แสงแดดอ่อนยามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งสีขาวเนื้อดีเข้ามาภายในห้องนอนขนาดใหญ่โตหรูหราที่ถูกตกแต่งในโทนสีเทาเข้มและดำ ซึ่งสะท้อนถึงรสนิยมอันสุขุมและเยือกเย็นของผู้เป็นเจ้าของ พรีมกะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับโฟกัสสายตาให้คุ้นเคยกับบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย เธอขยับตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงนอนคิงไซส์นุ่มฟูที่กว้างจนดูอ้างว้าง ก่อนจะยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ เพื่อบรรเทาอาการปวดหัวตุบๆ จากการนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน
เหตุการณ์เมื่อวานนี้ยังคงฉายชัดอยู่ในความทรงจำ การจดทะเบียนสมรส การเซ็นสัญญา และคำพูดเฉือดเฉือนหัวใจจากคิมหันต์ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากราวกับความฝันอันเลวร้าย แต่กระดาษสมรสที่วางอยู่บนหัวเตียงยืนยันอย่างชัดเจนว่านี่คือความจริง... เธอกลายเป็นภรรยาตามกฎหมายของมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลไปเสียแล้ว
พรีมถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะก้าวลงจากเตียงแล้วเดินตรงไปยังห้องน้ำเพื่อจัดการธุระส่วนตัว เธอเลือกสวมเสื้อผ้าที่เตรียมมา เป็นชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบๆ กับกระโปรงยาวคลุมเข่าสีน้ำตาลอ่อนที่ดูสุภาพเรียบร้อยเหมาะสมกับการเป็นนักศึกษา เพราะวันนี้เธอยังมีเรียนภาคเช้าที่มหาวิทยาลัย ถึงแม้สถานะชีวิตจะเปลี่ยนไปในชั่วข้ามคืน แต่ตารางชีวิตของเธอยังคงดำเนินต่อไป
เมื่อเดินลงมาถึงชั้นล่างของคฤหาสน์ บรรยากาศเงียบสงบผิดคาด ไม่มีเงาร่างของสามีหมาดๆ ปรากฏให้เห็น มีเพียง ป้าอิ่ม แม่บ้านใหญ่ใจดีวัยกลางคนยืนรออยู่บริเวณโถงทางเดิน พร้อมด้วยรอยยิ้มอบอุ่นที่ช่วยบรรเทาความอึดอัดในใจของพรีมลงไปได้บ้าง
"ตื่นแล้วเหรอคะคุณพรีม เชิญทางห้องอาหารเลยค่ะ อาหารเช้าเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ" ป้าอิ่มเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"สวัสดีค่ะป้าอิ่ม... เอえ ไม่ต้องเรียกคุณพรีมก็ได้ค่ะ เรียกลงพรีมเฉยๆ หรือหนูพรีมก็ได้ค่ะ ฉัน... อ้อ หนูยังไม่ชินน่ะค่ะ" พรีมรีบโบกมือปฏิเสธด้วยความเกรงใจ รอยยิ้มที่เป็นกันเองของป้าอิ่มทำให้เธอรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาบ้างท่ามกลางดงเสือดาว
