LOGIN“ผมเลี้ยงลูกอย่างให้อิสระน่ะอาม่า ไม่อยากบังคับใจอี” เขาอยากบอกอาม่าเหลือเกินว่าอารันหลานของอาม่านั่นน่ะ ใคร ๆ ก็มองออกว่าเป็นพวกแอบ มีแต่อาม่าคนเดียวกระมังที่มองว่าสุภาพเรียบร้อยเพราะถูกอบรมสั่งสอนมาดี
แต่ก็ช่างเถอะ ให้จบ ๆ ไปแบบนี้แหละดีแล้ว เพราะเขายังมีเป้าหมายที่สำคัญกว่ารออยู่
“เอาเป็นว่าอาม่าเปลี่ยนใจเถอะนะ ลูกสาวผมคงกู่ไม่กลับแล้ว”
“รู้แบบนี้แล้วอั๊วก็คงต้องล้มเลิกความคิด แต่อั้วก็ยังชอบอีนะ ก็อีนิสัยดี น่ารัก ถูกใจอั๊วมาก ไม่น่าเลยอาเหม่ยลี่ของอั๊ว”
“วันนี้อาม่าจะรับยาบำรุงตัวไหนดี” หยวนตงยิ้มรับ ได้โอกาสตอนที่นางทอดถอนใจก็รีบเปลี่ยนเรื่อง
“เอายาบำรุงมาให้ลูกสะใภ้คนเล็กอั๊วหน่อย เอาแบบเดิมเลยนะ อีบอกว่าดื่มแล้วดี”
“ได้ครับอาม่า รอสักครู่นะ”
“เมื่อกี้ลื้อบอกว่าจะย้ายกลับไปอยู่ที่จีนเหรอ” อาม่าถามชายวัยเดียวกับลูกชายคนเล็ก ที่เห็นกันมาตั้งแต่มาเปิดร้านใหม่ ๆ แต่หน้าตายังดูหนุ่มไม่เปลี่ยนไปจากเดิม ผิดกันคนละเรื่องกับลูกชายของนาง ที่ดูแก่และมีผมหงอกเต็มศีรษะที่ล้านไปครึ่งหัว
“ครับ”
“แบบนี้อั๊วก็แย่สิ ถ้ายาหมดแล้วอั๊วจะไปหาซื้อที่ไหนได้ล่ะ”
“เดี๋ยวผมเขียนเทียบยาไว้ให้ก็ได้ อาม่าไปซื้อที่ร้านหมอตึ๋งน่าจะมีครบทุกตัว ถ้าไม่ครบก็ลองไปดูที่ร้านตรงหัวถนน ใกล้ ๆ กับอำเภออีกที่นะ”
“ดี ๆ แบบนี้อั๊วค่อยสบายใจหน่อย.. เสร็จแล้วเหรอ เท่าไหร่ สามพันบาทเหมือนเดิมใช่ไหม”
“ครับ ขอบคุณครับอาม่า”
“อือ อั๊วไปก่อนนะหมอตี๋ ขอให้แข็งแรง ๆ นะ”
“ครับ อาม่าก็เหมือนกันนะ.. ค่อย ๆ เดินนะครับ” บอกลาและตามไปส่งถึงหน้าประตู รอจนอีกฝ่ายเดินผ่านร้านไปแล้วจึงดึงประตูม้วนปิดร้านเสียเลย
“มนุษย์ในมิตินี้มีอารมณ์ขันดีนะเทพรักษา”
“ครับ เป็นโลกมนุษย์ที่ศิวิไลซ์กว่ามิติอื่นที่เคยไปอยู่มาด้วย”
รอยยิ้มของมหาเทพค่อย ๆ เหือดหายไปจากใบหน้าที่เปี่ยมเมตตา
“เราส่งเจ้ากับฟูเหรินข้ามมิติครั้งแล้วครั้งเล่า ถอดพลังเทพของเจ้า ให้เหลือเพียงจิตสายเดียวที่สื่อกับเราได้ในยามจำเป็น เจ้าเคยโกรธเราบ้างไหมเทพรักษา”
“ข้ากับฟูเหรินต้องขอบคุณท่านด้วยซ้ำที่เปิดโอกาสให้พวกเราได้ท่องเที่ยวไปยังมิติต่าง ๆ ได้มีประสบการณ์และรู้จักสมุนไพรใหม่ ๆ การที่ถูกส่งมาดินแดนนี้ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ตื่นตามาก ท่านต่างหากที่ต้องลำบากโกหกแทนพวกเรา คอยปกป้องพวกเรา”
