LOGIN“ผมเลี้ยงลูกอย่างให้อิสระน่ะอาม่า ไม่อยากบังคับใจอี” เขาอยากบอกอาม่าเหลือเกินว่าอารันหลานของอาม่านั่นน่ะ ใคร ๆ ก็มองออกว่าเป็นพวกแอบ มีแต่อาม่าคนเดียวกระมังที่มองว่าสุภาพเรียบร้อยเพราะถูกอบรมสั่งสอนมาดี
แต่ก็ช่างเถอะ ให้จบ ๆ ไปแบบนี้แหละดีแล้ว เพราะเขายังมีเป้าหมายที่สำคัญกว่ารออยู่
“เอาเป็นว่าอาม่าเปลี่ยนใจเถอะนะ ลูกสาวผมคงกู่ไม่กลับแล้ว”
“รู้แบบนี้แล้วอั๊วก็คงต้องล้มเลิกความคิด แต่อั้วก็ยังชอบอีนะ ก็อีนิสัยดี น่ารัก ถูกใจอั๊วมาก ไม่น่าเลยอาเหม่ยลี่ของอั๊ว”
“วันนี้อาม่าจะรับยาบำรุงตัวไหนดี” หยวนตงยิ้มรับ ได้โอกาสตอนที่นางทอดถอนใจก็รีบเปลี่ยนเรื่อง
“เอายาบำรุงมาให้ลูกสะใภ้คนเล็กอั๊วหน่อย เอาแบบเดิมเลยนะ อีบอกว่าดื่มแล้วดี”
“ได้ครับอาม่า รอสักครู่นะ”
“เมื่อกี้ลื้อบอกว่าจะย้ายกลับไปอยู่ที่จีนเหรอ” อาม่าถามชายวัยเดียวกับลูกชายคนเล็ก ที่เห็นกันมาตั้งแต่มาเปิดร้านใหม่ ๆ แต่หน้าตายังดูหนุ่มไม่เปลี่ยนไปจากเดิม ผิดกันคนละเรื่องกับลูกชายของนาง ที่ดูแก่และมีผมหงอกเต็มศีรษะที่ล้านไปครึ่งหัว
“ครับ”
“แบบนี้อั๊วก็แย่สิ ถ้ายาหมดแล้วอั๊วจะไปหาซื้อที่ไหนได้ล่ะ”
“เดี๋ยวผมเขียนเทียบยาไว้ให้ก็ได้ อาม่าไปซื้อที่ร้านหมอตึ๋งน่าจะมีครบทุกตัว ถ้าไม่ครบก็ลองไปดูที่ร้านตรงหัวถนน ใกล้ ๆ กับอำเภออีกที่นะ”
“ดี ๆ แบบนี้อั๊วค่อยสบายใจหน่อย.. เสร็จแล้วเหรอ เท่าไหร่ สามพันบาทเหมือนเดิมใช่ไหม”
“ครับ ขอบคุณครับอาม่า”
“อือ อั๊วไปก่อนนะหมอตี๋ ขอให้แข็งแรง ๆ นะ”
“ครับ อาม่าก็เหมือนกันนะ.. ค่อย ๆ เดินนะครับ” บอกลาและตามไปส่งถึงหน้าประตู รอจนอีกฝ่ายเดินผ่านร้านไปแล้วจึงดึงประตูม้วนปิดร้านเสียเลย
“มนุษย์ในมิตินี้มีอารมณ์ขันดีนะเทพรักษา”
“ครับ เป็นโลกมนุษย์ที่ศิวิไลซ์กว่ามิติอื่นที่เคยไปอยู่มาด้วย”
รอยยิ้มของมหาเทพค่อย ๆ เหือดหายไปจากใบหน้าที่เปี่ยมเมตตา
“เราส่งเจ้ากับฟูเหรินข้ามมิติครั้งแล้วครั้งเล่า ถอดพลังเทพของเจ้า ให้เหลือเพียงจิตสายเดียวที่สื่อกับเราได้ในยามจำเป็น เจ้าเคยโกรธเราบ้างไหมเทพรักษา”
