Masukแสงสีฟ้าจากหน้าจอแล็ปท็อปสาดส่องกระทบใบหน้าหล่อเหลาที่ฉายแววเหนื่อยล้า ตัดกับความมืดมิดของลานจอดรถด้านหลังห้างสรรพสินค้า ชนันภัทร์ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อเปิดพื้นที่บนโต๊ะหินขัดให้ ‘ก้อนขนสีขาว’ ได้ขยับเข้ามานั่งใกล้ๆ
ทายไม่ได้คาดหวังให้สกู๊ปปี้แบร์เข้าใจตัวเลขยิบย่อยหรือกราฟที่ดิ่งลงเหวบนหน้าจอหรอก เขาเพียงแค่ต้องการใครสักคน... หรืออะไรสักอย่างที่รับฟังเขาโดยไม่ตัดสิน เพื่อระบายความอึดอัดที่อัดแน่นอยู่ในอกออกมาเท่านั้น
“เกอเกอกำลังเจอปัญหาใหญ่น่ะ...” ทายเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่า ปลายนิ้วเรียวชี้ไปที่กราฟเส้นสีแดงที่ดิ่งพสุธา “หนูเห็นเส้นสีแดงนี่ไหม มันคือกองทุนที่เกอเกอดูแลอยู่ จู่ๆ มูลค่ามันก็ร่วงเอาๆ ตั้งแต่เช้าเมื่อวาน ร่วงจนเงินหายไปหลายร้อยล้านในเวลาไม่กี่ชั่วโมง”
ชายหนุ่มแค่นหัวเราะในลำคอด้วยความสมเพชตัวเอง “เกอเกอกับทีมงานนั่งหาต้นตอมาทั้งวัน เราดูกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ดูความผันผวนของตลาด แต่ทุกอย่างมันปกติไปหมด... มันเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นจงใจทุบหม้อข้าวเกอเกอ และถ้าเกอเกอหาคำตอบไม่ได้ภายในวันพุธนี้... เกอเกอคงโดนไล่ออกจากโปรเจกต์ และโดนคนที่บ้านเหยียบจมดินแน่ๆ”
ทายเอนหลังพิงพนักม้านั่งหิน หลับตาลงอย่างอ่อนล้า ปล่อยให้ความเงียบโรยตัวลงมาระหว่างพวกเขา
แต่ในขณะที่ชนันภัทร์กำลังยอมแพ้ให้กับความซับซ้อนของข้อมูล ภายใต้หน้ากากไฟเบอร์กลาสใบใหญ่ ดวงตากลมโตของตุลยากรกำลังเบิกกว้างและกวาดมองตัวเลขบนหน้าจอด้วยความรวดเร็วและแม่นยำ
แม้ทายจะอธิบายด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายที่สุด แต่สำหรับบัณฑิตจบใหม่ที่คว้าปริญญาตรีด้านการบริหารสินทรัพย์และการลงทุนมาด้วยเกรดเฉลี่ยสวยหรูอย่างตุลยากร เขาไม่จำเป็นต้องพึ่งคำอธิบายเหล่านั้นเลยด้วยซ้ำ
โครงสร้างพอร์ตโฟลิโอ สัดส่วนการลงทุน และชื่อของกองทุนย่อยที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ มันคือสิ่งที่ตุลคุ้นเคยเป็นอย่างดีจากการทำวิจัยและโปรเจกต์จบเมื่อไม่กี่เดือนก่อน!
สมองของตุลประมวลผลอย่างรวดเร็ว เขามองเห็นสิ่งที่ทายและทีมงานมองข้ามไป... ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่เก่ง แต่เป็นเพราะการจดจ่ออยู่กับปัญหาเดิมๆ นานนับสิบชั่วโมงทำให้เกิดจุดบอด (Blind Spot) ในการมองเห็นภาพรวม
‘เขาโฟกัสที่สินทรัพย์หลักมากเกินไป...’ ตุลคิดในใจ สายตาจับจ้องไปที่รายชื่อกองทุนย่อยในต่างประเทศที่ทายเปิดทิ้งไว้ที่มุมจอ ‘แรงเทขายมันไม่ได้มาจากตลาดหลัก แต่มันเกิดจากการทุบราคาของนอมินี... ถ้าไล่ดูดีๆ จะเห็นว่ามีบริษัทเชลล์คอมพานีสองสามแห่งที่ถือหุ้นไขว้กันอยู่’
ความรู้ที่ร่ำเรียนมาอย่างหนักตลอดสี่ปีเต็มกำลังร้องประท้วงให้เขาลงมือทำอะไรสักอย่าง ตุลรู้ดีว่าการกระทำต่อไปนี้อาจจะทำให้ ‘ความลับ’ ของมาสคอตหมีขาวต้องสั่นคลอน แต่วินาทีที่เขาหันไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างที่แสนจะอมทุกข์ของชนันภัทร์... หัวใจของตุลก็สั่งการเร็วกว่าสมอง
เอี๊ยด... เอี๊ยด...
เสียงหัวปากกาเมจิกเสียดสีกับกระดานไวต์บอร์ดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ทายลืมตาขึ้นมาด้วยความแปลกใจ เขาหันไปมองน้องหมีที่กำลังก้มหน้าก้มตาขีดเขียนบางอย่างลงบนกระดานแผ่นเล็กด้วยท่าทีขะมักเขม้น
เพียงไม่กี่อึดใจ สกู๊ปปี้แบร์ก็ชูกระดานไวต์บอร์ดแผ่นนั้นขึ้นมาตรงหน้าชายหนุ่ม
‘ดึงงบกระแสเงินสดของ Nominee A กับ C มาเทียบกันดูสิ... สังเกตที่ Cross-holding’
ชนันภัทร์ชะงักงัน ร่างกายของเขาสตั๊นไปชั่ววินาทีราวกับถูกแช่แข็ง นัยน์ตาคมกริบเบิกกว้างจ้องมองตัวอักษรภาษาอังกฤษคำว่า Nominee และ Cross-holding (การถือหุ้นไขว้) สลับกับใบหน้ายิ้มแฉ่งของไฟเบอร์กลาสไปมา
สมองของผู้บริหารระดับสูงเกิดอาการรวนชั่วขณะ...
มาสคอตหมีขาวหน้าลานน้ำพุ... รู้จักคำว่า Cross-holding ได้ยังไง!?
“น... หนู...” ทายพูดตะกุกตะกัก เสียงทุ้มแหบพร่ากว่าเดิม “หนูรู้เรื่องพวกนี้ด้วยเหรอ?”
สกู๊ปปี้แบร์ไม่ตอบอุ้งมือฟูฟ่องเอื้อมไปแตะที่ขอบหน้าจอแล็ปท็อปเบาๆ แล้วเคาะนิ้วป้อมๆ สองสามที เป็นการเร่งเร้าเชิงบังคับว่า ‘อย่ามัวแต่ถาม รีบพิมพ์ตามที่บอกสิ!’