“ข้าไม่ลำบากอะไรเลย แค่บอกว่าเจ้ากับฟูเหรินเดินทางไปยังดินแดนอื่น เพื่อเสาะหาสมุนไพรใหม่ ๆ แค่นั้น แต่พวกเจ้ากลับต้องสูญเสียความเป็นส่วนตัวเพื่อทำงานให้ข้า”
“ต่อให้ลำบากเพียงใดพวกเราก็ยินดีทำเพื่อท่านมหาเทพ ถ้ามีเรื่องไหนที่อยากให้พวกเราช่วย บอกพวกเราได้ทุกเรื่อง”
“นอกจากเรื่องนี้ก็ไม่มีเรื่องอื่นอีกแล้วเทพรักษา.. ที่เราลงมาพบท่านวันนี้ก็เพื่อจะถามถึงเด็กสาวฝาแฝดคู่นั้น พวกนางเป็นอย่างไรบ้าง” มหาเทพตกใจเมื่อคนสนิทคุกเข่าลงพร้อมกับสีหน้าที่เศร้าหมอง “เกิดอะไรขึ้นหรือเทพรักษา!”
“มหาเทพมาหาข้าเองแบบนี้ ข้าก็คิดเอาไว้แล้วว่าคงเป็นเพราะเหตุนี้แน่ ข้ารู้สึกผิดต่อท่านนักที่ปิดบังเรื่องนี้เอาไว้” เทพรักษาแห่งดินแดนเทพสวรรค์ ที่เปรียบเสมือนหมอในโรงพยาบาลของโลกมนุษย์ มีสีหน้าเคร่งเครียด ความรู้สึกผิดอัดแน่นเต็มอก
“ลุกขึ้นมานั่งตรงนี้ แล้วคุยกันให้รู้เรื่องเถิดเทพรักษา”
“ขอบคุณมหาเทพ” หยวนตงหรือเทพแห่งการรักษาทำตามอย่างว่าง่าย “ความจริงแล้วเด็กฝาแฝดคู่นั้น ตอนนี้มีชีวิตเหลือเพียงคนเดียวขอรับ”
“..เกิดอะไรขึ้นกับอีกคนหนึ่งเล่า ทำไมนางถึงจากไป”
“นางอยู่เหนือการควบคุมของเราขอรับ.. เพราะนางเป็นเด็กที่เรียบร้อยต่างกับแฝดน้องมาก ๆ เราจึงไม่ระแคะระคายสักนิดว่านางแอบมีคนรัก..รู้อีกทีก็ตอนที่นางพาลูกชายที่เพิ่งคลอดกลับมาที่บ้าน.. นางถูกคนรักทิ้งไปก่อนจะคลอดลูกแค่ไม่กี่วัน กลับมาพร้อมหัวใจที่บอบช้ำ แล้วนาง..นางก็ฆ่าตัวตาย” หยวนตงเอ่ยประโยคที่บีบคั้นหัวใจออกไป “ข้าขอโทษที่ทำหน้าที่ได้ไม่ดีแล้วยังปกปิดเรื่องนี้มาตลอด”
“ไม่ต้องขอโทษหรอก เทียบกับเจ้าที่ต้องลงมาหาทารกหญิงฝาแฝดที่มีหกธาตุ ที่เกิดในวันที่แปดเดือนแปด และต้องเลี้ยงดูพวกนางอย่างดี ก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีมากแล้ว”
เท้าความกลับไปเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนในแดนสวรรค์ คู่รักเทพรักษาอย่างเขาถูกมหาเทพนัดพบในสถานที่ส่วนตัว การนัดพบครั้งนั้นเป็นความลับที่ไม่มีใครรู้ใครเห็น มีเพียงสามคนเท่านั้นที่รู้กัน
ในค่ำคืนแห่งความลับนั้น เขาได้รู้ว่าระหว่างที่มหาเทพได้ผนึกพลังสร้างดินแดนมายาขึ้นมานั้น ดวงจิตที่เต็มไปด้วยความอาลัยรักในลูกเมีย มีความโกรธแค้นที่ไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้แฝงอยู่ จึงร่ายมนตร์แฝงลงไปในพลังเวทที่กำลังแผ่ออกไป