“ข้ากับฟูเหรินต้องขอบคุณท่านด้วยซ้ำที่เปิดโอกาสให้พวกเราได้ท่องเที่ยวไปยังมิติต่าง ๆ ได้มีประสบการณ์และรู้จักสมุนไพรใหม่ ๆ การที่ถูกส่งมาดินแดนนี้ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ตื่นตามาก ท่านต่างหากที่ต้องลำบากโกหกแทนพวกเรา คอยปกป้องพวกเรา”
“ข้าไม่ลำบากอะไรเลย แค่บอกว่าเจ้ากับฟูเหรินเดินทางไปยังดินแดนอื่น เพื่อเสาะหาสมุนไพรใหม่ ๆ แค่นั้น แต่พวกเจ้ากลับต้องสูญเสียความเป็นส่วนตัวเพื่อทำงานให้ข้า”
“ต่อให้ลำบากเพียงใดพวกเราก็ยินดีทำเพื่อท่านมหาเทพ ถ้ามีเรื่องไหนที่อยากให้พวกเราช่วย บอกพวกเราได้ทุกเรื่อง”
“นอกจากเรื่องนี้ก็ไม่มีเรื่องอื่นอีกแล้วเทพรักษา.. ที่เราลงมาพบท่านวันนี้ก็เพื่อจะถามถึงเด็กสาวฝาแฝดคู่นั้น พวกนางเป็นอย่างไรบ้าง” มหาเทพตกใจเมื่อคนสนิทคุกเข่าลงพร้อมกับสีหน้าที่เศร้าหมอง “เกิดอะไรขึ้นหรือเทพรักษา!”
“มหาเทพมาหาข้าเองแบบนี้ ข้าก็คิดเอาไว้แล้วว่าคงเป็นเพราะเหตุนี้แน่ ข้ารู้สึกผิดต่อท่านนักที่ปิดบังเรื่องนี้เอาไว้” เทพรักษาแห่งดินแดนเทพสวรรค์ ที่เปรียบเสมือนหมอในโรงพยาบาลของโลกมนุษย์ มีสีหน้าเคร่งเครียด ความรู้สึกผิดอัดแน่นเต็มอก
“ลุกขึ้นมานั่งตรงนี้ แล้วคุยกันให้รู้เรื่องเถิดเทพรักษา”
“ขอบคุณมหาเทพ” หยวนตงหรือเทพแห่งการรักษาทำตามอย่างว่าง่าย “ความจริงแล้วเด็กฝาแฝดคู่นั้น ตอนนี้มีชีวิตเหลือเพียงคนเดียวขอรับ”
“..เกิดอะไรขึ้นกับอีกคนหนึ่งเล่า ทำไมนางถึงจากไป”
“นางอยู่เหนือการควบคุมของเราขอรับ.. เพราะนางเป็นเด็กที่เรียบร้อยต่างกับแฝดน้องมาก ๆ เราจึงไม่ระแคะระคายสักนิดว่านางแอบมีคนรัก..รู้อีกทีก็ตอนที่นางพาลูกชายที่เพิ่งคลอดกลับมาที่บ้าน.. นางถูกคนรักทิ้งไปก่อนจะคลอดลูกแค่ไม่กี่วัน กลับมาพร้อมหัวใจที่บอบช้ำ แล้วนาง..นางก็ฆ่าตัวตาย” หยวนตงเอ่ยประโยคที่บีบคั้นหัวใจออกไป “ข้าขอโทษที่ทำหน้าที่ได้ไม่ดีแล้วยังปกปิดเรื่องนี้มาตลอด”
“ไม่ต้องขอโทษหรอก เทียบกับเจ้าที่ต้องลงมาหาทารกหญิงฝาแฝดที่มีหกธาตุ ที่เกิดในวันที่แปดเดือนแปด และต้องเลี้ยงดูพวกนางอย่างดี ก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีมากแล้ว”
