LOGINดอกโบตั๋นดึงดูดความสนใจของเหม่ยเซียนไปจากร่างของชายหนุ่มในโลงศพ เนื่องจากแต่แรกเธอก็ชอบดอกไม้ชนิดนี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะดอกโบตั๋นสีชมพูเบ่งบานงดงามดึงความสนใจของหญิงสาวไปจากบรรดาพันธุ์ไม้ในถ้ำแห่งนี้
...ครั้งที่สามเป็นครั้งที่น่าตื่นตกใจที่สุด เพราะเธอถึงกับฝันว่าตัวเองถูกขังอยู่ในโลงน้ำแข็งและกำลังนอนคร่อมร่างของชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของโลงน้ำแข็งนั้น!!!
คืนนั้นจำได้ว่าเหม่ยเซียนตกใจจนแม้จะลืมตาตื่น แต่หัวใจกลับยังคงเต้นรัวด้วยความหวาดผวา ทว่าในความหวาดหวั่นนั้นกลับปะปนมาด้วยความเสียดาย ...เธอยังไม่ทันได้มองหน้าเขาให้ชัดๆ เพราะนับจากวันนั้นเธอก็ไม่ได้ฝันแบบนั้นอีกเลย
“สามปีแล้วสินะ” เหม่ยเซียนพึมพำคนเดียวเสียงเบา สามปีแล้วที่เธอไม่ได้ฝันถึงสถานที่แห่งนั้น กระทั่งเรียนจบและกลับมาอยู่ที่เมืองไทย
“ฝันแบบเดียวกันซ้ำๆ ยังว่าไม่แปลกอีก พลอยว่านะเหม่ยเหม่ยโทรหาคุณแม่ดีไหม เรื่องนี้อาจมีอะไรมากกว่าที่เหม่ยเหม่ยคิดก็ได้นะ”
“เอางั้นเหรอ” เหม่ยเซียนลังเลเนื่องจากคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร “แต่เหม่ยเหม่ยไม่ได้ฝันแบบนั้นมานานแล้วนะ”
“นั่นสินะหนังสือเล่มนี้ออกตั้งสามปีแล้ว” พิมพ์พลอยทำท่าคิดหนัก
“ถ้าอย่างนั้นพลอยกลับจากจีนเมื่อไหร่ เรากลับไปชวนคุณแม่ไปทำบุญด้วยกันเลยดีไหม” เหม่ยเซียนเสนอ
“ดีเลย” พิมพ์พลอยรีบรับคำทันทีที่ได้ยินว่าเหม่ยเซียนจะกลับไปเชียงใหม่ด้วย
“งั้นรีบไปอาบน้ำแต่งตัวได้แล้ว เครื่องออกกี่โมง”
“สิบโมง ตอนนี้เพิ่งหกโมงครึ่งยังทันน่า”
“ไม่ได้หรอกรถติดจะตาย ยิ่งวันทำการแบบนี้ด้วยแล้ว ไปอาบน้ำเถอะ เหม่ยเหม่ยจะไปชงกาแฟ” พูดจบทั้งสองก็ลุกจากเตียงนอนพร้อมๆ กัน ก่อนจะเดินแยกย้ายคนหนึ่งเดินเข้าครัว อีกคนก็เดินเข้าไปอาบน้ำ
หลังส่งพิมพ์พลอยที่สนามบินเหม่ยเซียนกลับมาถึงคอนโดเกือบเที่ยง ระหว่างกำลังเดินเข้าไปยังลิฟต์ของคอนโดหญิงสาวบังเอิญเหลือบไปเห็นชายวัยกลางคนกำลังยืนอยู่หน้าลิฟต์ มือทั้งสองข้างของเขามีข้าวของพะรุงพะรัง และกล่องที่วางซ้อนกันก็บดบังใบหน้าของคนถือจนมิด