"ไม่ได้หรอค่ะคุณพรีม ต่อไปนี้ที่นี่คือบ้านของคุณพรีมแล้วนะคะ" ป้าอิ่มกล่าวด้วยแววตาเอ็นดู ก่อนจะพาเธอเดินไปยังห้องอาหารขนาดใหญ่ที่มีอาหารเช้าสไตล์ตะวันตกและอาหารไทยจัดเตรียมไว้อย่างประณีต
ขณะที่พรีมกำลังตักข้าวต้มร้อนๆ ใส่ชาม สายตาก็อดไม่ได้ที่จะกวาดมองไปรอบห้องอาหาร "คุณ... คิมหันต์ไปไหนแล้วเหรอคะ?" เธอตัดสินใจเอ่ยถามออกไป แม้จะพยายามทำเสียงให้ราบเรียบที่สุดเพื่อไม่ให้ดูใส่ใจเขามากเกินไป
"คุณคิมออกไปตั้งแต่เช้ามืดแล้วค่ะช่วงนี้มีงานด่วนที่ท่าเรือและคาสิโนฝั่งตะวันตก ท่านเป็นคนงานยุ่งแบบนี้แหละค่ะ บางทีก็ไม่ได้กลับบ้านหลายวัน แต่คุณพรีมไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ มีอะไรขาดเหลือบอกป้าได้ตลอดเลยค่ะ" ป้าอิ่มอธิบายพร้อมกับรินน้ำส้มคั้นสดๆ ให้
พรีมพยักหน้ารับเบาๆ ในใจลึกๆ แอบโล่งอกไปเปลาะหนึ่ง อย่างน้อยการไม่ต้องเผชิญหน้ากับสายตาดุดันและคำพูดเชือดเฉือนของเขาก็ทำให้เธอหายใจได้ทั่วท้องขึ้น การแต่งงานครั้งนี้เป็นเพียงแค่สัญญาทางธุรกิจ ต่างคนต่างอยู่คือทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้
หลังทานอาหารเช้าเสร็จ พรีมก็เตรียมตัวจะออกไปมหาวิทยาลัย แต่ป้าอิ่มได้จัดเตรียมรถตู้สีดำคันหรูพร้อมคนขับรถส่วนตัวไว้ให้เรียบร้อย พรีมพยายามปฏิเสธเพราะเกรงใจและเธอมักจะนั่งรถเมล์หรือรถไฟฟ้าไปเรียนมากกว่า แต่ป้าอิ่มยืนกรานเสียงแข็งด้วยเหตุผลว่าความปลอดภัยของ 'นายหญิง' สำคัญที่สุด ทำให้เธอต้องยอมขึ้นรถคันนั้นแต่โดยดี
ตัดภาพมาที่มหาวิทยาลัยชื่อดังย่านใจกลางเมือง บรรยากาศในคณะโบราณคดีเต็มไปด้วยความคึกคักของเหล่านักศึกษาที่กำลังเดินขวักไขว่ พรีมก้าวลงจากรถตู้หรูที่มาจอดส่งบริเวณประตูหน้ามหาวิทยาลัย เธอรีบขอให้คนขับรถจอดไกลจากตึกคณะเล็กน้อยเพื่อหลีกเลี่ยงสายตาอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนๆ เพราะรถหรูราคาแพงระดับหลายล้านแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่นักศึกษาธรรมดาจะมีปัญญาใช้
ทันทีที่พรีมก้าวเท้าเข้ามาในห้องบรรยาย เพื่อนสนิทตัวแสบอย่าง น้ำตาล สาวสวยหุ่นแซ่บประจำกลุ่มก็พุ่งเข้ามาเกาะแขนทันที
"ยัยพรีม! หายหัวไปไหนมาเมื่อวานนี้ โทรหาก็ไม่ติด ไลน์ก็ไม่ตอบ อาจารย์ตามงานหัวฟูหมดแล้วรู้ไหม?" น้ำตาลบ่นกระปอดกระแปดพลากดสายตาสำรวจเพื่อนสนิทตั้งแต่หัวจรดเท้า "แล้วดูสิ วันนี้แต่งตัวเรียบร้อยผิดปกติ แถมมีกลิ่นอายความเศร้าหมอง... เกิดอะไรขึ้นยะ หรือว่าแกเครียดเรื่องที่คุณปู่ป่วย?"