แม้จะยังคงตกตะลึงและเต็มไปด้วยความสับสน แต่สัญชาตญาณนักลงทุนในตัวทายกลับตอบสนองต่อคำแนะนำนั้นอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มรวบรวมสติที่แตกกระเจิง ดึงคีย์บอร์ดกลับมาหาตัว แล้วเริ่มพิมพ์คำสั่งเพื่อดึงข้อมูลงบกระแสเงินสดของบริษัทนอมินี A และ C ตามที่น้องหมีชี้เป้าทันที
ปลายนิ้วเรียวรัวลงบนแป้นพิมพ์อย่างบ้าคลั่ง หน้าต่างข้อมูลชุดใหม่ถูกเปิดซ้อนขึ้นมาบนหน้าจอ ทายใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการไล่สายตากวาดดูตัวเลขการไหลเวียนของเงินทุน...
และวินาทีนั้นเอง ที่กำแพงแห่งความตีบตันพังทลายลง!
“บ้าชะมัด...”
ทายสบถออกมาเสียงดัง ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อความจริงทั้งหมดปรากฏชัดเจนอยู่ตรงหน้า จิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่เขาตามหามาตลอดสิบสองชั่วโมงถูกต่อจนสมบูรณ์
มันไม่ใช่ความผิดพลาดของโมเดลความเสี่ยง แต่มันเป็นความจงใจ! มีกลุ่มบริษัทกระดาษ (Shell Company) ที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาบังหน้า ทำการถือหุ้นไขว้กันไปมาระหว่างกองทุนย่อย A และ C จากนั้นก็จงใจเทขายสินทรัพย์พร้อมๆ กันในปริมาณมหาศาล เพื่อสร้างสถานการณ์ ‘Panic Sell’ ให้นักลงทุนรายย่อยตื่นตระหนกและเทขายตาม จนทำให้ NAV ของกองทุนเรือธงดิ่งหัวลงอย่างหนัก
ถ้ามองแค่ผิวเผิน หรือมัวแต่ไปโฟกัสที่ตลาดหลัก จะไม่มีทางเห็นเครือข่ายใยแมงมุมที่ซ่อนอยู่หลังบริษัทนอมินีเหล่านี้ได้เลย!
“หนู... หนูเจอได้ยังไง” ทายหันขวับมามองก้อนขนสีขาวข้างๆ นัยน์ตาสีเข้มวาวโรจน์ไปด้วยความตื่นเต้นและปีติยินดี “เกอเกอกับทีมงานหาจุดนี้ไม่เจอเลยเพราะมัวแต่ไปไล่ดูสัดส่วน Asset Allocation... แต่หนู... หนูแค่ชำเลืองมองแป๊บเดียวเนี่ยนะ!?”
สกู๊ปปี้แบร์ทำท่าเกาหัวแกรกๆ ถูไถอุ้งมือไปมาอย่างถ่อมตัว
ทายไม่ได้สนใจท่าทีขัดเขินนั้น ชายหนุ่มหันกลับไปที่หน้าจออีกครั้ง สมองที่เคยตื้อตันบัดนี้แล่นฉิวราวกับเครื่องยนต์ที่ได้รับการปลดล็อก เมื่อรู้ต้นตอของปัญหา การหาวิธีแก้ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
“แบบนี้เราก็แค่ต้องดึงข้อมูล Transactions ของกลุ่มนอมินีพวกนี้ออกมาเป็นหลักฐาน เพื่อชี้แจงให้บอร์ดและนักลงทุนวีไอพีเห็นว่านี่ไม่ใช่ความล้มเหลวของโครงสร้างกองทุน แต่เป็นการถูกแทรกแซงจากภายนอก... จากนั้นก็ใช้อำนาจของกองทุนแม่ระงับบัญชีพวกนั้นซะ แล้วปรับพอร์ตย้ายเงินไปที่พันธบัตรรัฐบาลชั่วคราวเพื่อพยุง NAV ให้กลับมาทรงตัว...”
ทายพึมพำแผนการแก้ไขปัญหาออกมาเป็นฉากๆ รอยยิ้มแห่งความมั่นใจและอำนาจเหนือผู้บริหารระดับสูงกลับคืนมาสู่ใบหน้าหล่อเหลาอีกครั้ง เขากดเซฟไฟล์ข้อมูลสำคัญทั้งหมด ส่งอีเมลสั่งการทีมงานกฤตให้เตรียมข้อมูลซัพพอร์ตตามแนวทางใหม่ทันทีในเช้าวันจันทร์
สงครามที่ดูเหมือนจะพ่ายแพ้ ถูกพลิกกลับมาเป็นชัยชนะได้อย่างงดงาม... โดยมีมาสคอตหมีขาวเป็นกุนซือลับ!
เมื่อจัดการส่งอีเมลฉบับสุดท้ายเสร็จสิ้น ทายก็พับหน้าจอแล็ปท็อปลง เสียงพัดลมระบายอากาศของเครื่องคอมพิวเตอร์เงียบดับไป เหลือเพียงเสียงของแมลงกลางคืนและเสียงสายลมที่พัดผ่านลานจอดรถ
บรรยากาศรอบตัวกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่กดดันและสิ้นหวังเหมือนเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ทว่ามันเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความอัศจรรย์ใจ
ชนันภัทร์หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับสกู๊ปปี้แบร์แบบเต็มตัว ชายหนุ่มยกแขนขึ้นกอดอก หรี่ตาลงเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในช่องตาข่ายสีดำของหน้ากากไฟเบอร์กลาส ราวกับพยายามจะมองให้ทะลุถึงจิตวิญญาณของคนที่ซ่อนอยู่ข้างใน
สายตาของทายในเวลานี้ไม่ได้มีแค่ความเอ็นดูที่มอบให้ ‘มาสคอตขวัญใจเด็กๆ’ อีกต่อไป แต่มันเต็มไปด้วยความทึ่ง ความประทับใจ และความสงสัยใคร่รู้ขั้นสุด
“เอาล่ะ... สารภาพมาซะดีๆ” ทายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ติดจะหยอกล้อและคาดคั้นอยู่ในที “หนูเป็นใครกันแน่เนี่ย หื้ม? เป็นสายลับจากบริษัทคู่แข่งที่ปลอมตัวมา? เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีนอกเครื่องแบบ? หรือเป็นอัจฉริยะด้านการเงินที่เบื่อโลกเลยหนีมาใส่ชุดหมีแจกลูกโป่ง?”
อึก...
ตุลยากรลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เหงื่อกาฬแตกพลั่กอยู่ภายใต้หน้ากาก ไม่ใช่เพราะความร้อน แต่เพราะความตื่นตระหนกที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาจนถึงขีดสุด
ความดีใจที่ช่วยเกอเกอแก้ปัญหาได้เมื่อครู่ มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความตระหนกตกใจ เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าตัวเองเผลอ ‘ล้ำเส้น’ ความเป็นมาสคอตไปไกลลิบโลก! มาสคอตที่ไหนจะมานั่งวิเคราะห์งบกระแสเงินสดและทฤษฎีถือหุ้นไขว้ให้คนระดับผู้บริหารฟังกลางดึก!
ทายขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด รอยยิ้มมุมปากของชายหนุ่มดูเจ้าเล่ห์และมีเสน่ห์จนใจสั่น “ถ้าไม่ยอมบอก... เกอเกอจะถือสิทธิ์จับหนูถอดหน้ากากเดี๋ยวนี้แหละนะ”
คำขู่นั้นทำเอาหมีขาวตัวอ้วนกลมสะดุ้งสุดตัว สกู๊ปปี้แบร์ส่ายหัวรัวๆ จนหมวกไอศกรีมแทบหลุด อุ้งมือฟูฟ่องรีบคว้ากระดานไวต์บอร์ดขึ้นมา ลบข้อความเรื่องนอมินีและงบกระแสเงินสดทิ้งอย่างลุกลี้ลุกลน ก่อนจะจรดปากกาเมจิกเขียนข้อความใหม่ลงไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
ฟรืด... ฟรืด...
ตุลชูกระดานไวต์บอร์ดขึ้นบดบังหน้ากากไฟเบอร์กลาสของตัวเองเอาไว้เพื่อหลบสายตาจับผิดของชายหนุ่ม
ทายเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะหลุดหัวเราะพรืดออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้ เมื่อเห็นข้อความแก้เก้อที่เขียนด้วยลายมือขยุกขยุยบนนั้น
‘น้องหมีจบเกียรตินิยมจากอนุบาลหมีน้อยมาต่างหาก!’
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำและกังวานใสของชนันภัทร์ดังก้องไปทั่วบริเวณลานหลังห้าง มันไม่ใช่เสียงหัวเราะเย้ยหยัน ไม่ใช่เสียงหัวเราะตามมารยาททางสังคม แต่มันคือเสียงหัวเราะที่หลุดออกมาจากก้นบึ้งของความรู้สึกที่โปร่งโล่งและมีความสุขที่สุดในรอบสัปดาห์
ทายหัวเราะจนต้องยกมือขึ้นกุมท้อง ความตึงเครียด ความหวาดกลัวที่จะพ่ายแพ้ และความกดดันจากครอบครัว มลายหายไปราวกับถูกสายลมพัดปลิวไปจนสิ้น
“โอเคๆ เกอเกอเชื่อแล้ว... เชื่อแล้วว่าจบเกียรตินิยมอนุบาลหมีน้อยจริงๆ” ทายพยายามกลั้นเสียงหัวเราะ เอื้อมมือไปจับขอบกระดานไวต์บอร์ดแล้วค่อยๆ ดันมันลง เพื่อให้สบตากับหน้ากากยิ้มแฉ่งนั้นอีกครั้ง
สายตาของทายในวินาทีนี้... อ่อนโยนและทอประกายลึกซึ้งยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
“ขอบคุณนะ...” ทายเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและจริงจังที่สุด “ขอบคุณที่ไม่ทิ้งเกอเกอไว้คนเดียว... ขอบคุณที่มาช่วยชีวิตเกอเกอเอาไว้ ทั้งเรื่องงาน... และเรื่องความรู้สึก”
ชายหนุ่มค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นมา... วางแหมะลงบนหมวกไอศกรีมสีชมพู แล้วลูบไล้กลุ่มขนสีขาวบนหัวไฟเบอร์กลาสนั้นอย่างทะนุถนอม สัมผัสของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวงแหนและผูกพันอย่างลึกซึ้ง
ภายใต้หน้ากากใบนั้น ตุลยากรนั่งนิ่งเป็นรูปปั้น หัวใจที่เคยเต้นแรงด้วยความหวาดกลัวความลับแตก บัดนี้กลับเปลี่ยนจังหวะมาเต้นกระหน่ำด้วยความรู้สึกวาบหวามและอบอุ่นจนล้นปรี่ เขาจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาที่ประดับด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขของผู้ชายตรงหน้า ซึมซับเอาความรู้สึกดีๆ ทั้งหมดนี้สลักลึกไว้ในความทรงจำ
ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘รองประธานบริหารหนุ่ม’ กับ ‘มาสคอตหมีขาว’ ได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งแห่งความฉาบฉวยไปแล้วอย่างสมบูรณ์
สำหรับชนันภัทร์... สกู๊ปปี้แบร์ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ของความน่ารักหรือความสบายใจชั่วคราวอีกต่อไป แต่มันคือ ‘ที่ปรึกษาลับ’ คือ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ และคือสิ่งมีชีวิตที่สำคัญที่สุด... ที่เขาตั้งปณิธานไว้ในใจแล้วว่า จะไม่มีวันยอมสูญเสียไปเด็ดขาด!
หลังจากเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความโล่งใจของชนันภัทร์สงบลง บรรยากาศอึมครึมที่เคยกดทับลานจอดรถด้านหลังห้างสรรพสินค้าก็ถูกปัดเป่าหายไปจนหมดสิ้น
ชายหนุ่มจัดการพับหน้าจอแล็ปท็อปลง เก็บเอกสารลับระดับพันล้านเข้ากระเป๋าด้วยท่วงท่าที่ผ่อนคลายและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจที่กลับคืนมาเต็มเปี่ยม เขารูดซิปกระเป๋าจนเสร็จ ก่อนจะหันมามองก้อนขนสีขาวที่ยังคงนั่งอยู่บนม้านั่งหินขัดข้างๆ
“ดึกป่านนี้แล้ว...” ทายยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา ซึ่งตอนนี้ล่วงเลยเข้าสู่วันใหม่ไปแล้ว “หนูกลับยังไงเนี่ย รถเมล์หมดหรือยัง ให้เกอเกอขับรถไปส่งไหม? หรือว่าไปหาอะไรกินกันก่อนดี เกอเกออยากเลี้ยงขอบคุณกุนซือคนเก่งสักมื้อน่ะ”
ข้อเสนอที่มาพร้อมกับรอยยิ้มทรงเสน่ห์และสายตาที่ทอประกายความคาดหวัง ทำเอาคนที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากถึงกับใจเต้นไม่เป็นส่ำ
ตุลยากรเบิกตากว้าง ส่ายหัวไฟเบอร์กลาสรัวๆ จนหมวกไอศกรีมสีชมพูสวิงไปมาอย่างน่าหวาดเสียว
‘ขืนไปกินข้าวด้วย หรือขึ้นรถไปด้วย... ก็ต้องถอดหัวสิวะ! ความลับแตกกันพอดี!’
ตุลรีบยกอุ้งมือขึ้นมาทำเครื่องหมายกากบาทเป็นตัวเอ็กซ์อันเบ้อเริ่มเพื่อปฏิเสธคำชวนนั้นอย่างเด็ดขาด ก่อนจะคว้ากระดานไวต์บอร์ดขึ้นมาเขียนข้อความอย่างรวดเร็วปานพายุ
‘ดึกแล้ว น้องหมีง่วง! ต้องรีบไปนอนแล้ว เกอเกอก็รีบกลับไปพักผ่อนนะ สู้ๆ!’
