LOGINแต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายร้อยปี มหาเทพในวัยฉกรรจ์ที่ใจร้อนได้เปลี่ยนเป็นวัยชรา มองเห็นความสงบสุขของทุกเผ่าพันธุ์สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด เริ่มนึกกังวลต่อเวทมนตร์ที่ตนเองได้ร่ายเอาไว้ กลัวว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นจะเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง ก่อสงครามยึดครองทุกดินแดน ทำให้แผ่นดินที่สงบสุขมาตลอดพัน ๆ ปีลุกเป็นไฟ
“เพราะอารมณ์ของข้าแท้ ๆ ถึงได้เกิดเรื่อง แม้ตอนนี้เด็กคนนั้นยังไม่มีทีท่าต่อต้านใด ๆ ยังพยายามควบคุมตัวเองเอาไว้ได้ แต่ข้าก็กลัวว่าสักวันหนึ่งเขาอาจจะหมดความอดทน เพราะผู้นำอย่างพวกข้านี่แหละที่วุ่นวายกับเขามากเกินไป และถ้าเวลานั้นมาถึง เขาก่อกบฏขึ้นมาจริง ๆ เกรงว่าคงไม่มีใครกำราบเขาได้ ดินแดนทั้งแปดภูมิคงตกอยู่ในมือเขา แต่กว่าจะถึงตอนนั้นเราจะต้องสูญเสียไปอีกเท่าไหร่..”
“มหาเทพห่วงใยทุกเผ่าพันธุ์มากขนาดนี้ เตรียมหาทางแก้ไขไว้ก่อนเป็นร้อย ๆ ปี ทุกอย่างต้องราบรื่นแน่ อย่าได้กังวลเกินเหตุไปเลยขอรับ และข้ามั่นใจว่าเหม่ยลี่จะต้องทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างดี”
มหาเทพมองคนสนิทด้วยสีหน้าแปลกใจเล็กน้อย
“เจ้าบอกว่านิสัยของนางแตกต่างจากแฝดพี่มากไม่ใช่หรือ”
“ขอรับ ถึงแม้เหม่ยลี่จะขาดความอ่อนหวาน ไม่เฉลียวฉลาดเหมือนแฝดพี่ แต่ในความแข็งกระด้างนางก็เป็นเด็กสาวที่จิตใจดี มีเมตตา เป็นมิตรกับผู้อื่นกว่าแฝดพี่มาก ในความคิดของข้า นางนี่แหละคือคนที่เหมาะสมจะเคียงข้างทายาทครึ่งสวรรค์ผู้นั้น พลังของนางจะข่มพลังปีศาจในตัวทายาทได้แน่”
“ถ้านางมีนิสัยแบบนั้น แล้วนางจะยอมทำตามง่าย ๆ หรือ”
“เรื่องนั้นท่านมหาเทพวางใจข้าเถิด ข้าดูแลนางอย่างใกล้ชิดมาตั้งแต่นางเป็นทารก นิสัยใจคอของนางข้ารู้ดีที่สุด ข้าจะคุยกับนางให้เข้าใจเอง”
“..ในเมื่อเจ้าพูดแบบนี้ข้าก็จะปล่อยให้เจ้าจัดการ แต่เจ้ามีเวลาถึงวันที่แปดเดือนแปดนี้เท่านั้น ตอนนี้เด็กคนนั้นอายุยี่สิบสามแล้ว สามปีมานี้ร่างกายของเขาแย่ลงเรื่อย ๆ เพราะพยายามข่มพลังปีศาจเอาไว้ แต่ถ้าวันหนึ่งเขาข่มกลั้นเอาไว้ไม่ไหว เขาจะกลายเป็นปีศาจที่มีพลังเทพอยู่ในตัว และเทพสวรรค์อย่างพวกเราจะเดือดร้อนเป็นเผ่าพันธุ์แรกแน่”