พรีมฝืนยิ้มแห้งๆ ออกมา เธอไม่อาจบอกความจริงเรื่องการแต่งงานตามสัญญามาเฟียให้ใครฟังได้เด็ดขาด เพราะยิ่งคนรู้น้อยเท่าไหร่ เธอก and ครอบครัวก็จะยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น เรื่องราวของโลกเบื้องหลังเป็นสิ่งที่อันตรายเกินกว่าจะดึงเพื่อนรักเข้ามาเกี่ยว
"เปล่าหรอกน้ำตาล ฉันแค่... นอนไม่ค่อยหลับน่ะ ช่วงนี้คิดเรื่องร้านยาของคุณปู่ด้วย แล้วก็งานโปรเจกต์ที่ต้องส่งอาทิตย์หน้า สุมหัวกันจนเบลอไปหมดเลย" พรีมหาข้ออ้างกลบเกลื่อนได้อย่างแนบเนียน
น้ำตาลถอนหายใจเบาๆ ด้วยความเห็นใจ พร้อมกับโอบไหล่เพื่อนสาว "เอาน่า แกมีฉันอยู่ทั้งคน งานกลุ่มเดี๋ยวฉันช่วยเคลียร์เอง ส่วนเรื่องร้านยา ถ้าขาดเหลืออะไรบอกฉันได้นะ ถึงบ้านฉันจะไม่ได้รวยล้นฟ้า แต่เงินเก็บพอช่วยได้บ้าง"
ความอบอุ่นจากเพื่อนรักทำให้หัวใจที่เหงาหงอยของพรีมพองโตขึ้นมาเล็กน้อย เธอยิ้มออกมาจากใจจริง "ขอบใจนะน้ำตาล แกนี่น่ารักที่สุดเลย"
ตลอดช่วงเช้าจนถึงบ่าย พรีมพยายามตั้งสติจดจ่ออยู่กับการเรียนและการทำเลคเชอร์ เพื่อดึงตัวเองออกจากความคิดฟุ้งซ่านเกี่ยวกับชีวิตแต่งงานที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น แต่ทว่า โลกความเป็นจริงมักไม่ปล่อยให้คนเราสงบนานนัก
ขณะที่พรีมและน้ำตาลกำลังเดินออกจากห้องสมุดเพื่อไปหาอะไรทานที่โรงอาหาร เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของพรีมก็ดังขึ้น เบอร์แปลกที่ไม่คุ้นตาปรากฏอยู่บนหน้าจอ พรีมขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกดรับสาย
"ฮัลโหลค่ะ?" พรีมกรอกเสียงลงไป
"สวัสดีครับ คุณณัฐณิชา... หรือจะให้ผมเรียกว่า 'นายหญิงภักดีณรงค์' ดีล่ะครับ?" น้ำเสียงทุ้มต่ำและแฝงไปด้วยความเย้ยหยันดังลอดออกมาจากปลายสาย ทำให้พรีมต้องหยุดเดินกะทันหัน จนน้ำตาลที่เดินอยู่ข้างๆ หันมามองด้วยความสงสัย
"คุณเป็นใคร? ต้องการอะไร?" พรีมถามกลับเสียงแข็ง หัวใจเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติจากน้ำเสียงของอีกฝ่าย
"ผมเป็นใครไม่สำคัญหรอกครับ... แต่ผมแค่อยากจะโทรมาเตือนด้วยความหวังดี ว่าสามีที่คุณเพิ่งแต่งงานด้วยเมื่อวานนี้ เขากำลังเล่นกับไฟอยู่... และระวังตัวไว้ให้ดีเถอะครับ ความสุขจอมปลอมในคฤหาสน์หลังนั้น อาจจะพังทลายลงมาฝังพวกคุณไว้ทั้งเป็นเร็วกว่าที่คุณคิด!"
ตู๊ด... ตู๊ด...
สายถูกตัดตัดไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้พรีมยืนนิ่งค้างอยู่กลางทางเดิน ลมหายใจสะดุดกึก ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง คำพูดขู่ขวัญเมื่อครู่ไม่ได้เป็นเพียงแค่เสียงล้อเล่น แต่มันเต็มไปด้วยเจตนาร้ายที่ชัดเจน
"พรีม! เป็นอะไรน่ะ หน้าซีดเป็นไก่ต้มเลย ใครโทรมาเหรอ?" น้ำตาลเขย่าแขนเพื่อนด้วยความตกใจ เมื่อเห็นใบหน้าของพรีมถอดสีจนขาวซีดไร้เลือดฝาด
พรีมสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อพยายามควบคุมอาการสั่นเทาของร่างกาย เธอฝืนปั้นหน้ายิ้มกลบเกลื่อนเพื่อไม่ให้น้ำตาลเป็นห่วง "ะ... ไม่มีอะไรหรอกน้ำตาล แก๊งคอลเซ็นเตอร์น่ะ พูดจาแปลกๆ ฉันเลยรีบวางสาย"
น้ำตาลพยักหน้ารับอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก "อ๋อ พวกโรคจิตสินนะ คราวหลังบล็อกเบอร์ไปเลยนะแก น่ากลัวชะมัด"
แม้จะปากบอกเพื่อนเช่นนั้น แต่ในใจของพรีมกลับหวาดผวาอย่างรุนแรง ภาพเงาดำนอกหน้าต่างคฤหาสน์เมื่อคืนก่อนย้อนกลับเข้ามาในหัว คำเตือนจากปลายสายปริศนาตอกย้ำว่า... ศัตรูในเงามืดไม่ได้แค่จ้องมองอยู่เฉยๆ แต่พวกมันกำลังเริ่มเคลื่อนไหวแล้วจริงๆ
ตัดฉากมาที่คาสิโนใต้ดินขนาดใหญ่ย่านชานเมือง สถานบันเทิงหรูหราที่เป็นแหล่งฟอกเงินและศูนย์รวมอิทธิพลของตระกูลภักดีณรงค์ บรรยากาศภายในห้องทำงานส่วนตัวชั้นบนสุดเต็มไปด้วยควันบุหรี่จางๆ และความตึงเครียด
คิมหันต์นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังสีดำสนิท ดวงตาคมกริบกวาดตามองรายงานเอกสารการเงินและข่าวกรองที่ลูกน้องคนสนิทอย่าง ธนากร นำมาวางกองไว้บนโต๊ะ ใบหน้าคมคายไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ นอกจากความเย็นชาและดุดัน
"รายงานจากสายของเราที่แทรกซึมอยู่ในแก๊งพยัคฆ์ทมิฬยืนยันแล้วครับนาย..." ธนากรเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม "ไอ้เสกสรรค์มันกำลังวางแผนจะเล่นงานเรา โดยพุ่งเป้าไปที่จุดอ่อนใหม่ที่เราคาดไม่ถึง..."
คิมหันต์เงยหน้าขึ้นจากเอกสาร ดวงตาคมวาวโรจน์ด้วยประกายอันตราย "จุดอ่อนอะไรของฉันที่มันพูดถึง?"
ธนากรกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยชื่อที่ทำให้บรรยากาศในห้องอุณหภูมิลดฮวบลงทันที
"...คุณพรีมครับ"
สิ้นคำพูดนั้น รังสีอำมหิตและไอเย็นยะเยือกพวยพุ่งออกมาจากร่างของคิมหันต์ทันที มือหนาที่ถือแฟ้มเอกสารกำแน่นจนกระดาษยับยู่ยี่ ดวงตาคมกวาดมองลูกน้องด้วยแววตาดุดันราวกับพญาอินทรีที่พร้อมจะขยี้เหยื่อให้แหลکคามือ
"มันกล้าดียังไง..." คิมหันต์เค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความโกรธเกรี้ยว แม้เขาจะไม่ได้รักหรือใส่ใจผู้หญิงคนนั้น และมองเธอเป็นเพียงเครื่องมือตามสัญญา แต่เธอก็คือคนที่ถือทะเบียนสมรสและใช้สถานะ 'ภรรยา' ของตระกูลภักดีณรงค์ การที่ศัตรูบังอาจกล้าเอาเธอมาเป็นเป้าหมาย ถือเป็นการหยามหน้าและท้าทายอำนาจของเขาอย่างร้ายกาจที่สุด!
"สั่งคนของเราเพิ่มการคุ้มกันที่คฤหาสน์เป็นสองเท่า ห้ามใครเข้าใกล้เธอโดยเด็ดขาด ยกเว้นฉัน!" คิมหันต์ออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด แววตาคมกริบฉายแววครุ่นคิดอย่างหนัก
เกมอำนาจที่เขาคาดคิดไว้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่การแต่งงานตามสัญญาเพื่อขึ้นรับตำแหน่ง กลับกลายเป็นสนามรบที่อันตรายขึ้นมาทันที และที่สำคัญ... หัวใจที่เขาตั้งใจจะปิดตายและผลักไสเธอให้ออกไปจากชีวิต กลับเริ่มมีความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างก่อตัวขึ้น เมื่อรู้ว่าเธอกำลังตกอยู่ในอันตรายเพราะเขา!