เขียนเสร็จก็ชูให้ทายดูแวบหนึ่ง แล้วรีบหนีบกระดานไวต์บอร์ดเข้าเอว สกู๊ปปี้แบร์ผุดลุกขึ้นยืน โค้งตัวบอกลาเกอเกอแบบรวบรัดตัดความ ก่อนจะสับขาป้อมๆ วิ่งเตาะแตะฝ่าความมืดหนีกลับเข้าไปทางประตูหลังห้างสรรพสินค้าด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ชุดฟองน้ำหนาเตอะจะเอื้ออำนวย
“เดี๋ยวสิหนู! ไม่ให้ไปส่งจริงๆ เหรอ!” ทายตะโกนไล่หลังพร้อมกับเสียงหัวเราะเอ็นดู
ไม่มีเสียงตอบรับจากมาสคอตตัวอ้วนกลม มีเพียงแผ่นหลังสีขาวที่กลืนหายเข้าไปหลังบานประตู ทายมองตามภาพนั้นจนลับสายตา ริมฝีปากหยักลึกยังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มที่ไม่ยอมจางหาย
ความเหนื่อยล้าจากการอดนอนสะสมถูกแทนที่ด้วยพลังงานบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ในอก ทายหยิบกุญแจรถสปอร์ตขึ้นมา ปลดล็อก และก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ เขาพร้อมแล้ว... พร้อมที่จะกลับไปเผชิญหน้ากับสมรภูมิเดือด และพร้อมที่จะเอาคืนพวกที่จ้องจะเหยียบย่ำเขาให้สาสม!
...
เช้าวันพุธ... วันชี้ชะตา ณ ห้องประชุมบอร์ดบริหารระดับสูงของเครืออัศววัฒน์สกุล
บรรยากาศภายในห้องประชุมที่ตกแต่งด้วยไม้ประดับหรูหราและกระจกบานใหญ่ทะลุวิวเมืองนั้น ตึงเครียดเสียจนแทบจะจับตัวเป็นก้อน กรรมการบริหารกว่าสิบชีวิตนั่งประจำที่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ทุกสายตาจับจ้องไปที่หน้าจอโปรเจกเตอร์ที่ยังคงว่างเปล่า
ที่หัวโต๊ะ ท่านประธานบริษัทนั่งประสานมือวางไว้บนโต๊ะด้วยใบหน้าเรียบตึง บ่งบอกถึงความไม่สบอารมณ์อย่างถึงที่สุด ทางด้านขวามือ ปวินในชุดสูทสีเทาอ่อนกำลังนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ท่วงท่าผ่อนคลายและรอยยิ้มมุมปากของเขาฉายแววผู้ชนะอย่างปิดไม่มิด
“ถึงเวลาแล้ว” ท่านประธานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจทำลายความเงียบ “ชนันภัทร์... รายงานสถานการณ์กองทุน AG Growth Fund มา ฉันหวังว่าแกคงจะมีคำอธิบายที่ดีพอสำหรับตัวเลขสีแดงที่ทำให้นักลงทุนรายใหญ่ของเราต้องโทรมาตำหนิบริษัทเมื่อสัปดาห์ก่อนนะ”
ปวินขยับตัวเล็กน้อย แสร้งทำน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจ ทว่าแววตากลับเปล่งประกายเย้ยหยัน “คุณพ่ออย่าเพิ่งกดดันทายสิครับ ปัญหาใหญ่ระดับนี้ ต่อให้ทายจะเก่งแค่ไหน แต่ด้วยประสบการณ์ที่ยังน้อย... การหาทางแก้ภายในเวลาแค่ไม่กี่วันมันอาจจะหนักเกินไป”
ปวินหันมาส่งยิ้มอาบยาพิษให้น้องชายต่างมารดา “ถ้าทายหาทางออกไม่ได้จริงๆ ก็ไม่เป็นไรนะพี่เข้าใจ พี่เตรียมทีมของพี่สแตนด์บายไว้แล้ว ถ้าทายยอมถอย... พี่จะเข้าไปรับช่วงเคลียร์พอร์ตนี้ต่อให้เอง เพื่อรักษาชื่อเสียงของตระกูลเราเอาไว้”
คำพูดที่ดูเหมือนพระเอกขี่ม้าขาว แต่แท้จริงแล้วคือการประกาศยึดอำนาจกลางสภาบริหาร ทำให้กรรมการหลายคนเริ่มพยักหน้าเห็นด้วยกับปวิน
ทว่า... ชนันภัทร์ที่นั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ กลับไม่ได้มีทีท่าตื่นตระหนก ซีดเซียว หรือจนตรอกเหมือนอย่างที่ปวินคาดหวัง ชายหนุ่มในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มสั่งตัดเนี้ยบกริบ ค่อยๆ ผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉย ทว่าดวงตาคมกริบกลับทอประกายความมั่นใจและอำนาจที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน
“ขอบคุณสำหรับความหวังดีครับพี่ปวิน... แต่ผมคงไม่ต้องรบกวนให้พี่ต้องมาเหนื่อยแทนผมหรอกครับ”
ทายกดรีโมตในมือ หน้าจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่สว่างวาบขึ้น ปรากฏภาพโครงสร้างการถือหุ้นที่ซับซ้อนราวกับใยแมงมุม
“เรียนท่านประธานและคณะกรรมการทุกท่าน” ทายเริ่มต้นอธิบายด้วยน้ำเสียงฉะฉานและหนักแน่น “ปัญหาการร่วงลงของ NAV เมื่อสัปดาห์ก่อน ไม่ได้เกิดจากข้อบกพร่องของโมเดลความเสี่ยงที่เราวางไว้ และไม่ได้เกิดจากความผันผวนของตลาดหลักตามธรรมชาติ... แต่เกิดจาก ‘การจงใจทุบราคา’ ของกลุ่มคนที่มีเจตนาไม่ดีครับ”
เสียงฮือฮาดังขึ้นเบาๆ ในห้องประชุม ปวินขมวดคิ้วเข้าหากันทันที รอยยิ้มของผู้ชนะเริ่มกระตุก
“ทาย... แกกำลังจะบอกว่ามีคนปั่นหุ้นงั้นเหรอ? อย่ามาใช้ข้ออ้างลอยๆ เพื่อปัดความรับผิดชอบนะ” ปวินแย้งขึ้นมาเสียงแข็ง