“ยังมีเวลาอีกหลายเดือน ข้าจะรีบจัดการให้เรียบร้อยขอรับ”
“ได้ เมื่อวันนั้นมาถึง ข้าจะแอบเปิดประตูผ่านมิติที่จุดเดิม เวลาเดิมที่เคยมาส่งเจ้า เจ้ามีเวลาแค่สองเค่อเท่านั้นอย่าลืมเสียเล่า”
“ไม่ลืมขอรับ..แต่ข้ายังมีอีกเรื่องที่อยากขอร้องมหาเทพ”
“เรื่องอะไร”
“..เรื่องเด็กน้อยที่เกิดจากเหม่ยฮวาขอรับ” หยวนตงก้มหน้าหลบสายตาอีกฝ่ายเล็กน้อย “ถึงแม้ฝาแฝดทั้งสองจะไม่ใช่สายเลือดของข้า แต่ข้าก็เลี้ยงดูฟูมฟักพวกนางมาตั้งแต่ยังเป็นทารกแบเบาะ ย่อมมีความรักความผูกพันกันมาก ถ้าพวกข้าจากไปแล้วเด็กคนนั้นก็จะไม่มีใครดูแล”
“เอาเถิด ๆ เจ้าไม่ต้องพูดข้าก็เข้าใจ พาเขาไปด้วยก็แล้วกัน เมื่อกลับถึงแดนสวรรค์แล้วข้าจะแต่งตั้งให้เขาเป็นเหรินเซียน เป็นบุตรบุญธรรมของพวกเจ้า”
หยวนตงรีบคุกเข่า ยกมือประสานแตะหน้าผาก “ขอบคุณท่านมหาเทพที่เมตตา”
“อือ หมดธุระแล้ว ข้าคงต้องกลับสักที”
“หยวนตงน้อมส่งมหาเทพ”
………………
ค่ายมวย
“สวัสดีครับครู”
“อ้าวขาว กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะ”
“เมื่อคืนกลางดึกครับ”
“อ้อ แล้วเป็นอย่างไรบ้างที่ญี่ปุ่น สวยมากไหม”
“ช่วงนี้เริ่มร้อนแล้วก็มีฝนตกบ้างครับครู”
“ครูไม่ได้หมายถึงอากาศ สาว ๆ น่ะ สาว ๆ เป็นไงบ้าง ขาวผ่องเหมือนในเอวีไหมวะ” ครูมวยเย้าแหย่อดีตลูกศิษย์ที่เป็นเจ้าของค่ายแห่งนี้ ที่ตอนนี้ไปได้ดีมีชื่อเสียงอยู่ในต่างแดน และเป็นที่ชื่นชอบของสาว ๆ แดนอาทิตย์อุทัย
หนุ่มผิวเข้มผิดกับชื่อยกมือเกาศีรษะเบา ๆ หัวเราะอย่างขัดเขิน
“ผมไม่ค่อยได้ออกไปไหนหรอกครับครู แต่เท่าที่เห็นก็ขาวผ่องดีครับ”
“แล้วไม่สนใจใครเป็นพิเศษบ้างเหรอ ได้ข่าวว่าเนื้อหอมน่าดูนี่”
“ไม่สนหรอกครับ” รีบส่ายหน้าจริงจัง “ผมชอบสาวไทยหน้าหวานมากกว่า”
“ก็จริงแหละ สาวไทยผิวพม่า นัยน์ตาแขก หุ่นทรงก็ดูสมส่วนกว่าสาวญี่ปุ่นเยอะ”
“จริง ๆ ผมก็ชอบขาว ๆ นั่นแหละครับครู แต่ชอบขาว ๆ หมวย ๆ แบบไทยมากกว่าครับ” ปากพูดกับครูแต่สายตาจับจ้องไปยังหญิงสาวที่ห้อยหัวลงพื้น ใบหน้าแดงเพราะเลือดลงหัวไม่วางตา
