เข้าสู่ระบบเสียงล้อไม้ของรถเข็นเก่าคร่ำครึบดเบียดไปกับพื้นดินลูกรังดังครืดคราดบาดหู ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นที่ดวงอาทิตย์ใกล้จะลาลับขอบฟ้าเต็มที
ซูเหมยฮัวกัดฟันออกแรงเข็นรถบรรทุกของที่หนักอึ้ง บนรถมีทั้งกระสอบข้าวสาร ถุงแป้งหมี่ และไหผักดองวางซ้อนกัน โดยมีร่างเล็กของ ‘อันเล่อ’ นั่งกอดเข่าอยู่บนกองสัมภาระ ดวงตาแป๋วแหววของเด็กน้อยมองมารดาด้วยความรักและเทิดทูน ราวกับมารดาคือทั้งชีวิตของนาง ต่อให้นางอดมื้อกินมื้อก็ยอมขอแค่อยู่กับมารดาที่รักนางเท่าชีวิต
ทันทีที่ล้อรถพ้นธรณีประตูบ้านตระกูลจ้าว... ราวกับมีการนัดหมาย บรรดาชาวบ้านร้านตลาดที่อาศัยอยู่ละแวกนั้นต่างพากันโผล่หน้าออกมาจากประตูบ้าน บ้างก็แสร้งทำเป็นกวาดพื้นหน้าบ้าน บ้างก็ยืนจับกลุ่มกระซิบกระซาบ ชี้ชวนกันดูภาพสะใภ้ใหญ่ตระกูลจ้าวที่กำลังจะถูกขับไล่
“นั่นไง! ข้าว่าแล้วเชียว เสียงดังโครมครามเมื่อครู่ต้องมีเรื่องแน่” ป้าข้างบ้านกระซิบกับเพื่อนบ้าน
“น่าสงสารนะ หอบลูกหอบของออกไปตอนเย็นย่ำเช่นนี้ จะไปซุกหัวนอนที่ไหน”
“เฮอะ! น่าสงสารอะไรกัน ได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าตะโกนด่าว่าคบชู้นี่นา สมควรโดนไล่ออกไปแล้ว!”
“แต่ว่าน่าจะไม่จริงนะ หน้าตาแม่หนูอันเล่อเหมือนผู้เฒ่าจ้าวมากกว่าบุตรชายคนรองเสียอีก เหมือนที่แม่หนูเหมยฮัวเถียงแม่สามีของนาง”
“ว้ายตายจริง...นั่นน่ะสิ สกุลจ้าวช่างซับซ้อน แล้วบุตรชายคนรองสมองไม่เหมือนบุตรชายคนโตที่สอบซิ่วไฉแค่ปีเดียวก็ผ่าน ช่างน่าสงสัย”
“ผู้เฒ่าจ้าวเป็นขุนนางที่ว่าการตอนหลังเกษียณมาอยู่บ้านด้วยเพราะสุขภาพไม่ดี หรือว่ามีเบื้องหลังกันแน่”
“นั่นสิ ๆ”
เสียงนินทาระงมไปทั่วตรอก แต่ซูเหมยฮัวแสร้งทำเป็นหูทวนลม นางเชิดหน้าขึ้น เดินเข็นรถต่อไปอย่างไม่แยแส เพราะหน้าบ้านไม่มีทางลาดชัน ต้องออกทางประตูด้านหลังถึงจะวกกลับมาถนนด้านหน้าได้ จนกระทั่ง...
“หยุดนะ! นังหัวขโมย!”
