تسجيل الدخولเห็นเจ้านายอึกอักพูดไม่ออก มู่สงก็รีบขยับตัวเข้าไปใกล้อีกนิด“เสินเฉา ถึงเวลาต้องไปแล้ว” สอดปากเข้าช่วยเหลือพร้อมด้วยสีหน้าโง่ ๆเหม่ยลี่เขม้นมองมู่สงยิ้ม ๆ นับถือในความจงรักภักดีจนอยากจะเจรจาเอามาเป็นพวก“ต้องไปแล้ว.. ต้องไปไหนกันเหรอถึงได้รีบร้อนนัก” เมื่อกี้ยังเอ้อระเหยลอยชาย ทำท่าไม่พอใจที่เธอบอกว่าปวดขาไม่อยากเดินต่ออยู่เลย“ข้าน้อยเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เสินเฉาต้องไปถือศีลในถ้ำ” มู่สงทำหน้าใสซื่อตอบกลับอย่างนอบน้อม“ช่างเป็นคนมีหลักธรรมค้ำจุนจิตใจยิ่งนัก มิน่าถึงได้ดูมีสง่าราศีไร้ผู้ใดเทียบเทียมขนาดนี้”เสินเฉาได้รับคำชมจากใบหน้านวลยิ้มแย้มก็คลี่ยิ้มกว้าง โค้งศีรษะให้นางเล็กน้อย“เหนียงเนี่ยงกล่าวชมเกินไปแล้ว” อยากถามนางต่อนักว่าเขาดูมีสง่าราศีเหนือฟูจวินของนางหรือไม่ “ในดินแดนมายาแห่งนี้ ไม่มีใครมีสง่าราศีเท่าฟูจวินของเจ้าอีกแล้ว เพราะเขาเป็นถึงต้าเสินของที่นี่” พูดทั้งที่ไม่อยากพูด“ท่านพี่พูดเกินไปแล้ว เสินหลง บิดาของพวกเราต่างหากคือต้าเสิน ส่วนข้าก็แค่รักษาการแทนท่านเท่านั้น”“แต่ท่านพ่อก็เลือกเจ้าเป็นหวางฉู่ นั่นแสดงให้เห็นว่าเจ้าต้องมีดีกว่าข้าที่เป็นลูกคนโตมิใช่หรือ” เสี
พูดจบมู่สงก็เดินเข้ามาเหมือนนัดกันไว้ โค้งกายเล็กน้อยก่อนจะยื่นโถอาหารปลาให้ผู้เป็นนาย“เสินเฉา” เหม่ยลี่หมดความอดทนต่อการปั้นหน้า เพราะดูแล้วเขาคงไม่กลับง่าย ๆ ถ้านางไม่ทำเสียเอง “ข้าขออภัยที่ต้องพูด ตอนนี้ข้าปวดเท้าและหนาวมาก ข้าคงเดินต่อไปไม่ไหวแล้ว”“เช่นนั้นให้ข้าประคองไปที่ศาลาดีหรือไม่เหนียงเนี่ยง”“ไม่เป็นไรเสินเฉา ข้าพอเดินไหวเจ้าค่ะ” ตอบเขาแล้วรีบหันหลังเดินกลับไปที่ศาลา“เหนียงเนี่ยง ข้าน้อยไม่คิดว่าเหนียงเนี่ยงเจ็บเท้าอย่างที่อ้างนะ” มู่สงผู้เดินตามหลัง เอ่ยขึ้นหลังจากมองดูนางอยู่สักพักเหม่ยลี่หันกลับไปมองบุรุษรูปร่างสูงใหญ่กำยำพอ ๆ กับเสินอี้ แต่หน้าตานั้นอย่าได้เทียบกัน เพราะฝ่ายนี้นอกจากไม่หล่อแล้วยังดูตาลอย ๆ เบลอ ๆ เหมือนคนไม่ค่อยเต็มเต็ง แต่เสินอี้ก็เตือนให้ระวังเขาคนนี้เอาไว้ให้มาก ๆ“เขาผู้นี้เป็นคนสนิทของเสินเฉาหรือเจ้าคะ”“ใช่ มู่สงเป็นคนของข้าเอง เหนียงเนี่ยงอย่าถือโทษโกรธเคืองเขาเลยนะ เขาไม่ค่อยฉลาดสักเท่าไหร่ เป็นคนซื่อ ๆ ตรง ๆ อยากพูดอะไรก็พูดแบบนี้ตลอด แต่ไม่มีพิษมีภัยกับใครหรอก เป็นคนที่ไว้ใจได้ทีเดียว”“อ้อ.. มู่สง”“ขอรับ เหนียงเนี่ยง”“คราวหน้าคราวหลังห
