Beranda / วาย / มาสคอตที่รัก / บทที่ 7 ที่ปรึกษาไร้เสียง

Share

บทที่ 7 ที่ปรึกษาไร้เสียง

last update Tanggal publikasi: 2026-08-29 21:01:23

แสงสีฟ้าจากหน้าจอแล็ปท็อปสาดส่องกระทบใบหน้าหล่อเหลาที่ฉายแววเหนื่อยล้า ตัดกับความมืดมิดของลานจอดรถด้านหลังห้างสรรพสินค้า ชนันภัทร์ขยับตัวเล็กน้อยเพื่อเปิดพื้นที่บนโต๊ะหินขัดให้ ‘ก้อนขนสีขาว’ ได้ขยับเข้ามานั่งใกล้ๆ

ทายไม่ได้คาดหวังให้สกู๊ปปี้แบร์เข้าใจตัวเลขยิบย่อยหรือกราฟที่ดิ่งลงเหวบนหน้าจอหรอก เขาเพียงแค่ต้องการใครสักคน... หรืออะไรสักอย่างที่รับฟังเขาโดยไม่ตัดสิน เพื่อระบายความอึดอัดที่อัดแน่นอยู่ในอกออกมาเท่านั้น

“เกอเกอกำลังเจอปัญหาใหญ่น่ะ...” ทายเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่า ปลายนิ้วเรียวชี้ไปที่กราฟเส้นสีแดงที่ดิ่งพสุธา “หนูเห็นเส้นสีแดงนี่ไหม มันคือกองทุนที่เกอเกอดูแลอยู่ จู่ๆ มูลค่ามันก็ร่วงเอาๆ ตั้งแต่เช้าเมื่อวาน ร่วงจนเงินหายไปหลายร้อยล้านในเวลาไม่กี่ชั่วโมง”

ชายหนุ่มแค่นหัวเราะในลำคอด้วยความสมเพชตัวเอง “เกอเกอกับทีมงานนั่งหาต้นตอมาทั้งวัน เราดูกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ดูความผันผวนของตลาด แต่ทุกอย่างมันปกติไปหมด... มันเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นจงใจทุบหม้อข้าวเกอเกอ และถ้าเกอเกอหาคำตอบไม่ได้ภายในวันพุธนี้... เกอเกอคงโดนไล่ออกจากโปรเจกต์ และโดนคนที่บ้านเหยียบจมดินแน่ๆ”

ทายเอนหลังพิงพนักม้านั่งหิน หลับตาลงอย่างอ่อนล้า ปล่อยให้ความเงียบโรยตัวลงมาระหว่างพวกเขา

แต่ในขณะที่ชนันภัทร์กำลังยอมแพ้ให้กับความซับซ้อนของข้อมูล ภายใต้หน้ากากไฟเบอร์กลาสใบใหญ่ ดวงตากลมโตของตุลยากรกำลังเบิกกว้างและกวาดมองตัวเลขบนหน้าจอด้วยความรวดเร็วและแม่นยำ

แม้ทายจะอธิบายด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายที่สุด แต่สำหรับบัณฑิตจบใหม่ที่คว้าปริญญาตรีด้านการบริหารสินทรัพย์และการลงทุนมาด้วยเกรดเฉลี่ยสวยหรูอย่างตุลยากร เขาไม่จำเป็นต้องพึ่งคำอธิบายเหล่านั้นเลยด้วยซ้ำ

โครงสร้างพอร์ตโฟลิโอ สัดส่วนการลงทุน และชื่อของกองทุนย่อยที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอ มันคือสิ่งที่ตุลคุ้นเคยเป็นอย่างดีจากการทำวิจัยและโปรเจกต์จบเมื่อไม่กี่เดือนก่อน!

สมองของตุลประมวลผลอย่างรวดเร็ว เขามองเห็นสิ่งที่ทายและทีมงานมองข้ามไป... ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่เก่ง แต่เป็นเพราะการจดจ่ออยู่กับปัญหาเดิมๆ นานนับสิบชั่วโมงทำให้เกิดจุดบอด (Blind Spot) ในการมองเห็นภาพรวม

‘เขาโฟกัสที่สินทรัพย์หลักมากเกินไป...’ ตุลคิดในใจ สายตาจับจ้องไปที่รายชื่อกองทุนย่อยในต่างประเทศที่ทายเปิดทิ้งไว้ที่มุมจอ ‘แรงเทขายมันไม่ได้มาจากตลาดหลัก แต่มันเกิดจากการทุบราคาของนอมินี... ถ้าไล่ดูดีๆ จะเห็นว่ามีบริษัทเชลล์คอมพานีสองสามแห่งที่ถือหุ้นไขว้กันอยู่’

ความรู้ที่ร่ำเรียนมาอย่างหนักตลอดสี่ปีเต็มกำลังร้องประท้วงให้เขาลงมือทำอะไรสักอย่าง ตุลรู้ดีว่าการกระทำต่อไปนี้อาจจะทำให้ ‘ความลับ’ ของมาสคอตหมีขาวต้องสั่นคลอน แต่วินาทีที่เขาหันไปมองเสี้ยวหน้าด้านข้างที่แสนจะอมทุกข์ของชนันภัทร์... หัวใจของตุลก็สั่งการเร็วกว่าสมอง

เอี๊ยด... เอี๊ยด...

เสียงหัวปากกาเมจิกเสียดสีกับกระดานไวต์บอร์ดดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ทายลืมตาขึ้นมาด้วยความแปลกใจ เขาหันไปมองน้องหมีที่กำลังก้มหน้าก้มตาขีดเขียนบางอย่างลงบนกระดานแผ่นเล็กด้วยท่าทีขะมักเขม้น

เพียงไม่กี่อึดใจ สกู๊ปปี้แบร์ก็ชูกระดานไวต์บอร์ดแผ่นนั้นขึ้นมาตรงหน้าชายหนุ่ม

‘ดึงงบกระแสเงินสดของ Nominee A กับ C มาเทียบกันดูสิ... สังเกตที่ Cross-holding’

ชนันภัทร์ชะงักงัน ร่างกายของเขาสตั๊นไปชั่ววินาทีราวกับถูกแช่แข็ง นัยน์ตาคมกริบเบิกกว้างจ้องมองตัวอักษรภาษาอังกฤษคำว่า Nominee และ Cross-holding (การถือหุ้นไขว้) สลับกับใบหน้ายิ้มแฉ่งของไฟเบอร์กลาสไปมา

สมองของผู้บริหารระดับสูงเกิดอาการรวนชั่วขณะ...

มาสคอตหมีขาวหน้าลานน้ำพุ... รู้จักคำว่า Cross-holding ได้ยังไง!?

“น... หนู...” ทายพูดตะกุกตะกัก เสียงทุ้มแหบพร่ากว่าเดิม “หนูรู้เรื่องพวกนี้ด้วยเหรอ?”

สกู๊ปปี้แบร์ไม่ตอบอุ้งมือฟูฟ่องเอื้อมไปแตะที่ขอบหน้าจอแล็ปท็อปเบาๆ แล้วเคาะนิ้วป้อมๆ สองสามที เป็นการเร่งเร้าเชิงบังคับว่า ‘อย่ามัวแต่ถาม รีบพิมพ์ตามที่บอกสิ!’

