Inicio / วาย / มาสคอตที่รัก / บทที่ 6 วิกฤตตัวเลขสีแดง

Compartir

บทที่ 6 วิกฤตตัวเลขสีแดง

last update Fecha de publicación: 2026-08-28 20:57:56

ความสำเร็จในโลกธุรกิจนั้นหอมหวาน ทว่ามันก็เปราะบางและมีอายุขัยสั้นยิ่งกว่าแมลงชีปะขาว

ชนันภัทร์ อัศววัฒน์สกุล เพิ่งจะได้ลิ้มรสความโปร่งโล่งจากการพรีเซนต์โมเดลความเสี่ยงผ่านบอร์ดบริหารไปได้เพียงแค่สัปดาห์เดียว พายุลูกใหม่ที่รุนแรงและบ้าคลั่งกว่าเดิมก็พัดโหมกระหน่ำเข้าใส่เขาโดยไม่ทันตั้งตัว

เช้าวันศุกร์ที่ควรจะเป็นวันทำงานสุดท้ายของสัปดาห์อันเงียบสงบ บรรยากาศภายในห้องทำงานส่วนตัวของรองประธานบริหารบนชั้นสูงสุดของตึกระฟ้ากลับถูกทำลายลงด้วยเสียงเคาะประตูที่รัวและแรงจนผิดวิสัย

“บอสครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!”

‘กฤต’ หัวหน้าทีมนักวิเคราะห์การลงทุนผลักประตูพรวดพราดเข้ามา ใบหน้าของชายวัยสามสิบต้นๆ ซีดเผือด เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายตามไรผมทั้งที่แอร์ในห้องเย็นเฉียบ ในมือของเขากำแท็บเล็ตแน่นจนข้อขาว

ทายละสายตาจากกองเอกสารบนโต๊ะ ขมวดคิ้วเข้าหากันทันทีเมื่อเห็นท่าทีตื่นตระหนกของลูกน้องคนสนิท “มีอะไรครับพี่กฤต ใจเย็นๆ แล้วค่อยๆ พูด”

“กองทุน AG Growth Fund ของเราครับบอส...” กฤตกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก วางแท็บเล็ตลงบนโต๊ะตรงหน้าทายแล้วเลื่อนหน้าจอให้ดู “มูลค่า NAV (Net Asset Value) ร่วงลงอย่างหนักตั้งแต่เปิดตลาดเช้านี้ ร่วงลงไปเกือบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ภายในเวลาไม่ถึงสองชั่วโมง และแนวโน้มกราฟยังดิ่งหัวลงเรื่อยๆ แบบไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลยครับ!”

“อะไรนะ!?”

ทายผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง นัยน์ตาคมกริบเบิกกว้างเมื่อจ้องมองกราฟเส้นสีแดงฉานที่ดิ่งพสุธาลงมาอย่างน่ากลัวบนหน้าจอ กองทุน AG Growth Fund คือกองทุนเรือธง (Flagship Fund) ตัวใหม่ล่าสุดที่เขารับผิดชอบบริหารจัดการโดยตรง เป็นกองทุนที่รวบรวมสินทรัพย์มูลค่ามหาศาลและเป็นความหวังใหม่ของบริษัทในการดึงดูดนักลงทุนรายใหญ่

“มันเกิดขึ้นได้ยังไง เรากระจายความเสี่ยง (Asset Allocation) ตามโมเดลใหม่ที่เพิ่งผ่านบอร์ดไปแล้วไม่ใช่เหรอ สัดส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีกับพลังงานสะอาดก็ไม่ได้มีข่าวร้ายอะไรกระทบตลาดนี่” ทายยิงคำถามรัว พยายามรักษาสติและน้ำเสียงให้เยือกเย็นที่สุด แม้ในใจจะเริ่มรู้สึกถึงลางสังหรณ์อันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา

“นั่นแหละครับที่แปลก” กฤตรีบอธิบาย “ทีมงานกำลังเร่งเช็กพอร์ตการลงทุนรายตัวอยู่ครับบอส หุ้นตัวหลักๆ ในพอร์ตยังทรงตัว แต่ดูเหมือนจะมีสินทรัพย์บางตัวที่เราถือครองผ่านกองทุนย่อยในต่างประเทศถูกเทขายอย่างหนัก ข้อมูลมันซับซ้อนมากจนเรายังหาต้นตอ (Root Cause) ที่แท้จริงไม่เจอว่าทำไม NAV ถึงร่วงหนักขนาดนี้ครับ”

“สั่งระงับการทำธุรกรรมฝั่งเราทั้งหมดก่อน ประกาศล็อกพอร์ตชั่วคราวเพื่อป้องกันแพนิกเซลล์ (Panic Sell) จากนักลงทุนรายย่อย ดึงข้อมูลย้อนหลังเจ็ดวันของกองทุนย่อยทุกตัวมาให้ผมเดี๋ยวนี้” ทายสั่งการอย่างเฉียบขาด สมองประมวลผลด้วยความเร็วสูงสุด “และปิดข่าวให้มิดชิดที่สุด อย่าเพิ่งให้เรื่องนี้หลุดไปถึงหูของ...”

ติ๊ด... ติ๊ด...

ยังไม่ทันที่ทายจะพูดจบ เสียงอินเตอร์คอมบนโต๊ะทำงานก็ดังกังวานขึ้นขัดจังหวะ ชายหนุ่มหลับตาลงอย่างรวดร้าว รู้ตัวทันทีว่าสิ่งที่เขากำลังจะสั่งให้ปิดข่าวนั้น... มันสายเกินไปแล้ว

“คุณชนันภัทร์คะ” เสียงเลขาหน้าห้องดังขึ้นด้วยความประหม่า “ท่านประธานเรียกพบด่วนที่ห้องประชุมเล็กเดี๋ยวนี้เลยค่ะ... คุณปวินก็อยู่ที่นั่นด้วยค่ะ”

ทายลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีเข้มวาวโรจน์ไปด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก เขากดปุ่มตอบรับเลขาฯ สั้นๆ หันไปพยักหน้าให้กฤตเป็นเชิงบอกให้ไปจัดการตามคำสั่ง ส่วนตัวเองก็คว้าเสื้อสูทที่พาดอยู่บนเก้าอี้ขึ้นมาสวมทับ จัดการติดกระดุมด้วยมือที่เย็นเฉียบ แล้วก้าวเดินออกจากห้องไปเผชิญหน้ากับสมรภูมิรบที่แท้จริง

บรรยากาศในห้องประชุมเล็กนั้นตึงเครียดยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

ทันทีที่ทายก้าวเท้าเข้ามา เขาก็สัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านมาจากหัวโต๊ะ ท่านประธานบริษัท หรือผู้เป็นพ่อแท้ๆ ของเขากำลังนั่งกอดอก หน้าดำคร่ำเครียดจ้องมองหน้าจอแสดงผลตัวเลข NAV สีแดงกะพริบวาบๆ อยู่บนผนังห้อง

และแน่นอน... ที่เก้าอี้ฝั่งขวามือ ปวินกำลังนั่งจิบกาแฟด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย ขัดกับสถานการณ์วิกฤตอย่างสิ้นเชิง