“ผมไม่เคยพูดอะไรลอยๆ โดยไม่มีหลักฐานครับ” ทายเหยียดยิ้มเย็น กดรีโมตเปลี่ยนสไลด์ถัดไป “นี่คืองบกระแสเงินสดและโครงสร้างการถือหุ้นของกองทุนย่อยในต่างประเทศที่เราเข้าไปลงทุน ทุกท่านจะเห็นว่ามีบริษัท Shell Company สามแห่ง คือ A, B และ C ทำการ ‘Cross-holding’ หรือถือหุ้นไขว้กันไปมา เพื่อปกปิดตัวตนที่แท้จริงของผู้ถือหุ้นใหญ่”
นิ้วเรียวชี้เลเซอร์พอยเตอร์ไปที่จุดเชื่อมโยงบนหน้าจอ
“บริษัทพวกนี้เทขายสินทรัพย์ในเครือข่ายพร้อมกันในปริมาณมหาศาล เพื่อสร้างจังหวะ Panic Sell ทำให้นักลงทุนรายย่อยตื่นตระหนกและเทขายตามจน NAV ดิ่งหัวลง... เป็นการโจมตีที่ใช้ช่องโหว่ของนอมินีต่างชาติได้อย่างแนบเนียนมากทีเดียวครับ”
ห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบกริบ กรรมการบอร์ดบริหารต่างเบิกตากว้างและจดจ่ออยู่กับข้อมูลเชิงลึกที่ทายขุดขึ้นมาแฉ แม้แต่ท่านประธานเองก็ยังหรี่ตามองลูกชายคนรองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและชื่นชมที่สามารถเจาะลึกข้อมูลที่ซ่อนอยู่ใต้พรมได้ลึกขนาดนี้
“แล้วแกจัดการเรื่องนี้ยังไง” ท่านประธานเอ่ยถาม น้ำเสียงเกรี้ยวกราดเมื่อสัปดาห์ก่อนหายไปจนหมดสิ้น
“เมื่อทราบต้นตอ ผมได้ใช้อำนาจของกองทุนหลัก สั่งอายัดและระงับการทำธุรกรรมของนอมินีกลุ่มนี้ทั้งหมดในทันทีครับ เพื่อตัดวงจรการทุบราคา” ทายกดเปลี่ยนสไลด์สุดท้าย ซึ่งแสดงกราฟที่พุ่งทะยานขึ้นเป็นสีเขียว “และในช่วงสองวันที่ผ่านมา ผมได้ทำการ Rebalance พอร์ต โยกกระแสเงินสดส่วนที่เหลือไปเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลและสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อพยุงฐานราคา... ส่งผลให้เช้าวันนี้ NAV ของ AG Growth Fund ดีดกลับขึ้นมาอยู่ในแดนบวก และฟื้นตัวกลับมาได้แล้วกว่าสี่เปอร์เซ็นต์ครับ”
สิ้นคำอธิบายของชนันภัทร์ เสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอกก็ดังขึ้นรอบโต๊ะประชุม กรรมการหลายคนพยักหน้ายอมรับในความสามารถและการตัดสินใจที่เฉียบขาดของผู้บริหารหนุ่ม
เจ้าสัวนิพนธ์คลี่รอยยิ้มบางๆ ออกมาเป็นครั้งแรก “ทำได้ดีมากชนันภัทร์... สมกับที่ฉันไว้วางใจให้ดูแลกองทุนเรือธง โปรเจกต์นี้แกรับผิดชอบต่อไป จัดการกวาดล้างพวกนอมินีสกปรกนั่นให้หมด อย่าให้มีรอยรั่วอีก”
“รับทราบครับท่านประธาน” ทายค้อมศีรษะรับคำสั่งอย่างสง่างาม
ก่อนจะนั่งลง ทายปรายตาไปมองปวินที่ตอนนี้นั่งหน้าซีดเผือด สองมือกำหมัดแน่นอยู่บนตักจนสั่นเทา แผนการชุบมือเปิบเพื่อแย่งผลงานของปวินพังทลายลงไม่เป็นท่า ซ้ำยังถูกตอกกลับด้วยความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมของน้องชายต่างมารดา
“ส่วนแผนสำรองของพี่ปวิน...” ทายเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าจงใจให้ได้ยินกันทั้งห้อง “คงต้องขอให้เก็บพับใส่ลิ้นชักไปก่อนนะครับ เพราะดูเหมือนว่า ‘ประสบการณ์ที่ยังน้อย’ ของผม... จะยังพอรับมือกับปัญหาแค่นี้ได้สบายๆ”
ศรคำพูดที่พุ่งเสียบกลางอกทำเอาปวินแทบกระอักเลือด แต่เขาทำได้เพียงแค่กัดฟันส่งยิ้มฝืนๆ กลับไป ชัยชนะในสมรภูมิวันนี้ตกเป็นของชนันภัทร์อย่างหมดจดและสมบูรณ์แบบที่สุด
ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน
หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมและจัดการเซ็นเอกสารสำคัญต่างๆ เสร็จ ชนันภัทร์ก็กลับมาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังบุนวมในห้องทำงานส่วนตัว ชายหนุ่มหมุนเก้าอี้หันหน้าออกไปมองวิวตึกระฟ้าของกรุงเทพมหานครผ่านกระจกบานใหญ่
ความรู้สึกโปร่งโล่งและเบาสบายแผ่ซ่านไปทั่วทั้งหัวใจ เขาเอาชนะปวินได้ ลบคำสบประมาทของคุณหญิงดาริกาได้ และกอบกู้กองทุนพันล้านกลับมาได้สำเร็จ
แต่ในวินาทีแห่งความสำเร็จนี้... ภาพแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของเขา ไม่ใช่ภาพใบหน้าชื่นชมของบิดา ไม่ใช่เสียงปรบมือของบอร์ดบริหาร... แต่กลับเป็นภาพของสิ่งมีชีวิตตัวอ้วนกลมในชุดขนสีขาวฟูฟ่อง ที่ยอมสวมหน้ากากเดินฝ่าความมืดมาหาเขาในคืนที่เขากำลังสิ้นหวัง
ทายระบายยิ้มอบอุ่นออกมาอย่างไม่รู้ตัว เขาเอื้อมมือไปกดปุ่มอินเตอร์คอมบนโต๊ะทำงาน
“คุณนฤมลครับ”
“คะ บอส?”
“ช่วยติดต่อร้านเบเกอรี่ของโรงแรมในเครือของเราให้ทีครับ สั่งเซตขนมพรีเมียม สตรอว์เบอร์รีชอร์ตเค้ก มาการอง และช็อกโกแลตทรัฟเฟิล... เอาชุดที่ใหญ่ที่สุดและดีที่สุดเลยนะครับ”
“ได้ค่ะบอส จะให้จัดส่งมารับรองแขกวีไอพีที่ห้องประชุมไหนคะ?”