เท้าความกลับไปเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนในแดนสวรรค์ คู่รักเทพรักษาอย่างเขาถูกมหาเทพนัดพบในสถานที่ส่วนตัว การนัดพบครั้งนั้นเป็นความลับที่ไม่มีใครรู้ใครเห็น มีเพียงสามคนเท่านั้นที่รู้กัน
ในค่ำคืนแห่งความลับนั้น เขาได้รู้ว่าระหว่างที่มหาเทพได้ผนึกพลังสร้างดินแดนมายาขึ้นมานั้น ดวงจิตที่เต็มไปด้วยความอาลัยรักในลูกเมีย มีความโกรธแค้นที่ไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้แฝงอยู่ จึงร่ายมนตร์แฝงลงไปในพลังเวทที่กำลังแผ่ออกไป
ว่าในอีกหนึ่งพันปีผ่านไป ถ้ามีเด็กผู้ชายที่เกิดในวันที่แปดเดือนแปดที่สืบสายเลือดสายตรงจากบุตรชายของท่าน ขอให้ทารกนั้นมีพลังทำลายล้างที่แข็งแกร่งเหนือกว่าผู้ใด ถ้ามีพลังของเทพสวรรค์ก็จะกลายเป็นมหาเทพที่ยิ่งใหญ่เหนือตน แต่ถ้าได้รับพลังปีศาจมากกว่าก็จะกลายเป็นเทพปีศาจที่ไม่สามารถมีใครโค่นล้มได้
เห็นเจ้านายอึกอักพูดไม่ออก มู่สงก็รีบขยับตัวเข้าไปใกล้อีกนิด“เสินเฉา ถึงเวลาต้องไปแล้ว” สอดปากเข้าช่วยเหลือพร้อมด้วยสีหน้าโง่ ๆเหม่ยลี่เขม้นมองมู่สงยิ้ม ๆ นับถือในความจงรักภักดีจนอยากจะเจรจาเอามาเป็นพวก“ต้องไปแล้ว.. ต้องไปไหนกันเหรอถึงได้รีบร้อนนัก” เมื่อกี้ยังเอ้อระเหยลอยชาย ทำท่าไม่พอใจที่เธอบอกว่าปวดขาไม่อยากเดินต่ออยู่เลย“ข้าน้อยเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เสินเฉาต้องไปถือศีลในถ้ำ” มู่สงทำหน้าใสซื่อตอบกลับอย่างนอบน้อม“ช่างเป็นคนมีหลักธรรมค้ำจุนจิตใจยิ่งนัก มิน่าถึงได้ดูมีสง่าราศีไร้ผู้ใดเทียบเทียมขนาดนี้”เสินเฉาได้รับคำชมจากใบหน้านวลยิ้มแย้มก็คลี่ยิ้มกว้าง โค้งศีรษะให้นางเล็กน้อย“เหนียงเนี่ยงกล่าวชมเกินไปแล้ว” อยากถามนางต่อนักว่าเขาดูมีสง่าราศีเหนือฟูจวินของนางหรือไม่ “ในดินแดนมายาแห่งนี้ ไม่มีใครมีสง่าราศีเท่าฟูจวินของเจ้าอีกแล้ว เพราะเขาเป็นถึงต้าเสินของที่นี่” พูดทั้งที่ไม่อยากพูด“ท่านพี่พูดเกินไปแล้ว เสินหลง บิดาของพวกเราต่างหากคือต้าเสิน ส่วนข้าก็แค่รักษาการแทนท่านเท่านั้น”“แต่ท่านพ่อก็เลือกเจ้าเป็นหวางฉู่ นั่นแสดงให้เห็นว่าเจ้าต้องมีดีกว่าข้าที่เป็นลูกคนโตมิใช่หรือ” เสี