“มาแล้วเหรอ พ่อคนเก่ง” ปวินเอ่ยทักขึ้นเป็นคนแรก รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏชัดเจนบนใบหน้า “เพิ่งจะได้รับคำชมไปหมาดๆ ว่าโมเดลความเสี่ยงไร้ที่ติ ทำไมวันนี้กองทุนเรือธงของนายถึงได้พาดหัวแดงหราซะขนาดนี้ล่ะทาย นักลงทุนวีไอพีโทรมาโวยวายสายแทบไหม้แล้วรู้ตัวบ้างไหม”

“ผมกำลังให้ทีมงานตรวจสอบสาเหตุอยู่ครับ” ทายตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่สนใจคำถากถางของพี่ชายต่างมารดา เขาหันไปเผชิญหน้ากับผู้เป็นพ่อโดยตรง “ท่านประธานครับ เบื้องต้นผมได้สั่งระงับการทำธุรกรรมเพื่อป้องกันการตื่นตระหนกแล้ว ผมขอเวลา...”

“ฉันไม่ได้อยากฟังข้อแก้ตัว!”

เสียงตวาดลั่นของประธานบริษัทดังก้องจนกระจกห้องประชุมแทบสั่น ทายชะงัก ชะงักงันกับความเกรี้ยวกราดที่ไม่รักษาน้ำใจกันแม้แต่น้อย

“เงินลงทุนระดับพันล้านหายวับไปในอากาศภายในไม่กี่ชั่วโมง! แกจะบอกว่าแกกระจายความเสี่ยงรัดกุมแล้วอย่างนั้นเหรอชนันภัทร์! ความน่าเชื่อถือของอัศววัฒน์สกุลกำลังจะพังเพราะความสะเพร่าของแก!”

“ผมไม่ได้สะเพร่าครับท่านประธาน” ทายพยายามอธิบายด้วยเหตุผล “สินทรัพย์หลักในพอร์ตไม่ได้มีปัญหา แต่มีแรงเทขายผิดปกติจากกองทุนย่อยต่างประเทศที่เราเข้าไปถือหน่วยลงทุน มันเป็นเหตุสุดวิสัยที่เหนือการควบคุมในระยะสั้น แต่ผมมั่นใจว่าถ้าเราเจอจุดบกพร่อง เราจะปรับพอร์ต (Rebalance) กลับมาได้”

“เหตุสุดวิสัย? ข้ออ้างของคนล้มเหลวน่ะสิ!” ผู้เป็นพ่อทุบโต๊ะเสียงดังปัง “นักลงทุนเขาไม่มานั่งฟังเหตุผลเรื่องกองทุนย่อยหรอกนะ เขามองแค่ว่าใครเป็นคนบริหาร และ NAV มันร่วงไปเท่าไหร่!”

“คุณพ่อใจเย็นๆ ก่อนครับ” ปวินแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แสร้งทำเป็นคนกลางที่แสนดี “ทายเขาก็คงไม่ได้ตั้งใจหรอกครับ ประสบการณ์บริหารกองทุนใหญ่ขนาดนี้อาจจะยังน้อยไป เลยมองไม่เห็น ‘รอยรั่ว’ ที่ซ่อนอยู่ แต่ไม่เป็นไรครับ ถ้าทายรับมือไม่ไหวจริงๆ... ผมยินดีจะเข้ามารับช่วงต่อและช่วยเคลียร์ปัญหาให้เองครับ”

ข้อเสนอของปวินเปรียบเสมือนน้ำมันที่ราดลงบนกองไฟในใจของทาย ชายหนุ่มขบกรามแน่นจนเจ็บ นี่ไม่ใช่ความหวังดี แต่มันคือแผนการที่จะชุบมือเปิบ แย่งผลงาน และเตะเขาให้พ้นทางอย่างชอบธรรมต่างหาก

ประธานบริษัทหรี่ตามองลูกชายคนรอง ก่อนจะยื่นคำขาดด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและเย็นชาที่สุด

“ฉันจะให้โอกาสแกแก้ตัว ชนันภัทร์...”

ทายกลั้นหายใจรอฟัง

“วันพุธหน้า จะมีการประชุมบอร์ดใหญ่ประจำเดือน แกมีเวลาหาต้นตอของปัญหาทั้งหมด และหาวิธีแก้พอร์ตให้ NAV กลับมาอยู่ในแดนบวก หรืออย่างน้อยก็ต้องมีแผนฟื้นฟูที่ทำให้นักลงทุนยอมรับได้... ถ้าแกทำไม่ได้ หรือตอบคำถามบอร์ดไม่ได้แม้แต่ข้อเดียว...”

ผู้เป็นพ่อเว้นจังหวะ มองทายด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งเยื่อใยความเป็นพ่อลูก

“แกต้องถอนตัวจากโปรเจกต์นี้ทั้งหมด และส่งมอบอำนาจการบริหารกองทุน AG ให้ปวินเป็นคนจัดการแทน”

ทายรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่กลางสี่แยกไฟแดง การถูกปลดกลางอากาศและยกงานให้ปวิน คือการประจานความล้มเหลวของเขาให้ทุกคนในวงการรู้ และมันจะกลายเป็นรอยด่างพร้อยที่ติดตัวเขาไปตลอดชีวิต

“รับทราบครับท่านประธาน...” ทายเค้นเสียงตอบรับ ลำคอแห้งผาก “ผมจะหาทางแก้มันให้ได้ก่อนวันพุธ”

ค่ำคืนวันศุกร์ที่ควรจะเป็นเวลาพักผ่อน กลับกลายเป็นสมรภูมิขนาดย่อมภายในห้องทำงานของทาย

กล่องพิซซ่าที่เย็นชืดและแก้วกาแฟพลาสติกวางเกลื่อนกลาดอยู่บนโต๊ะประชุม ทายและทีมงานอีกสี่ชีวิตนั่งจมจ่อมอยู่กับหน้าจอแล็ปท็อปและกองเอกสารรายงานการลงทุน ตัวเลขยิบย่อยนับหมื่นบรรทัดถูกดึงขึ้นมาวิเคราะห์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“เจอบ้างไหมพี่กฤต จุดที่ Overexposed น่ะ” ทายเอ่ยถามเสียงเครียด ยกมือนวดขมับที่ปวดตุบๆ อย่างรุนแรง

“ไม่เจอเลยครับบอส” กฤตตอบด้วยน้ำเสียงหมดอาลัยตายอยาก สภาพของเขาตอนนี้แทบจะไม่ต่างจากซอมบี้ “ผมไล่ดูสัดส่วนการลงทุน (Asset Allocation) ทีละกลุ่มอุตสาหกรรมแล้ว ทุกอย่างกระจายความเสี่ยงตามเกณฑ์เป๊ะ แต่ไอ้แรงเทขายหนักๆ นี่... มันเหมือนมีกองทุนผีโผล่มาเททิ้งดื้อๆ เราไม่เห็นความเชื่อมโยงของบริษัทที่ถือหุ้นเลยครับ ราวกับว่ามีคนจงใจใช้บริษัทเชลล์ (Shell Company) ซับซ้อนหลายชั้นซ่อนการกระทำบางอย่างไว้”

