LOGIN9
เมื่อเข้ามาข้างในหมู่บ้านทุกอย่างมันเงียบผิดปกติ มันผิดปกติมาก เหยาเคยมาเยือนที่หมู่บ้านแห่งนี้เมื่อนานมาแล้ว ปกติจะมีชาวบ้านยืนอยู่หน้าบ้านหรือไม่ก็มีเด็กเล็กวิ่งเล่นกันเป็นกลุ่ม แต่ตอนนี้ไม่มีเลย เป็นไปได้ว่ามีบางอย่างทำให้พวกเขาไม่สามารถออกจากบ้านได้
“ข้างในบ้านมีแสงไฟของตะเกียงอยู่นะ
แล้วตอนนี้มันก็ยังไม่ค่ำด้วย เข้านอนกันเร็วเกินไปมันผิดปกตินะ หนิงเอ๋อ เจ้าอยู่ในรถม้าก่อนนะ เดี๋ยวข้าจะไปดูสักหน่อย”“ระวังตัวด้วยนะ”
“เออ เข้าใจแล้ว”
เหยาลงจากรถม้าแล้วเดินไปยังบ้านเรือนของชาวบ้าน ถึงจะยังไม่ว่ามันเกิดอะไรขึ้นแต่ความรู้ของเขาเหมือนกับกำลังถูกจ้องมองจากรอบทิศทาง
คงจะเป็นชาวบ้านนั่นแหละ
“ขอโทษนะครับ มีใครอยู่ไหมครับ?”
เรียกไปตามมารยาท เหยารู้อยู่แล้วว่าข้างในบ้านมีคนอยู่ แต่ไม่มีเสียงตอบรับ
แล้วจะทำอย่างไรดี
!?
เหยารู้สึกถึงความอบอุ่นจากทางด้านหลัง
มันเป็นความอบอุ่นของตะเกียงส่องไฟสว่างที่มาพร้อมกับชาวบ้านคนหนึ่งถือตะเกียงติดไม้ติดมือ มาด้วยท้องฟ้าในตอนนี้มันไม่ได้มืดจนทำให้มองไม่เห็น ชาวบ้านที่ประจันหน้าเหยาทำไมต้องจุดตะเกียงแล้วถือมาด้วย
มีเหตุผลอะไรหรือเปล่า
ใบหน้าดั่งหินผาที่หยาบกระด้าง ดวงตาไม่เป็นมิตรสักเท่าไหร่ ถือตะเกียงเดินเข้ามาหาเหยาจากทางด้านหลัง เหยาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนแก่คนนี้เข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่
“เจ้าน่ะ คนต่างถิ่นเหรอ?”
“ชะ ใช่แล้วครับ”
“กลับไปเถิด”
ไม่ทันจะได้แนะนำตัวก็ถูกไล่ให้กลับไปซะแล้ว ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยขึ้นมาว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับหมู่บ้านแห่งนี้
“กลับไป มันเกิดอะไรขึ้น”
“ที่นี่น่ะมีคนล้มป่วยมากมาย ไม่มีอะไรให้พวกเจ้าต้องการหรอกนะ”
“เปล่านะ ข้าไม่ได้ต้องการอะไรทั้งนั้น แค่จะเข้าพักแล้วรุ่งเช้าก็จะออกเดินทาง”
“ไม่ได้ พวกเจ้าเข้าพักที่หมู่บ้านไม่ได้ ข้าบอกไปแล้วนะที่หมู่บ้านมีคนป่วยหลายคน เจ้าอยากจะป่วยหรือไง”
“ไม่ ถ้าเลือกได้ข้าไม่อยากป่วยหรอกนะครับ”
ตาแก่ทำหน้าไม่พอใจก่อนจะเดินกลับไป
หนิงเอ๋อที่เหตุการณ์บนรถม้าจึงลงจากรถม้าแล้วเดินเข้าไปหาตาแก่คนนั้น“เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งไป”
“อะไรของพวกเจ้าอีก”
“ให้ข้าไปดูชาวบ้านที่กำลังป่วยอยู่จะได้ไหมคะ?”
“ไปดู? เพื่ออะไร เจ้าไม่ใช่หมอสักหน่อย
เดี๋ยวก็ป่วยเอาหรอก”“ข้านี่แหละหมอ”
ไม่รู้จริงหรือเท็จกันแน่ที่หนิงเอ๋อเอ่ยตัวว่าตนเองเป็นหมอ ตาแก่ยังคงไม่เชื่อ
“ให้ข้าไปดูเถิดนะคะ นะคะ ขอร้อง”
หนิงเอ๋อถึงกับก้มหัวขอร้อง
หากพูดถึงเรื่องการช่วยเหลือคนยากลำบาก ไม่ว่าจะให้ทำอะไรนางยอมทำทุกอย่าง กลับกัน เหยามองว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่เข้าเรื่องสักเท่าไหร่
ทำไมต้องช่วยเหลือกันขนาดนั้น ทำแล้วนางจะได้อะไร ถึงจะบอกว่าชดใช้หนี้ที่ตนเคยก่อเอาไว้
ก็เถิด.