ว่าในอีกหนึ่งพันปีผ่านไป ถ้ามีเด็กผู้ชายที่เกิดในวันที่แปดเดือนแปดที่สืบสายเลือดสายตรงจากบุตรชายของท่าน ขอให้ทารกนั้นมีพลังทำลายล้างที่แข็งแกร่งเหนือกว่าผู้ใด ถ้ามีพลังของเทพสวรรค์ก็จะกลายเป็นมหาเทพที่ยิ่งใหญ่เหนือตน แต่ถ้าได้รับพลังปีศาจมากกว่าก็จะกลายเป็นเทพปีศาจที่ไม่สามารถมีใครโค่นล้มได้
“ท่านไม่ทำแบบนั้นกับอี้โฮ่วหรอก ท่านก็แค่ทำโทษเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามประสาสามีภรรยาเท่านั้นแหละ” ความจริงนางเห็นตอนที่เสินอี้เดินออกมาจากหลังฉากกั้นแล้ว และพยายามจะเตือนอี้โฮ่วให้รู้ตัว แต่นางก็ลอยหน้าลอยตาพูดอย่างมีอารมณ์ ไม่ยอมสบตาด้วยสักนิด ผลจึงเป็นอย่างที่เห็น“เช่นนั้นหนูปี้ก็สบายใจ แต่เราน่าจะไปบอกกับเหล่ากวงสักหน่อยดีไหม ให้ท่านช่วยมาสังเกตการณ์ไว้ก่อนจะดีกว่า”“อย่าไปรบกวนเขาเลย ดีไม่ดีเจ้าจะถูกหัวเราะเยาะเอาอีกที่กลัวไม่เข้าเรื่อง รีบกลับจวนกันดีกว่า ข้าคิดถึงสามีของข้าแล้ว”“เจ้าค่ะ” สาวใช้ยิ้มแป้นกับคำพูดตรงไปตรงมาของฮูหยิน ประคองนางไปที่รถม้าที่จอดรออยู่หน้าเรือนหวี่ตามที่อี้โฮ่วอนุญาตเป็นพิเศษภายในห้องนอนใหญ่เรือนหวี่“เป็นอย่างไรเล่าอี้โฮ่ว ข้าอ่อนแรงเหมือนถั่วงอกหรือไม่” ร่างใหญ่เปลือยเปล่าที่นอนแผ่หลาไร้แรง ถามร่างบางที่นอนระทวยเพราะถูกฤทธิ์รักร้อนแรงของเขาโถมใส่“แค่นี้ใช่ไหมที่อยากจะอวดให้ข้ารู้”“ใช่ ฟูจวินของเจ้าพลังมหาศาลดุจขุนเขา เสพเจ้าทั้งคืนทั้งวันก็ยังได้ ต่อไปนี้อย่ามานินทาว่าร้ายข้าลับหลังอีก”“ท่านก็อย่าทำตัวเป็นถั่วงอกให้ข้าเห็นอีกก็แล้วกัน ปล่อย! เดี๋ยวเตียข
เขาเองก็ไม่ต่างกับนาง ยิ่งขยับก็ยิ่งสะท้าน ยิ่งต้องการนางอย่างรุนแรง ไม่อาจหักห้ามใจให้หยุดทำรักนางได้ ร่างเล็กที่นอนอยู่บนที่นอนจึงโยกคลอนตามแรงรักที่เขามอบให้ค่ำคืนแห่งความรักไม่ได้จบลงง่าย ๆ เสินอี้ละเลงรักร้อนแรงใส่นางไม่เลิกรา สมกับความถวิลหาสิบกว่าวันที่ไม่ได้เจอกัน สมกับความโล่งอกโล่งใจที่จัดการเรื่องที่ค้างคาอยู่ในใจออกไปได้ทั้งหมดนับจากนี้ไปเขาจะมีนางเป็นฟูเหรินเพียงหนึ่งเดียว ส่วนนางก็จะมีเขาเป็นฟูจวินที่รักนางเพียงหนึ่งเดียว ไม่ต้องแบ่งเขาให้ใครแม้จะเป็นเพียงแค่ฟูจวินในนามก็ตาม ....................