สายตาของศิษย์เอกทำให้ครูฝึกหันไปมองตาม.. แล้วยิ้มกว้างพร้อมเสียงกลั้วหัวเราะ ตอนนี้เริ่มเข้าใจแล้วว่าขาว ๆ หมวย ๆ แบบไทยที่เขาว่านั้นหมายถึงใคร
แต่ก็ต้องยอมรับว่าลูกศิษย์คนนี้ตาถึงทีเดียว เพราะสาวหมวยคนนี้รูปร่างหน้าตาจัดได้ว่าสวยพิฆาตจริง ๆ ไม่มีเค้าความหมวยแบบสาวจีนขนานแท้สักนิด ทั้งที่เธอเป็นสาวจีนแผ่นดินใหญ่เต็มร้อย
“เห็นสวย ๆ สะโอดสะองแบบนั้นแต่ถึกใช่เล่นนะ ตอนนี้ไม่มีใครอยากเป็นคู่ซ้อมด้วยแล้ว ทนมือทนตีนเธอไม่ไหวน่ะ”
“จริงเหรอครับครู หลายเดือนก่อนที่ผมเคยเป็นคู่ซ้อมให้ ก็ยังไม่ค่อยเท่าไหร่นะ” ขาวไม่เชื่อเสียงกระซิบท้ายประโยคของครูฝึก
“นั่นมันเมื่อหลายเดือนก่อน ตอนนี้ถ้าเอ็งอยากรู้ก็ลองไปท้าต่อยสักยกสิ”
“จะดีเหรอครับครู”
“ไม่ทำแล้วจะได้เข้าใกล้เหรอวะไอ้ขาว แต่ระวังถูกเตะกระดูกร้าวนะเอ็ง..ไปสิวะ” ครูฝึกผลักศิษย์เอกที่ทำท่าเคอะเขินให้เดินไปหาหญิงสาว แล้วหันไปให้ความสนใจกับการฝึกซ้อมของลูกศิษย์คนอื่นต่อ
“เพราะคนของนางเข้าพบเหนียงเนี่ยงก่อนจะเกิดเรื่องขึ้นน่ะสิ ถึงจะตรวจใบชาที่นางนำมาฝากแล้วไม่พบอะไร แต่เสินอี้ก็ยังไม่ไว้วางใจ ให้ข้าส่งคนจับตาดูนางกับคนของนางไว้”“ทำไมท่านถึงได้สงสัยนางเล่า”“ท่านบังเอิญเห็นเหล่าผินเฟยคุยกันในสวนน่ะ บอกว่าท่าทีของนางเปลี่ยนไปจนน่าสงสัยมากที่สุด”“นางเป็นผินเฟยที่ดีที่สุดในบรรดาผินเฟยทั้งหมด อ่อนโยนนุ่มนวล ยิ้มแย้มเป็นมิตรอยู่เสมอ ข้าไม่อยากเชื่อว่านางจะเป็นคนทำ”“ถ้าถูกความริษยาครอบงำแล้ว เทพธิดาก็กลายเป็นนางมารได้นะเหล่ากวง”“ถ้าเช่นนั้นทำไมไม่ทดสอบนางแค่คนเดียว”“ผินเฟยนางอื่นเสินอี้ก็ไม่ไว้ใจ พวกนางล้วนเป็นคนลงมือได้ทั้งนั้น ท่านจึงเลือกใช้งานเลี้ยงทดสอบพวกนางพร้อมกันทีเดียว จึงให้ข้ากลับมาแจ้งให้ท่านเตรียมงาน และส่งเทียบเชิญไปยังตำหนักของพวกนาง”“จัดงานเลี้ยงภายในอย่างเป็นทางการเลยหรือ”“ใช่”“เข้าใจแล้ว ข้าจะรีบจัดการให้เร็วที่สุด เจ้ากลับไปพักผ่อนเถิด เดินทางมาเหนื่อย ๆ”ฮุ่ยเซียนโค้งคำนับบอกลาผู้อาวุโสแล้วเดินจากไปเงียบ ๆ ไม่ได้ตรงกลับเรือนแต่ตั้งใจจะไปสืบข่าวให้เสินอี้เพิ่มเติม จึงแฝงตัวเข้าไปในตำหนักผินเฟย แอบลัดเลาะไปตามเรือนต่าง ๆ จนมาถึงเร