ทายถอนหายใจยาวเหยียด เขามองดูสภาพลูกน้องแต่ละคนที่ตาโหล ขอบตาดำคล้ำ และหาวกันเป็นรอบที่ร้อยของวัน นาฬิกาบนผนังบอกเวลาตีสองกว่าแล้ว

“พอแค่นี้ก่อน” ทายตัดสินใจปิดแฟ้มเอกสารตรงหน้า “ทุกคนกลับไปพักผ่อนเถอะ ฝืนดูไปตอนนี้สมองก็เบลอเปล่าๆ กลับไปนอนพักให้เต็มอิ่ม พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่”

“แต่บอสครับ... เส้นตายของเราคือวันพุธนะครับ” หนึ่งในทีมงานท้วงขึ้น

“ผมรู้... แต่พวกคุณนั่งอยู่ตรงนี้ไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ กลับไปซะ นี่คือคำสั่ง” ทายพูดเสียงเด็ดขาด “ส่วนเอกสารทั้งหมดนี่ ทิ้งไว้บนโต๊ะ ผมจะดูต่อเอง”

ทีมงานมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่เมื่อเห็นแววตาจริงจังของเจ้านาย พวกเขาก็จำยอมเก็บข้าวของและทยอยกันออกจากห้องไป ทิ้งให้ชนันภัทร์นั่งเผชิญหน้ากับกองเอกสารและตัวเลขปริศนาเหล่านั้นเพียงลำพัง

ความเงียบสงัดภายในห้องทำงานกว้างใหญ่ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกโดดเดี่ยวของทาย เขาเพ่งมองตัวเลขบนหน้าจอจนตาพร่ามัว ความกดดันจากการถูกแย่งชิงผลงาน ความหวาดกลัวที่จะพ่ายแพ้ต่อปวิน และความต้องการที่จะได้รับการยอมรับจากผู้เป็นพ่อ ตีรวนกันอยู่ในอกจนเขารู้สึกเหมือนกำลังจะขาดใจ

“มันต้องมีสิ... มันต้องมีรอยรั่วซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งสิวะ...”

ทายสบถกับตัวเองเสียงเครียด เขาอดนอนมาเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้ว สมองที่เคยปราดเปรื่องเริ่มประมวลผลช้าลง ทุกอย่างดูตีบตันและมืดมนไปหมด

เช้าวันเสาร์เริ่มต้นขึ้นด้วยความหม่นหมองที่สุดในรอบหลายเดือน

ทายลากสังขารที่แทบไม่ได้หลับได้นอนกลับมาถึงคฤหาสน์อัศววัฒน์สกุลในช่วงรุ่งสาง เขาตั้งใจจะอาบน้ำและงีบหลับสักสองสามชั่วโมงแล้วตื่นมาลุยงานต่อ ทว่าบรรยากาศบนโต๊ะอาหารเช้ากลับทำลายความตั้งใจนั้นจนหมดสิ้น

“อ้าว กลับมาซะเช้าเชียวนะทาย”

ปวินเอ่ยทักขึ้นขณะกำลังหั่นไส้กรอกเข้าปาก คุณหญิงดาริกาที่นั่งอยู่หัวโต๊ะปรายตามองลูกเลี้ยงด้วยหางตา

“ท่าทางจะเครียดหนักนะ กองทุนร่วงไปตั้งเจ็ดเปอร์เซ็นต์แบบนั้น... ถ้าหาทางแก้ไม่ได้ก็ไม่ต้องฝืนหรอก ยังไงซะ ปวินเขาก็เตรียมแผนสำรองไว้กู้สถานการณ์เผื่อแกอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวว่าบริษัทจะล้มหรอก” คุณหญิงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำคือการเหยียบย่ำความสามารถของเขาให้จมดิน

ทายที่เพิ่งจะหยิบแก้วกาแฟดำขึ้นมาจิบถึงกับชะงัก รสชาติขมปร่าของกาแฟไม่สามารถเทียบได้กับความขมขื่นในใจ เขากระแทกแก้วลงบนจานรองเสียงดังคลิก จนคุณหญิงชักสีหน้าใส่

บรรยากาศที่นี่เป็นพิษเกินไป... เป็นพิษเกินกว่าที่เขาจะสามารถนั่งใช้สมาธิแก้ปัญหาเรื่องงานระดับพันล้านได้

ทายไม่พูดอะไร เขาลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ หันหลังเดินกลับขึ้นไปเก็บบนห้องนอน กวาดแล็ปท็อป แฟ้มเอกสารกองโต และแท็บเล็ตยัดใส่กระเป๋าเอกสารใบใหญ่ เขาทนอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้วแม้แต่วินาทีเดียว เขาต้องการพื้นที่ที่เงียบสงบ พื้นที่ที่ไม่มีสายตาคอยจับผิด พื้นที่ที่เขาไม่ต้องคอยหวาดระแวงว่าใครจะมาแทงข้างหลัง

ชายหนุ่มขับรถสปอร์ตคันเก่งพุ่งทะยานออกจากคฤหาสน์ด้วยความเร็วสูง จุดหมายปลายทางของเขาไม่ใช่คอนโดมิเนียมส่วนตัว หรือออฟฟิศที่เพิ่งจากมา

แต่กลับเป็น... ห้างสรรพสินค้าแห่งเดิม

ทายมาถึงห้างตั้งแต่เพิ่งเปิดทำการ ผู้คนยังบางตา เขาเดินหอบกระเป๋าเอกสารใบใหญ่ตรงดิ่งไปยังร้านคาเฟ่แบบเปิดโล่ง (Open-air) ที่ตั้งอยู่บนชั้นลอย ซึ่งเป็นมุมสงบที่คนไม่ค่อยพลุกพล่านนักในยามเช้า แต่จุดเด่นของโต๊ะที่เขาเลือก คือมันสามารถมองทะลุกระจกใสลงไปเห็นลานกิจกรรมหน้าลานน้ำพุที่ชั้นล่างได้อย่างชัดเจน

เขาจัดการสั่งกาแฟเอสเพรสโซช็อตเข้มข้น กางแล็ปท็อปและแฟ้มเอกสารออกจนเต็มโต๊ะ เริ่มต้นจมดิ่งลงสู่โลกแห่งตัวเลขและการวิเคราะห์ข้อมูลอีกครั้ง

เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายชั่วโมง ความเครียดสะสมเริ่มแผลงฤทธิ์ อาการปวดหัวรุนแรงเล่นงานจนทายต้องยกมือขึ้นบีบขมับตัวเองแรงๆ ตัวเลขบนหน้าจอเริ่มเบลอจนแยกไม่ออก เขารู้สึกเหมือนกำลังว่ายน้ำวนอยู่ในอ่างที่หาทางออกไม่ได้ ยิ่งวิเคราะห์ลึกเท่าไหร่ ข้อมูลก็ยิ่งดูสับสนวุ่นวายมากขึ้นเท่านั้น

ทายเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างหมดแรง ปิดเปลือกตาลงด้วยความท้อแท้ ลมหายใจที่พ่นออกมาเต็มไปด้วยความหนักอึ้ง

เขาเหนื่อย... เหนื่อยจนแทบอยากจะปล่อยมือจากทุกอย่าง

แต่ในเสี้ยววินาทีที่สติสัมปชัญญะกำลังจะแตกซ่าน เสียงดนตรีป็อปใสๆ ที่แสนคุ้นเคยก็แว่วดังขึ้นมาจากชั้นล่าง

ทายลืมตาขึ้นช้าๆ ทอดสายตามองลงไปยังลานน้ำพุเบื้องล่าง

ตรงจุดนั้น... ร่างตุ้ยนุ้ยสีขาวฟูฟ่อง สวมหมวกไอศกรีมโคนสีชมพูสตรอว์เบอร์รี กำลังก้าวเดินเตาะแตะออกมาจากหลังร้าน ‘สกู๊ปปี้แบร์’ เริ่มต้นโยกย้ายส่ายสะโพก ยกอุ้งมือหนาฟูขึ้นโบกทักทายผู้คนด้วยท่าทางร่าเริงสดใสเหมือนเช่นทุกวันเสาร์

ราวกับมีเวทมนตร์... เพียงแค่ได้เห็นร่างกลมๆ นั้น ก้อนเนื้อในอกซ้ายของชายหนุ่มที่เคยเต้นช้าๆ อย่างอ่อนล้า ก็กลับมากระตุกวาบและเต้นเป็นจังหวะที่มั่นคงขึ้นอีกครั้ง ความร้อนรุ่มในใจที่เกิดจากคำพูดถากถางของปวินและแม่เลี้ยง คล้ายถูกกระแสพลังงานบวกที่แผ่ออกมาจากตัวมาสคอตชะล้างออกไปจนเจือจางลง

ทายจ้องมองหมีขาวตัวนั้นไม่วางตา ริมฝีปากที่แห้งผากค่อยๆ คลี่รอยยิ้มบางเบาออกมาโดยไม่รู้ตัว

แม้จะยังหาทางออกของวิกฤตกองทุนไม่เจอ แต่อย่างน้อย... ในเวลาที่โลกรอบตัวกำลังจะพังทลาย เขาก็ยังมี ‘หลุมหลบภัย’ เล็กๆ ที่มองลงไปเมื่อไหร่ ก็จะเจอความน่ารักสดใสยืนรออยู่ตรงนั้นเสมอ

ทายสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เรียกสติตัวเองให้กลับมาตั้งมั่นอีกครั้ง เขาเลื่อนสายตากลับมาที่หน้าจอแล็ปท็อป... วันนี้เขาจะนั่งปักหลักทำงานอยู่ที่นี่ จนกว่าจะได้เห็นน้องหมีเลิกงาน หรือไม่ก็จนกว่าเขาจะหาคำตอบของวิกฤตนี้เจอ!

แสงแดดจ้าในช่วงบ่ายค่อยๆ อ่อนแสงลงจนเปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดง บ่งบอกถึงเวลาเย็นที่กำลังคืบคลานเข้ามา ทว่าสำหรับชนันภัทร์ที่นั่งจมจ่อมอยู่ ณ มุมหนึ่งของคาเฟ่ชั้นลอย โลกของเขาไม่ได้หมุนไปตามเข็มนาฬิกา แต่มันหยุดนิ่งและถูกบีบอัดอยู่หน้าจอแล็ปท็อปขนาดสิบห้านิ้ว

แก้วกาแฟเอสเพรสโซช็อตที่สามถูกวางทิ้งไว้จนเย็นชืด ชายหนุ่มแทบไม่ได้แตะต้องมันเลยนับตั้งแต่สั่งมา นัยน์ตาคมกริบที่มักจะฉายแววความมั่นใจอยู่เสมอ บัดนี้แดงก่ำและเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยจากการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันหลายชั่วโมง

“มันต้องมีสิ... ตรงไหนวะ”

เสียงทุ้มต่ำสบถกับตัวเองแผ่วเบา ปลายนิ้วเรียวยาวรัวคีย์บอร์ดเพื่อดึงข้อมูลจากแพลตฟอร์มการลงทุนขึ้นมาเทียบกันหน้าต่อหน้า ทายพยายามแกะรอยการเทขายอย่างบ้าคลั่งของกองทุน AG Growth Fund แต่ยิ่งขุดลึกลงไป เขาก็ยิ่งพบแต่ความซับซ้อนของการถือหุ้นไขว้ (Cross-holding) ผ่านบริษัทนอมินีหลายทอดในต่างประเทศ มันถูกสร้างขึ้นมาอย่างแนบเนียนจนแทบจะมองไม่เห็นจุดเชื่อมโยง

ความเครียดสะสมแผลงฤทธิ์จนกล้ามเนื้อบริเวณบ่าและต้นคอแข็งเกร็งราวกับก้อนหิน อาการปวดหัวตุบๆ แล่นริ้วขึ้นมาจนต้องยกมือบีบสันจมูกและหลับตาลงเพื่อพักสายตา

ในจังหวะที่รู้สึกเหมือนสมองกำลังจะระเบิด ทายก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น แล้วทอดสายตามองผ่านกระจกใสของคาเฟ่ลงไปยังลานน้ำพุเบื้องล่าง

ตรงนั้น... ท่ามกลางฝูงชนที่ขวักไขว่ ก้อนขนสีขาวตุ้ยนุ้ยยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างแข็งขัน สกู๊ปปี้แบร์กำลังโยกย้ายส่ายสะโพก แจกลูกโป่งให้เด็กๆ ด้วยท่าทีร่าเริงสดใส

ทุกครั้งที่ทายมองลงไปเห็นหมีขาวตัวนั้น เขารู้สึกเหมือนได้สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเฮือกใหญ่ มันเป็นช่วงเวลาเพียงไม่กี่วินาทีที่เขาสามารถละทิ้งตัวเลขหลักพันล้านและหน้ากากผู้บริหาร ปล่อยให้ตัวเองได้รับรอยยิ้มจางๆ ก่อนจะต้องกลั้นใจดำดิ่งลงไปในมหาสมุทรแห่งความกดดันใหม่อีกครั้ง

ตัดมาที่ลานกิจกรรมชั้นล่าง ภายใต้หน้ากากไฟเบอร์กลาสที่อบอ้าว ตุลยากรกำลังชูสองอุ้งมือขึ้นทำท่าหัวใจส่งให้กลุ่มเด็กอนุบาล ทว่าจิตใจของเขากลับไม่ได้จดจ่ออยู่กับการเอนเตอร์เทนเลยแม้แต่น้อย

วันนี้มันผิดปกติ... ผิดปกติมาก

ทุกๆ วันเสาร์ เวลาบ่ายสองโมงตรง ‘เกอเกอ’ ของเขาจะต้องเดินลงมาหาที่หน้าร้านไอศกรีม ซื้อเครื่องดื่มหรือขนมมาฝาก และมานั่งปักหลักอยู่ที่ม้านั่งตัวเดิมเพื่อเฝ้ามองเขาทำงาน แต่วันนี้... ม้านั่งตัวนั้นกลับว่างเปล่า