หญิงสาวรีบวิ่งเข้าไปเสนอตัวช่วย เนื่องจากมองออกว่าเขาไม่อาจกดปุ่มเพื่อเรียกลิฟต์ได้ “หนูช่วยค่ะคุณลุง ขึ้นข้างบนใช่ไหมคะ” เหม่ยเซียนเอ่ยถามก่อนจะกดเรียกลิฟต์แล้วหันกลับมามองชาววัยกลางคนคนนั้น
“มาค่ะหนูช่วยถือ” พูดจบก็ยื่นมือไปรับกล่องที่ตั้งอยู่บนสุดมาช่วยถือเอาไว้
“ขอบใจนะแม่หนูช่วยกดชั้นเก้าให้ลุงที”
“เอ๋ ชั้นเก้านะคะ พอดีหนูอยู่ชั้นสิบค่ะ” เหม่ยเซียนตอบอีกฝ่ายยิ้มๆ เมื่อมาถึงชั้นเก้าเหม่ยเซียนที่กำลังจะก้าวตามพลันชะงัก เพราะชายวัยกลางคนที่เดินออกไปก่อนนั้นหันกลับมายิ้มให้ พร้อมกับวางข้าวของทั้งหมดลงตรงหน้าลิฟต์ เขายื่นมืออกมารับกล่องที่หญิงสาวช่วยถือเมื่อครู่
“ส่งมาเถอะลุงถือเองได้ จากนี้หนูยังต้องไปต่ออีกไกล ลุงส่งได้แค่นี้ นี่...ใช่ของของหนูหรือเปล่า”
ชายวัยกลางคนส่งบางอย่างคืนให้เหม่ยเซียน ทันทีที่หญิงสาวมองเห็นก็ต้องเบิกตามกว้าง พร้อมกับรีบยื่นมือออกไปรับเอาไว้ เนื่องจากมันคือสร้อยหยกแก้วซึ่งสมควรอยู่ที่ลำคอของเธอ แต่เพราะอะไรจึงไปอยู่กับชายผู้นี้ได้ล่ะ!!!
ยังไม่ทันได้ถามประตูลิฟต์ก็ดันปิดลงเสียก่อน เหม่ยเซียนรีบยื่นมือออกไปกดปุ่มเพื่อเปิดประตูลิฟต์แต่ไม่ว่าจะกดเท่าไรมันก็ไม่ยอมเปิด อีกทั้งตัวเลขที่อยู่บนลิฟต์ที่ยังกะพริบสลับกันไปมาเหมือนกำลังขัดข้อง
หญิงสาวเบิกตากว้างด้วยความตกใจ แสงไฟภายในตัวลิฟต์ที่ดับพรึบลงและความเร็วที่เพิ่มขึ้นจนน่ากลัว ทำให้เหม่ยเซียนทิ้งตัวลงนั่ง ก่อนจะกดปุ่มฉุกเฉินเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่ทุกอย่างดูเหมือนจะไม่ทำงาน
“ช่วยด้วยค่ะ! ช่วยด้วยฉันติดอยู่ในลิฟต์!”
เหม่ยเซียนทั้งทุบประตูและกรีดร้อง ใบหน้าแตกตื่นเงยขึ้นมองกล้องวงจรปิดในลิฟต์ด้วยความหวังว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยจะมองเห็น
แต่หญิงสาวไม่ได้รู้เลยว่าภาพที่ปรากฏขึ้นในจอภาพของกล้องวงจรปิดนั้น คือภาพภายตัวในลิฟต์ที่ว่างเปล่า และเสียงกรีดร้องที่เธอคิดว่าดังที่สุดนั้น คนที่เดินผ่านไปมาหน้าลิฟต์กลับไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย...