เสียงตวาดแหลมสูงดังแหวกอากาศทำลายความสงบสุขของตรอกจินกุ้ยจนหมดสิ้น
ตรอกแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตที่พักอาศัยชั้นดีของ เมือง อวิ๋นโจว ที่เป็นเมืองศักดินาของเจิ้นอ๋องหลิวหยาง หัวทางใต้ที่ห่างไกลจากเมืองหลวงแห่งแคว้นต้าเว่ยกว่าพันลี้ ถนนหนทางในตรอกนี้ปูด้วยแผ่นหินสีดำอมครามสะอาดสะอ้าน สองข้างทางเรียงรายไปด้วยบ้านเรือนก่อด้วยอิฐชิงจวนฉาบปูน หลังคามุงกระเบื้องเคลือบ บ่งบอกฐานะผู้อยู่อาศัยว่าเป็นกลุ่มคนชั้นกลางค่อนไปทางเศรษฐี ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าวาณิช หรือบัณฑิตตกยากที่พอมีสมบัติเก่าล้วนอาศัยอยู่ที่นี่
ปกติแล้วผู้คนในตรอกจินกุ้ยมักจะรักษาภาพลักษณ์ผู้ดี สงบปากสงบคำและพูดจากันด้วยเสียงนุ่มนวล แต่ทว่าวันนี้ภาพลักษณ์เหล่านั้นกลับพังทลายลงเพราะชาวบ้านที่อยู่ลึกไปด้านในมักชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องของบ้านเหล่าบัณทิตและขุนนางในเมือง
ร่างอวบอัดของอู๋เจินวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ใบหน้าแดงก่ำไปด้วยเหงื่อและโทสะที่ต้องเสียตำลึง ในมือชูแผ่นกระดาษประทับตราสีแดงสดโบกสะบัดไปมา
“นี่แน่ะ! หนังสือหย่าที่เจ้าต้องการ!” อู๋เจินปาแผ่นกระดาษใส่หน้าซูเหมยฮัวอย่างหยาบคาย “เอาไป! แล้วไสหัวไปให้พ้น... เดี๋ยวนี้!” เมื่อด่ากราดพี่สะใภ้จนหน้าดำหน้าแดงเพราะเร่งรีบวิ่งเข้ามา และอีกอย่างนางเดินมาจากที่ว่าการอำเภอจึงเหนื่อยเป็นทุนเดิม ยิ่งผสมกับแรงโทสะยิ่งทำให้เหนื่อยหนักกว่าเก่า จนต้องยืนหอบ
แต่โทสะยังไม่ทันคลาย สายตาของอู๋เจินพลันเหลือบไปเห็นกองสัมภาระบนรถเข็น ข้าวสารเต็มกระสอบ? เนื้อเค็มพวงใหญ่? แป้งหมี่? และอะไรต่าง ๆ ที่เยอะแยะไปหมดทั้งที่นางควรจะไปตัวเปล่ากับไหเน่า ๆ อย่างเดียว
“นี่มันอะไรกัน! ใครอนุญาตให้เจ้าขนของพวกนี้ออกไป!” อู๋เจินกรีดร้องเสียงหลง จนชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างพากันหูผึ่ง
“ท่านแม่บอกให้เจ้าออกไปแต่ตัวมิใช่รึ! นี่เจ้าฉวยโอกาสตอนข้าไม่อยู่ ปล้นสมบัติบ้านข้าเรอะ!”
ซูเหมยฮัวรับหนังสือหย่ามาพับเก็บเข้าอกเสื้ออย่างใจเย็น ตรวจสอบตราประทับสีแดงจนแน่ใจว่าถูกต้องตามกฎหมายแล้วจึงค่อยเงยหน้าขึ้นยิ้ม