“เปล่าครับ” ทายหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “รบกวนให้เมสเซนเจอร์จัดส่งไปที่ร้านไอศกรีม ‘สกู๊ปปี้สไมล์’ สาขาห้างสรรพสินค้าที่ผมไปประจำ... อ้อ! แล้วฝากกำชับทางร้านให้เขียนการ์ดแนบไปด้วยนะครับ ข้อความตามที่ผมจะส่งเข้าอีเมลเดี๋ยวนี้เลย”
สั่งการเสร็จ ทายก็ปล่อยมือจากปุ่มอินเตอร์คอม เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ หลับตาลงและจินตนาการถึงปฏิกิริยาของ ‘กุนซือลับ’ เมื่อได้รับของขวัญชิ้นนี้ แค่คิด... หัวใจของเขาก็พองโตจนแทบจะลอยทะลุเพดานห้องทำงานไปแล้ว
ทางด้านร้านไอศกรีมสกู๊ปปี้สไมล์ ในบ่ายวันพุธที่ค่อนข้างเงียบเหงา
“มาส่งของครับ!”
เสียงของพนักงานส่งของจากโรงแรมระดับห้าดาวเรียกความสนใจจากมิ้นท์และพี่แอนที่กำลังยืนเช็ดเคาน์เตอร์อยู่ได้เป็นอย่างดี ชายในชุดยูนิฟอร์มสุภาพยกกล่องขนมดีไซน์หรูหราผูกโบกำมะหยี่สีชมพูใบใหญ่มาวางลงบนเคาน์เตอร์
มิ้นท์เบิกตากว้างมองกล่องขนมราคาแพงระยับตรงหน้า “ส่งผิดหรือเปล่าคะพี่ ร้านเราเป็นร้านไอศกรีมนะ ไม่ได้สั่งเบเกอรี่โรงแรมมาขายสักหน่อย”
“ไม่ผิดแน่นอนครับ” พนักงานส่งของยิ้มยืนยัน “ระบุชัดเจนว่าส่งมาที่ร้านสกู๊ปปี้สไมล์สาขานี้ครับ รบกวนเซ็นรับของด้วยนะครับ”
เมื่อพนักงานส่งของเดินจากไป มิ้นท์กับพี่แอนก็ชะโงกหน้าเข้ามามุงดูกล่องปริศนาด้วยความอยากรู้อยากเห็น มิ้นท์สังเกตเห็นการ์ดกระดาษแข็งสีครีมหอมกรุ่นที่เสียบอยู่บนกล่อง เธอจึงเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาอ่านหน้าซอง
“ถึงน้องหมี... จากเกอเกอ?” มิ้นท์ขมวดคิ้วมุ่น อ่านทวนชื่อผู้รับและผู้ส่งด้วยความงุนงง “เกอเกอไหนอะพี่แอน แฟนคลับมาสคอตหมีร้านเราเหรอ? โห... สายเปย์ระดับนี้ สงสัยจะเป็นไฮโซแหงๆ”
“ตายแล้วยัยมิ้นท์ ดูหน้ากล่องสิ เขาติ๊กไว้ว่าข้างในมีเค้กกับช็อกโกแลต!” พี่แอนชี้ให้ดูป้ายสติกเกอร์ “ตู้เย็นหลังร้านเรามีแต่ช่องแช่แข็งสต็อกไอศกรีมนะยะ ไม่มีช่องธรรมดาให้แช่เค้กหรอก ขืนวางไว้ข้างนอกมีหวังละลายหมดแน่ น้องรีบโทรหาไอ้ตุลเลย ให้มันเข้ามาเอา ไม่งั้นเสียของแย่”
มิ้นท์พยักหน้าเห็นด้วย รีบล้วงสมาร์ตโฟนขึ้นมากดต่อสายหาเพื่อนร่วมงานหนุ่มทันที
ณ หอพักให้เช่า
ตุลยากรกำลังนั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อแก้ไขเรซูเม่สำหรับการสมัครงานรอบใหม่ เสียงริงโทนโทรศัพท์ที่ดังขึ้นทำให้เขาต้องละสายตาจากหน้าจอ
“ฮัลโหล ว่าไงมิ้นท์?”
(พี่ตุล! อยู่ไหนเนี่ย ว่างเข้ามาที่ห้างไหม มีแฟนคลับสายเปย์ส่งขนมโรงแรมห้าดาวกล่องเบ้อเริ่มมาให้ ‘น้องหมี’ ด้วยแหละ!) น้ำเสียงตื่นเต้นของมิ้นท์ดังลอดมาตามสาย (หน้าซองเขียนว่าจาก ‘เกอเกอ’ พี่ตุลพอจะรู้ไหมว่าใคร? รีบเข้ามาเอาเลยนะ ตู้เย็นร้านเราไม่มีที่แช่เค้ก ขืนปล่อยไว้เสียดายแย่เลย!)
วินาทีที่ได้ยินคำว่า ‘เกอเกอ’ กับ ‘ขนมจากโรงแรม’ หัวใจของตุลยากรก็กระตุกวาบและเต้นรัวจนแทบจะทะลุอกออกมา เลือดฝาดสูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้าจนร้อนผ่าว เขาเดาได้ในทันทีว่าใครคือเจ้าของของขวัญกล่องนั้น และการที่ทายส่งของมาให้ในวันพุธ... ก็แปลว่าอีกฝ่ายสามารถเอาชนะวิกฤตกองทุนร่วงนั่นได้อย่างสวยงามแล้วแน่ๆ!
“อ... อ้อ! รู้จักสิ ลูกค้าประจำน่ะ” ตุลรีบโกหกคำโต พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น “พอดีพี่กำลังจะออกไปซื้อของใช้ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแถวห้างพอดีเลย เดี๋ยวพี่แวะเข้าไปเอาเอง ฝากมิ้นท์รับไว้ก่อนนะ!”
เด็กหนุ่มกดวางสาย คว้ากระเป๋าเป้และเสื้อแจ็กเกตขึ้นมาสวม รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าขณะวิ่งลงบันไดหอพักไปเรียกรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างด้วยความเร่งรีบ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ตุลก็มาปรากฏตัวที่หน้าร้านในชุดลำลอง เขาจัดการแกะกล่องขนมตามที่มิ้นท์คะยั้นคะยอ ทันทีที่เห็นการ์ดด้านใน ตุลก็รีบหยิบมันมาอ่านอย่างรวดเร็วก่อนที่ใครจะเห็น
ข้อความบนการ์ดถูกพิมพ์ด้วยฟอนต์สวยหรู ระบุใจความว่า:
‘แด่กุนซือลับที่จบเกียรตินิยมอนุบาลหมีน้อย... ขอบคุณที่ช่วยชีวิตเกอเกอเอาไว้นะครับ ทานให้อร่อยนะเด็กดี ป.ล. ขนมพวกนี้แบ่งให้เพื่อนร่วมงานทานได้นะ แต่สตรอว์เบอร์รีชอร์ตเค้ก... เกอเกอให้หนูคนเดียว – เกอเกอ’
ตุลอมยิ้มจนแก้มแทบปริ เขาจัดการแบ่งมาการองและช็อกโกแลตทรัฟเฟิลราคาแพงให้มิ้นท์กับพี่แอนตามคำสั่งของเกอเกอ ท่ามกลางเสียงชื่นชมความใจป้ำของแฟนคลับปริศนา ส่วนตัวเขาก็ประคองกล่องสตรอว์เบอร์รีชอร์ตเค้กชิ้นโตกลับมาที่หอพักอย่างหวงแหน
เมื่อกลับมาถึงห้องพักที่เงียบสงบ ตุลวางกล่องเค้กลงบนโต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็ก ทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิแล้วหยิบการ์ดใบนั้นขึ้นมาอ่านซ้ำอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก
ความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของผู้ชายที่เขาแอบรัก มันช่างหอมหวานและเติมเต็มหัวใจที่เคยแห้งผากของเขาให้พองฟู ตุลลูบไล้ปลายนิ้วลงบนคำว่า ‘เกอเกอ’ เบาๆ ริมฝีปากคลี่รอยยิ้มที่มีความสุขที่สุดออกมา
แม้ในโลกแห่งความเป็นจริง เขาจะยังคงเป็นแค่ ‘ตุลยากร’ บัณฑิตตกงานที่ไม่มีใครมองเห็นค่า และไม่สามารถยืนเคียงข้างรองประธานบริหารหนุ่มได้อย่างเปิดเผย...