พูดจบมู่สงก็เดินเข้ามาเหมือนนัดกันไว้ โค้งกายเล็กน้อยก่อนจะยื่นโถอาหารปลาให้ผู้เป็นนาย“เสินเฉา” เหม่ยลี่หมดความอดทนต่อการปั้นหน้า เพราะดูแล้วเขาคงไม่กลับง่าย ๆ ถ้านางไม่ทำเสียเอง “ข้าขออภัยที่ต้องพูด ตอนนี้ข้าปวดเท้าและหนาวมาก ข้าคงเดินต่อไปไม่ไหวแล้ว”“เช่นนั้นให้ข้าประคองไปที่ศาลาดีหรือไม่เหนียงเนี่ยง”“ไม่เป็นไรเสินเฉา ข้าพอเดินไหวเจ้าค่ะ” ตอบเขาแล้วรีบหันหลังเดินกลับไปที่ศาลา“เหนียงเนี่ยง ข้าน้อยไม่คิดว่าเหนียงเนี่ยงเจ็บเท้าอย่างที่อ้างนะ” มู่สงผู้เดินตามหลัง เอ่ยขึ้นหลังจากมองดูนางอยู่สักพักเหม่ยลี่หันกลับไปมองบุรุษรูปร่างสูงใหญ่กำยำพอ ๆ กับเสินอี้ แต่หน้าตานั้นอย่าได้เทียบกัน เพราะฝ่ายนี้นอกจากไม่หล่อแล้วยังดูตาลอย ๆ เบลอ ๆ เหมือนคนไม่ค่อยเต็มเต็ง แต่เสินอี้ก็เตือนให้ระวังเขาคนนี้เอาไว้ให้มาก ๆ“เขาผู้นี้เป็นคนสนิทของเสินเฉาหรือเจ้าคะ”“ใช่ มู่สงเป็นคนของข้าเอง เหนียงเนี่ยงอย่าถือโทษโกรธเคืองเขาเลยนะ เขาไม่ค่อยฉลาดสักเท่าไหร่ เป็นคนซื่อ ๆ ตรง ๆ อยากพูดอะไรก็พูดแบบนี้ตลอด แต่ไม่มีพิษมีภัยกับใครหรอก เป็นคนที่ไว้ใจได้ทีเดียว”“อ้อ.. มู่สง”“ขอรับ เหนียงเนี่ยง”“คราวหน้าคราวหลังห
“ไม่ต้องหรอกหนี่ซวี่ เราสองคนปกป้องอาซันได้สบายมาก เพราะพลังเวทย์เราฟื้นเต็มที่แล้ว แต่ตอนที่อยู่บนโลกมนุษย์นั้นเราแทบไม่มีพลังเวทย์ติดตัวเลย”“แต่เสินเฉามีเวทย์ปีศาจที่ร้ายแรง และยังแอบฝึกเวทย์สวรรค์อีกต่างหาก คนสนิทของเขาก็เจ้าเล่ห์มากอุบาย ข้าเกรงว่าท่านทั้งสองจะเสียท่าพวกมัน”“ไม่มีใครเจ้าเล่ห์เท่ามนุษย์อีกแล้วเสินอี้ มนุษย์ไร้เวทย์แต่เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ท่านน่าจะเห็นแล้วว่ามนุษย์ในมิตินั้นทำอะไรได้บ้าง ไม่มีเวทย์เหาะเหินเดินอากาศ แต่ก็มีรถมีเครื่องบินใช้เดินทาง มีธุระต่างแคว้นแดนไกลแค่ไหน แค่ใช้โทรศัพท์คุยกันก็รู้เรื่องแล้ว ไม่ใช่แค่ได้ยินแต่เสียง แต่ยังคุยแบบเห็นหน้ากันได้ด้วย อยากได้ภาพตัวเองสักใบไม่ต้องเสียเวลาเรียกช่างมาวาด แค่ถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือก็ได้ภาพสวยเสมือนจริงออกมา