แม้จะยังคงตกตะลึงและเต็มไปด้วยความสับสน แต่สัญชาตญาณนักลงทุนในตัวทายกลับตอบสนองต่อคำแนะนำนั้นอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มรวบรวมสติที่แตกกระเจิง ดึงคีย์บอร์ดกลับมาหาตัว แล้วเริ่มพิมพ์คำสั่งเพื่อดึงข้อมูลงบกระแสเงินสดของบริษัทนอมินี A และ C ตามที่น้องหมีชี้เป้าทันที

ปลายนิ้วเรียวรัวลงบนแป้นพิมพ์อย่างบ้าคลั่ง หน้าต่างข้อมูลชุดใหม่ถูกเปิดซ้อนขึ้นมาบนหน้าจอ ทายใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการไล่สายตากวาดดูตัวเลขการไหลเวียนของเงินทุน...

และวินาทีนั้นเอง ที่กำแพงแห่งความตีบตันพังทลายลง!

“บ้าชะมัด...”

ทายสบถออกมาเสียงดัง ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อความจริงทั้งหมดปรากฏชัดเจนอยู่ตรงหน้า จิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่เขาตามหามาตลอดสิบสองชั่วโมงถูกต่อจนสมบูรณ์

มันไม่ใช่ความผิดพลาดของโมเดลความเสี่ยง แต่มันเป็นความจงใจ! มีกลุ่มบริษัทกระดาษ (Shell Company) ที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาบังหน้า ทำการถือหุ้นไขว้กันไปมาระหว่างกองทุนย่อย A และ C จากนั้นก็จงใจเทขายสินทรัพย์พร้อมๆ กันในปริมาณมหาศาล เพื่อสร้างสถานการณ์ ‘Panic Sell’ ให้นักลงทุนรายย่อยตื่นตระหนกและเทขายตาม จนทำให้ NAV ของกองทุนเรือธงดิ่งหัวลงอย่างหนัก

ถ้ามองแค่ผิวเผิน หรือมัวแต่ไปโฟกัสที่ตลาดหลัก จะไม่มีทางเห็นเครือข่ายใยแมงมุมที่ซ่อนอยู่หลังบริษัทนอมินีเหล่านี้ได้เลย!

“หนู... หนูเจอได้ยังไง” ทายหันขวับมามองก้อนขนสีขาวข้างๆ นัยน์ตาสีเข้มวาวโรจน์ไปด้วยความตื่นเต้นและปีติยินดี “เกอเกอกับทีมงานหาจุดนี้ไม่เจอเลยเพราะมัวแต่ไปไล่ดูสัดส่วน Asset Allocation... แต่หนู... หนูแค่ชำเลืองมองแป๊บเดียวเนี่ยนะ!?”

สกู๊ปปี้แบร์ทำท่าเกาหัวแกรกๆ ถูไถอุ้งมือไปมาอย่างถ่อมตัว

ทายไม่ได้สนใจท่าทีขัดเขินนั้น ชายหนุ่มหันกลับไปที่หน้าจออีกครั้ง สมองที่เคยตื้อตันบัดนี้แล่นฉิวราวกับเครื่องยนต์ที่ได้รับการปลดล็อก เมื่อรู้ต้นตอของปัญหา การหาวิธีแก้ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

“แบบนี้เราก็แค่ต้องดึงข้อมูล Transactions ของกลุ่มนอมินีพวกนี้ออกมาเป็นหลักฐาน เพื่อชี้แจงให้บอร์ดและนักลงทุนวีไอพีเห็นว่านี่ไม่ใช่ความล้มเหลวของโครงสร้างกองทุน แต่เป็นการถูกแทรกแซงจากภายนอก... จากนั้นก็ใช้อำนาจของกองทุนแม่ระงับบัญชีพวกนั้นซะ แล้วปรับพอร์ตย้ายเงินไปที่พันธบัตรรัฐบาลชั่วคราวเพื่อพยุง NAV ให้กลับมาทรงตัว...”

ทายพึมพำแผนการแก้ไขปัญหาออกมาเป็นฉากๆ รอยยิ้มแห่งความมั่นใจและอำนาจเหนือผู้บริหารระดับสูงกลับคืนมาสู่ใบหน้าหล่อเหลาอีกครั้ง เขากดเซฟไฟล์ข้อมูลสำคัญทั้งหมด ส่งอีเมลสั่งการทีมงานกฤตให้เตรียมข้อมูลซัพพอร์ตตามแนวทางใหม่ทันทีในเช้าวันจันทร์

สงครามที่ดูเหมือนจะพ่ายแพ้ ถูกพลิกกลับมาเป็นชัยชนะได้อย่างงดงาม... โดยมีมาสคอตหมีขาวเป็นกุนซือลับ!

เมื่อจัดการส่งอีเมลฉบับสุดท้ายเสร็จสิ้น ทายก็พับหน้าจอแล็ปท็อปลง เสียงพัดลมระบายอากาศของเครื่องคอมพิวเตอร์เงียบดับไป เหลือเพียงเสียงของแมลงกลางคืนและเสียงสายลมที่พัดผ่านลานจอดรถ

บรรยากาศรอบตัวกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่กดดันและสิ้นหวังเหมือนเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน ทว่ามันเป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความอัศจรรย์ใจ

ชนันภัทร์หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับสกู๊ปปี้แบร์แบบเต็มตัว ชายหนุ่มยกแขนขึ้นกอดอก หรี่ตาลงเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในช่องตาข่ายสีดำของหน้ากากไฟเบอร์กลาส ราวกับพยายามจะมองให้ทะลุถึงจิตวิญญาณของคนที่ซ่อนอยู่ข้างใน

สายตาของทายในเวลานี้ไม่ได้มีแค่ความเอ็นดูที่มอบให้ ‘มาสคอตขวัญใจเด็กๆ’ อีกต่อไป แต่มันเต็มไปด้วยความทึ่ง ความประทับใจ และความสงสัยใคร่รู้ขั้นสุด

“เอาล่ะ... สารภาพมาซะดีๆ” ทายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ติดจะหยอกล้อและคาดคั้นอยู่ในที “หนูเป็นใครกันแน่เนี่ย หื้ม? เป็นสายลับจากบริษัทคู่แข่งที่ปลอมตัวมา? เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีนอกเครื่องแบบ? หรือเป็นอัจฉริยะด้านการเงินที่เบื่อโลกเลยหนีมาใส่ชุดหมีแจกลูกโป่ง?”

อึก...

ตุลยากรลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เหงื่อกาฬแตกพลั่กอยู่ภายใต้หน้ากาก ไม่ใช่เพราะความร้อน แต่เพราะความตื่นตระหนกที่พุ่งปรี๊ดขึ้นมาจนถึงขีดสุด

ความดีใจที่ช่วยเกอเกอแก้ปัญหาได้เมื่อครู่ มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความตระหนกตกใจ เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าตัวเองเผลอ ‘ล้ำเส้น’ ความเป็นมาสคอตไปไกลลิบโลก! มาสคอตที่ไหนจะมานั่งวิเคราะห์งบกระแสเงินสดและทฤษฎีถือหุ้นไขว้ให้คนระดับผู้บริหารฟังกลางดึก!

ทายขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด รอยยิ้มมุมปากของชายหนุ่มดูเจ้าเล่ห์และมีเสน่ห์จนใจสั่น “ถ้าไม่ยอมบอก... เกอเกอจะถือสิทธิ์จับหนูถอดหน้ากากเดี๋ยวนี้แหละนะ”

คำขู่นั้นทำเอาหมีขาวตัวอ้วนกลมสะดุ้งสุดตัว สกู๊ปปี้แบร์ส่ายหัวรัวๆ จนหมวกไอศกรีมแทบหลุด อุ้งมือฟูฟ่องรีบคว้ากระดานไวต์บอร์ดขึ้นมา ลบข้อความเรื่องนอมินีและงบกระแสเงินสดทิ้งอย่างลุกลี้ลุกลน ก่อนจะจรดปากกาเมจิกเขียนข้อความใหม่ลงไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ

ฟรืด... ฟรืด...

ตุลชูกระดานไวต์บอร์ดขึ้นบดบังหน้ากากไฟเบอร์กลาสของตัวเองเอาไว้เพื่อหลบสายตาจับผิดของชายหนุ่ม

ทายเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะหลุดหัวเราะพรืดออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้ เมื่อเห็นข้อความแก้เก้อที่เขียนด้วยลายมือขยุกขยุยบนนั้น

‘น้องหมีจบเกียรตินิยมจากอนุบาลหมีน้อยมาต่างหาก!’

เสียงหัวเราะทุ้มต่ำและกังวานใสของชนันภัทร์ดังก้องไปทั่วบริเวณลานหลังห้าง มันไม่ใช่เสียงหัวเราะเย้ยหยัน ไม่ใช่เสียงหัวเราะตามมารยาททางสังคม แต่มันคือเสียงหัวเราะที่หลุดออกมาจากก้นบึ้งของความรู้สึกที่โปร่งโล่งและมีความสุขที่สุดในรอบสัปดาห์

ทายหัวเราะจนต้องยกมือขึ้นกุมท้อง ความตึงเครียด ความหวาดกลัวที่จะพ่ายแพ้ และความกดดันจากครอบครัว มลายหายไปราวกับถูกสายลมพัดปลิวไปจนสิ้น

“โอเคๆ เกอเกอเชื่อแล้ว... เชื่อแล้วว่าจบเกียรตินิยมอนุบาลหมีน้อยจริงๆ” ทายพยายามกลั้นเสียงหัวเราะ เอื้อมมือไปจับขอบกระดานไวต์บอร์ดแล้วค่อยๆ ดันมันลง เพื่อให้สบตากับหน้ากากยิ้มแฉ่งนั้นอีกครั้ง

สายตาของทายในวินาทีนี้... อ่อนโยนและทอประกายลึกซึ้งยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

“ขอบคุณนะ...” ทายเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและจริงจังที่สุด “ขอบคุณที่ไม่ทิ้งเกอเกอไว้คนเดียว... ขอบคุณที่มาช่วยชีวิตเกอเกอเอาไว้ ทั้งเรื่องงาน... และเรื่องความรู้สึก”

ชายหนุ่มค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นมา... วางแหมะลงบนหมวกไอศกรีมสีชมพู แล้วลูบไล้กลุ่มขนสีขาวบนหัวไฟเบอร์กลาสนั้นอย่างทะนุถนอม สัมผัสของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวงแหนและผูกพันอย่างลึกซึ้ง

ภายใต้หน้ากากใบนั้น ตุลยากรนั่งนิ่งเป็นรูปปั้น หัวใจที่เคยเต้นแรงด้วยความหวาดกลัวความลับแตก บัดนี้กลับเปลี่ยนจังหวะมาเต้นกระหน่ำด้วยความรู้สึกวาบหวามและอบอุ่นจนล้นปรี่ เขาจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาที่ประดับด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขของผู้ชายตรงหน้า ซึมซับเอาความรู้สึกดีๆ ทั้งหมดนี้สลักลึกไว้ในความทรงจำ

ความสัมพันธ์ระหว่าง ‘รองประธานบริหารหนุ่ม’ กับ ‘มาสคอตหมีขาว’ ได้ก้าวข้ามเส้นแบ่งแห่งความฉาบฉวยไปแล้วอย่างสมบูรณ์

สำหรับชนันภัทร์... สกู๊ปปี้แบร์ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ของความน่ารักหรือความสบายใจชั่วคราวอีกต่อไป แต่มันคือ ‘ที่ปรึกษาลับ’ คือ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ และคือสิ่งมีชีวิตที่สำคัญที่สุด... ที่เขาตั้งปณิธานไว้ในใจแล้วว่า จะไม่มีวันยอมสูญเสียไปเด็ดขาด!

หลังจากเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความโล่งใจของชนันภัทร์สงบลง บรรยากาศอึมครึมที่เคยกดทับลานจอดรถด้านหลังห้างสรรพสินค้าก็ถูกปัดเป่าหายไปจนหมดสิ้น

ชายหนุ่มจัดการพับหน้าจอแล็ปท็อปลง เก็บเอกสารลับระดับพันล้านเข้ากระเป๋าด้วยท่วงท่าที่ผ่อนคลายและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจที่กลับคืนมาเต็มเปี่ยม เขารูดซิปกระเป๋าจนเสร็จ ก่อนจะหันมามองก้อนขนสีขาวที่ยังคงนั่งอยู่บนม้านั่งหินขัดข้างๆ

“ดึกป่านนี้แล้ว...” ทายยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา ซึ่งตอนนี้ล่วงเลยเข้าสู่วันใหม่ไปแล้ว “หนูกลับยังไงเนี่ย รถเมล์หมดหรือยัง ให้เกอเกอขับรถไปส่งไหม? หรือว่าไปหาอะไรกินกันก่อนดี เกอเกออยากเลี้ยงขอบคุณกุนซือคนเก่งสักมื้อน่ะ”

ข้อเสนอที่มาพร้อมกับรอยยิ้มทรงเสน่ห์และสายตาที่ทอประกายความคาดหวัง ทำเอาคนที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากถึงกับใจเต้นไม่เป็นส่ำ

ตุลยากรเบิกตากว้าง ส่ายหัวไฟเบอร์กลาสรัวๆ จนหมวกไอศกรีมสีชมพูสวิงไปมาอย่างน่าหวาดเสียว

‘ขืนไปกินข้าวด้วย หรือขึ้นรถไปด้วย... ก็ต้องถอดหัวสิวะ! ความลับแตกกันพอดี!’

ตุลรีบยกอุ้งมือขึ้นมาทำเครื่องหมายกากบาทเป็นตัวเอ็กซ์อันเบ้อเริ่มเพื่อปฏิเสธคำชวนนั้นอย่างเด็ดขาด ก่อนจะคว้ากระดานไวต์บอร์ดขึ้นมาเขียนข้อความอย่างรวดเร็วปานพายุ

‘ดึกแล้ว น้องหมีง่วง! ต้องรีบไปนอนแล้ว เกอเกอก็รีบกลับไปพักผ่อนนะ สู้ๆ!’

