บทที่ 3 สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน
ซูหว่านอี๋รู้ว่าสามีไม่ได้กลับเรือนในคืนนั้นตอนรุ่งเช้า ความจริงไม่มีผู้ใดตั้งใจบอกนาง จวนอ๋องแห่งนี้ไม่เหมือนจวนขุนนางในเมืองหลวง บ่าวไพร่มีน้อย ผู้คนส่วนใหญ่เป็นทหารหรือคนที่ติดตามเซียวฉางเยี่ยมาหลายปี เรื่องซุบซิบนินทาจึงไม่ได้แพร่รวดเร็วอย่างเรือนหลังใหญ่ที่มีสตรีนับสิบ แต่บางเรื่อง ต่อให้ไม่มีใครพูดก็ปิดไม่มิดโดยเฉพาะเมื่อคนที่ต้องการรู้เป็นนายหญิงคนใหม่ของจวน เช้าวันนั้น หว่านอี๋ตื่นขึ้นตามเวลาปกติ สาวใช้ช่วยล้างหน้า เกล้าผม และเลือกอาภรณ์สีฟ้าอ่อนซึ่งบุขนสัตว์ไว้ด้านในให้ นางกำลังนั่งดูอาหารเช้าที่เพิ่งปรับใหม่อยู่บนโต๊ะ เมื่อสาวใช้คนหนึ่งกลับเข้ามาจากด้านนอก สีหน้าอีกฝ่ายไม่ดีนัก หว่านอี๋มองเพียงครั้งเดียวก็รู้ “มีอะไร” “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ” นางตักโจ๊กขึ้นหนึ่งคำ “เจ้าติดตามข้ามาตั้งแต่เล็ก โกหกเก่งขึ้นตั้งแต่เมื่อใด” สาวใช้เม้มริมฝีปาก สุดท้ายจึงคุกเข่าลงข้างโต๊ะ “เมื่อคืน...ท่านอ๋องไม่ได้กลับเรือนใหญ่เจ้าค่ะ” ช้อนกระเบื้องในมือหว่านอี๋หยุดนิ่ง เพียงครู่เดียว “แล้วไปไหน” ไม่มีคำตอบในทันที แต่ความเงียบนั้นกลับเป็นคำตอบที่ชัดเจนอยู่แล้วหว่านอี๋วางช้อนลง “เรือนอวี้หลัน?” “เจ้าค่ะ” นางเงียบ แปลกนัก ความรู้สึกแรกไม่ได้เป็นความเจ็บปวด ไม่มีอาการเหมือนหัวใจถูกบีบรัด ไม่มีความเศร้า และไม่มีแม้แต่ความริษยาอย่างที่นิยายรักซึ่งนางเคยอ่านชอบพรรณนา นางกับเซียวฉางเยี่ยเพิ่งพบหน้ากันจริง ๆ ในคืนวิวาห์ จะเอาความรักจากที่ใดมาทำให้เจ็บ? ทว่าบางอย่างภายในอกกลับค่อย ๆ เย็นลง เมื่อคืนก่อน เขาสั่งให้นางถอดอาภรณ์ทุกชิ้นเพื่อพิสูจน์ว่าไม่มีอาวุธหรือยาพิษ จากนั้นจึงรับสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นสิทธิ์และหน้าที่ของสามี รุ่งขึ้นเขาออกจากเรือนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง และเมื่อคืนที่ผ่านมา เขาก็กลับไปหาสตรีที่เคยอยู่ข้างกายตนตามปกติ ราวกับการมีพระชายาเพิ่มเข้ามาไม่ได้ทำให้ชีวิตของเขาจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