แต่ในพื้นที่ลับๆ แห่งนี้... ในโลกที่เขาสวมหน้ากากเป็น ‘น้องหมี’... เขาคือคนสำคัญที่สามารถปกป้องและสร้างรอยยิ้มให้กับชนันภัทร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
แผ่นหลังกว้างของชนันภัทร์ดันบานประตูไม้โอ๊กให้ปิดลงสนิทพร้อมกับเสียงคลิกของล็อกอัตโนมัติ ตัดขาดโลกภายนอกและภาระหน้าที่ระดับพันล้านทิ้งไว้เบื้องหลัง เหลือเพียงโลกใบเล็กๆ ที่มีแค่เขากับคนในอ้อมแขนร่างอวบของตุลยากรถูกวางลงบนเตียงคิงไซซ์ที่ปูด้วยผ้าปูที่นอนสีเข้มอย่างนุ่มนวลและทะนุถนอม สัมผัสเย็นเฉียบของเนื้อผ้าตัดกับอุณหภูมิร่างกายที่กำลังร้อนผ่าวของทั้งคู่ ทายท้าวแขนทั้งสองข้างลงบนฟูก กักขังคนตัวอวบไว้ใต้ร่าง นัยน์ตาสีเข้มที่ทอดมองลงมาเต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาที่ลึกล้ำและหิวกระหาย จนคนถูกมองแทบจะหลอมละลายนิ้วเรียวยาวของทายเอื้อมไปถอดแว่นตากรอบใสอันใหม่ของตุลยากรออกอย่างเชื่องช้า แล้ววางมันทิ้งไว้บนโต๊ะโคมไฟหัวเตียง“ค... คุณทาย ถอดแว่นผมทำไมครับ ผมมองคุณทายไม่ชัด...” ตุลยากรประท้วงเสียงสั่น ปรือตากลมโตที่เริ่มฉ่ำน้ำมองภาพใบหน้าหล่อเหลาที่พร่ามัวเล็กน้อย“ไม่ต้องใช้สายตาหรอกครับ...” ทายโน้มใบหน้าลงมากระซิบชิดริมฝีปากบาง สัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวของกันและกัน “คืนนี้... เกอเกออยากให้หนูใช้แค่ ‘ความรู้สึก’ ก็พอ”สิ้นคำพูด ริมฝีปากหยักลึกก็ทาบทับลงมาบดขยี้กลีบปากนุ่มอย่างหนักหน่วงและเร
บานประตูเหล็กขึ้นสนิมของโกดังร้างถูกเลื่อนเปิดออกช้าๆ ส่งเสียงเสียดสีดังก้องไปทั่วบริเวณที่เงียบสงัดชนันภัทร์ก้าวเท้าเข้าไปในความมืดมิด กลิ่นอับชื้นและกลิ่นสนิมเหล็กเตะจมูก แสงไฟสลัวจากหลอดไฟเก่าๆ กลางโกดัง ส่องให้เห็นฝุ่นผงที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศ... และภาพตรงหน้า ก็ทำเอาหัวใจของพญาราชสีห์แทบจะหยุดเต้นบริเวณลานกว้างกลางโกดัง ตุลยากรถูกมัดมือไพล่หลังติดกับเก้าอี้ไม้เก่าๆ ร่างอวบสั่นเทาเล็กน้อย ศีรษะยังคงถูกคลุมด้วยถุงผ้าสีดำ และเบื้องหลังเก้าอี้ตัวนั้น... คือปวินที่กำลังยืนถือปืนพกสีดำขลับ จ่ออยู่กลางหลังศีรษะของกุนซือตัวน้อย!“หยุดอยู่ตรงนั้นแหละไอ้ทาย!” ปวินตะโกนสั่ง เสียงแหบพร่าและคลุ้มคลั่งทายหยุดชะงัก ห่างจากเป้าหมายประมาณสิบเมตร นัยน์ตาสีเข้มวาวโรจน์ไปด้วยรังสีฆ่าฟัน แต่กระนั้น ชายหนุ่มก็ยังคงรักษามาดของรองประธานบริหารผู้เยือกเย็นเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาจะปล่อยให้อารมณ์โกรธครอบงำไม่ได้เด็ดขาด เพราะนั่นอาจหมายถึงชีวิตของตุลยากรปวินแสยะยิ้ม ก่อนจะกระชากถุงผ้าสีดำออกจากศีรษะของตุลยากรอย่างแรง!“แฮ่ก... อึก!”ตุลยากรสูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ เด็กหนุ่มสำลักจนหน้าแดงก่ำ ดวงตากลมโ
หลายวันผ่านไปหลังจากชัยชนะในงานประมูลพันล้าน บรรยากาศภายในอัศววัฒน์สกุลเต็มไปด้วยความคึกคักและการเตรียมความพร้อมสำหรับโปรเจกต์ใหญ่การรักษาความปลอดภัยรอบตัวของชนันภัทร์และตุลยากรถูกยกระดับขึ้นถึงขีดสุดตามคำสั่งของท่านรองประธานบริหาร ทายไม่ยอมให้ ‘กุนซือข้างกาย’ ของเขาคลาดสายตาแม้แต่วินาทีเดียว ไม่ว่าจะไปทำงาน ทานข้าว หรือแม้แต่ตอนกลับมาพักผ่อนที่เพนต์เฮาส์แต่ในช่วงบ่ายของวันศุกร์ ความจำเป็นบางอย่างก็บีบบังคับให้ทั้งคู่ต้อง ‘แยกจากกัน’ ชั่วคราว“ผมต้องกลับไปเก็บเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวที่หอพักครับคุณทาย...” ตุลยากรเอ่ยขึ้นขณะยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเจ้านาย “แล้วก็ต้องไปเอาเอกสารตัวจริงเพื่อมาทำประวัติพนักงานให้เสร็จด้วย พี่ฝ่ายบุคคลทวงผมมาสองรอบแล้วนะครับ”ชนันภัทร์ขมวดคิ้วมุ่น นิ้วเรียวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะอย่างใช้ความคิด “ให้กฤตส่งคนไปเก็บให้ไม่ได้เหรอครับ? หรือไม่ก็รอให้ผมประชุมบอร์ดบริหารเสร็จตอนเย็น แล้วเราค่อยไปด้วยกัน”“คุณทายครับ... ผมไปแค่เก็บของใช้ส่วนตัว แป๊บเดียวก็เสร็จแล้วครับ” ตุลยากรพยายามใช้เหตุผลเข้าสู้ “อีกอย่าง วันนี้คุณทายมีประชุมใหญ่กับบอร์ดบริหารเพื่อเซ็นรับมอบโปรเจก