“ไม่ต้องหรอกหนี่ซวี่ เราสองคนปกป้องอาซันได้สบายมาก เพราะพลังเวทย์เราฟื้นเต็มที่แล้ว แต่ตอนที่อยู่บนโลกมนุษย์นั้นเราแทบไม่มีพลังเวทย์ติดตัวเลย”“แต่เสินเฉามีเวทย์ปีศาจที่ร้ายแรง และยังแอบฝึกเวทย์สวรรค์อีกต่างหาก คนสนิทของเขาก็เจ้าเล่ห์มากอุบาย ข้าเกรงว่าท่านทั้งสองจะเสียท่าพวกมัน”“ไม่มีใครเจ้าเล่ห์เท่ามนุษย์อีกแล้วเสินอี้ มนุษย์ไร้เวทย์แต่เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ท่านน่าจะเห็นแล้วว่ามนุษย์ในมิตินั้นทำอะไรได้บ้าง ไม่มีเวทย์เหาะเหินเดินอากาศ แต่ก็มีรถมีเครื่องบินใช้เดินทาง มีธุระต่างแคว้นแดนไกลแค่ไหน แค่ใช้โทรศัพท์คุยกันก็รู้เรื่องแล้ว ไม่ใช่แค่ได้ยินแต่เสียง แต่ยังคุยแบบเห็นหน้ากันได้ด้วย อยากได้ภาพตัวเองสักใบไม่ต้องเสียเวลาเรียกช่างมาวาด แค่ถ่ายด้วยโทรศัพท์มือถือก็ได้ภาพสวยเสมือนจริงออกมา ทั้งหมดคือฝีมือของมนุษย์ที่ไร้เวทมนตร์ประดิษฐ์ขึ้นมาทั้งนั้น ดังนั้นข้าไม่กลัวเล่ห์เหลี่ยมของเสินเฉาหรอก เพราะข้าอยู่กับมนุษย์จนชินแล้ว”“ถ้าท่านยืนยันเช่นนั้นข้าก็ไม่โต้แย้งอีกแล้ว แต่ถ้าถึงคราวคับขันจริง ๆ ท่านต้องขอความช่วยเหลือจากข้าทันทีนะ”“ได้” หยวนหลินตวัดฝ่ามือเบา ๆ หินสีเลือดก้อนหนึ่งก็ปรากฏขึ้
จางผินเฟยหน้าแดงซ่าน ไม่ใช่เพราะอับอาย แต่เพราะโกรธคำพูดที่ถูกสวนกลับมานั้นนางเอาไปพูดกับฟูจวินไม่ได้ต่างหาก“เจ้าก็ไปพูดกับท่านเองสิ แต่อย่าพาดพิงมาถึงข้าก็แล้วกัน เพราะข้าไม่ได้สั่งห้ามเจ้าเรื่องนี้ แต่ถ้าเจ้าใส่ร้ายข้าว่ามาระรานไม่ให้เจ้ายุ่งกับท่านละก็ ข้าจะมาจัดการเจ้าแน่”“ข้าไม่ใช่คนขี้ฟ้อง” นางไม่คิดจะฟ้องอยู่แล้ว เรื่องแค่นี้ไม่เอามาใส่ใจให้เสียสุขภาพจิตหรอก ถ้าทนไม่ไหวขึ้นมาก็จะจัดการด้วยตัวเอง ไม่คิดพึ่งพาเขาที่มีปัญหาใหญ่พอตัวให้คิดมากอยู่แล้วหรอก “แต่ถ้าท่านถามก็ไม่แน่ ถ้าไม่อยากให้ข้าพลั้งปากก็อย่ามายุ่งกับข้าอีก” แต่ก็ทิ้งท้ายให้อีกฝ่ายกริ่งเกรง“ที่ข้ามาพบเจ้าก็เพราะหวังดี อยากให้เจ้าปฏิบัติตามกฎระเบียบของเซี่ยเทียนกงที่ปฏิบัติกันมาอย่างเคร่งครัด เสินอี้ยังไม่มีอี้โฮ่วและผินโฮ่ว ข้าในฐานะต้าผินเฟยจึงถือว่ามีตำแหน่งสูงสุด จึงต้องมาทำหน้าที่บอกกล่าวกับเจ้า เพราะไม่อยากให้เจ้าถูกบรรดาผินเฟยคนอื่น ๆ ครหาว่าร้ายก็เท่านั้น ถ้าเจ้าปฏิบัติตามกฎได้มันก็เป็นผลดีต่อเจ้าเอง” เมื่อถูกขู่ก็ไม่กล้าทำตัวข่ม น้ำเสียงจึงอ่อนลงอย่างมาก“ขอบคุณจางผินเฟยที่เป็นห่วงข้า ข้าจะปฏิบัติตามอย่างเ