ทั้งหมดคือฝีมือของมนุษย์ที่ไร้เวทมนตร์ประดิษฐ์ขึ้นมาทั้งนั้น ดังนั้นข้าไม่กลัวเล่ห์เหลี่ยมของเสินเฉาหรอก เพราะข้าอยู่กับมนุษย์จนชินแล้ว”“ถ้าท่านยืนยันเช่นนั้นข้าก็ไม่โต้แย้งอีกแล้ว แต่ถ้าถึงคราวคับขันจริง ๆ ท่านต้องขอความช่วยเหลือจากข้าทันทีนะ”“ได้” หยวนหลินตวัดฝ่ามือเบา ๆ หินสีเลือดก้อนหนึ่งก็ปรากฏขึ้
จางผินเฟยหน้าแดงซ่าน ไม่ใช่เพราะอับอาย แต่เพราะโกรธคำพูดที่ถูกสวนกลับมานั้นนางเอาไปพูดกับฟูจวินไม่ได้ต่างหาก“เจ้าก็ไปพูดกับท่านเองสิ แต่อย่าพาดพิงมาถึงข้าก็แล้วกัน เพราะข้าไม่ได้สั่งห้ามเจ้าเรื่องนี้ แต่ถ้าเจ้าใส่ร้ายข้าว่ามาระรานไม่ให้เจ้ายุ่งกับท่านละก็ ข้าจะมาจัดการเจ้าแน่”“ข้าไม่ใช่คนขี้ฟ้อง” นางไม่คิดจะฟ้องอยู่แล้ว เรื่องแค่นี้ไม่เอามาใส่ใจให้เสียสุขภาพจิตหรอก ถ้าทนไม่ไหวขึ้นมาก็จะจัดการด้วยตัวเอง ไม่คิดพึ่งพาเขาที่มีปัญหาใหญ่พอตัวให้คิดมากอยู่แล้วหรอก “แต่ถ้าท่านถามก็ไม่แน่ ถ้าไม่อยากให้ข้าพลั้งปากก็อย่ามายุ่งกับข้าอีก” แต่ก็ทิ้งท้ายให้อีกฝ่ายกริ่งเกรง“ที่ข้ามาพบเจ้าก็เพราะหวังดี อยากให้เจ้าปฏิบัติตามกฎระเบียบของเซี่ยเทียนกงที่ปฏิบัติกันมาอย่างเคร่งครัด เสินอี้ยังไม่มีอี้โฮ่วและผินโฮ่ว ข้าในฐานะต้าผินเฟยจึงถือว่ามีตำแหน่งสูงสุด จึงต้องมาทำหน้าที่บอกกล่าวกับเจ้า เพราะไม่อยากให้เจ้าถูกบรรดาผินเฟยคนอื่น ๆ ครหาว่าร้ายก็เท่านั้น ถ้าเจ้าปฏิบัติตามกฎได้มันก็เป็นผลดีต่อเจ้าเอง” เมื่อถูกขู่ก็ไม่กล้าทำตัวข่ม น้ำเสียงจึงอ่อนลงอย่างมาก“ขอบคุณจางผินเฟยที่เป็นห่วงข้า ข้าจะปฏิบัติตามอย่างเ
ณ บึงกว้างประมาณห้าหมู่ที่รายล้อมด้วยไม้ดอกนานาพันธุ์ มีสะพานไม้พาดขวางไว้เดินชมความงามของดอกบัวหลากสี และปลาสวยงามหลากชนิดนอกจากปลาแล้วยังมีเยวียนยางลอยคอคู่กันอยู่หลายคู่ หูเตี๋ยก็บินว่อนอวดลายสวยงามอยู่เหนือดอกไม้ใบบัวที่ริมบึงอีกด้านยังมีภูเขาลูกย่อมที่มีธารน้ำไหลแซมเป็นทางตกลงสู่บึง กระฉอกเป็นระลอกคลื่นต้องแสงแดดจนเกิดประกายระยิบระยับชวนมองศาลาริมบึงแห่งนี้จึงเป็นสถานที่โปรดของเหม่ยลี่ตั้งแต่วันแรกที่เสินอี้พานางมานั่งเล่น