“เสินอี้อย่าทรมานข้านักสิ ข้าป่วยอยู่นะ”คนถูกตำหนิคลี่ยิ้มแม้ปากจะไม่ว่าง เม้มยอดอกสีเข้มแรงขึ้นอย่างกลั่นแกล้ง พร้อมกับนำสะโพกสอบจ่อประชิด ค่อย ๆ สอดแทรกจอมอหังการจนดิ่งลึกเข้าไปในกายนาง สูดปากสะท้านเสียวแล้วเริ่มเบียดบดอย่างมีชั้นเชิงนำพาร่างบางที่สั่นคลอนทะยานสู่ความสุขสายสุดท้ายไปด้วยกันครั้งแล้วครั้งเล่า ตักตวงจนอิ่มหนำจึงยอมปล่อยให้นางพักผ่อนหลังจากนอนพักจนหายเหนื่อยลงบ้างแล้ว เหม่ยลี่ก็ลุกขึ้นนั่งตั้งท่าเป็นการเป็นงานอยู่ในผ้าห่ม“เสินอี้”“หือ” คิ้วเข้มเลิกสูงเล็กน้อย มองใบหน้านวลเพียงส่วนเดียวที่โผล่พ้นผ้าห่ม ใช้นิ้วมือเกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าให้พ้นทางสายตาร้อนแรงที่เต็มไปด้วยความรักของเขา ทำให้เหม่ยลี่วาบหวามไปทั้งหัวใจ โน้มตัวลงไปนอนเกยบนอกแกร่งแล้วจูบปลายคางสากของเขาเสินอี้วาบหวามกับการกระทำอันแสนน่ารักของนางไปทั้งใจ เหลือบมองใบหน้านวลที่เชยคางอยู่บนอก เห็นดวงตาโตกะพริบปริบ ๆ ทำท่าไร้เดียงสาใจก็ยิ่งสะท้าน“นี่เจ้ากำลังอ้อนข้าอยู่หรือเหม่ยลี่”“ใช่ ข้าอยากรู้ว่าข้าโดนพิษได้อย่างไร.. บอกข้าสักทีเถิดเสินอี้” เห็นเขาทำนิ่งเหมือนทุกครั้งที่ถาม ก็ทำหน้าออดอ้อนนิ้วมือเรียวบีบ
“ถ้าจางผินเฟยออกหน้าขอร้องเช่นนี้ข้าก็ยินดีรับฟัง”ซื่อผินเฟยแค้นเคืองใจกับท่าทางพินอบพิเทาของเขานัก แต่ก็รู้สึกขอบคุณจางผินเฟยที่สอดปากได้ถูกจังหวะ จึงได้แต่เก็บงำความแค้นเคืองเขาไว้ภายในใจ ถลึงตาใส่เขาก่อนจะสะบัดหนี“ฮุ่ยเซียน เรามาคุยเรื่องของเหนียงเนี่ยงต่อดีกว่า” ยุติศึกได้แล้วจางผินเฟยก็โน้มน้าวให้เขากลับมาเรื่องเดิม“ขอรับ จางผินเฟ่ยอยากรู้เรื่องใดถามมาได้เลย ถ้าตอบได้ข้าจะตอบให้หมดเท่าที่รู้เลยขอรับ” ฮุ่ยเซียนให้ความร่วมมืออย่างเต็มใจ“เอาเป็นว่าเรานั่งกินไปคุยกันไปดีกว่า”“ขอรับ” ฮุ่ยเซียนน้อมรับ แล้วนั่งลงตรงที่ว่างที่จัดเตรียมไว้ให้เหม่ยลี่กูเหนี่ยงแทนที่นั่งของเสินอี้ถึงแม้จะได้รับอนุญาตมาแล้ว