หว่านอี๋หัวเราะเบา ๆ “เข้าใจแล้ว” สาวใช้เงยหน้าขึ้นทันที “พระชายาไม่โกรธหรือเจ้าคะ” “โกรธเรื่องใด” คำถามนั้นทำให้อีกฝ่ายตอบไม่ถูกหว่านอี๋หยิบช้อนขึ้นอีกครั้ง “ข้าไม่ได้รักเขา” น้ำเสียงเรียบสงบ “เขาจะนอนที่ใด เกี่ยวอะไรกับข้า” นางตักโจ๊กเข้าปาก รสชาติวันนี้ดีขึ้นมาก ข้าวถูกต้มจนเมล็ดแตกพอดี มีความหอมของน้ำซุปไก่จาง ๆ ไม่เละเกินไปและไม่จืดชืดเหมือนอาหารเมื่อวาน ควรจะกินได้มากกว่านี้ แต่นางกลับไม่รู้สึกอยากอาหารขึ้นมาเสียแล้ว สาวใช้ยังคงคุกเข่าอยู่ “แต่พระชายาเป็นภรรยาเอกที่ได้รับพระราชทานสมรสนะเจ้าคะ” หว่านอี๋นิ่ง นั่นต่างหาก ไม่ใช่เรื่องรัก เป็นเรื่องเกียรติ นางไม่สนใจว่าเซียวฉางเยี่ยเคยมีสตรีมากี่คนก่อนแต่งงาน บุรุษวัยสามสิบสองปีซึ่งใช้ชีวิตในกองทัพมาทั้งชีวิต หากไม่เคยแตะต้องสตรีเลยต่างหากที่น่ากังวล นางไม่ได้ไร้เดียงสาถึงเพียงนั้น แต่การมีสตรีอยู่ก่อน กับการเดินไปหาสตรีผู้นั้นในคืนถัดจากคืนแต่งงาน เป็นคนละเรื่อง อย่างน้อยในโลกที่นางเติบโตมา—
ต่อให้สามีมีอนุเต็มเรือน ช่วงแรกหลังแต่งภรรยาเอกก็ยังต้องรักษาหน้านาง ไม่ใช่เพราะรักแต่เพราะ ให้เกียรติ เซียวฉางเยี่ยกลับไม่ทำแม้แต่สิ่งนั้น บางทีเขาอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรทำ หรือบางที...เขาเพียงไม่สนใจ “ลุกขึ้นเถอะ” หว่านอี๋กล่าว “และอย่าพูดเรื่องนี้อีก” “เจ้าค่ะ” “โดยเฉพาะต่อหน้าคนของจวน” สาวใช้รับคำ หว่านอี๋จึงกินอาหารต่อ ครั้งนี้นางกินจนหมดถ้วย ไม่ใช่เพราะหิว แต่เพราะไม่อยากให้เรื่องของบุรุษคนหนึ่งทำให้อาหารดี ๆ ต้องเสียเปล่า
หลายวันต่อมา เซียวฉางเยี่ยแทบไม่ปรากฏตัวในเรือนของนาง เขากลับจวนบ้าง ไม่กลับบ้าง บางวันออกจากจวนก่อนรุ่งสาง บางวันกลับมาดึกดื่น ชายแดนเหนือเพิ่งผ่านศึกใหญ่ แม้ราชสำนักประกาศชัยชนะแล้ว แต่เรื่องหลังสงครามกลับมีมากกว่าตอนรบเสียอีก ต้องจัดกำลังพลใหม่ ซ่อมกำแพงเมือง นับอาวุธ ตรวจเสบียง จัดการเชลย ส่งทหารบาดเจ็บกลับบ้าน รวมถึงเตรียมรับฤดูหนาวซึ่งยาวนานกว่าพื้นที่อื่นหลายเดือน หว่านอี๋จึงไม่ได้เห็นหน้าสามีหลายวันนางเองก็ไม่ได้ถามหา ชีวิตในจวนเริ่มเข้าที่ทีละน้อย สิ่งแรกที่เปลี่ยนอย่างชัดเจนคืออาหาร ครัวเล็กซึ่งติดตามมากับขบวนเจ้าสาวถูกจัดขึ้นข้างเรือนใหญ่ แม่ครัวจากเมืองหลวงเริ่มใช้วัตถุดิบของแดนเหนือปรุงอาหารตามความเคยชินของผู้เป็นนาย เนื้อแกะที่หว่านอี๋เคยแตะเพียงคำเดียวแล้ววาง กลับถูกหมักด้วยต้นหอม ขิง และเครื่องเทศก่อนนำไปย่าง น้ำแกงกระดูกถูกเคี่ยวหลายชั่วยาม ช้อนฟองมันออกจนใส แล้วใส่หัวไชเท้าซึ่งหาได้ง่ายในพื้นที่ลงไป แม้แต่หมั่นโถวก็เปลี่ยนวิธีนวดแป้งจนเนื้อนุ่มขึ้น หว่านอี๋กินได้ สาวใช้ของนางกินได้ และไม่นาน บ่าวจากครัวใหญ่ก็เริ่มแอบมาดูวิธีทำ นางไม่ได้ห้าม เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น หากทำให้อาหารอร่อยขึ้นได้ เหตุใดต้องหวงวิธี?