ในตอนแรกตุลคิดว่าทายอาจจะติดธุระด่วน หรือไม่ก็ลืมนัดของพวกเขาไปแล้ว แต่เมื่อเขาลองชะเง้อคอมองขึ้นไปบนชั้นลอย เขากลับพบร่างสูงโปร่งที่แสนคุ้นตานั่งอยู่ที่ร้านคาเฟ่แบบเปิดโล่ง

ทายไม่ได้แต่งตัวด้วยชุดลำลองสบายๆ เหมือนทุกที แต่วันนี้อีกฝ่ายอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มที่พับแขนขึ้นลวกๆ เนกไทถูกปลดให้หลวมอย่างไม่แยแส ท่าทีที่มักจะดูสง่างามผ่อนคลาย บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ทายเอาแต่จ้องหน้าจอแล็ปท็อป ยกมือกุมขมับ และบางครั้งก็ทึ้งผมตัวเองอย่างหงุดหงิด ซึ่งเป็นภาพที่ตุลไม่เคยเห็นมาก่อน

‘เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่านะ... ทำไมเกอเกอถึงดูเครียดขนาดนั้น’

ตุลได้แต่ตั้งคำถามในใจด้วยความร้อนรน เขาเห็นทายมองลงมาที่เขาสองสามครั้ง แววตาที่มองผ่านมาแม้จะไกลแต่มันก็เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าที่ปิดไม่มิด ตุลอยากจะเดินขึ้นบันไดเลื่อนพุ่งตรงไปหา อยากจะเอาอุ้งมือฟูๆ ตบไหล่กว้างนั้นเบาๆ เพื่อปลอบประโลม

แต่กฎก็คือกฎ... มาสคอตไม่สามารถทิ้งพื้นที่ปฏิบัติงานหน้าร้านไปเดินเพ่นพ่านที่อื่นได้ และที่สำคัญ เขาไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของลูกค้าได้เช่นกัน

ตุลทำได้เพียงแค่ส่งพลังใจผ่านสายตาที่มองลอดช่องตาข่ายสีดำขึ้นไป ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด และเฝ้ารอให้ถึงเวลาเลิกงานอย่างใจจดใจจ่อ

เวลาสองทุ่มสี่สิบห้านาที

เสียงเพลงบรรเลงนุ่มนวลดังขึ้นสลับกับเสียงประกาศจากโอเปอเรเตอร์ของห้างสรรพสินค้า แจ้งเตือนเวลาเตรียมปิดทำการ

พนักงานร้านคาเฟ่เดินเข้ามาโค้งตัวอย่างสุภาพเพื่อขออนุญาตเก็บโต๊ะ ทายจำใจต้องพับหน้าจอแล็ปท็อปที่ยังเต็มไปด้วยตัวเลขสีแดงฉานลง เขาถอนหายใจยาว กวาดแฟ้มเอกสารและสายชาร์จลงกระเป๋าด้วยความรู้สึกหนักอึ้งราวกับถูกหินก้อนใหญ่ทับที่หน้าอก

ผ่านไปเกือบสิบสองชั่วโมงแล้ว... แต่เขาก็ยังหาคำตอบไม่ได้

ชายหนุ่มเดินลากฝีเท้าที่หนักอึ้งลงมายังลานจอดรถชั้นใต้ดิน หยิบกุญแจรถสปอร์ตขึ้นมากดปลดล็อก ทว่าเมื่อมือหนาเอื้อมไปแตะที่เปิดประตู... ภาพใบหน้าเย้ยหยันของปวินและคำพูดดูถูกเหยียดหยามของคุณหญิงดาริกาก็ลอยเข้ามาในหัวราวกับฉายหนังซ้ำ

“ถ้าหาทางแก้ไม่ได้ก็ไม่ต้องฝืนหรอกนะ... ปวินเขาก็เตรียมแผนสำรองไว้กู้สถานการณ์เผื่อแกอยู่แล้ว”

มือที่กำลังจะดึงประตูรถชะงักค้าง ทายกัดฟันกรอดจนสันกรามปูดนูน อาการปวดหัวแล่นริ้วขึ้นมาอีกครั้งจนเขาต้องหลับตาลงแน่น

ถ้าเขากลับบ้านไปตอนนี้ เขาจะต้องเจอกับสายตาจับผิด จะต้องทนฟังคำพูดถากถางที่จะบั่นทอนสติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่น้อยนิดของเขาให้พังทลายลง บ้าน... ไม่ใช่สถานที่ที่เขาจะสามารถนั่งใช้สมาธิเพื่อกอบกู้วิกฤตครั้งนี้ได้

ทายกดล็อกรถอีกครั้ง เขาหันหลังเดินกลับเข้าไปในตัวอาคาร เลี่ยงเส้นทางหลักที่พนักงานรักษาความปลอดภัยกำลังเตรียมปิดประตู และมุ่งหน้าไปยังโซน ‘หลังห้าง’ ซึ่งเป็นบริเวณลานกว้างติดกับบันไดหนีไฟและจุดขนถ่ายสินค้า (Loading Dock)

บริเวณนี้ในยามดึกนั้นเงียบสงัดและไร้ผู้คน มีเพียงแสงไฟนีออนสลัวๆ จากเสาไฟและสายลมเย็นเยียบที่พัดผ่านมา ทายทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งหินขัดใกล้กับตู้กดน้ำอัตโนมัติ วางกระเป๋าลงบนโต๊ะหิน และเปิดแล็ปท็อปขึ้นมาอีกครั้ง

ความมืดมิดรอบตัวยิ่งขับให้แสงสีฟ้าจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สว่างจ้า ทายจมดิ่งลงสู่ความซับซ้อนของตัวเลขอีกครั้งในมุมที่เงียบสงบที่สุดและอ้างว้างที่สุด

เวลาสามทุ่มครึ่ง ภายในห้องพักพนักงานที่แคบและอุดอู้

ตุลยากรจัดการถอดหัวและชุดไฟเบอร์กลาสออกเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาสวมเสื้อยืดตัวโคร่งและกางเกงยีนส์ตัวเก่ง สะพายกระเป๋าเป้ใบเก่าเตรียมตัวจะเดินออกไปขึ้นรถเมล์กลับอพาร์ตเมนต์ แต่เมื่อเดินมาถึงประตูด้านหลังห้าง

ท่ามกลางความมืดมิดและแสงไฟนีออนสลัวๆ ตุลเห็นร่างสูงโปร่งของชนันภัทร์นั่งฟุบหน้าอยู่บนโต๊ะหินขัด แล็ปท็อปยังคงเปิดสว่างวาบ แต่คนตัวโตกลับซบหน้าลงกับท่อนแขนตัวเอง ไหล่กว้างที่เคยตั้งตรงอย่างคนหยิ่งทะนง บัดนี้ลู่ลงและสั่นสะท้านน้อยๆ ราวกับคนกำลังจะพังทลาย

สภาพของผู้บริหารหนุ่มในตอนนี้ดูเปราะบาง แตกสลาย และน่าเวทนาจนตุลรู้สึกปวดหนึบไปทั้งหัวใจ