“น้องสะใภ้... อย่ากล่าวหาข้าส่งเดช ของพวกนี้ท่านแม่ยกให้ข้าเป็นค่าแรงต่างหาก” นางพูดเสียงเรียบเรื่อยไม่ได้หวาดกลัวแต่อย่างใด พลันสายตาดันเหลือบไปเห็นถุงเงินของอู๋เจินที่ท่าทางจะหนักไม่ใช่น้อย ปกตินางจะเก็บมิดชิดไม่ให้แม่สามีเห็น สงสัยสติแตกหรือไม่ก็คิดว่านางคงไม่สามารถกลับไปฟ้องแม่สามีได้กระมังถึงได้ถืออวดนางหน้าตาเฉย
ฤดูหนาวปีนี้ดูเหมือนจะไม่หนาวเหน็บอย่างที่เคย เพราะความอบอุ่นสายหนึ่งได้แผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วทั้งเมืองหลวงฉางอัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เหลารสทิพย์โอสถ ซึ่งวันนี้ถูกประดับประดาด้วยโคมไฟสีแดงนับพันดวง สว่างไสวราวกับกลางวันวันนี้คือวันมงคลยิ่งใหญ่... วันครบรอบวันเกิดปีที่ 60 ของซูต้าซานอดีตนายพรานป่าผู้ต่ำต้อย ที่บัดนี้กลายเป็นเศรษฐีใหญ่และพระสัสสุระ (พ่อตา) ของเจิ้นอ๋องผู้เกรียงไกรบรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก แขกเหรื่อหลั่งไหลมาร่วมงานอย่างไม่ขาดสาย มีตั้งแต่ชาวบ้านร้านตลาดที่รักใคร่ในรสอาหาร ไปจนถึงขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่ต้องการมาประจบเอาใจท่านอ๋องแต่ทว่า... ชายชราในชุดผ้าไหมสีแดงมงคล ปักลาย โซ่วสีทองตัวใหญ่กลางอกแปลว่าอายุยืน กลับไม่ได้สนใจลาภยศสรรเสริญเหล่านั้นซูต้าซานยืนยิ้มจนตาหยีอยู่ที่หน้าประตู คอยรับไหว้ทุกคนด้วยความนอบน้อมเช่นเดิม ใบหน้าที่มีริ้วรอยตามวัยเปี่ยมไปด้วยความสุขที่เอ่อล้น“ท่านตา! ท่านตา!”เสียงเล็ก ๆ เจื้อยแจ้วดังมาก่อนตัว ร่างป้อม ๆ สองร่างวิ่งดุ๊กดิ๊กฝ่าฝูงชนเข้ามา หลิวเว่ย และ หลิวอ้าย ฝาแฝดมังกรหงส์ในวัย 4 ขวบ สวมชุดสีแดงเหมือนตุ๊กตาเดินได้ วิ่งเข้ามากอดขาซูต
สายลมแห่งฤดูสารทพัดใบไม้แห้งให้ปลิวว่อนไปทั่วลานฝึกยุทธ์ เสียงโลหะกระทบกันดัง เคร้ง! เคร้ง! ก้องกังวานไปทั่วจวนเจิ้นอ๋อง บ่งบอกถึงความดุเดือดของการประลองฝีมือร่างสูงโปร่งของเด็กหนุ่มวัยสิบสามปี กำลังร่ายรำเพลงดาบด้วยท่วงท่าที่ดุดันและว่องไว ถังหมิง ผู้ซึ่งบัดนี้เริ่มแตกเนื้อหนุ่ม ใบหน้าคมคายเริ่มฉายแววหล่อเหลาถอดแบบมาจากบิดาผู้ให้กำเนิดแม่ทัพถัง ผสมผสานกับความสุขุมเยือกเย็นที่ได้รับมาจากบิดาบุญธรรมอย่างเจิ้นอ๋อง“ช้าไป!”เสียงทุ้มต่ำของ เจิ้นอ๋องหลิวหยาง ดังขึ้น พร้อมกับคมดาบไม้ที่ตวัดเข้าใส่ช่องว่างที่ถังหมิงเปิดเผยเพียงเสี้ยวพริบตาปึก!