แต่เรื่องที่ทำให้นางขัดใจยิ่งกว่าอาหารกลับเป็นเสื้อผ้าของคนในจวน วันหนึ่ง หว่านอี๋เดินผ่านลานด้านหน้า เห็นทหารหนุ่มสองคนกำลังขนฟืน อากาศหนาวจนลมหายใจกลายเป็นไอขาว แต่เสื้อกันหนาวบนตัวคนทั้งสองกลับดูหนาเทอะทะผิดปกติ นางหยุดมอง “เสื้อนั่นทำจากอะไร” ทหารทั้งสองชะงัก “เรียนพระชายา เป็นผ้าขนสัตว์ขอรับ” “เข้ามาใกล้หน่อย” ชายหนุ่มทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนเดินเข้ามาอย่างไม่เข้าใจ หว่านอี๋ยื่นมือจับชายแขนเสื้อ เนื้อผ้าหยาบ ทอไม่แน่น หนาจริง แต่เมื่อใช้มือบีบกลับรู้สึกได้ทันทีว่าเก็บความร้อนได้ไม่ดีเท่าที่ควร นางพลิกดูด้านใน แล้วขมวดคิ้ว “ซื้อมาเท่าไร” ทหารตอบไม่ได้ เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่หน้าที่ของพวกเขา หว่านอี๋จึงเรียกพ่อบ้านมาถาม เมื่อได้ยินราคา คิ้วของนางยิ่งขมวดแน่นขึ้น “ราคาสูงไป” พ่อบ้านชะงัก “พระชายาหมายถึง...” “ผ้าคุณภาพเช่นนี้ไม่ควรราคานี้” นางลูบเนื้อผ้าอีกครั้ง “ทอหลวม ขนสั้น ซักไม่กี่ครั้งก็จับตัวเป็นก้อน ต่อให้ทำหนาก็ไม่ได้ช่วยกันลมมากนัก” พ่อบ้านมองนางอย่างตื่นเต้น หว่านอี๋กลับไม่รู้สึกว่าตนพูดเรื่องพิเศษอะไร “ผู้ใดเป็นคนซื้อ” “ฝ่ายเสบียงของกองทัพขอรับ จวนใช้ของจากแหล่งเดียวกัน” “มีตัวอย่างผ้าชนิดอื่นหรือไม่” “น่าจะมีอยู่ในคลังขอรับ” “พาข้าไปดู” คำสั่งออกจากปากอย่างเป็นธรรมชาติ พ่อบ้านลังเลเล็กน้อย คลังด้านนอกไม่ใช่สถานที่ที่สตรีในเมืองหลวงมักเข้าไป แต่เมื่อคิดว่าท่านอ๋องสั่งเองให้พระชายาดูแลเรื่องภายในจวน เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ
คลังเก็บของเย็นกว่าที่คิด หว่านอี๋ใช้เวลาอยู่ที่นั่นเกือบหนึ่งชั่วยาม ผ้าหลายชนิดถูกนำออกมากาง นางจับ ลูบ พลิกดูริมผ้า บางครั้งยกขึ้นส่องกับแสง พ่อบ้านกับคนดูแลคลังยืนมองเงียบ ๆ สุดท้ายหญิงสาวหยิบผ้าสีน้ำตาลเทาพับหนึ่งออกมา “พับนี้ราคาเท่าไร” ราคาถูกกว่าผ้าที่ทหารใช้เกือบหนึ่งในสาม “เหตุใดไม่ใช้ชนิดนี้” คนดูแลคลังรีบตอบ “บางกว่าขอรับ” “บางกว่าไม่ได้หมายความว่ากันหนาวได้น้อยกว่า” หว่านอี๋พับผ้ากลับไป “เนื้อแน่นกว่า ขนยาวกว่า และเบากว่า หากใช้เป็นชั้นในแล้วคลุมผ้าหนาอีกชั้น น่าจะอุ่นกว่าของเดิม” นางพูดไปตามสิ่งที่รู้ ไม่ได้คิดว่าตนกำลังทำเรื่องสำคัญอะไร แต่คนดูแลคลังกลับเริ่มตั้งใจฟัง “ส่วนผ้าพับเดิม หากยังมีเหลือก็ไม่ต้องทิ้ง ใช้ทำผ้าห่มหรือบุรองอย่างอื่นได้” หว่านอี๋หันไปเห็นรองเท้าหนังหลายคู่กองอยู่ด้านหนึ่ง จึงหยิบขึ้นมาดู หนัก แข็ง ด้านในแทบไม่มีสิ่งช่วยเก็บความร้อนนางขมวดคิ้วอีกครั้ง “ทหารใส่แบบนี้เดินบนหิมะหรือ” “ขอรับ” “เท้าไม่แข็งตายหรือ” คนดูแลคลังหัวเราะแห้ง ๆ “ชินแล้วขอรับ” คำว่า ชินแล้ว ทำให้นางเงียบไป นางพลิกรองเท้าในมือดูอีกครั้ง ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ ๆ จึงนึกถึงเซียวฉางเยี่ย คนที่กินน้ำแกงมีกลิ่นสาบได้ ใส่เสื้ออะไรก็ได้ นอนที่ใดก็ได้และคงตอบทุกความลำบากด้วยคำเดียวกันว่า—ชินแล้ว หว่านอี๋วางรองเท้าลง “ชิน ไม่ได้แปลว่าดี” ไม่มีใครตอบ นางเองก็ไม่ได้พูดต่อ เพียงสั่งให้คนเอาตัวอย่างผ้าสองสามชนิดกับหนังแกะที่มีอยู่ในคลังส่งไปที่เรือน นางอยากลองดูบางอย่าง เท่านั้นเอง
เซียวฉางเยี่ยกลับจวนในค่ำวันที่ห้า เขาเหนื่อยจนไม่อยากพูดกับใคร ม้าถูกส่งให้ทหารดูแล เสื้อคลุมเปื้อนหิมะถูกถอดออกตรงระเบียง และดาบยังคงอยู่ข้างเอว พ่อบ้านเข้ามารายงานเรื่องในจวนตามปกติ ชายหนุ่มฟังผ่าน ๆ จนกระทั่งได้ยินเรื่องคลัง “นางเข้าไปทำอะไร” “พระชายาพบว่าเสื้อกันหนาวที่ใช้อยู่ราคาแพงกว่าคุณภาพขอรับ” เซียวฉางเยี่ยหยุดเดิน “นางรู้ได้อย่างไร” “พระชายาดูผ้าเป็นขอรับเอ่อ..เหมือนจะดูเก่งด้วย” เขาขมวดคิ้ว ดูผ้า? เรื่องของสตรี ความสนใจลดลงทันที “นางอยากเปลี่ยนของในจวนก็ให้นางเปลี่ยน อย่าให้ยุ่งกับคลังกองทัพ” “ขอรับ” เขาเดินต่อ ก่อนถามเหมือนไม่ได้ใส่ใจ “นางยังไม่กินอาหารครัวใหญ่?” “ไม่กินแล้วขอรับ” คิ้วเข้มขมวดอีกครั้ง เรื่องมากจริง ๆ “วันนี้ทำอะไร” พ่อบ้านไม่แน่ใจว่าท่านอ๋องหมายถึงอะไร “พระชายาหรือขอรับ” เขามองอีกฝ่ายตาเขม็ง พ่อบ้านจึงรีบตอบ “วันนี้พระชายาให้ครัวทำเนื้อแกะย่าง น้ำแกงกระดูกกับหัวไชเท้า