เขียนเสร็จก็ชูให้ทายดูแวบหนึ่ง แล้วรีบหนีบกระดานไวต์บอร์ดเข้าเอว สกู๊ปปี้แบร์ผุดลุกขึ้นยืน โค้งตัวบอกลาเกอเกอแบบรวบรัดตัดความ ก่อนจะสับขาป้อมๆ วิ่งเตาะแตะฝ่าความมืดหนีกลับเข้าไปทางประตูหลังห้างสรรพสินค้าด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ชุดฟองน้ำหนาเตอะจะเอื้ออำนวย

“เดี๋ยวสิหนู! ไม่ให้ไปส่งจริงๆ เหรอ!” ทายตะโกนไล่หลังพร้อมกับเสียงหัวเราะเอ็นดู

ไม่มีเสียงตอบรับจากมาสคอตตัวอ้วนกลม มีเพียงแผ่นหลังสีขาวที่กลืนหายเข้าไปหลังบานประตู ทายมองตามภาพนั้นจนลับสายตา ริมฝีปากหยักลึกยังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มที่ไม่ยอมจางหาย

ความเหนื่อยล้าจากการอดนอนสะสมถูกแทนที่ด้วยพลังงานบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ในอก ทายหยิบกุญแจรถสปอร์ตขึ้นมา ปลดล็อก และก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ เขาพร้อมแล้ว... พร้อมที่จะกลับไปเผชิญหน้ากับสมรภูมิเดือด และพร้อมที่จะเอาคืนพวกที่จ้องจะเหยียบย่ำเขาให้สาสม!

...

เช้าวันพุธ... วันชี้ชะตา ณ ห้องประชุมบอร์ดบริหารระดับสูงของเครืออัศววัฒน์สกุล

บรรยากาศภายในห้องประชุมที่ตกแต่งด้วยไม้ประดับหรูหราและกระจกบานใหญ่ทะลุวิวเมืองนั้น ตึงเครียดเสียจนแทบจะจับตัวเป็นก้อน กรรมการบริหารกว่าสิบชีวิตนั่งประจำที่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ทุกสายตาจับจ้องไปที่หน้าจอโปรเจกเตอร์ที่ยังคงว่างเปล่า

ที่หัวโต๊ะ ท่านประธานบริษัทนั่งประสานมือวางไว้บนโต๊ะด้วยใบหน้าเรียบตึง บ่งบอกถึงความไม่สบอารมณ์อย่างถึงที่สุด ทางด้านขวามือ ปวินในชุดสูทสีเทาอ่อนกำลังนั่งเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ท่วงท่าผ่อนคลายและรอยยิ้มมุมปากของเขาฉายแววผู้ชนะอย่างปิดไม่มิด

“ถึงเวลาแล้ว” ท่านประธานเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจทำลายความเงียบ “ชนันภัทร์... รายงานสถานการณ์กองทุน AG Growth Fund มา ฉันหวังว่าแกคงจะมีคำอธิบายที่ดีพอสำหรับตัวเลขสีแดงที่ทำให้นักลงทุนรายใหญ่ของเราต้องโทรมาตำหนิบริษัทเมื่อสัปดาห์ก่อนนะ”

ปวินขยับตัวเล็กน้อย แสร้งทำน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจ ทว่าแววตากลับเปล่งประกายเย้ยหยัน “คุณพ่ออย่าเพิ่งกดดันทายสิครับ ปัญหาใหญ่ระดับนี้ ต่อให้ทายจะเก่งแค่ไหน แต่ด้วยประสบการณ์ที่ยังน้อย... การหาทางแก้ภายในเวลาแค่ไม่กี่วันมันอาจจะหนักเกินไป”

ปวินหันมาส่งยิ้มอาบยาพิษให้น้องชายต่างมารดา “ถ้าทายหาทางออกไม่ได้จริงๆ ก็ไม่เป็นไรนะพี่เข้าใจ พี่เตรียมทีมของพี่สแตนด์บายไว้แล้ว ถ้าทายยอมถอย... พี่จะเข้าไปรับช่วงเคลียร์พอร์ตนี้ต่อให้เอง เพื่อรักษาชื่อเสียงของตระกูลเราเอาไว้”

คำพูดที่ดูเหมือนพระเอกขี่ม้าขาว แต่แท้จริงแล้วคือการประกาศยึดอำนาจกลางสภาบริหาร ทำให้กรรมการหลายคนเริ่มพยักหน้าเห็นด้วยกับปวิน

ทว่า... ชนันภัทร์ที่นั่งอยู่อีกฝั่งของโต๊ะ กลับไม่ได้มีทีท่าตื่นตระหนก ซีดเซียว หรือจนตรอกเหมือนอย่างที่ปวินคาดหวัง ชายหนุ่มในชุดสูทสีน้ำเงินเข้มสั่งตัดเนี้ยบกริบ ค่อยๆ ผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉย ทว่าดวงตาคมกริบกลับทอประกายความมั่นใจและอำนาจที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน

“ขอบคุณสำหรับความหวังดีครับพี่ปวิน... แต่ผมคงไม่ต้องรบกวนให้พี่ต้องมาเหนื่อยแทนผมหรอกครับ”

ทายกดรีโมตในมือ หน้าจอโปรเจกเตอร์ขนาดใหญ่สว่างวาบขึ้น ปรากฏภาพโครงสร้างการถือหุ้นที่ซับซ้อนราวกับใยแมงมุม

“เรียนท่านประธานและคณะกรรมการทุกท่าน” ทายเริ่มต้นอธิบายด้วยน้ำเสียงฉะฉานและหนักแน่น “ปัญหาการร่วงลงของ NAV เมื่อสัปดาห์ก่อน ไม่ได้เกิดจากข้อบกพร่องของโมเดลความเสี่ยงที่เราวางไว้ และไม่ได้เกิดจากความผันผวนของตลาดหลักตามธรรมชาติ... แต่เกิดจาก ‘การจงใจทุบราคา’ ของกลุ่มคนที่มีเจตนาไม่ดีครับ”

เสียงฮือฮาดังขึ้นเบาๆ ในห้องประชุม ปวินขมวดคิ้วเข้าหากันทันที รอยยิ้มของผู้ชนะเริ่มกระตุก

“ทาย... แกกำลังจะบอกว่ามีคนปั่นหุ้นงั้นเหรอ? อย่ามาใช้ข้ออ้างลอยๆ เพื่อปัดความรับผิดชอบนะ” ปวินแย้งขึ้นมาเสียงแข็ง

“ผมไม่เคยพูดอะไรลอยๆ โดยไม่มีหลักฐานครับ” ทายเหยียดยิ้มเย็น กดรีโมตเปลี่ยนสไลด์ถัดไป “นี่คืองบกระแสเงินสดและโครงสร้างการถือหุ้นของกองทุนย่อยในต่างประเทศที่เราเข้าไปลงทุน ทุกท่านจะเห็นว่ามีบริษัท Shell Company สามแห่ง คือ A, B และ C ทำการ ‘Cross-holding’ หรือถือหุ้นไขว้กันไปมา เพื่อปกปิดตัวตนที่แท้จริงของผู้ถือหุ้นใหญ่”

