะลอยหายไปกับเสียงคลื่น แต่เธอกลับก้มหน้านิดเดียว แล้วเอ่ยเสียงเบา“รู้ตัวมานานแล้วแต่คิดว่านายไม่ได้จริงจัง”“ฉันไม่ใช่คนดีอะไรมากหรอกนะ ไม่ใช่คนโรแมนติก ไม่ใช่พระเอกนิยาย... แต่ทุกครั้งที่เธออยู่ใกล้ ฉันก็ไม่ได้อยากเป็นอย่างอื่นเลยนอกจากคนที่เธอวางใจได้" เธอค่อย ๆ เดินเข้ามาใกล้ แล้วกระซิบเสียงเ
เสียงคลื่นซัดชายฝั่งอย่างสม่ำเสมอ ลมทะเลยามค่ำคืนพัดเอาความเย็นปะปนกลิ่นเกลือมาแตะปลายจมูก ท้องฟ้าเปิดกว้าง เผยดาวนับพันที่เปล่งประกายเหมือนจะรับรู้ถึงความเงียบระหว่างสองคนที่นั่งอยู่ริมชายหาดมาคินถอดรองเท้า วางไว้ข้าง ๆ ก่อนจะเดินลงไปบนทรายเนียนละเอียดที่เย็นเฉียบแล้วนั่งลงเงียบ ๆ ร้อยดาวเดินตามมา เธอไม่ได้พูดอะไร แค่ทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ ห่างออกไปเล็กน้อย เงียบ เงียบจนนานพอจะได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง“ขอโทษนะ ที่บนโต๊ะกินข้าวเมื่อกี้ เสียงดังไปหน่อย” มาคินพูดขึ้นเบา ๆ ร้อยดาวหันไปมองเขา เสี้ยวหน้าของเขาภายใต้แสงจันทร์ทำให้เขาดูสงบกว่าตอนกลางวันมาก“ไม่เป็นไรหรอก เราทุกคนก็แค่ เหนื่อยกันคนละแบบ” เธอตอบกลับเสียงเบาไม่แพ้กัน“ฉันไม่ชอบเห็นพวกนายทะเลาะกันเลย” เธอพูดต่อ แล้วเอามือคว้าทรายขึ้นมากำเบา ๆ“แต่บางครั้งมันก็ยากจะไม่พูด ถ้าเห็นเพื่อนตัวเองไม่อยากเป็นเพื่อนใครเลย" มาคินหัวเราะเบา ๆ “พูดเหมือนฉันใจดีตลอดเลยนะ”“ก็นายใจดีจริง ๆ แหละใจร้อนนิดหน่อยก็เถอะ” เขาหันมามองเธอ ดวงตาของเขาวูบวาบด้วยแสงสะท้อนจากทะเล “ร้อยดาว...”“หื”“เคยรู้สึกมั้ยว่า เราทำงานกันมาหลายครั้ง แต่พอมาเจอแบบนี้
เสียงล้อรถบดเคลื่อนผ่านถนนลัดเลาะสู่ท่าเรือ พร้อมเสียงลมหายใจเบา ๆ ของเหล่าศิลปินที่เริ่มหมดแรงจากการเดินทางอันยาวนาน ดวงตาของร้อยดาวหันมองออกนอกหน้าต่าง เธอมองวิวภูเขาสลับกับทะเลเป็นระยะ พลางถอนหายใจเบา ๆ“ใกล้ถึงหรือยังคะลุงยะห์” ร้อยดาวถามขึ้น“อีกประมาณยี่สิบนาทีหนู เตรียมตัวขึ้นเรือได้เลย” ลุงยะห์ตอบพลางยิ้มมุมปากในกระจกมองหลังมาคินที่นั่งข้าง ๆ พิงหน้าต่างเงียบ ๆ เขาหลับตานิ่ง แม้ดูเหมือนนอนหลับ แต่สีหน้าซีดเซียวของเขาทำให้ร้อยดาวอดเป็นห่วงไม่ได้“ยังเวียนหัวอยู่เหรอ” เธอถามเบา ๆ ไม่ทันที่มาคินจะตอบ เธอก็ยื่นซองลูกอมรสมะนาวในมือไปให้“กินหน่อย เดี๋ยวขึ้นเรือจะโคลงหนักกว่านี้อีก” น้ำเสียงเธอฟังดูห้วน แต่เต็มไปด้วยความห่วงใยแบบปากไม่ตรงกับใจมาคินลืมตาขึ้น มองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรับลูกอมมากินแล้วพยักหน้าเบา ๆ“ขอบใจนะ ร้อยดาว”“อย่าคิดว่าฉันใจดี แค่อยากให้นายไม่อ้วกใส่ฉันตอนอยู่บนเรือ” เธอหันหน้าหนีไปนอกหน้าต่างเสียงหัวเราะเบา ๆ ของอ๊อฟดังมาจากเบาะหลัง พร้อมเสียงล้อของก็อปเปอร์ “พี่ร้อยดาวดูแลพี่คินเหมือนแม่ดูแลลูกเลยนะครับ ฮ่าๆๆ”“ไอ้อ๊อฟ!” มาคินหันไปแยกเขี้ยวใส่น้องชาย ร้อย
เมื่อการทำงานเริ่มเข้าที่มีออนทัวร์แทบทุกวัน จนมาวันนี้มีงานออนทัวร์ร่วมด้วยมิตติ้ง สามวันสองคืนที่เกาะพีพี จังหวัดภูเก็ต ซึ่งการจัดคอนเสิร์ตครั้งนี้ การทำงานด้วยกันหลาย ๆ คอนเสิร์ตทำให้ทั้งสองคน มาคินและร้อยดาวสนิทกันมากขึ้น รวมถึงครั้งนี้มีอ๊อฟ มีอาร์ต มีก็อปเปอร์ร่วมแจมไปด้วย การเดินทางด้วยรถตู้ของค่ายที่เดินทางมุ่งหน้าสู่ทางภาคใต้ โดยที่บนรถมีคนดูแลศิลปินไปด้วยหนึ่งคน คนขับรถหนึ่งคน ร้อยดาวที่ชอบไปนั่งข้างหลัง เธอต้องการนอนยาว ๆ สบาย ๆ ก้าวขึ้นรถคนแรก มาคินเองที่ไม่ชอบนั่งข้างหลัง เพราะเขานั่งด้านหลังแล้วจะอาเจียนออกมา "ร้อยดาว ทำไมไปนั่งหลังเลยหละ มานั่งด้วยกันสิ เราเป็นคู่จิ้นกันนะ" มาคินกำลังเดินเข้าไปหาร้อยดาวแล้วจะดึงเธอออกมานั่งด้านหน้าด้วยกัน"คินจะเข้า ก็เข้าไปดิมายืนเกะกะ" อาร์ตที่เข้ามากระแทกชนจนมาคินเซถลาไปทางเบาะที่นั่งด้านหลังของร้อยดาว ริมฝีปากของมาคินชนแก้ม กลม ๆ น้อย ๆ ของร้อยดาว"โอ๊ย ไอ้มาคิน" เสียงร้อยดาวที่ตกใจ เผลออุทานเรียนชื่อโดยมีสรรพนามแปลก ๆ ออกมาด้วย ร้อยดาวปัดริมฝีปากของมาคินหนี"แก้มเธอนุ่มดีนะร้อยดาว" มาคินกระซิบบอกก่อนจะขยับตัวออกจากการล้มทับร้อยด