หน้าประตูลิฟต์ชั้นเก้าซึ่งเป็นที่ที่ชายวัยกลางคนยืนอยู่ รูปลักษณ์ของชายคนนั้นเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ใบหน้าหล่อเหลายิ้มที่มุมปากเล็กน้อยตอนที่มองไปยังประตูลิฟต์
“ขอให้การเดินทางของเจ้าราบรื่น เทพธิดาเหม่ยเหริน” กล่าวจบร่างของเขาก็หายวับไปพร้อมกับแสงสีเขียวจางๆ
เรื่องนี้ชักจะเกินกว่าที่หญิงสาวคาดเอาไว้ว่าจะเจอ เพราะภูตแห่งการเวลารับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะดึงหญิงสาวกลับทันทีที่มีภัย แต่สถานการณ์นี้แม้แต่ตัวนางเองก็ยังบอกไม่ถูกว่าเขาคือภัยคุกคามหรือไม่ชั่วขณะที่จื่อหมิงกำลังคิดจะโยนร่างเล็กกว่าลงบนพื้น ด้วยนึกรังเกียจในกิริยาที่ไม่สำรวมของคนตรงหน้า หญิงสาวกลับตัดสินใจใช้ท่อนแขนวางบนไหล่เขาเพื่อถ่วงน้ำหนัก ก่อนจะหยัดตัวขึ้นไปหาปิ่นในมือเขา แต่นั่นกลับทำให้หน้าอกของนางกระแทกเข้ากับใบหน้าของเขาอย่างจังจื่อหมิงหายใจหอบทั้งยังหน้าแดงก่ำ แต่นั่นเป็นเพราะเขากำลังโกรธหาใช่ความรู้สึกอื่น ต่างจากหญิงสาวที่ดูเหมือนไม่รู้ว่าได้ทำอะไรลงไปเขาเอนตัวไปด้านหลังแต่ก็ต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ เนื่องจากไม่คาดว่าหญิงสาวตรงหน้าไม่มีทีท่าว่าจะหยุดมองหน้าเขาด้วยซ้ำตรงกันข้ามนางกลับเอาแต่จ้องปิ่นปักผมในมือตนและยังดิ้นรนจะแย่งมันกลับไปให้ได้ กระทั่งเหมือนไม่สนใจเรื่องที่บุรุษและสตรีซึ่งไม่ใช่สามีภรรยากันไม่ควรถูกเนื้อต้องตัว“เอาของของข้าคืนมา!” เหม่ยเซียนยังคงตวาดแหวพร้อมกับเตะขาทั้งสองข้างใส่เขาอย่างไม่เกรงกลัว“ศิษย์พี่ ท่านกำลังทำอะไรอยู่หรือเจ้าคะ” เสียง
เหม่ยเซียนเอื้อมมือดึงปิ่นปักผมสองตัวออกมา ทำให้เรือนผมยาวสลวยร่วงลงมาคลอเคลียไหล่ทั้งสองข้าง ก่อนหญิงสาวจะจับผมทั้งหมดรวบขึ้นม้วนเป็นมวยง่ายๆ พร้อมกับยึดเอาไว้ด้วยปิ่นเพียงตัวเดียว แล้วถือถือปิ่นหยกแก้วแห่งกาลเวลาที่เป็นกุญแจสำคัญของการเดินทางเอาไว้ในมือเมื่อมือหนึ่งคว้าปิ่นปักผม อีกมือคว้าหนังสือเพลงพิณ ความสนใจทั้งหมดย่อมตกอยู่กับบทเพลงในตำรา ในที่สุดก็เผลอวางปิ่นลงบนโต๊ะเพื่อพลิกเปิดหน้าตำรา ลืมแม้กระทั่งว่าห้องนี้ไม่ใช่ห้องนอนของตนแต่เป็นห้องของบุรุษอื่นดูไปได้สักพักก็ตระหนักรู้แล้วว่าเจ้าของห้องคงจะยังไม่กลับมาเร็วๆ นี้จึงหันไปมองยังเตียงนอน ร่างเล็กลากชุดยาวรุ่ยร่ายเดินไปยังเตียงนอน แล้วนอนคว่ำลงไปบนฟูกเพื่อพลิกหนังสือต่อไปชั่วขณะนั้นหญิงสาวลืมสิ้นถึงคำเตือนของภูตแห่งกาลเวลาที่ย้ำหนักหนาว่าห้ามวางปิ่นปักผมเอาไว้ไกลจากตัวไป กระทั่งเสียงประตูห้องถูกเปิดออกใบหน้าหล่อเหลาสง่างามซึ่งปรากฏขึ้นระหว่างรอยแยกของบานประตู ทำให้ผู้บุกรุกตกตะลึงราวกับถูกต้องมนต์เรือนผมยาวสีดำเกล้าขึ้นสูง ครึ่งหนึ่งถูกรวบไว้ยึดเอาไว้ภายใต้เกี้ยวครอบผมทรงสูงสีขาว ลักษณะคล้ายเขาของมังกรซึ่งเป็นหนามแหลมยาว