.
.
ตาแก่หนึ่งในชาวบ้านยอมให้หนิงเอ๋อและเหยาเข้าไปดูชาวบ้านที่กำลังป่วยซึ่งอยู่ข้างนอกหมู่บ้านไม่ห่างไกลกันนัก ใช้เวลาไม่นานก็เดินทางมาถึง
ชาวบ้านผู้ใหญ่ คนชราและเด็กเล็กที่ป่วยนั้นอยู่รวมกันที่บ้านหลังหนึ่ง มันเป็นบ้านไม้ขนาดใหญ่ที่ดูไม่ใช่บ้าน น่าจะเป็นคอกม้ามากกว่า พวกเขาเหล่านี้นอนป่วยเรียงกันเป็นแถว
(การที่เราได้ช่วยคนอื่นมันก็ดีอยู่หรอกนะ
แต่เราไม่น่าโกหกเลย)ใช่แล้ว หนิงเอ๋อไม่ใช่หมออย่างที่ตัวเองได้กล่าวเอาไว้กับตาแก่ชาวบ้านของหมู่บ้านแห่งนี้
พอเห็นคนป่วยของจริงถึงกับทำตัวไม่ถูกเหยาสังเกตเห็นความผิดปกติของหนิงเอ๋อ เห็นอย่างนี้ทำให้เหยารู้แล้วว่าหนิงเอ๋อนั้นโกหก
“ข้าคิดไว้แล้วว่าต้องเป็นอย่างนี้ เจ้าเนี่ยนะ หัดดูตัวเองซะบ้างสิ”
หนิงเอ๋อไม่ตอบกลับเหยา
นางพยายามใช้ความคิดอยู่ว่าจะทำอย่างไรกับชาวบ้านที่ป่วยนี้ดี
สุดท้ายความคิดของหนิงเอ๋อก็มาถึงทางตัน
“พวกเขาป่วยเป็นโรคอะไร เจ้าช่วยดูให้หน่อย”
ตาแก่เริ่มทักขึ้นมา ยิ่งทำให้หนิงเอ๋อกดดันตนเอง
(เราไม่น่าเลย ทำไมเราถึงพูดไม่คิดกันนะ)
!?
หนิงเอ๋อรู้สึกถึงความผิดปกติภายในย่ามที่พบติดตัวไปไหนตลอด มันมีแสงสีทองแสบตาส่องแสงออกมาให้ได้เห็นกัน ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เกิดปรากฏการณ์เฉกเช่นนี้
ตำราโบราณที่เป็นดั่งข้อมูลของหนิงเอ๋อส่องแสงอยู่
“หนิงเอ๋อ มันเกิดอะไรขึ้น?”
เหยาเอ่ยถามก่อนจะเดินเข้ามาดูใกล้ๆ รวมถึงตาแก่ชาวบ้านอีกคน
“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน นี่เป็นครั้งแรกที่มันส่องแสง”
เมื่อกางตำราโบราณก็พบกับหน้ากระดาษเปล่าไม่ได้เขียนอะไรเอาไว้
ก่อนหน้านี้มันบอกแค่แคว้นฉิน แต่ตอนนี้มันได้หายไปกลายเป็นหน้ากระดาษเปล่าอย่างที่เห็น
พอกางหน้ากระดาษสักพักมันก็มีตัวอักษรโผล่ขึ้นมาเป็นภาษาจีนโบราณ
หนิงเอ๋ออ่านมันออก
“ไข้หวัดใหญ่”
หนิงเอ๋ออ่านตามตัวอักษรที่โผล่ขึ้นมา ซึ่งมันเขียนเอาไว้ว่าอย่างนั้น
(แสดงว่ามันกำลังบอกเรา หมายความว่าชาวบ้านพวกนี้ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่)
คำตอบมันออกมาอย่างที่เห็น หนิงเอ๋อจึงใช้พลังมิติแห่งความต้องการเพื่อเอายารักษาไข้หวัดใหญ่ มีชาวบ้านและเด็กหลายคน การจัดยาจึงแตกต่างกันออกไป
“หนิงเอ๋อ เจ้าจำที่ข้าบอกได้ไหม?”