ตุลขยับเท้าเตรียมจะก้าวออกไปหา สัญชาตญาณร้องบอกให้เขาวิ่งเข้าไปกอดปลอบผู้ชายคนนั้นเอาไว้ แต่สติที่ยังหลงเหลืออยู่กลับดึงรั้งสองขาของเขาให้หยุดนิ่ง

‘ถ้าเราเดินออกไปตอนนี้... เกอเกอจะทำหน้ายังไงวะ’

ตุลถามตัวเองด้วยความหวาดหวั่น ทายคือผู้บริหารระดับสูง ข้อมูลในคอมพิวเตอร์ที่ทำให้ทายเครียดขนาดนี้ย่อมเป็นความลับระดับสุดยอดของบริษัท ทายไม่มีทางยอมให้ ‘คนแปลกหน้า’ อย่างตุลยากรเดินเข้าไปวุ่นวายแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น ทายเป็นคนที่มีกำแพงสูงลิบลิ่ว หากเขาเดินดุ่มๆ เข้าไปในสภาพนี้ ทายอาจจะระแวง โมโห และอาจจะขับไล่เขาออกมาอย่างไม่ไยดี

คนเดียวที่ทายจะยอมลดกำแพงลงให้... คนเดียวที่ทายไว้ใจและมองว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย... มีเพียงแค่ ‘สกู๊ปปี้แบร์’ เท่านั้น

เมื่อตระหนักได้ดังนั้น ตุลก็เม้มริมฝีปากแน่น นัยน์ตากลมโตฉายแววเด็ดเดี่ยว เขาหมุนตัวหันหลัง วิ่งสับเท้ากลับเข้าไปในห้างสรรพสินค้า มุ่งหน้าสู่ห้องพักพนักงานด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่ขาจะทำได้

ตุลเปิดล็อกเกอร์ออก คว้าเอาชุดฟองน้ำหนาเตอะที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อของตัวเองขึ้นมาสวมทับอีกครั้งอย่างไม่รังเกียจ แม้ว่าอากาศตอนกลางคืนจะไม่ได้ร้อนระอุเท่าตอนกลางวัน แต่การสวมชุดนี้ทับเสื้อผ้าปกติก็ทำให้รู้สึกอึดอัดไม่น้อย

แต่เขาไม่สนใจ

เมื่อจัดการสวมชุดเสร็จเรียบร้อย ตุลก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องพักพนักงาน ก่อนจะไปสะดุดตาเข้ากับกระดานไวต์บอร์ดอันเล็กที่ใช้สำหรับจดตารางกะการทำงาน และปากกาเมจิกสีดำเส้นใหญ่ที่วางอยู่ข้างๆ

‘พูดไม่ได้ ก็เขียนเอาก็แล้วกัน’

ตุลหยิบกระดานไวต์บอร์ดขนาดเท่ากระดาษเอสี่และปากกาเมจิกติดมือมาด้วย ก่อนจะยกหัวไฟเบอร์กลาสใบใหญ่ขึ้นสวมทับ ปิดบังใบหน้าที่แท้จริงและซ่อนเร้นตัวตนของ ‘ตุลยากร’ เอาไว้เบื้องหลังรอยยิ้มแฉ่งของมาสคอตหมีขาวอย่างสมบูรณ์

สายลมยามดึกพัดเอากลิ่นความชื้นมาเตะจมูก อากาศเริ่มเย็นลงจนคนที่นั่งฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะหินต้องเผลอห่อไหล่เข้าหากัน

ทายเงยหน้าขึ้นจากท่อนแขนตัวเองอย่างเชื่องช้า ขยี้ตาที่ปวดร้าวเพื่อขับไล่ความพร่ามัว ตัวเลขบนหน้าจอยังคงเป็นปริศนาที่เขาแก้ไม่ตก ความรู้สึกมืดมนและพ่ายแพ้เกาะกินหัวใจจนเขาแทบอยากจะปิดคอมพิวเตอร์และยอมรับชะตากรรมที่ต้องพ่ายแพ้ให้กับปวิน

แต่ในวินาทีที่เขากำลังจะเอื้อมมือไปกดชัตดาวน์เครื่องนั้นเอง...

ตึก... ตึก... ตึก...

เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคน (หรือตัวอะไรบางอย่าง) ดังขึ้นทำลายความเงียบสงัดของลานหลังห้าง ทายชะงัก รีบหันขวับไปมองตามเสียงนั้นด้วยสัญชาตญาณระวังตัว

และภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ก็ทำให้ดวงตาคมกริบของชนันภัทร์เบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึง

ก้อนขนสีขาวตุ้ยนุ้ยที่คุ้นเคยกำลังขยับเท้าเตาะแตะฝ่าความมืดและแสงไฟสลัวเข้ามาหาเขา สกู๊ปปี้แบร์ในหมวกไอศกรีมโคนสีชมพูหยุดยืนอยู่ห่างจากโต๊ะหินเพียงไม่กี่ก้าว ภายใต้หน้ากากยิ้มแฉ่งนั้น ไม่มีใครรู้ว่าคนที่อยู่ข้างในกำลังทำสีหน้าอย่างไร แต่สิ่งที่ทายเห็น... คืออ้อมแขนฟูๆ ที่หนีบกระดานไวต์บอร์ดอันเล็กเอาไว้แน่น พร้อมกับปากกาเมจิกในมือ

ทายกะพริบตาปริบๆ ราวกับไม่เชื่อสายตาตัวเอง “น... น้องหมี? ทำไมมาอยู่ที่นี่ ดึกป่านนี้แล้วยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ?”

มาสคอตหมีขาวไม่ตอบคำถามนั้น (แน่นอนล่ะว่ามันพูดไม่ได้) ตุลทำเพียงแค่เอียงคอเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ หย่อนสะโพกตุ้ยนุ้ยลงนั่งบนม้านั่งหินตัวเดียวกันกับทาย ทิ้งระยะห่างไว้เพียงเล็กน้อยเพื่อไม่ให้รบกวนการทำงาน

อุ้งมือหนาฟูยกปากกาเมจิกขึ้นมาจรดลงบนกระดานไวต์บอร์ด ขีดเขียนบางอย่างลงไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะชูมันขึ้นมาตรงหน้าชายหนุ่ม

ลายมือตัวบรรจงที่เขียนด้วยหมึกสีดำเส้นหนา ปรากฏข้อความสั้นๆ ทว่าสั่นสะเทือนไปถึงหัวใจของคนอ่านว่า:

‘เกอเกอดูเครียดจัง... มีอะไรให้น้องหมีช่วยดูไหม?’