สองเดือนผ่านไป“คารวะอี้โฮ่ว”“นั่งลงก่อนสิฮูหยิน” เหม่ยลี่รีบกล่าวเชื้อเชิญซื่อเหม่ยเหนียงให้นั่งลงอย่างห่วงใย เพราะรู้ว่านางกำลังตั้งครรภ์อ่อน ๆ “เจ้าไม่จำเป็นต้องมาคารวะข้าบ่อย ๆ ขนาดนี้ก็ได้ กำลังท้องกำลังไส้ควรพักผ่อนให้มาก ๆ จะดีกว่า”“อยู่แต่ในจวนก็น่าเบื่อ ฮุ่ยเซียนไม่ให้ข้าทำอะไรเลยนอกจากกินกับนอน ข้าได้เดินยืดเส้นยืดสายมาหาท่านแบบนี้ข้ามีความสุขมาก อย่าขับไสข้าเลยนะอี้โฮ่ว”“ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก ข้าแค่ทำตามที่ฮุ่ยเซียนขอร้องน่ะ”“อะไรนะ เขามาบอกให้ท่านพูดเช่นนั้นหรือ”
เท้าเล็ก ๆ ในรองเท้าปักลายงดงามค่อย ๆ ก้าวไปใกล้แผ่นหลังหนา สูดลมหายใจเข้าปอดเรียกความกล้าก่อนจะเอื้อมมือไปโอบกอดเขาไว้“อย่าหันมาเด็ดขาดจนกว่าข้าจะอนุญาต”“อือ”“แล้วก็ฟังข้าพูดไปเงียบ ๆ ห้ามถามห้ามซักใด ๆ ทั้งสิ้น”“ได้”“..ท่านรู้อะไรไหมเสินอี้ อยู่ใกล้ ๆ ท่านแล้วข้ารู้สึกอุ่นใจทุกครั้ง ยิ่งอยู่ด้วยข้าก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นเรื่อย ๆ คืนนี้ก็เช่นกัน ที่ข้ายอมฝ่าความมืดไปพบท่านก็เพราะข้าคิดถึงท่านมาก มากจนห้ามใจเอาไว้ไม่ไหว ถ้าไม่ใช่เพราะ..เพราะ..เพราะรักท่านข้าคงไม่รู้สึกเช่นนี้”พูดความในใจให้เขารับฟังด้วยความขัดเขินแล้วก็เหมือนคนเป็นใบ้ในบัดดล พอรู้สึกว่าเขาขยับตัวก็รีบออกแรงรัดเขาแน่นขึ้น ฝังหน้ากับแผ่นหลังแกร่งเพราะไม่อยากให้เขาหันมาตอนนี้เสินอี้ยืนนิ่งดั่งหินผาเมื่อเจออาการเขินอายแบบเด็กสาวแรกเจอบุรุษที่ต้องใจของฟูเหรินคนงาม หัวใจที่พองโตเพราะได้ยินคำบอกรัก อิ่มเอิบเหมือนได้น้ำได้ดินดีมากยิ่งขึ้น ยอมยืนนิ่ง ๆ ให้นางกอดรัดอยู่สักพักจนอ้อมแขนค่อย ๆ คลาย จึงดึงร่างบางมาทางด้านหน้าแล้วอุ้มมาไว้ในอ้อมแขน ไม่ยอมพูดยอมจาตามที่นางสั่งห้าม แต่รีบย่างสามขุมไปยังเตียงนอนหลังใหญ่หลังฉากกั้
“ได้ซะที่ไหนเล่า เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมท่านไม่เดือดร้อนสักนิด แล้วข้าจะทำอย่างไรดีเล่าทีนี้”“เจ้าจะกังวลใจไปทำไม ข้าเป็นเจ้าของมันข้ายังไม่ใส่ใจสักนิด ไปเถิด ข้าง่วงแล้ว กลับห้องกันเถิด ซูสุคืนนี้ข้าขอกลับก่อนนะ ท่านกับตั้วซานจัดการเรื่องที่เหลือแทนข้าทีก็แล้วกัน”“เชิญเสินอี้พักผ่อนตามอัธยาศัยเถิด ทางนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเหลาสิ่วกับอาตั้วก็พอ เราสองคนจะทำให้จบคืนนี้เลย”“อือ พรุ่งนี้ข้าจะมาคุยด้วยนะ” แล้วใช้เวทมนตร์พาตัวเองกับนางในอ้อมแขนหายไปอย่างรวดเร็ว“เสินอี้คงคิดถึงเหนียงเนี่ยงมากเลยนะ รีบพานางกลับห้องนอนโดยไม่สนใจกฎที่ตัวเองตั้งเลย” ตั้วซานเหน็บแนมเจ้านายที่เป็นคนตั้งกฎว่าอยู่ในเซี่ยเทียนกงห้ามใช้เวทมนตร์กลใดทั้งสิ้น “ถ้าเจ้ามีฮูหยินเมื่อไหร่เจ้าก็จะรู้เองว่าความคิดถึงโหยหาที่ถาโถมกันนานวันจะเป็นอย่างไร” กวงตอบยิ้ม ๆ แล้วชักชวนกันไปที่หองาน เพื่อทำงานที่ได้รับมอบหมายจากเสินอี้ให้เสร็จสิ้นในคืนนี้…………………“นี่!” เหม่ยลี่ฟาดฝ่ามือใส่มือที่เริ่มรุกเร้าใส่ทันทีที่กลับเข้ามาในห้องนอน “อย่ามาทำรุ่มร่ามกับข้านะ”“ที่ไปหาข้ากลางดึกแบบนี้ไม่ใช่เพราะคิดถึงข้าหรอกหรือเหม่ยลี่”“ใคร
“เพราะข้าอยากให้นางได้ทำตามแผนเพื่อลองใจเสินอี้ด้วย อยากดูไหวพริบของเขาด้วย คิดว่าเมื่อถึงคราวจำเป็นค่อยเผยความจริงก็แล้วกัน แต่โชคดีเหลือเกินที่เสินอี้ไม่หลงกลตามนางและยังรู้ทันอีก ข้าจึงได้แต่ปิดปากเงียบรอดูเขาจัดการนางอยู่ห่าง ๆ แบบนี้ไงเล่า”“แต่ข้าไม่สนุกด้วยสักนิด ถ้าหากว่าแผนของนางบรรลุด้วยดีท่านจะทำอย่างไร ท่านต้องกลายเป็นคนผิดแทนนางอย่างนั้นหรือ”“ข้าก็จะใช้กระจกความจำเผยความชั่วร้ายของนางให้เสินอี้รับรู้”“นับว่ายังดีที่มีสติบันทึกการกระทำของนางเอาไว้ คิดว่าท่านจะขลาดเขลากว่านี้”คนถูกตำหนิขมวดคิ้วเรียว ชักสีหน้างอใส่อีกฝ่าย “คิดว่าข้าจะโง่พึ่งพาแต่ท่านเป็นอย่างเดียวหรืออย่างไร” สะบัดเสียงโต้แย้งอย่างมีแง่งอน “ออกไปให้พ้นหน้าข้าเลย”“ใครจะยอม” แล้วคนตัวใหญ่ที่อยู่นอกอ่างอาบน้ำก็ช้อนเอาร่างโปร่งขึ้นจากอ่าง “กล้าไล่ข้าแบบนี้คงต้องทำโทษสักหน่อยแล้ว” แล้วอุ้มเขาไปที่เตียงหลังใหญ่เสินเฉารีบเอื้อมมือหยิบเสื้อคลุมมาปกปิดเรือนร่างของตนเอาไว้ขณะที่ถูกมู่สงอุ้มออกมาจากห้องอาบน้ำ ไม่ได้ปฏิเสธการกระทำเอาแต่ใจของเขาแต่อย่างใด.....................ตำหนักเสินอี้เกือบจะสิบวันแล้วที่เสินอ
“เจ้านี่นะ ให้ข้าได้ดูละครรักสนุก ๆ ต่ออีกหน่อยก็ไม่ได้”“ผู้กำกับเช่นท่านทำให้คนดูอย่างข้าหงุดหงิดมาก เลิกแกล้งพวกเขาแล้วก็จัดการให้มันเรียบร้อยเถิด ข้าหิวแล้ว ขืนชักช้าจะไม่รอกินข้าวพร้อมท่านแล้วนะ”“ข้าจะรีบจัดการให้เรียบร้อยเดี๋ยวนี้แหละ มานั่งใกล้ ๆ ข้ามา” เสินอี้รีบลุกไปจูงมือยอดดวงใจ “เจ้าช่วยข้าตัดสินใจทีเถิดฟูเหริน