ดาบไม้กระแทกเข้าที่ไหล่ซ้ายของถังหมิง เด็กหนุ่มเซถอยหลังไปสองก้าว แต่ไม่ล้มลง เขากัดฟันแน่น แววตาไม่ยอมแพ้ กระชับดาบในมือแล้วพุ่งเข้าใส่เจิ้นอ๋องอีกครั้งการประลองดำเนินไปอีกครู่ใหญ่ ก่อนที่เจิ้นอ๋องจะส่งสัญญาณให้หยุด“พอได้แล้ว... วันนี้เจ้าทำได้ดีขึ้นมาก ใจของเจ้าเริ่มนิ่งสงบแล้ว” เจิ้นอ๋องเอ่ยชม พลางโยนผ้าขนหนูให้ลูกบุญธรรมถังหมิงรับผ้ามาเช็ดเหงื่อ “แต่ข้ายังเอาชนะท่านพ่อไม่ได้... ข้ายังเร็วไม่พอ”เจิ้นอ๋องเดินเข้ามาวางมือบนบ่ากว้างของเด็กหนุ่ม
กาลเวลาในจวนเจิ้นอ๋องดูเหมือนจะเดินเร็วกว่าปกติ เพียงพริบตาเดียวอันเล่อเด็กหญิงตัวน้อยที่เคยผอมโซบัดนี้ได้เติบโตขึ้นเป็นดรุณีน้อยวัย 6 ขวบ ที่มีแก้มยุ้ยขาวอมชมพู พุงกลมป้อมน่าฟัดและมีกลิ่นตัวหอมเหมือนขนมหวานตลอดเวลา จนใคร ๆ ต่างพากันเรียกว่าซาลาเปาน้อยในฐานะพี่หญิงรองของบ้านโดยมีถังหมิงเป็นพี่ใหญ่ อันเล่อถือคติประจำใจว่า เรื่องกินเรื่องใหญ่ ยามบ่ายอันแสนอบอุ่น ในห้องนอนเด็กเล็กที่ปูด้วยพรมขนสัตว์หนานุ่ม เสียงร้องไห้จ้าของ หลิวเว่ยและหลิวอ้ายฝาแฝดมังกรหงส์วัย 1 ขวบ ดังลั่นจวนจนบ่าวไพร่แตกตื่น“แง้!!!”อันเล่อที่กำลังนั่งแทะน่องไก่ทอดอย่างมีความสุขถึงกับชะงัก นางรีบวางของโปรดแต่ว่ายังหยิบน่องไก่ติดมือไปด้วย แล้ววิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาเกาะขอบเปลน้องด้วยความเป็นห่วง“โอ๋ๆ... อาเว่ย เสี่ยวอ้าย ไม่ร้องนะ... พี่หญิงอยู่นี่แล้ว”อันเล่อพยายามเขย่าเปลเบา ๆ เลียนแบบท่านแม่ แต่น้องแฝดก็ยังไม่หยุดร้อง หน้าตาแดงก่ำ น้ำลายยืดเลอะเสื้อตัวเล็กที่ท่านแม่เย็บให้“หรือว่าหิว?” อันเล่อทำท่าครุ่นคิด นางมองน่องไก่ในมือด้วยความเสียดาย ก่อนจะตัดสินใจยื่นให้น้องอย่างใจป้ำ “อะ... พี่หญิงแบ่งให้กินไก่สิ อร่อยนะ”ห
เก้าเดือนผ่านไปไวเหมือนโกหก... ท้องของซูเหมยฮัวใหญ่โตจนน่าตกใจ จนหมอหลวงสันนิษฐานว่าอาจจะไม่ได้มีแค่หนึ่งแต่อีกชีพจรกลับซ่อนเร้นไม่ให้พบราวกับเล่นซ่อนแอบและแล้ววันที่ทุกคนรอคอยและหวาดกลัวก็มาถึงณ ลานฝึกยุทธ์ ซูเหมยฮัวกำลังนั่งดูถังหมิง ฝึกดาบอยู่ดี ๆ จู่ ๆ ความเจ็บปวดร้าวระบมก็แล่นปราดขึ้นมาจากช่วงล่าง นางทำตะกร้าผลไม้หลุดมือ“โอ๊ย...”“ท่านแม่!” ถังหมิงทิ้งดาบ รีบวิ่งเข้ามาดูหลังได้ยินเสียงร้องอันเจ็บปวดของซูเหมยฮัว “ท่านเป็นอะไรเจ็บท้องหรือขอรับ!” “ตาม... ตามท่านพ่อ... ข้าจะคลอดแล้ว!” ซูเหมยฮัวรับรู้ทันทีถึงอาการปวดหน่วงที่หมอตำแยเคยบอก จึงรีบบอกลูกชายความโกลาหลบังเกิดขึ้นในตำหนักเจิ้นอ๋องทันที!