ณ บึงกว้างประมาณห้าหมู่ที่รายล้อมด้วยไม้ดอกนานาพันธุ์ มีสะพานไม้พาดขวางไว้เดินชมความงามของดอกบัวหลากสี และปลาสวยงามหลากชนิดนอกจากปลาแล้วยังมีเยวียนยางลอยคอคู่กันอยู่หลายคู่ หูเตี๋ยก็บินว่อนอวดลายสวยงามอยู่เหนือดอกไม้ใบบัวที่ริมบึงอีกด้านยังมีภูเขาลูกย่อมที่มีธารน้ำไหลแซมเป็นทางตกลงสู่บึง กระฉอกเป็นระลอกคลื่นต้องแสงแดดจนเกิดประกายระยิบระยับชวนมองศาลาริมบึงแห่งนี้จึงเป็นสถานที่โปรดของเหม่ยลี่ตั้งแต่วันแรกที่เสินอี้พานางมานั่งเล่น ซึ่งก็คือเมื่อวานนี้และวันนี้ศาลาแห่งนี้ก็ได้ต้อนรับแขกคนแรกของนาง“จางผินเฟย” เหม่ยลี่ทักทายสตรีที่นั่งเชิดหน้า เหมือนมองหาอะไรบนขื่อศาลาอย่างนอบน้อมพอประมาณ เพราะคะเนอายุแล้วนางก็น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ“เม่ยเมย นั่งสิ” จางผินเฟยทักทายกลับและผายมือเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายนั่ง“ขอบคุณจางผินเฟย” เหม่ยลี่ไม่ถือสากับท่าทางวางอำนาจดั่งเป็นเจ้าของสถานที่ของอีกฝ่าย “จางผินเฟยมาขอพบข้า มีธุระอันใดกับข้าหรือ”“ไยเม่ยเมยถึงถามเช่นนั้น..ข้าเป็นผินเฟยเอกของเสินอี้ เจ้าน่าจะรู้ใช่หรือไม่”“ไม่รู้เลยเจ้าค่ะ” นางรู้สิ เพราะนางเพิ่งจะถามจากสาวใช้ตอนเดินมานี่เอง“.....” จา
“ไม่ว่าอย่างไร ข้าคิดว่าเวลานี้ไม่เหมาะที่จะเรียกอินผินเฟยมาพบพวกเรา เพราะอาจจะตกเป็นเป้าสายตาได้ง่าย ๆ รอให้จบงานก่อนน่าจะดีกว่านะจางผินเฟย”“แต่ข้าใจร้อนนี่ เจ้าสองคนจะมัวเอ้อระเหยอยู่ไม่ได้นะ”“ข้าก็ร้อนใจไม่ต่างกัน แต่ร้อนใจไปก็เท่านั้น เพราะฟูจวินก็ไม่เคยสนใจเรามาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว” เกาผินเฟยตัดพ้อเว่ยผินเฟยผู้อ่อนแอกว่าคนอื่นซับน้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจที่ปริ่มดวงตา“ข้าว่าเราอย่าไปยุ่งกับนางจะดีกว่า”“ไม่ดี / ไม่ได้นะ” จางผินเฟยและเกาผินเฟยตอบทันควัน“แม้ฟูจวินจะไม่เห็นเราอยู่ในสายตา แต่เราก็เป็นผินเฟยของท่าน ไม่ว่าอย่างไรเราก็ต้องแสดงให้นางรู้ว่าเรามาก่อน ต่อให้นางเป็นคนโปรดนางก็ต้องให้เกียรติเราตามลำดับ”“จางผินเฟยพูดถูก” เกาผินเฟยเห็นด้วย“แต่อีกไม่กี่วันนางก็จะกลายเป็นผินเฟยเหมือนเราแล้วนะ”“เป็นผินเฟยเหมือนกันแต่ก็มาทีหลัง ข้าไม่ยอมให้นางเหยียบหัวข้าง่าย ๆ หรอก” จางผินเฟยนัยน์ตาวาวด้วยความชิงชัง “ก่อนที่จะถึงวันแต่งตั้งนาง ข้าต้องหาทางทำอะไรนางสักอย่างให้ได้”“เจ้าจะทำอะไรหรือจางผินเฟย”“เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องรู้หรอกเว่ยผินเฟย เชิญกลับไปร้องไห้อยู่ที่เรือนของเจ้าเถิด เรื