ข้าควรทำอย่างไรกับเรื่องนี้ดี” พานางนั่งลงเรียบร้อยแล้วจึงเอ่ยถามน้ำเสียงอ่อนโยน ไร้ความเย็นชาเช่นสักครู่เหม่ยลี่ถลึงตาใส่คนข้าง ๆ แล้วโน้มหน้าไปใกล้หูเขา“ทำไมโยนภาระมาให้ข้าแบบนี้เล่า”“ในฐานะที่เจ้าเป็นฟูเหรินของข้า ข้าอยากรู้ความคิดเห็นของเจ้า”“ท่านจะถามให้มากความทำไม ก็อย่างที่ข้าเคยบอกท่านไปนั่นแหละ ถ้าพวกเขามีใจให้กันก็จับแต่งงานกันก็หมดเรื่อง” แล้วหันไปมองฮุ่ยเซียนกับโฉมงามซื่อเหม่ยเหนียง “พวกท่านอยากแต่งงานกันไหม.. ฮุ่ยเซียน”ฮุ่ยเซียนหันไปมองสตรีที่คุกเข่าอยู่ข้าง ๆ เห็นนางหน้าแดงก่ำ มองแต่มือที่เท้าอยู่กับพื้น“ถ้าต้องให้เลือกระหว่างความตายกับการแต่งงาน ข้าต้องอยากแต่งงานอยู่แล้วเหนียงเนี่ยง เพราะข้ารักนางจึงอยากใช้ชีวิตอยู่กับนางมากที่สุด”เหม่ยลี่คลี
เรือนหยุน ตำหนักเสินอี้เหม่ยลี่ผลักประตูเข้าไปในห้องนอนของเสินอี้ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก หายใจหอบด้วยความเหนื่อยเพราะวิ่งมาด้วยความเร็ว แต่พอได้เห็นคนที่ตนเป็นห่วงเป็นใยจนลืมสำรวม ยืนกอดอกเด่นเป็นสง่าอยู่กลางห้อง ซ้ำยังทำหน้าตามึนตึงใส่ก็แจ้งแก่ใจทันทีด้วยความโมโหที่มีมากกว่าความสำรวมเพียงน้อยนิด นา
โถงรับแขก ตำหนักเสินเฉาเหม่ยลี่ลุกขึ้นยืน เมื่อเห็นเจ้าของตำหนักผู้งดงามเหนืออิสตรี เยื้องย่างเข้ามาใกล้พร้อมรอยยิ้ม แล้วให้การคารวะอีกฝ่ายในฐานะที่เขาเป็นพี่ชายของสามี ตามหลักธรรมเนียมของชาวดินแดนมายา“คารวะเสินเฉา”“เหม่ยลี่กูเหนี่ยง” เสินเฉาโค้งคำนับรับการคารวะจากหญิงสาว แล้วผายมือเชื้อเชิญ “นั
“เสินอี้! ข้าควรฆ่าท่านให้ตายกลางสนามรบเลยดีไหม”เสินอี้คลี่ยิ้มกว้างขึ้นแล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเสียงกลั้วหัวเราะอยู่กับนางเขามีความสุขยิ่งนัก…………………“หลันหลัน”“เจ้าค่ะผินเฟย” หลันหลันหยุดเดินแล้วมองตามสายตาของนาง.. ดวงตาเรียวเล็กได้รูปเบิกกว้าง รีบหันไปมองหน้านายหญิง แม้สีหน้าของนางจะนิ่งสนิท แต
“ถ้าข้าไม่ถนอม เจ้าคงช้ำชอกเป็นผลไม้สุกงอมไปแล้ว..เจ้านี่นะ!..” แล้วจูบอีกทีอย่างสุดจะทนกับความน่ารักน่าเอ็นดูของนางตากลมโตถลึงมองอย่างขัดเขินกับน้ำเสียงเหนื่อยใจ แต่การกระทำตรงกันข้าม“อะไร ๆ” ถามเสียงห้วนเมื่อปากเป็นอิสระ“ชอบทำให้ข้าไขว้เขวต่อความตั้งใจนัก”“นี่!”“ไม่ต้องมานี่มานั่นเลย ข้าอดใจ