“ได้” เหม่ยเซียนรับปากด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่ความรู้สึกของภูตทั้งสองกลับรู้สึกว่าผู้เป็นนายกำลังรู้สึกตื่นเต้นสนุกสนานอยู่“ข้ารับปากแล้วว่าจะทำตามทุกอย่างที่พวกเจ้าบอก ดังนั้นไว้ใจข้าเถอะนะ ข้าจะระมัดระวังให้มาก” เหม่ยเซียนกล่าวเมื่อเห็นใบหน้าไม่สบายใจของภูตทั้งสอง “เช่นนั้นเรามาเริ่มกันเลยดีหรือไม่ ต้องทำอย่างไรบ้างเล่า”“ภูตโบตั๋นเจ้าช่วยนายหญิงแต่งตัวเหมือนจะไปร่วมงานชมบุปผา อย่าให้โดดเด่นมากนัก แต่ก็อย่าให้น้อยหน้าเทพธิดาองค์ใด ข้าจะออกไปรอด้านนอกเสร็จแล้วก็เรียกข้าด้วย”“ได้เลย เรื่องนี้ข้าถนัด!”จากนั้นเหม่ยเซียนพลันนึกถึงตุ๊กตาแสนสวยที่ตนมีอยู่ในคอนโดหลายตัว พวกมันทุกตัวล้วนถูกจับแต่งด้วยเสื้อผ้าชุดต่างๆ ทำผมทรงนั้นทรงนี้และประดับด้วยริบบิ้นสวยๆ กระทั่งเล่นเบื่อแล้วตุ๊กตาตัวนั้นจึงถูกวางลงเหม่ยเซียนชักจะเข้าใจความรู้สึกของตุ๊กตาเหล่านั้นแล้ว หากว่าพวกมันมีชีวิตจิตใจ ก็คงรู้สึกไม่ต่างจากตนในยามนี้ที่ถูกภูตโบตั๋นจับแต่งตัวนักหลังจากหวีผมที่ถูกภูตโบตั๋นใช้มนต์พรางตาทำให้ยาวขึ้นจนจดแผ่นหลัง แล้วปักด้วยปิ่นหยกแก้วแห่งกาลเวลาและปิ่นทองหลายอันชุดตัวสวยที่มีถึงเก้าชั้นก็ถูกภูตโบตั
“ใช่เจ้าค่ะ และนั่นยิ่งทำให้เรื่องมันยากกว่าเดิม เพราะนางมีสายเลือดมังกรที่เป็นสตรีเพียงผู้เดียวที่หลงเหลืออยู่ ดังนั้นนางจึงเป็นผู้ที่สามารถให้กำเนิดทายาทมังกรที่จะสืบทอดต่อจากเทพมังกร แต่เทพมังกรยืนกรานต่อหน้าทวยเทพแล้วว่าจะไม่แต่งชายา เพียงเพราะต้องการทายาทมังกรอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก”“ทำไมเล่า ทำไมเขาไม่แต่งนางเป็นชายา” เหม่ยเซียนเอ่ยถามด้วยความอยากรู้“โธ่นายหญิง ก็เพราะท่านเทพมังกรต้องการแต่งท่านเป็นพระชายาน่ะสิเจ้าคะจะอะไรอีกเล่า” ภูตโบตั๋นพูดจบก็หัวเราะคิก“เอ๋ ตอนนั้นเขากับข้ารู้จักกันแล้วหรือ”“ใช่เจ้าค่ะ ท่านกับท่านเทพมังกรพบกันที่สระทิพย์ในงานบุปผาอย่างไรเล่าเจ้าคะ”“เป็นเช่นนั้นหรือ แล้วเจ้าพอจะรู้หรือไม่เหตุใดเฟิ่งเซียนจึงไม่ชอบจื่อเหยาเล่า”“เรื่องนี้...ว่ากันว่าก่อนที่นางจะเข้ามาอยู่ที่ตำหนักหวงหลง นางเคยมีใจให้เทพอสูรมังกรเขียว แต่เพราะนางหวาดกลัวเทพอสูรหงส์แดงเฟิ่งเซียน นางจึง...”“อ้อ นั่นสินะก็นางน่ากลัวออกปานนั้น” ในที่สุดก็เข้าใจท่าทีของเฟิ่งเซียนที่มีต่อจื่อเหยาเสียที “แล้วข่าวลือเรื่องอนุเทพมังกรเริ่มมีขึ้นตั้งแต่ตอนไหนหรือ”เหตุใ
“ไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไร อย่างน้อยข้าก็ต้องรู้ให้ได้ว่าดวงจิตของเทพมังกรอีกสองดวงซ่อนอยู่ที่ไหน บางทีข้าอาจจะปลอมตัวเป็นเหม่ยเหรินแล้วหลอกถามเทพมังกรว่าเขาให้ข้าเก็บเอาไว้ที่ไหน เมื่อครู่ก็ไม่ใช่ว่าข้าไปมาแล้วหรอกหรือ” เหม่ยเซียนหรี่ตาลงแล้วเอ่ยอย่างใช้ความคิด“แต่นั่นเป็นเพราะท่านครุ่นคิดถึงแต่เรื่องเทพมังกร ดังนั้นตอนที่ข้าพยายามออกมาจากหยกแก้วแห่งกาลเวลาจึงได้นำท่านย้อนกลับไปยังอดีต หากข้าดึงท่านออกมาช้ากว่านี้แล้วมีใครพบท่านเข้าจะทำเช่นไรขอรับ”“ก็ปลอมตัวเป็นเทพธิดาเหม่ยเหรินอย่างไรเล่า หากไม่ทำตัวน่าสงสัยมีหรือจะถูกสงสัยได้”ภูตแห่งกาลเวลาเงียบลงเพราะทั้งหมดนั้นเขาเองก็เคยคิด ยิ่งไปกว่านั้นผู้เป็นนายของเขาก็ดูเหมือนเป็นคนเดิมทุกอย่าง หากไม่ใช่ว่าสองคนมายืนเคียงข้างกันคงจะไม่มีเทพองค์ใดสงสัยเป็นแน่ อีกอย่างหากได้พบและพูดคุยกับเทพมังกรจื่อหมิงอีกสักครั้ง นั่นอาจจะทำให้ความทรงจำของนางกลับคืนมาได้บ้าง เนื่องจากเขารู้ดีว่าผู้เป็นนายชื่นชมในตัวของเทพมังกรผู้นี้เพียงใด ยิ่งไปกว่านั้นหากนางสามารถหาจิตมังกรพบ แน่นอนว่านั่นจึงจะเป็นเรื่องดีที่สุดขณะที่เหม่ยเหรินกำลังสนทนากับภูตแห่งกาลเว
เสียงนั้นขาดๆ หายๆ ทว่าบทสนทนาที่เกี่ยวกับเทพมังกรทำให้เหม่ยเซียนรู้สึกสงสัย แต่แม้จะพยายามเงี่ยหูฟังเท่าไรก็ไม่ได้ยิน หนำซ้ำภาพทุกอย่างกลับพร่าเลือนก่อนจะหายไป เมื่อลืมตาขึ้นสิ่งที่มองเห็นกลับกลายเป็นม่านหน้าเตียงในเรือนหลักของตำหนักหวงหลง“นายหญิง” เสียงเล็กๆ นั้นเป็นเสียงของเด็กผู้ชาย นางจดจำได้แม่นว่าคนที่อยู่เป็นเพื่อนนางในห้องคือภูตโบตั๋น แล้วเด็กผู้ชายมาจากที่ใดกันเล่า “เจ้าเป็นใคร” กล่าวจบก็ดึงขาทั้งสองข้างของตนขึ้นมากอดเอาไว้แนบอก เพราะคนตัวเล็กผู้นั้นกำลังขยับเข้ามาหานางบนเตียง“นายหญิงท่านจำข้าไม่ได้แล้วหรือ ท่านจำข้าไม่ได้” เขาฟุบตัวลงเริ่มร้องห่มร้องไห้ด้วยท่าทางน่าสงสาร แต่ก็ไม่ได้พยายามขยับเข้ามาใกล้หญิงสาว“เจ้า...เป็นใครหรือ ข้าเพิ่งมาถึงที่นี่ จดจำผู้ใดไม่ได้เลย ข้าไม่เคยพบเจ้ามาก่อน”“ข้าอยู่กับท่านมาตลอดเลย แต่ท่านกลับจดจำข้าไม่ได้” เขายังคงก้มหน้าก้มตาร้องไห้อย่างจริงจังด้วยท่าทางน่าสงสาร“แล้วภูตโบตั๋นเล่า เจ้าเห็นนางหรือไม่ หากนางเข้ามาอาจช่วยบอกข้าได้ว่าเจ้าคือใคร” ที่บอกไปแบบนั้นเนื่องจากนางยังไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายเป็นมิตรหรือไม่…นางยังไม่ได้ยินเทพอสูรเอ่ยถึงเด็