แต่เขาก็ไม่กล้าพอที่จะนั่งหรอก แค่ได้รับคำสั่งให้มาทำหน้าที่ในวันนี้ก็ลำบากใจจะแย่อยู่แล้วเมื่อนั่งลงแล้วเขาก็รินเหล้าให้การคารวะแก่ผินเฟยทั้งสิบสองนาง จากนั้นก็เปิดโอกาสให้พวกนางตั้งคำถามมาถามและก็เป็นไปตามคาด ทุกนางล้วนมุ่งถามไปที่เรื่องส่วนตัวของเหม่ยลี่กูเหนี่ยงอย่างละเอียด แต่เขาก็หลีกเลี่ยงที่จะตอบอย่างละมุนละม่อม และดึงเอาประเด็นที่เสินอี้สนใจหลงใหลนางขึ้นมาแทนที่สามวันผ่า
ทุกคนต่างก็พยักหน้าเห็นด้วยพร้อมรอยยิ้มพึงพอใจ“แล้วเราจะเริ่มแผนนี้เมื่อไหร่ดีล่ะ”“ถามโง่ ๆ ก็ต้องตอนที่กลับเซี่ยเทียนกงแล้วสิ แต่ตอนนี้เรามาเริ่มทำตัวเป็นมิตรกับนางก่อนดีกว่า พวกเจ้าทุกคนจงผูกมิตรกับนางเสีย ส่วนข้าคงทำไม่ได้”“ทำไมเล่าจางผินเฟย”“ก็เพราะข้าเคยเขม่นกับนางมาแล้ว ขืนไปทำดีด้วยนางต้องสงสัยแน่”“จางผินเฟยรอบคอบนัก เจิ้งผินเฟยผู้นี้นับถือจากใจ”“ข้าก็เช่นกัน”“พวกเราก็ด้วย” ผินเฟยทุกนางล้วนยอบกายคารวะสนมใหญ่ตาม ๆ กันยกเว้นผินเฟยน้อยนามว่าซื่อเพียงนางเดียว ที่ยืนหน้าเชิดมองการกระทำของพวกชอบประจบเอาใจ ที่ไร้สมอง นึกแปลกใจที่เจิ้งผินเฟยก็ทำตัวแปลกไปกว่าปกติ...................เรือนเหม่ยฮวา“ฮุ่ยเซียนคารวะผินเฟยทุกท่าน” บุรุษรูปร่างกำยำล่ำสันพอ ๆ กับหน้าตาที่น่าเกรงขาม ประคองมือให้กับสตรีทั้งสิบสองนาง ที่นั่งเรียงกันสลอนภายในห้องโถงของเรือนเหม่ยฮวา ทำให้เรือนที่กว้างขวางที่สุดในตำหนักเฟิ่งอวี่แห่งนี้ ดูสว่างไสวไปด้วยความงดงามของพวกนาง “แล้วฟูจวินเล่า” จางผินเฟยเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะพวกนางมาถึงสักพักใหญ่แล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นเจ้าของเรือนปรากฏตัว“เสินอี้ไม่พร้อมที่จะลงมา
“ท่านไม่เห็นต้องทำ เรียกสาวใช้มาทำเถิด”“ไม่ ข้าอยากทำเองมากกว่า จะได้แน่ใจ”“แต่ท่านอาการไม่ค่อยดีเลย ตาของท่านดูซีดเซียวลง” แม้จะไม่มากแต่นางก็รู้สึกว่ามันหม่นแสง ไม่เจิดจรัสเหมือนเดิม“ข้ายังแข็งแรงดี อดทนได้จนถึงวันที่เจ้าหายป่วยแน่นอน” เขาตอบยียวน ไม่ได้รู้สึกแย่แม้จะเพลีย ๆ อยู่บ้าง “หิวหรือยัง”“อือ ข้าหลับไปนานมากเลยหรือ” ถามเพราะความหิวของนางมันมากจนน่าแปลกใจ“เกือบจะเต็มวันพอดี”“หือ! แค่ก ๆ ๆ” เสียงแห้ง ๆ ทึกทักด้วยความตกใจตามด้วยเสียงไอ“ดื่มน้ำก่อนนะ” เสินอี้รินน้ำชาให้นางดื่ม “ข้าให้สาวใช้เตรียมอาหารไว้รอเจ้าตื่นอยู่แล้ว รอไม่นานหรอก ข้าไปสั่งให้พวกนางยกอาหารเข้ามาก่อนนะ” มือใหญ่ลูบศีรษะนางอย่างอ่อนโยนเมื่อนางพยักหน้ารับ………………“อิ่มแล้วหรือ” เสินอี้ถามหญิงสาวเมื่อนางเบี่ยงหน้าหนีช้อนโจ๊กที่เขาตักป้อน “กินอีกสักหน่อยเถิด เพิ่งกินได้แค่ไม่กี่คำเอง” คะยั้นคะยอเมื่อนางพยักหน้ารับเพลีย ๆหญิงสาวส่ายหน้าช้า ๆ รู้สึกอาการปวดปรี๊ดเริ่มพลุกพล่านไปทั่วทั้งท้องจนต้องเอามือกดไว้“ข้าอยากเข้าห้องน้ำ ท่านออกไปก่อนนะ”“ข้าจะพาไปเอง”“ไม่เอา ข้าอาย”“จะอายทำไมเล่า เจ้าเป็นฟูเหรินของข้า
ประตูแทบจะถูกเปิดออกทันทีที่จบคำพูดเขารีบเดินออกไปที่หน้าฉากกั้น เห็นสีหน้าฮุ่ยเซียนไม่สู้ดีก็ยิ่งสงสัย คาดว่าต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ถึงมารบกวนกลางดึก“เกิดอะไรขึ้น”“เหนียงเนี่ยงขอรับ”“เหม่ยลี่ทำไม” หน้าตาเรียบเฉยไร้อารมณ์เปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก เมื่อได้ยินฮุ่ยเซียนเอ่ยถึงนาง“สาวใช้บอกว่านางอาเจียนและถ่ายไม่หยุดมาเป็นชั่วยามแล้ว นางไม่ให้มาบอกท่าน แต่พวกนางเห็นอาการเหนียงเนี่ยงไม่ดีจึงไม่กล้าวางใจ” ฮุ่ยเซียนเดินรายงานตามหลังเสินอี้ ที่ผลีผลามออกไปจากห้องด้วยความห่วงใยในตัวฟูเหริน“เจ้ารีบไปตามหมอฉู่มาเดี๋ยวนี้” หมอฉู่คือหมอยาที่ชาวบ้านเรียกกันว่าหมอเทวดา และอาศัยอยู่ใกล้ตำหนักเฟิ่งอวี่แห่งนี้ที่สุดฮุ่ยเซียนรับคำสั่งแล้วรีบใช้เวทย์ย้ายกายไปอีกทางอย่างรวดเร็วปานลม...................“อาการของนางเป็นอย่างไรบ้างหมอฉู่”“อาการของนางแย่มาก แต่ไม่อันตรายถึงชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมาก”“หมายความว่าอย่างไรหรือหมอฉู่ ช่วยอธิบายให้ข้ากระจ่างแจ้งที”“นางโดนพิษเห็ดเจ็ดราตรี ข้าไม่แน่ใจว่านางโดนมาจากอาหารที่นางกิน หรือสัมผัสโดนก่อนใส่ปาก แต่อาการของมันคือหลังจากกินไปสักพักจะอาเจียนและท้อง