นิ้วเรียวชี้เลเซอร์พอยเตอร์ไปที่จุดเชื่อมโยงบนหน้าจอ

“บริษัทพวกนี้เทขายสินทรัพย์ในเครือข่ายพร้อมกันในปริมาณมหาศาล เพื่อสร้างจังหวะ Panic Sell ทำให้นักลงทุนรายย่อยตื่นตระหนกและเทขายตามจน NAV ดิ่งหัวลง... เป็นการโจมตีที่ใช้ช่องโหว่ของนอมินีต่างชาติได้อย่างแนบเนียนมากทีเดียวครับ”

ห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบกริบ กรรมการบอร์ดบริหารต่างเบิกตากว้างและจดจ่ออยู่กับข้อมูลเชิงลึกที่ทายขุดขึ้นมาแฉ แม้แต่ท่านประธานเองก็ยังหรี่ตามองลูกชายคนรองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและชื่นชมที่สามารถเจาะลึกข้อมูลที่ซ่อนอยู่ใต้พรมได้ลึกขนาดนี้

“แล้วแกจัดการเรื่องนี้ยังไง” ท่านประธานเอ่ยถาม น้ำเสียงเกรี้ยวกราดเมื่อสัปดาห์ก่อนหายไปจนหมดสิ้น

“เมื่อทราบต้นตอ ผมได้ใช้อำนาจของกองทุนหลัก สั่งอายัดและระงับการทำธุรกรรมของนอมินีกลุ่มนี้ทั้งหมดในทันทีครับ เพื่อตัดวงจรการทุบราคา” ทายกดเปลี่ยนสไลด์สุดท้าย ซึ่งแสดงกราฟที่พุ่งทะยานขึ้นเป็นสีเขียว “และในช่วงสองวันที่ผ่านมา ผมได้ทำการ Rebalance พอร์ต โยกกระแสเงินสดส่วนที่เหลือไปเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลและสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อพยุงฐานราคา... ส่งผลให้เช้าวันนี้ NAV ของ AG Growth Fund ดีดกลับขึ้นมาอยู่ในแดนบวก และฟื้นตัวกลับมาได้แล้วกว่าสี่เปอร์เซ็นต์ครับ”

สิ้นคำอธิบายของชนันภัทร์ เสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอกก็ดังขึ้นรอบโต๊ะประชุม กรรมการหลายคนพยักหน้ายอมรับในความสามารถและการตัดสินใจที่เฉียบขาดของผู้บริหารหนุ่ม

เจ้าสัวนิพนธ์คลี่รอยยิ้มบางๆ ออกมาเป็นครั้งแรก “ทำได้ดีมากชนันภัทร์... สมกับที่ฉันไว้วางใจให้ดูแลกองทุนเรือธง โปรเจกต์นี้แกรับผิดชอบต่อไป จัดการกวาดล้างพวกนอมินีสกปรกนั่นให้หมด อย่าให้มีรอยรั่วอีก”

“รับทราบครับท่านประธาน” ทายค้อมศีรษะรับคำสั่งอย่างสง่างาม

ก่อนจะนั่งลง ทายปรายตาไปมองปวินที่ตอนนี้นั่งหน้าซีดเผือด สองมือกำหมัดแน่นอยู่บนตักจนสั่นเทา แผนการชุบมือเปิบเพื่อแย่งผลงานของปวินพังทลายลงไม่เป็นท่า ซ้ำยังถูกตอกกลับด้วยความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมของน้องชายต่างมารดา

“ส่วนแผนสำรองของพี่ปวิน...” ทายเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าจงใจให้ได้ยินกันทั้งห้อง “คงต้องขอให้เก็บพับใส่ลิ้นชักไปก่อนนะครับ เพราะดูเหมือนว่า ‘ประสบการณ์ที่ยังน้อย’ ของผม... จะยังพอรับมือกับปัญหาแค่นี้ได้สบายๆ”

ศรคำพูดที่พุ่งเสียบกลางอกทำเอาปวินแทบกระอักเลือด แต่เขาทำได้เพียงแค่กัดฟันส่งยิ้มฝืนๆ กลับไป ชัยชนะในสมรภูมิวันนี้ตกเป็นของชนันภัทร์อย่างหมดจดและสมบูรณ์แบบที่สุด

ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน

หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมและจัดการเซ็นเอกสารสำคัญต่างๆ เสร็จ ชนันภัทร์ก็กลับมาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หนังบุนวมในห้องทำงานส่วนตัว ชายหนุ่มหมุนเก้าอี้หันหน้าออกไปมองวิวตึกระฟ้าของกรุงเทพมหานครผ่านกระจกบานใหญ่

ความรู้สึกโปร่งโล่งและเบาสบายแผ่ซ่านไปทั่วทั้งหัวใจ เขาเอาชนะปวินได้ ลบคำสบประมาทของคุณหญิงดาริกาได้ และกอบกู้กองทุนพันล้านกลับมาได้สำเร็จ

แต่ในวินาทีแห่งความสำเร็จนี้... ภาพแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของเขา ไม่ใช่ภาพใบหน้าชื่นชมของบิดา ไม่ใช่เสียงปรบมือของบอร์ดบริหาร... แต่กลับเป็นภาพของสิ่งมีชีวิตตัวอ้วนกลมในชุดขนสีขาวฟูฟ่อง ที่ยอมสวมหน้ากากเดินฝ่าความมืดมาหาเขาในคืนที่เขากำลังสิ้นหวัง

ทายระบายยิ้มอบอุ่นออกมาอย่างไม่รู้ตัว เขาเอื้อมมือไปกดปุ่มอินเตอร์คอมบนโต๊ะทำงาน

“คุณนฤมลครับ”

“คะ บอส?”

“ช่วยติดต่อร้านเบเกอรี่ของโรงแรมในเครือของเราให้ทีครับ สั่งเซตขนมพรีเมียม สตรอว์เบอร์รีชอร์ตเค้ก มาการอง และช็อกโกแลตทรัฟเฟิล... เอาชุดที่ใหญ่ที่สุดและดีที่สุดเลยนะครับ”

“ได้ค่ะบอส จะให้จัดส่งมารับรองแขกวีไอพีที่ห้องประชุมไหนคะ?”

“เปล่าครับ” ทายหัวเราะเบาๆ ในลำคอ “รบกวนให้เมสเซนเจอร์จัดส่งไปที่ร้านไอศกรีม ‘สกู๊ปปี้สไมล์’ สาขาห้างสรรพสินค้าที่ผมไปประจำ... อ้อ! แล้วฝากกำชับทางร้านให้เขียนการ์ดแนบไปด้วยนะครับ ข้อความตามที่ผมจะส่งเข้าอีเมลเดี๋ยวนี้เลย”

สั่งการเสร็จ ทายก็ปล่อยมือจากปุ่มอินเตอร์คอม เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ หลับตาลงและจินตนาการถึงปฏิกิริยาของ ‘กุนซือลับ’ เมื่อได้รับของขวัญชิ้นนี้ แค่คิด... หัวใจของเขาก็พองโตจนแทบจะลอยทะลุเพดานห้องทำงานไปแล้ว

ทางด้านร้านไอศกรีมสกู๊ปปี้สไมล์ ในบ่ายวันพุธที่ค่อนข้างเงียบเหงา

“มาส่งของครับ!”

เสียงของพนักงานส่งของจากโรงแรมระดับห้าดาวเรียกความสนใจจากมิ้นท์และพี่แอนที่กำลังยืนเช็ดเคาน์เตอร์อยู่ได้เป็นอย่างดี ชายในชุดยูนิฟอร์มสุภาพยกกล่องขนมดีไซน์หรูหราผูกโบกำมะหยี่สีชมพูใบใหญ่มาวางลงบนเคาน์เตอร์

มิ้นท์เบิกตากว้างมองกล่องขนมราคาแพงระยับตรงหน้า “ส่งผิดหรือเปล่าคะพี่ ร้านเราเป็นร้านไอศกรีมนะ ไม่ได้สั่งเบเกอรี่โรงแรมมาขายสักหน่อย”

“ไม่ผิดแน่นอนครับ” พนักงานส่งของยิ้มยืนยัน “ระบุชัดเจนว่าส่งมาที่ร้านสกู๊ปปี้สไมล์สาขานี้ครับ รบกวนเซ็นรับของด้วยนะครับ”

เมื่อพนักงานส่งของเดินจากไป มิ้นท์กับพี่แอนก็ชะโงกหน้าเข้ามามุงดูกล่องปริศนาด้วยความอยากรู้อยากเห็น มิ้นท์สังเกตเห็นการ์ดกระดาษแข็งสีครีมหอมกรุ่นที่เสียบอยู่บนกล่อง เธอจึงเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาอ่านหน้าซอง

“ถึงน้องหมี... จากเกอเกอ?” มิ้นท์ขมวดคิ้วมุ่น อ่านทวนชื่อผู้รับและผู้ส่งด้วยความงุนงง “เกอเกอไหนอะพี่แอน แฟนคลับมาสคอตหมีร้านเราเหรอ? โห... สายเปย์ระดับนี้ สงสัยจะเป็นไฮโซแหงๆ”

“ตายแล้วยัยมิ้นท์ ดูหน้ากล่องสิ เขาติ๊กไว้ว่าข้างในมีเค้กกับช็อกโกแลต!” พี่แอนชี้ให้ดูป้ายสติกเกอร์ “ตู้เย็นหลังร้านเรามีแต่ช่องแช่แข็งสต็อกไอศกรีมนะยะ ไม่มีช่องธรรมดาให้แช่เค้กหรอก ขืนวางไว้ข้างนอกมีหวังละลายหมดแน่ น้องรีบโทรหาไอ้ตุลเลย ให้มันเข้ามาเอา ไม่งั้นเสียของแย่”

มิ้นท์พยักหน้าเห็นด้วย รีบล้วงสมาร์ตโฟนขึ้นมากดต่อสายหาเพื่อนร่วมงานหนุ่มทันที

ณ หอพักให้เช่า

ตุลยากรกำลังนั่งหน้าดำคร่ำเครียดอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อแก้ไขเรซูเม่สำหรับการสมัครงานรอบใหม่ เสียงริงโทนโทรศัพท์ที่ดังขึ้นทำให้เขาต้องละสายตาจากหน้าจอ

“ฮัลโหล ว่าไงมิ้นท์?”

(พี่ตุล! อยู่ไหนเนี่ย ว่างเข้ามาที่ห้างไหม มีแฟนคลับสายเปย์ส่งขนมโรงแรมห้าดาวกล่องเบ้อเริ่มมาให้ ‘น้องหมี’ ด้วยแหละ!) น้ำเสียงตื่นเต้นของมิ้นท์ดังลอดมาตามสาย (หน้าซองเขียนว่าจาก ‘เกอเกอ’ พี่ตุลพอจะรู้ไหมว่าใคร? รีบเข้ามาเอาเลยนะ ตู้เย็นร้านเราไม่มีที่แช่เค้ก ขืนปล่อยไว้เสียดายแย่เลย!)

วินาทีที่ได้ยินคำว่า ‘เกอเกอ’ กับ ‘ขนมจากโรงแรม’ หัวใจของตุลยากรก็กระตุกวาบและเต้นรัวจนแทบจะทะลุอกออกมา เลือดฝาดสูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้าจนร้อนผ่าว เขาเดาได้ในทันทีว่าใครคือเจ้าของของขวัญกล่องนั้น และการที่ทายส่งของมาให้ในวันพุธ... ก็แปลว่าอีกฝ่ายสามารถเอาชนะวิกฤตกองทุนร่วงนั่นได้อย่างสวยงามแล้วแน่ๆ!

“อ... อ้อ! รู้จักสิ ลูกค้าประจำน่ะ” ตุลรีบโกหกคำโต พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น “พอดีพี่กำลังจะออกไปซื้อของใช้ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแถวห้างพอดีเลย เดี๋ยวพี่แวะเข้าไปเอาเอง ฝากมิ้นท์รับไว้ก่อนนะ!”

เด็กหนุ่มกดวางสาย คว้ากระเป๋าเป้และเสื้อแจ็กเกตขึ้นมาสวม รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าขณะวิ่งลงบันไดหอพักไปเรียกรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างด้วยความเร่งรีบ

ครึ่งชั่วโมงต่อมา ตุลก็มาปรากฏตัวที่หน้าร้านในชุดลำลอง เขาจัดการแกะกล่องขนมตามที่มิ้นท์คะยั้นคะยอ ทันทีที่เห็นการ์ดด้านใน ตุลก็รีบหยิบมันมาอ่านอย่างรวดเร็วก่อนที่ใครจะเห็น

ข้อความบนการ์ดถูกพิมพ์ด้วยฟอนต์สวยหรู ระบุใจความว่า:

‘แด่กุนซือลับที่จบเกียรตินิยมอนุบาลหมีน้อย... ขอบคุณที่ช่วยชีวิตเกอเกอเอาไว้นะครับ ทานให้อร่อยนะเด็กดี ป.ล. ขนมพวกนี้แบ่งให้เพื่อนร่วมงานทานได้นะ แต่สตรอว์เบอร์รีชอร์ตเค้ก... เกอเกอให้หนูคนเดียว – เกอเกอ’

ตุลอมยิ้มจนแก้มแทบปริ เขาจัดการแบ่งมาการองและช็อกโกแลตทรัฟเฟิลราคาแพงให้มิ้นท์กับพี่แอนตามคำสั่งของเกอเกอ ท่ามกลางเสียงชื่นชมความใจป้ำของแฟนคลับปริศนา ส่วนตัวเขาก็ประคองกล่องสตรอว์เบอร์รีชอร์ตเค้กชิ้นโตกลับมาที่หอพักอย่างหวงแหน

เมื่อกลับมาถึงห้องพักที่เงียบสงบ ตุลวางกล่องเค้กลงบนโต๊ะญี่ปุ่นตัวเล็ก ทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิแล้วหยิบการ์ดใบนั้นขึ้นมาอ่านซ้ำอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก

ความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของผู้ชายที่เขาแอบรัก มันช่างหอมหวานและเติมเต็มหัวใจที่เคยแห้งผากของเขาให้พองฟู ตุลลูบไล้ปลายนิ้วลงบนคำว่า ‘เกอเกอ’ เบาๆ ริมฝีปากคลี่รอยยิ้มที่มีความสุขที่สุดออกมา

แม้ในโลกแห่งความเป็นจริง เขาจะยังคงเป็นแค่ ‘ตุลยากร’ บัณฑิตตกงานที่ไม่มีใครมองเห็นค่า และไม่สามารถยืนเคียงข้างรองประธานบริหารหนุ่มได้อย่างเปิดเผย...