ซึ่งก็คือเมื่อวานนี้และวันนี้ศาลาแห่งนี้ก็ได้ต้อนรับแขกคนแรกของนาง“จางผินเฟย” เหม่ยลี่ทักทายสตรีที่นั่งเชิดหน้า เหมือนมองหาอะไรบนขื่อศาลาอย่างนอบน้อมพอประมาณ เพราะคะเนอายุแล้วนางก็น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ“เม่ยเมย นั่งสิ” จางผินเฟยทักทายกลับและผายมือเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายนั่ง“ขอบคุณจางผินเฟย” เหม่ยลี่ไม่ถือสากับท่าทางวางอำนาจดั่งเป็นเจ้าของสถานที่ของอีกฝ่าย “จางผินเฟยมาขอพบข้า มีธุระอันใดกับข้าหรือ”“ไยเม่ยเมยถึงถามเช่นนั้น..ข้าเป็นผินเฟยเอกของเสินอี้ เจ้าน่าจะรู้ใช่หรือไม่”“ไม่รู้เลยเจ้าค่ะ” นางรู้สิ เพราะนางเพิ่งจะถามจากสาวใช้ตอนเดินมานี่เอง“.....” จา
“ไม่ว่าอย่างไร ข้าคิดว่าเวลานี้ไม่เหมาะที่จะเรียกอินผินเฟยมาพบพวกเรา เพราะอาจจะตกเป็นเป้าสายตาได้ง่าย ๆ รอให้จบงานก่อนน่าจะดีกว่านะจางผินเฟย”“แต่ข้าใจร้อนนี่ เจ้าสองคนจะมัวเอ้อระเหยอยู่ไม่ได้นะ”“ข้าก็ร้อนใจไม่ต่างกัน แต่ร้อนใจไปก็เท่านั้น เพราะฟูจวินก็ไม่เคยสนใจเรามาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” เกาผินเฟยตัดพ้อเว่ยผินเฟยผู้อ่อนแอกว่าคนอื่นซับน้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจที่ปริ่มดวงตา“ข้าว่าเราอย่าไปยุ่งกับนางจะดีกว่า”“ไม่ดี / ไม่ได้นะ” จางผินเฟยและเกาผินเฟยตอบทันควัน“แม้ฟูจวินจะไม่เห็นเราอยู่ในสายตา แต่เราก็เป็นผินเฟยของท่าน ไม่ว่าอย่างไรเราก็ต้องแสดงให้นางรู้ว่าเรามาก่อน ต่อให้นางเป็นคนโปรดนางก็ต้องให้เกียรติเราตามลำดับ”“จางผินเฟยพูดถูก” เกาผินเฟยเห็นด้วย“แต่อีกไม่กี่วันนางก็จะกลายเป็นผินเฟยเหมือนเราแล้วนะ”“เป็นผินเฟยเหมือนกันแต่ก็มาทีหลัง ข้าไม่ยอมให้นางเหยียบหัวข้าง่าย ๆ หรอก” จางผินเฟยนัยน์ตาวาวด้วยความชิงชัง “ก่อนที่จะถึงวันแต่งตั้งนาง ข้าต้องหาทางทำอะไรนางสักอย่างให้ได้”“เจ้าจะทำอะไรหรือจางผินเฟย”“เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องรู้หรอกเว่ยผินเฟย เชิญกลับไปร้องไห้อยู่ที่เรือนของเจ้าเถิด เรื