“จำได้ แต่ข้าไม่มีเวลามามัวคิดเรื่องนี้หรอก ข้าต้องช่วยชาวบ้านก่อน”
“อ่า โทษทีนะ ข้าแค่เป็นห่วงเจ้าน่ะ”
ไม่รู้ว่าเหยาพูดเล่นหรือเปล่า แต่น้ำเสียงของเขาฟังดูแล้วมันให้ความรู้สึกที่นุ่มนวล เป็นความรู้สึกที่ห่วงอีกฝ่ายอย่างไม่ต้องสงสัย
หลังจากนั้นหนิงเอ๋อก็ได้จัดยาให้ชาวบ้านและเด็กกิน กว่าไข้หวัดใหญ่จะหายคงต้องใช้เวลาหลายวันจึงจะหายเป็นปกติ
“ข้าได้จัดยาเอาไว้ให้ชาวบ้านทุกคน หากอาการยังไม่ดีขึ้นก็ให้กินยาที่ข้าจัดไว้นะ”
“เออ ขอบใจเจ้ามาก”
ตาแก่รับยาไข้หวัดใหญ่ก่อนจะเดินไปดูอาการของชาวบ้านแต่ละคน
(เท่านี้ก็น่าจะหายห่วงแล้วนะ)
…
24 ชาวบ้านในแคว้นใหญ่ทั้งสี่ได้รู้เรื่องมาจากเมืองหลวงให้ส่งตัวนักปราชญ์ของพวกเขา แน่นอนว่าไม่มีชาวบ้านคนไหนทำสิ่งที่ทางเมืองหลวงประกาศ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก “เส้าหลันคิดจะให้พวกเราอยู่ใต้อาณัติของมัน ทว่าสิ่งที่มันกำลังกระทำอยู่นี้ไม่ใช่แค่ต้องการตัวพวกเรา มันข่มขู่ชาวบ้านทางอ้อมให้ตื่นกลัว หากเจ้าอ่านใบประกาศตรงนี้จะเข้าใจ” หนิงเอ๋อชี้นิ้วให้เหยาอ่านใบกระกาศและให้ทำความเข้าใจ ก่อนหน้าจะเรื่องนี้ขึ้น หนิงเอ๋อได้ขอความช่วยเหลือจากจางลี่และเจียง รวมถึงชาวบ้านเดินทางไปยังแคว้นและหมู่บ้านทั้งหมดเพื่อแจ้งกับชาวบ้านให้ได้รู้กันว่าอาจจะเกิดเรื่องขึ้นเพื่อไม่ได้ตื่นตระหนกตกใจรวมถึงเรื่องสิ่งมีชีวิตเหนือจินตนาการด้วย 
23 ขบวนรถม้าของเส้าหลันเดินทางออกจากเมืองแคว้นฉินเป็นที่เรียบร้อย สายตาอันนับร้อยจับจ้องไปที่ขบวนรถม้าที่กำลังจะอันตรธานหายไป มีเพียงเหยาที่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เขาไม่สามารถทำอะไรได้ ทำได้เพียงยอมรับมันเท่านั้น “ข้า ทำอะไรไม่ได้เลย” น้ำเสียงแผ่วเบาหลุดลอยออกมาทำให้หนิงเอ๋อที่อยู่กับเขามานานเข้าใจความรู้สึกของเหยาดี “แม้เส้นหลันจะไม่ได้เอ่ยกล่าวว่าจะกระทำอันใดก็เถิด ข้าเกรงว่ามันจะเกิดเรื่องขึ้น อีกไม่นานนี้อย่างแน่นอน ข้าพูดอยู่ฝ่ายเดียวว่าปฏิเสธแต่ว่าข้าไม่ได้ไถ่ถามชาวบ้านเลย” เหยาทำหน้าเศร้าหมอง เขาหันมองชาวบ้านแต่ละคนด้วยความรู้สึกเป็นกังวล