แต่ในพื้นที่ลับๆ แห่งนี้... ในโลกที่เขาสวมหน้ากากเป็น ‘น้องหมี’... เขาคือคนสำคัญที่สามารถปกป้องและสร้างรอยยิ้มให้กับชนันภัทร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • มาสคอตที่รัก   บทที่ 30 รางวัลของพญาราชสีห์ (ตอนจบ)

    แผ่นหลังกว้างของชนันภัทร์ดันบานประตูไม้โอ๊กให้ปิดลงสนิทพร้อมกับเสียงคลิกของล็อกอัตโนมัติ ตัดขาดโลกภายนอกและภาระหน้าที่ระดับพันล้านทิ้งไว้เบื้องหลัง เหลือเพียงโลกใบเล็กๆ ที่มีแค่เขากับคนในอ้อมแขนร่างอวบของตุลยากรถูกวางลงบนเตียงคิงไซซ์ที่ปูด้วยผ้าปูที่นอนสีเข้มอย่างนุ่มนวลและทะนุถนอม สัมผัสเย็นเฉียบของเนื้อผ้าตัดกับอุณหภูมิร่างกายที่กำลังร้อนผ่าวของทั้งคู่ ทายท้าวแขนทั้งสองข้างลงบนฟูก กักขังคนตัวอวบไว้ใต้ร่าง นัยน์ตาสีเข้มที่ทอดมองลงมาเต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาที่ลึกล้ำและหิวกระหาย จนคนถูกมองแทบจะหลอมละลายนิ้วเรียวยาวของทายเอื้อมไปถอดแว่นตากรอบใสอันใหม่ของตุลยากรออกอย่างเชื่องช้า แล้ววางมันทิ้งไว้บนโต๊ะโคมไฟหัวเตียง“ค... คุณทาย ถอดแว่นผมทำไมครับ ผมมองคุณทายไม่ชัด...” ตุลยากรประท้วงเสียงสั่น ปรือตากลมโตที่เริ่มฉ่ำน้ำมองภาพใบหน้าหล่อเหลาที่พร่ามัวเล็กน้อย“ไม่ต้องใช้สายตาหรอกครับ...” ทายโน้มใบหน้าลงมากระซิบชิดริมฝีปากบาง สัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวของกันและกัน “คืนนี้... เกอเกออยากให้หนูใช้แค่ ‘ความรู้สึก’ ก็พอ”สิ้นคำพูด ริมฝีปากหยักลึกก็ทาบทับลงมาบดขยี้กลีบปากนุ่มอย่างหนักหน่วงและเร

  • มาสคอตที่รัก   บทที่ 29 เดิมพันของราชสีห์

    บานประตูเหล็กขึ้นสนิมของโกดังร้างถูกเลื่อนเปิดออกช้าๆ ส่งเสียงเสียดสีดังก้องไปทั่วบริเวณที่เงียบสงัดชนันภัทร์ก้าวเท้าเข้าไปในความมืดมิด กลิ่นอับชื้นและกลิ่นสนิมเหล็กเตะจมูก แสงไฟสลัวจากหลอดไฟเก่าๆ กลางโกดัง ส่องให้เห็นฝุ่นผงที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศ... และภาพตรงหน้า ก็ทำเอาหัวใจของพญาราชสีห์แทบจะหยุดเต้นบริเวณลานกว้างกลางโกดัง ตุลยากรถูกมัดมือไพล่หลังติดกับเก้าอี้ไม้เก่าๆ ร่างอวบสั่นเทาเล็กน้อย ศีรษะยังคงถูกคลุมด้วยถุงผ้าสีดำ และเบื้องหลังเก้าอี้ตัวนั้น... คือปวินที่กำลังยืนถือปืนพกสีดำขลับ จ่ออยู่กลางหลังศีรษะของกุนซือตัวน้อย!“หยุดอยู่ตรงนั้นแหละไอ้ทาย!” ปวินตะโกนสั่ง เสียงแหบพร่าและคลุ้มคลั่งทายหยุดชะงัก ห่างจากเป้าหมายประมาณสิบเมตร นัยน์ตาสีเข้มวาวโรจน์ไปด้วยรังสีฆ่าฟัน แต่กระนั้น ชายหนุ่มก็ยังคงรักษามาดของรองประธานบริหารผู้เยือกเย็นเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขาจะปล่อยให้อารมณ์โกรธครอบงำไม่ได้เด็ดขาด เพราะนั่นอาจหมายถึงชีวิตของตุลยากรปวินแสยะยิ้ม ก่อนจะกระชากถุงผ้าสีดำออกจากศีรษะของตุลยากรอย่างแรง!“แฮ่ก... อึก!”ตุลยากรสูดอากาศเข้าปอดเฮือกใหญ่ เด็กหนุ่มสำลักจนหน้าแดงก่ำ ดวงตากลมโ

  • มาสคอตที่รัก   บทที่ 28 จุดบอด

    หลายวันผ่านไปหลังจากชัยชนะในงานประมูลพันล้าน บรรยากาศภายในอัศววัฒน์สกุลเต็มไปด้วยความคึกคักและการเตรียมความพร้อมสำหรับโปรเจกต์ใหญ่การรักษาความปลอดภัยรอบตัวของชนันภัทร์และตุลยากรถูกยกระดับขึ้นถึงขีดสุดตามคำสั่งของท่านรองประธานบริหาร ทายไม่ยอมให้ ‘กุนซือข้างกาย’ ของเขาคลาดสายตาแม้แต่วินาทีเดียว ไม่ว่าจะไปทำงาน ทานข้าว หรือแม้แต่ตอนกลับมาพักผ่อนที่เพนต์เฮาส์แต่ในช่วงบ่ายของวันศุกร์ ความจำเป็นบางอย่างก็บีบบังคับให้ทั้งคู่ต้อง ‘แยกจากกัน’ ชั่วคราว“ผมต้องกลับไปเก็บเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวที่หอพักครับคุณทาย...” ตุลยากรเอ่ยขึ้นขณะยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเจ้านาย “แล้วก็ต้องไปเอาเอกสารตัวจริงเพื่อมาทำประวัติพนักงานให้เสร็จด้วย พี่ฝ่ายบุคคลทวงผมมาสองรอบแล้วนะครับ”ชนันภัทร์ขมวดคิ้วมุ่น นิ้วเรียวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะอย่างใช้ความคิด “ให้กฤตส่งคนไปเก็บให้ไม่ได้เหรอครับ? หรือไม่ก็รอให้ผมประชุมบอร์ดบริหารเสร็จตอนเย็น แล้วเราค่อยไปด้วยกัน”“คุณทายครับ... ผมไปแค่เก็บของใช้ส่วนตัว แป๊บเดียวก็เสร็จแล้วครับ” ตุลยากรพยายามใช้เหตุผลเข้าสู้ “อีกอย่าง วันนี้คุณทายมีประชุมใหญ่กับบอร์ดบริหารเพื่อเซ็นรับมอบโปรเจก