ทายจ้องมองข้อความบนกระดานไวต์บอร์ดสลับกับใบหน้ายิ้มแฉ่งของไฟเบอร์กลาส ความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่งไหลอาบเข้ามาในหัวใจที่กำลังหนาวเหน็บและแตกสลาย เขาไม่รู้หรอกว่ามาสคอตตรงหน้ามีความรู้เรื่องธุรกิจหรือไม่ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมอีกฝ่ายถึงลงทุนสวมชุดกลับมาหาเขากลางดึกแบบนี้

รู้เพียงแค่ว่า... ในวินาทีที่เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหันหลังให้ เขาไม่ได้ถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพังอีกต่อไป

ริมฝีปากหยักลึกที่เม้มตึงมาตลอดทั้งวัน ค่อยๆ คลี่ออกเป็นรอยยิ้มที่แท้จริง ทายระบายลมหายใจที่เต็มไปด้วยความโล่งอก ก่อนจะขยับตัวและหันหน้าจอแล็ปท็อปที่เต็มไปด้วยตัวเลขความลับระดับพันล้าน... แบ่งปันให้หมีขาวตัวอ้วนกลมข้างๆ ได้ดูด้วยกันอย่างหมดความระแวง.

Continúa leyendo este libro gratis
Escanea el código para descargar la App

Último capítulo

  • มาสคอตที่รัก   บทที่ 30 รางวัลของพญาราชสีห์ (ตอนจบ)

    แผ่นหลังกว้างของชนันภัทร์ดันบานประตูไม้โอ๊กให้ปิดลงสนิทพร้อมกับเสียงคลิกของล็อกอัตโนมัติ ตัดขาดโลกภายนอกและภาระหน้าที่ระดับพันล้านทิ้งไว้เบื้องหลัง เหลือเพียงโลกใบเล็กๆ ที่มีแค่เขากับคนในอ้อมแขนร่างอวบของตุลยากรถูกวางลงบนเตียงคิงไซซ์ที่ปูด้วยผ้าปูที่นอนสีเข้มอย่างนุ่มนวลและทะนุถนอม สัมผัสเย็นเฉียบของเนื้อผ้าตัดกับอุณหภูมิร่างกายที่กำลังร้อนผ่าวของทั้งคู่ ทายท้าวแขนทั้งสองข้างลงบนฟูก กักขังคนตัวอวบไว้ใต้ร่าง นัยน์ตาสีเข้มที่ทอดมองลงมาเต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาที่ลึกล้ำและหิวกระหาย จนคนถูกมองแทบจะหลอมละลายนิ้วเรียวยาวของทายเอื้อมไปถอดแว่นตากรอบใสอันใหม่ของตุลยากรออกอย่างเชื่องช้า แล้ววางมันทิ้งไว้บนโต๊ะโคมไฟหัวเตียง“ค... คุณทาย ถอดแว่นผมทำไมครับ ผมมองคุณทายไม่ชัด...” ตุลยากรประท้วงเสียงสั่น ปรือตากลมโตที่เริ่มฉ่ำน้ำมองภาพใบหน้าหล่อเหลาที่พร่ามัวเล็กน้อย“ไม่ต้องใช้สายตาหรอกครับ...” ทายโน้มใบหน้าลงมากระซิบชิดริมฝีปากบาง สัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวของกันและกัน “คืนนี้... เกอเกออยากให้หนูใช้แค่ ‘ความรู้สึก’ ก็พอ”สิ้นคำพูด ริมฝีปากหยักลึกก็ทาบทับลงมาบดขยี้กลีบปากนุ่มอย่างหนักหน่วงและเร

  • มาสคอตที่รัก   บทที่ 29 เดิมพันของราชสีห์

    บานประตูเหล็กขึ้นสนิมของโกดังร้างถูกเลื่อนเปิดออกช้าๆ ส่งเสียงเสียดสีดังก้องไปทั่วบริเวณที่เงียบสงัดชนันภัทร์ก้าวเท้าเข้าไปในความมืดมิด กลิ่นอับชื้นและกลิ่นสนิมเหล็กเตะจมูก แสงไฟสลัวจากหลอดไฟเก่าๆ กลางโกดัง ส่องให้เห็นฝุ่นผงที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศ... และภาพตรงหน้า ก็ทำเอาหัวใจของพญาราชสีห์แทบจะหยุดเต้นบริเวณลานกว้างกลางโกดัง ตุลยากรถูกมัดมือไพล่หลังติดกับเก้าอี้ไม้เก่าๆ ร่างอวบสั่นเทาเล็กน้อย ศีรษะยังคงถูกคลุมด้วยถุงผ้าสีดำ และเบื้องหลังเก้าอี้ตัวนั้น... คือปวินที่กำลังยืนถือปืนพกสีดำขลับ จ่ออยู่กลางหลังศีรษะของกุนซือตัวน้อย!“หยุดอยู่ตรงนั้นแหละไอ้ทาย!” ปวินตะโกนสั่ง เสียงแหบพร่าและคลุ้มคลั่งทายหยุดชะงัก ห่างจากเป้าหมายประมาณสิบเมตร นัยน์ตาสีเข้มวาวโรจน์ไปด้วยรังสีฆ่าฟัน แต่กระนั้น ชายหนุ่มก็ยังคงรักษามาดของรองประธานบริหารผู้เยือกเย็นเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาจะปล่อยให้อารมณ์โกรธครอบงำไม่ได้เด็ดขาด เพราะนั่นอาจหมายถึงชีวิตของตุลยากรปวินแสยะยิ้ม ก่อนจะกระชากถุงผ้าสีดำออกจากศีรษะของตุลยากรอย่างแรง!“แฮ่ก... อึก!”ตุลยากรสูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ เด็กหนุ่มสำลักจนหน้าแดงก่ำ ดวงตากลมโ

  • มาสคอตที่รัก   บทที่ 28 จุดบอด

    หลายวันผ่านไปหลังจากชัยชนะในงานประมูลพันล้าน บรรยากาศภายในอัศววัฒน์สกุลเต็มไปด้วยความคึกคักและการเตรียมความพร้อมสำหรับโปรเจกต์ใหญ่การรักษาความปลอดภัยรอบตัวของชนันภัทร์และตุลยากรถูกยกระดับขึ้นถึงขีดสุดตามคำสั่งของท่านรองประธานบริหาร ทายไม่ยอมให้ ‘กุนซือข้างกาย’ ของเขาคลาดสายตาแม้แต่วินาทีเดียว ไม่ว่าจะไปทำงาน ทานข้าว หรือแม้แต่ตอนกลับมาพักผ่อนที่เพนต์เฮาส์แต่ในช่วงบ่ายของวันศุกร์ ความจำเป็นบางอย่างก็บีบบังคับให้ทั้งคู่ต้อง ‘แยกจากกัน’ ชั่วคราว“ผมต้องกลับไปเก็บเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวที่หอพักครับคุณทาย...” ตุลยากรเอ่ยขึ้นขณะยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเจ้านาย “แล้วก็ต้องไปเอาเอกสารตัวจริงเพื่อมาทำประวัติพนักงานให้เสร็จด้วย พี่ฝ่ายบุคคลทวงผมมาสองรอบแล้วนะครับ”ชนันภัทร์ขมวดคิ้วมุ่น นิ้วเรียวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะอย่างใช้ความคิด “ให้กฤตส่งคนไปเก็บให้ไม่ได้เหรอครับ? หรือไม่ก็รอให้ผมประชุมบอร์ดบริหารเสร็จตอนเย็น แล้วเราค่อยไปด้วยกัน”“คุณทายครับ... ผมไปแค่เก็บของใช้ส่วนตัว แป๊บเดียวก็เสร็จแล้วครับ” ตุลยากรพยายามใช้เหตุผลเข้าสู้ “อีกอย่าง วันนี้คุณทายมีประชุมใหญ่กับบอร์ดบริหารเพื่อเซ็นรับมอบโปรเจก