เจิ้นอ๋องที่กำลังประชุมขุนนางอยู่ พอได้รับข่าวก็วิ่งหน้าตั้งจนวิ่งแซงม้าของทหารสื่อสารกลับมาที่จวน จนลืมว่าตัวเองขี่ม้ามาไม่เร็วกว่าหรือ...นิ่งเยว่ที่ติดตามท่านอ๋องวิ่งไม่ทันด้วยซ้ำหน้าห้องทำคลอด เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของ ซูเหมยฮัวดังลอดออกมา บาดลึกเข้าไปในหัวใจของคนเป็นสามี“เหมยฮัว! อดทนไว้นะ! ข้าอยู่นี่!” เจิ้นอ๋องตะโกน จะพังประตูเข้าไป แต่ถูกแม่ทัพฮั่วที่ตามมาด้วย และองค์หญิงสือห
นับตั้งแต่หมอหลวงประกาศข่าวดีว่า ซูเหมยฮัวตั้งครรภ์ ตำหนักเจิ้นอ๋องที่เคยเงียบสงบและเคร่งขรึม ก็เปลี่ยนไปเป็นสมรภูมิรบ... สมรภูมิแห่งการประคบประหงมที่เล่นใหญ่จนคนทั้งตำหนักต้องกุมขมับเจิ้นอ๋องหลิวหยาง แม่ทัพผู้ไม่เคยเกรงกลัวข้าศึกนับหมื่นนับแสน บัดนี้กลับกลายเป็นบุรุษขี้กังวลที่สะดุ้งทุกครั้งที่ภรรยาขยับตัว“เหมยฮัว! วางมีดลงเดี๋ยวนี้ ห้ามเจ้าจับของมีคมเด็ดขาด!”เสียงตะโกนลั่นห้องครัวทำให้ซูเหมยฮัวที่กำลังจะหั่นแตงกวาถึงกับสะดุ้งจนมีดเกือบบาดมือ“ท่านพี่... ข้าแค่จะทำยำแตงกวากินแก้เลี่ยน...” นางถอนหายใจ มองสามีที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาแย่งมีดไปจากมือราวกับมันเป็นอาวุธสังหารนางอย่างนั้น‘ชักเริ่มจะอ่อนอกอ่อนใจกับสามีจริง ๆ’“ของมีคมอันตราย! เดี๋ยวบาดมือ! เดี๋ยวเลือดตกยางออก! เจ้าท้องอยู่นะ!” เจิ้นอ๋องเอ็ดเสียงเขียวทั้งไม่พอใจที่ภรรยาแสนดื้อดึงไม่เชื่อฟัง และทำให้เขาเป็นห่วง“อยากกินอะไรบอกข้า หรือบอกแม่ครัวสิ เจ้าไปนั่งพักเถอะ ไปนั่งบนเบาะนุ่ม ๆ โน่น!”“แต่ข้าเบื่อ... ข้านั่ง ๆ นอน ๆ มาสามวันแล้วนะ เพคะ” ซูเหมยฮัวบ่นอุบ นางเป็นคนทำงานมาทั้งชีวิต ให้มานั่งเฉย ๆ เป็นผักปลา นางรู้สึกเหมือน
หมอชราจับชีพจรที่ข้อมือบางของซูเหมยฮัวอยู่ครู่หนึ่ง คิ้วสีดอกเลาขมวดมุ่น ก่อนจะค่อย ๆ คลายออกเป็นรอยยิ้มกว้าง“ยินดีด้วยพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง... ยินดีด้วยพระชายา”“ยินดีอะไร! เมียข้าหน้าซีดขนาดนี้!” เจิ้นอ๋องตวาดลั่นด้วยความเป็นห่วงคนรัก“ชีพจรมงคลพ่ะย่ะค่ะ...” หมอชราหัวเราะ “พระชายาตั้งครรภ์ได้สองเดือนแล้วพ่ะย่ะค่ะ อาการคลื่นไส้นี้เป็นเรื่องปกติของคนแพ้ท้อง”ความเงียบปกคลุมโต๊ะอาหารไปชั่วอึดใจ ก่อนจะตามมาด้วยเสียงเฮลั่น“ข้า... ข้าจะมีลูกอีกคนแล้วรึ!” เจิ้นอ๋องเบิกตากว้าง หันมามองซูเหมยฮัวที่ยิ้มเขินอายทั้งน้ำตา“เพคะ...ท่านจะได้เลี้ยงลูกเพิ่มอีกคนหนึ่งแล้ว” นางกระซิบเจิ้นอ๋องดีใจจนทำอะไรไม่ถูก เขาลุกขึ้นอุ้มซูเหมยฮัวลอยขึ้นจากเก้าอี้แล้วหมุนไปรอบๆ อย่างระมัดระวังที่สุด“ข้าทำสำเร็จแล้ว! ข้าจะมีลูกแล้ว! ฮ่าๆๆ!”“เย้! ข้าจะได้เป็นพี่สาวแล้ว!” อันเล่อกระโดดโลดเต้น “ข้าจะแบ่งขนมให้น้องกินจนตัวกลมเหมือนข้าเลย!”“ข้าจะสอนน้องยิงธนูเอง!” ถังหมิงยืดอกรับอาสาองค์หญิงสือหนิงปาดน้ำตาด้วยความปิติ“ดีจริง... สวรรค์เมตตาตระกูลเราแล้ว” สือหนิงเกรงว่าตระกูลหลิวจะสิ้นวาสนาเสียแล้ว เจิ้นอ๋องรอดแล้ว ต่อ
หลังจากทำแผลและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เด็ก ๆ เรียบร้อยแล้ว ซูเหมยฮัวเพิ่งจะได้สติว่ามีบุคคลสำคัญยืนรออยู่เต็มร้าน นางรีบกุลีกุจอเข้ามาขออภัย“ขอประทานอภัยเพคะ! หม่อมฉันห่วงเด็ก ๆ จนเสียมารยาท...”“ช่างเถิด” องค์หญิงสือหนิงโบกมือ “ความเป็นห่วงของเจ้าคือของจริง ข้าไม่ถือสา... ว่าแต่ วันนี้เจ้ามีอะไรให้คนแ
ถังหมิงและอันเล่อชะงักเท้า ถังหมิงหันมามองแล้วทำหน้ายู่ยี่เมื่อเห็นว่าเป็นใคร“อ้าว... นึกว่าใคร ที่แท้ก็อีกาคาบพริกนี่เอง ปากนี่ถมชาดไปกี่ตลับล่ะถึงได้แดงขนาดนั้น” ถังหมิงพูดเสียงดังฟังชัด แน่นอนว่าเด็กปากจัดอย่างหมิงไม่มีแน่คำชมเชย“เจ้าเด็กไร้การอบรม!” เว่ยหลินหลางเจ็บใจ แค้นเก่ายังไม่ได้ระบาย แ
บรรดาชาวบ้านร้านตลาดที่ยืนมุงอยู่ต่างพากันชะเง้อคอจนคอแทบเคล็ด พยายามเงี่ยหูฟังบทสนทนาระหว่างสะใภ้ใหญ่และสะใภ้รองตระกูลจ้าว“พวกนางคุยอะไรกันนะ? ทำไมต้องกระซิบกระซาบ” “นั่นสิ เมื่อกี้ยังจะตบตีแย่งข้าวสารกันอยู่เลย ไหงตอนนี้ยื่นหน้าเข้าไปคุยกันเสียใกล้”ท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นนับสิบคู่ อู๋เจิน
“โกหก! ท่านแม่ขี้งกจะตาย... เอ้ย! ท่านแม่ประหยัดมัธยัสถ์จะตายไป ไม่มีทางให้ข้าวของราคาแพงพวกนี้กับเจ้าแน่!” อู๋เจินไม่เชื่อ นางปราดเข้ามาจับด้ามรถเข็นไว้แน่น หวังจะยื้อแย่งคืน“ทิ้งไว้เดี๋ยวนี้! เจ้าเอาไปได้แค่ไหผักดองเน่า ๆ นั่น นอกนั้นเป็นของตระกูลจ้าว!”ชาวบ้านเริ่มฮือฮา บางคนเริ่มส่ายหน้าในความ