  • มาสคอตที่รัก   บทที่ 27 อภิสิทธิ์ของน้องหมี

    แสงแดดยามเช้าของวันพฤหัสบดีสาดส่องลอดผ่านมู่ลี่หน้าต่าง ทาบทับลงบนเตียงคิงไซซ์ภายในห้องนอนแขกของเพนต์เฮาส์สุดหรูตุลยากรขยับตัวซุกเข้าหาผ้าห่มผืนหนา เด็กหนุ่มค่อยๆ ปรือตากลมโตขึ้นรับวันใหม่ ทว่าทันทีที่สติสัมปชัญญะกลับมาทำงานครบถ้วน ภาพเหตุการณ์เมื่อคืน... รสชาติของแชมเปญชั้นดี สัมผัสร้อนผ่าวที่ริมฝีปาก และอ้อมกอดที่รัดแน่นจนแทบหลอมละลาย ก็ฉายชัดขึ้นมาในหัวราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวินาทีที่แล้ว!ร่างอวบสะดุ้งสุดตัว ผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยใบหน้าที่แดงก่ำลามไปจนถึงใบหู สองมือยกขึ้นปิดหน้าตัวเองแน่น หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำจนแทบจะทะลุออกมานอกอก‘จูบ... เราจูบกับคุณทาย... แถมยังตกลงคบกันแล้วด้วย!’กุนซือหนุ่มทิ้งตัวลงไปกลิ้งเกลือกบนเตียงด้วยความเขินอายปนสับสน เขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่า ชีวิตที่เคยมืดมนและเต็มไปด้วยหนี้สินของเด็กจบใหม่คนหนึ่ง จะพลิกผันมาไกลถึงขนาดได้กลายเป็น ‘คนรัก’ ของรองประธานบริหารแห่งอัศววัฒน์สกุล!หลังจากใช้เวลาสงบสติอารมณ์อยู่พักใหญ่ ตุลยากรก็ลุกไปจัดการธุระส่วนตัวในห้องน้ำ เขาเปลี่ยนมาสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนและกางเกงสแล็กพอดีตัวที่ทายซื้อให้เมื่อวันก่อน สวมแว่นตาอัน

  • มาสคอตที่รัก   บทที่ 26 กุนซือข้างกาย

    ความเงียบสงบภายในเพนต์เฮาส์หรูถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศการระดมสมองอันตึงเครียด บริเวณโต๊ะทำงานไม้สักตัวใหญ่เต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารและหน้าจอแท็บเล็ตที่ฉายภาพกราฟข้อมูลชนันภัทร์และตุลยากรกำลังเข้าสู่โหมดวิเคราะห์กลยุทธ์อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเตรียมรับมือกับคลื่นใต้น้ำลูกใหญ่ที่จะปะทุขึ้นในงานประมูลสัมปทานวันพุธที่จะถึงนี้“ถ้าวิชัยกับคุณปวินดึงนักการเมืองระดับรัฐมนตรีเข้ามากดดันบอร์ดประมูลได้จริงๆ... ต่อให้ตัวเลข Valuation ของเราจะสวยงามแค่ไหน หรือซองประมูลเราจะให้ราคาสูงที่สุด เราก็อาจจะโดนปัดตกด้วยข้ออ้างเรื่องความไม่โปร่งใสได้อยู่ดีครับ” ตุลยากรขยับแว่นตาอันใหม่ ดึงภาพโครงข่ายผู้ถือหุ้นขึ้นบนจอโปรเจกเตอร์“แล้วคุณตุ่นคิดว่า เราควรจะรับมือกับรัฐมนตรีคนนี้ยังไง?” ทายเอ่ยถาม ทดสอบไหวพริบของกุนซือป้ายแดง“ตีงู... ต้องตีที่หัวครับ” ตุลยากรตอบอย่างฉะฉาน แววตาฉายประกายนักสู้ “ผมให้พี่กฤตช่วยเช็กเส้นทางการเงินและการถือหุ้นผ่านนอมินีของรัฐมนตรีท่านนี้อย่างละเอียด... แล้วก็แจ็กพอตครับคุณทาย เราพบว่าบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่เป็น ‘ท่อน้ำเลี้ยง’ หลักของเขา มีความเชื่อมโยงกับบอร์ดบริหารบางคนของอินฟินิตี้ เ

  • มาสคอตที่รัก   บทที่ 25 ไร้หน้ากาก

    บรรยากาศภายในห้องโดยสารของรถสปอร์ตยุโรปสีดำสนิทเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ครางต่ำอย่างทรงพลังและเสียงเครื่องปรับอากาศที่พ่นไอเย็นฉ่ำออกมาหลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาเฉียดตายและหลุดพ้นจากขุมนรกของวิชัยมาได้ อะดรีนาลีนในร่างกายที่เคยพลุ่งพล่านก็ค่อยๆ ลดระดับลง สติสัมปชัญญะของตุลยากรเริ่มกลับมาทำงานแจ่มชัดอีกครั้งเด็กหนุ่มขยับตัวเล็กน้อยบนเบาะหนังแท้ อาการปวดแปลบที่มุมปากและรอยช้ำบนซีกแก้มเริ่มประท้วงให้รู้สึกตัว ตุลกะพริบตาถี่ๆ ปรับโฟกัสสายตาที่พร่ามัวเพราะปราศจากแว่นตาหนาเตอะคู่ใจ ก่อนจะหันมองออกไปนอกหน้าต่างรถคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันทันที เมื่อพบว่าวิวทิวทัศน์สองข้างทางเต็มไปด้วยตึกระฟ้าและแสงไฟของย่านธุรกิจใจกลางเมือง... ซึ่งมันไม่ใช่เส้นทางกลับไปยังหอพักชานเมืองของเขาเลย“ค... คุณทาย จะพาผมไปไหนครับ?” ตุลยากรเอ่ยถามเสียงแผ่ว ความตื่นตระหนกเล็กๆ แล่นขึ้นมาในอก “นี่ไม่ใช่ทางกลับหอผมนี่ครับ”ชนันภัทร์ละสายตาจากถนนเบื้องหน้า หันมาสบตากับคนเจ็บเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะหันกลับไปบังคับพวงมาลัยต่อ “ผมไม่ได้จะพาคุณกลับหอพักครับ”“อ้าว... แล้วคุณทายจะพาผมไปไหน”“ผมจะพาคุณไปทำแผล... ที่เพนต์

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status