  • มาสคอตที่รัก   บทที่ 27 อภิสิทธิ์ของน้องหมี

    แสงแดดยามเช้าของวันพฤหัสบดีสาดส่องลอดผ่านมู่ลี่หน้าต่าง ทาบทับลงบนเตียงคิงไซซ์ภายในห้องนอนแขกของเพนต์เฮาส์สุดหรูตุลยากรขยับตัวซุกเข้าหาผ้าห่มผืนหนา เด็กหนุ่มค่อยๆ ปรือตากลมโตขึ้นรับวันใหม่ ทว่าทันทีที่สติสัมปชัญญะกลับมาทำงานครบถ้วน ภาพเหตุการณ์เมื่อคืน... รสชาติของแชมเปญชั้นดี สัมผัสร้อนผ่าวที่ริมฝีปาก และอ้อมกอดที่รัดแน่นจนแทบหลอมละลาย ก็ฉายชัดขึ้นมาในหัวราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวินาทีที่แล้ว!ร่างอวบสะดุ้งสุดตัว ผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยใบหน้าที่แดงก่ำลามไปจนถึงใบหู สองมือยกขึ้นปิดหน้าตัวเองแน่น หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำจนแทบจะทะลุออกมานอกอก‘จูบ... เราจูบกับคุณทาย... แถมยังตกลงคบกันแล้วด้วย!’กุนซือหนุ่มทิ้งตัวลงไปกลิ้งเกลือกบนเตียงด้วยความเขินอายปนสับสน เขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่า ชีวิตที่เคยมืดมนและเต็มไปด้วยหนี้สินของเด็กจบใหม่คนหนึ่ง จะพลิกผันมาไกลถึงขนาดได้กลายเป็น ‘คนรัก’ ของรองประธานบริหารแห่งอัศววัฒน์สกุล!หลังจากใช้เวลาสงบสติอารมณ์อยู่พักใหญ่ ตุลยากรก็ลุกไปจัดการธุระส่วนตัวในห้องน้ำ เขาเปลี่ยนมาสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนและกางเกงสแล็กพอดีตัวที่ทายซื้อให้เมื่อวันก่อน สวมแว่นตาอัน

  • มาสคอตที่รัก   บทที่ 26 กุนซือข้างกาย

    ความเงียบสงบภายในเพนต์เฮาส์หรูถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศการระดมสมองอันตึงเครียด บริเวณโต๊ะทำงานไม้สักตัวใหญ่เต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารและหน้าจอแท็บเล็ตที่ฉายภาพกราฟข้อมูลชนันภัทร์และตุลยากรกำลังเข้าสู่โหมดวิเคราะห์กลยุทธ์อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเตรียมรับมือกับคลื่นใต้น้ำลูกใหญ่ที่จะปะทุขึ้นในงานประมูลสัมปทานวันพุธที่จะถึงนี้“ถ้าวิชัยกับคุณปวินดึงนักการเมืองระดับรัฐมนตรีเข้ามากดดันบอร์ดประมูลได้จริงๆ... ต่อให้ตัวเลข Valuation ของเราจะสวยงามแค่ไหน หรือซองประมูลเราจะให้ราคาสูงที่สุด เราก็อาจจะโดนปัดตกด้วยข้ออ้างเรื่องความไม่โปร่งใสได้อยู่ดีครับ” ตุลยากรขยับแว่นตาอันใหม่ ดึงภาพโครงข่ายผู้ถือหุ้นขึ้นบนจอโปรเจกเตอร์“แล้วคุณตุ่นคิดว่า เราควรจะรับมือกับรัฐมนตรีคนนี้ยังไง?” ทายเอ่ยถาม ทดสอบไหวพริบของกุนซือป้ายแดง“ตีงู... ต้องตีที่หัวครับ” ตุลยากรตอบอย่างฉะฉาน แววตาฉายประกายนักสู้ “ผมให้พี่กฤตช่วยเช็กเส้นทางการเงินและการถือหุ้นผ่านนอมินีของรัฐมนตรีท่านนี้อย่างละเอียด... แล้วก็แจ็กพอตครับคุณทาย เราพบว่าบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่เป็น ‘ท่อน้ำเลี้ยง’ หลักของเขา มีความเชื่อมโยงกับบอร์ดบริหารบางคนของอินฟินิตี้ เ

  • มาสคอตที่รัก   บทที่ 25 ไร้หน้ากาก

    บรรยากาศภายในห้องโดยสารของรถสปอร์ตยุโรปสีดำสนิทเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ครางต่ำอย่างทรงพลังและเสียงเครื่องปรับอากาศที่พ่นไอเย็นฉ่ำออกมาหลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาเฉียดตายและหลุดพ้นจากขุมนรกของวิชัยมาได้ อะดรีนาลีนในร่างกายที่เคยพลุ่งพล่านก็ค่อยๆ ลดระดับลง สติสัมปชัญญะของตุลยากรเริ่มกลับมาทำงานแจ่มชัดอีกครั้งเด็กหนุ่มขยับตัวเล็กน้อยบนเบาะหนังแท้ อาการปวดแปลบที่มุมปากและรอยช้ำบนซีกแก้มเริ่มประท้วงให้รู้สึกตัว ตุลกะพริบตาถี่ๆ ปรับโฟกัสสายตาที่พร่ามัวเพราะปราศจากแว่นตาหนาเตอะคู่ใจ ก่อนจะหันมองออกไปนอกหน้าต่างรถคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันทันที เมื่อพบว่าวิวทิวทัศน์สองข้างทางเต็มไปด้วยตึกระฟ้าและแสงไฟของย่านธุรกิจใจกลางเมือง... ซึ่งมันไม่ใช่เส้นทางกลับไปยังหอพักชานเมืองของเขาเลย“ค... คุณทาย จะพาผมไปไหนครับ?” ตุลยากรเอ่ยถามเสียงแผ่ว ความตื่นตระหนกเล็กๆ แล่นขึ้นมาในอก “นี่ไม่ใช่ทางกลับหอผมนี่ครับ”ชนันภัทร์ละสายตาจากถนนเบื้องหน้า หันมาสบตากับคนเจ็บเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหันกลับไปบังคับพวงมาลัยต่อ “ผมไม่ได้จะพาคุณกลับหอพักครับ”“อ้าว... แล้วคุณทายจะพาผมไปไหน”“ผมจะพาคุณไปทำแผล... ที่เพนต์

Más capítulos
Explora y lee buenas novelas gratis
Acceso gratuito a una gran cantidad de buenas novelas en la app GoodNovel. Descarga los libros que te gusten y léelos donde y cuando quieras.
Lee libros gratis en la app
ESCANEA EL CÓDIGO PARA LEER EN LA APP
DMCA.com Protection Status