22 ใบหน้าที่หยาบราวกับหินผา ดวงตาคมกริบราวกับใบมีดที่จ้องจะทำร้ายทุกคนที่ขัดขวาง หนวดยาวจรดถึงหน้าอกอย่างกับราชสีห์ ชุดจีนโบราณดูมีราคาที่แม้แต่ชาวบ้านจับต้องไม่ได้ มีเพียงขุนนางและผู้มียศถาบรรดาศักดิ์เท่านั้นที่สามารถสวมใส่มันได้ เมื่อชาวบ้านได้เห็นว่าบุคคลข้างในรถเป็นถึงขุนนาง พวกเขาจึงทำความเคารพ หากไม่ทำเช่นนั้นอาจจะถูกจับแล้วถูกตัดหัวก็ได้ ป่าเถื่อนอะไรเช่นนี้ “ข้าเป็นขุนนางมาจากเมืองหลวง นามของข้าคือ เส้าหลัน ข้ามาที่นี่ก็เพื่อต้องการมาพิสูจน์ด้วยตาคู่นี้ของข้าเองว่าแคว้นฉินนั้นถูกฟื้นฟูขึ้นมาใหม่อีกครั้ง มันเป็นจริงหรือไม่ ตอนนี้ข้าได้เห็นแล้ว แคว้นฉินถูกฟื้นฟูกลับขึ้นมาจริง มันเป็นเรื่องน่ายินดีอะไรเช่นนี้” แม้เส้าหลันจะเอ่ย
21 ขบวนรถม้าที่มักจะเห็นในเมืองหลวง ทว่ามันกลับได้มาเห็นในป่าระหว่างเดินทางไปยังหมู่บ้านของแคว้นหนาน มันเป็นรถม้าดูสง่างามประหนึ่งว่าอยู่ในโลกของแฟนตาซีที่มักจะเห็นกันอยู่บ่อยครั้ง ไม่ใช่แค่นั้นนะ ทหารหลายนายขี่ม้าประกบด้านหน้าและด้านหลังเพื่อคุ้มกันความปลอดภัยของขุนนางที่นั่งอยู่ภายในรถม้า เมื่อรถม้าของขุนนางไกลเข้ามาเต็มที เหยาจึงควบคุมม้าให้หยุดเดินเพื่อรอให้รถม้าของขุนนางเดินทางผ่านไปเสียก่อน สิ่งที่ต้องต่อจากนี้ก็คือลงจากรถม้าแล้วต้องทำความเคารพ ทว่าหนิงเอ๋อและเหยาไม่คิดจะทำเช่นนั้น “หนิงเอ๋อ เจ้าคงคิดเหมือนกับข้าสินะ” &ldq
20 ณ ห้องแห่งหนึ่ง ห้องแห่งนี้ไม่ใช่ห้องของคนทั่วไป มันเป็นห้องสำหรับคนที่มีตำแหน่งเทียบเท่าขุนนาง มันเอาไว้ใช้ในการสนทนาในเรื่องสำคัญ แล้วตอนนี้มันก็ถูกเปิดออกให้ได้เห็น ลักษณะภายในห้องเป็นแบบจีนโบราณ มีโต๊ะกลมและเก้าอี้ล้อมรอบเอาไว้สำหรับนั่งประชุม แล้วมันก็ถูกใช้ครบคนด้วยกัน บุคคลที่อยู่ภายในห้องแห่งนี้ไม่อาจที่จะเปิดเผยใบหน้าได้ แม้ว่าจะมีบุคคลตำแหน่งขุนนางอยู่ร่วมด้วยก็ตาม เพราะนี่เป็นการประชุมลับสุดยอด “หลายสิบปี ที่พวกเรามานั่งประชุมลับด้วยกัน ที่ผ่านมาต่างคนต่างมีเรื่องและหน้าที่ที่รับผิดชอบ ก็ย่อมที่จะไม่มีเวลากันเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้สำคัญยิ่งกว่าหน้าที่ของพวกท่าน เมื่อหลายวันก่อน ข้าไปได้ยินเรื่องหนึ่งจากชาวบ้านในเมืองหลวงแห่งนี้ ชาวบ
19 หลังจากได้ทำข้อตกลงกับผู้นำทหาร หนิงเอ๋อและเหยาจึงออกเดินทางเพื่อไปยังเมืองหลวง “คนพวกนั้นเชื่อใจได้จริงเหรอเหยา?” “ข้าเชื่อใจพวกเขานะ แล้วก็ ข้าน่ะดูคนเป็นนะ ใครจะดีใครจะชั่ว มันดูที่การกระทำ” “คิดง่ายเกินไปแล้ว” “สำหรับตัวข้า การที่เหล่าทหารมีความคิดไม่ต่างจากข้า นั่นก็เท่ากับว่าพวกเขาน่ะจะไม่ทำร้ายชาวบ้าน แล้ก็อีกเรื่อง ถึงข้าจะไม่ได้ถามพวกนั้นแต่ข้าพอจะรู้ว่าพวกนั้นไปที่ใด” “แล้วพวกเขาไปที่ใดกัน?” “หมู่บ้านก่อนหน้านี้น่ะ แต่ข้าไม่รู้ว่าไปทำไม พอข้าได้เห็นสัมภาระของทหาร