แสงแดดยามเช้าของวันพฤหัสบดีสาดส่องลอดผ่านมู่ลี่หน้าต่าง ทาบทับลงบนเตียงคิงไซซ์ภายในห้องนอนแขกของเพนต์เฮาส์สุดหรูตุลยากรขยับตัวซุกเข้าหาผ้าห่มผืนหนา เด็กหนุ่มค่อยๆ ปรือตากลมโตขึ้นรับวันใหม่ ทว่าทันทีที่สติสัมปชัญญะกลับมาทำงานครบถ้วน ภาพเหตุการณ์เมื่อคืน... รสชาติของแชมเปญชั้นดี สัมผัสร้อนผ่าวที่ริมฝีปาก และอ้อมกอดที่รัดแน่นจนแทบหลอมละลาย ก็ฉายชัดขึ้นมาในหัวราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวินาทีที่แล้ว!ร่างอวบสะดุ้งสุดตัว ผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยใบหน้าที่แดงก่ำลามไปจนถึงใบหู สองมือยกขึ้นปิดหน้าตัวเองแน่น หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำจนแทบจะทะลุออกมานอกอก‘จูบ... เราจูบกับคุณทาย... แถมยังตกลงคบกันแล้วด้วย!’กุนซือหนุ่มทิ้งตัวลงไปกลิ้งเกลือกบนเตียงด้วยความเขินอายปนสับสน เขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่า ชีวิตที่เคยมืดมนและเต็มไปด้วยหนี้สินของเด็กจบใหม่คนหนึ่ง จะพลิกผันมาไกลถึงขนาดได้กลายเป็น ‘คนรัก’ ของรองประธานบริหารแห่งอัศววัฒน์สกุล!หลังจากใช้เวลาสงบสติอารมณ์อยู่พักใหญ่ ตุลยากรก็ลุกไปจัดการธุระส่วนตัวในห้องน้ำ เขาเปลี่ยนมาสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนและกางเกงสแล็กพอดีตัวที่ทายซื้อให้เมื่อวันก่อน สวมแว่นตาอัน
ความเงียบสงบภายในเพนต์เฮาส์หรูถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศการระดมสมองอันตึงเครียด บริเวณโต๊ะทำงานไม้สักตัวใหญ่เต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารและหน้าจอแท็บเล็ตที่ฉายภาพกราฟข้อมูลชนันภัทร์และตุลยากรกำลังเข้าสู่โหมดวิเคราะห์กลยุทธ์อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเตรียมรับมือกับคลื่นใต้น้ำลูกใหญ่ที่จะปะทุขึ้นในงานประมูลสัมปทานวันพุธที่จะถึงนี้“ถ้าวิชัยกับคุณปวินดึงนักการเมืองระดับรัฐมนตรีเข้ามากดดันบอร์ดประมูลได้จริงๆ... ต่อให้ตัวเลข Valuation ของเราจะสวยงามแค่ไหน หรือซองประมูลเราจะให้ราคาสูงที่สุด เราก็อาจจะโดนปัดตกด้วยข้ออ้างเรื่องความไม่โปร่งใสได้อยู่ดีครับ” ตุลยากรขยับแว่นตาอันใหม่ ดึงภาพโครงข่ายผู้ถือหุ้นขึ้นบนจอโปรเจกเตอร์“แล้วคุณตุ่นคิดว่า เราควรจะรับมือกับรัฐมนตรีคนนี้ยังไง?” ทายเอ่ยถาม ทดสอบไหวพริบของกุนซือป้ายแดง“ตีงู... ต้องตีที่หัวครับ” ตุลยากรตอบอย่างฉะฉาน แววตาฉายประกายนักสู้ “ผมให้พี่กฤตช่วยเช็กเส้นทางการเงินและการถือหุ้นผ่านนอมินีของรัฐมนตรีท่านนี้อย่างละเอียด... แล้วก็แจ็กพอตครับคุณทาย เราพบว่าบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่เป็น ‘ท่อน้ำเลี้ยง’ หลักของเขา มีความเชื่อมโยงกับบอร์ดบริหารบางคนของอินฟินิตี้ เ
บรรยากาศภายในห้องโดยสารของรถสปอร์ตยุโรปสีดำสนิทเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ครางต่ำอย่างทรงพลังและเสียงเครื่องปรับอากาศที่พ่นไอเย็นฉ่ำออกมาหลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาเฉียดตายและหลุดพ้นจากขุมนรกของวิชัยมาได้ อะดรีนาลีนในร่างกายที่เคยพลุ่งพล่านก็ค่อยๆ ลดระดับลง สติสัมปชัญญะของตุลยากรเริ่มกลับมาทำงานแจ่มชัดอีกครั้งเด็กหนุ่มขยับตัวเล็กน้อยบนเบาะหนังแท้ อาการปวดแปลบที่มุมปากและรอยช้ำบนซีกแก้มเริ่มประท้วงให้รู้สึกตัว ตุลกะพริบตาถี่ๆ ปรับโฟกัสสายตาที่พร่ามัวเพราะปราศจากแว่นตาหนาเตอะคู่ใจ ก่อนจะหันมองออกไปนอกหน้าต่างรถคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันทันที เมื่อพบว่าวิวทิวทัศน์สองข้างทางเต็มไปด้วยตึกระฟ้าและแสงไฟของย่านธุรกิจใจกลางเมือง... ซึ่งมันไม่ใช่เส้นทางกลับไปยังหอพักชานเมืองของเขาเลย“ค... คุณทาย จะพาผมไปไหนครับ?” ตุลยากรเอ่ยถามเสียงแผ่ว ความตื่นตระหนกเล็กๆ แล่นขึ้นมาในอก “นี่ไม่ใช่ทางกลับหอผมนี่ครับ”ชนันภัทร์ละสายตาจากถนนเบื้องหน้า หันมาสบตากับคนเจ็บเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหันกลับไปบังคับพวงมาลัยต่อ “ผมไม่ได้จะพาคุณกลับหอพักครับ”“อ้าว... แล้วคุณทายจะพาผมไปไหน”“ผมจะพาคุณไปทำแผล... ที่เพนต์






![10 Years ago [10 ปีที่แอบรัก] (BL- Mpreg)](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