แล้วก็ผักผัดขอรับ” กลิ่นอาหารบางอย่างลอยมาตามลมพอดีเซียวฉางเยี่ยหยุดฝีเท้า หอม กลิ่นเนื้อแกะที่คุ้นเคย แต่ไม่มีกลิ่รสาบหนักอย่างที่เขากินมาตลอดเขาหันไปทางเรือนใหญ่ แสงไฟด้านในสว่างอยู่ “นางกินหรือยัง” “น่าจะกำลังจะเริ่มขอรับ” เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเปลี่ยนเส้นทาง
หว่านอี๋กำลังจะยกตะเกียบเมื่อม่านประตูถูกเปิดนางเงยหน้า บุรุษที่ไม่ได้เห็นหน้ามาหลายวันเดินเข้ามา บนตัวเขายังมีกลิ่นลมหนาวติดอยู่หญิงสาวมองเพียงครู่เดียวก็ลดสายตากลับมายังโต๊ะ “ท่านอ๋อง” “อืม” เขานั่งลงตรงข้ามโดยไม่มีผู้ใดเชิญ สาวใช้รีบนำถ้วยกับตะเกียบเพิ่ม หว่านอี๋ไม่ได้ห้าม นี่เป็นจวนของเขา จะนั่งตรงไหนก็เป็นเรื่องของเขา เซียวฉางเยี่ยตักน้ำแกงขึ้นดื่ม คำแรก เขานิ่งไป หว่านอี๋เห็น แต่ทำเป็นไม่เห็น เขาดื่มคำที่สอง จากนั้นคีบเนื้อแกะ เนื้อนุ่มกว่าที่เคยกิน กลิ่นเครื่องเทศบาง ๆ กลบความสาบโดยไม่กลบรสเนื้อชายหนุ่มกินเงียบ ๆ หว่านอี๋ก็กินของตน ไม่มีผู้ใดพูด จนกระทั่งน้ำแกงในถ้วยของเขาหมด สาวใช้เข้ามาเติมให้อีกครั้ง หว่านอี๋จึงเงยหน้าขึ้น “ท่านอ๋องไม่รังเกียจอาหารฟุ่มเฟือยของคนเมืองหลวงหรือ” เขามองนาง “ผู้ใดบอกว่าข้ารังเกียจ” “ข้านึกว่าคนที่กินอะไรก็ได้คงไม่สนใจเรื่องรสชาติ” “กินอะไรก็ได้ กับไม่รู้ว่าอะไรอร่อย เป็นคนละเรื่อง” นางชะงัก คำตอบนี้ไม่โง่ หว่านอี๋จึงไม่พูดต่อ ทั้งคู่กินไปอีกพักหนึ่ง แล้วนางก็นึกถึงเรื่องที่ติดอยู่ในใจมาหลายวัน
ไม่ใช่เพราะหึง แต่เพราะนางไม่ชอบปล่อยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตนให้คลุมเครือ “ท่านอ๋อง แม่นางอวี้หลันเป็นสตรีของท่านหรือ” ตะเกียบในมือเขาไม่ได้หยุด “ใช่” คำตอบตรงเสียจนสาวใช้ด้านหลังแทบไม่กล้าหายใจ หว่านอี๋พยักหน้า “เข้าใจแล้ว” คราวนี้เขากลับเงยหน้ามองนาง “เจ้าถามเพียงเท่านี้?” “แล้วควรถามอะไร” นางวางตะเกียบลง “นางอยู่กับท่านมาก่อนข้า ข้าไม่คิดรื้อเรื่องก่อนแต่งงานของท่าน” น้ำเสียงยังคงเรียบ “แต่ตอนนี้ท่านแต่งงานแล้ว” เขามองนาง “แล้วอย่างไร” เพียงสามคำ หว่านอี๋รู้ทันทีว่า—เขาไม่เข้าใจจริง ๆไม่ใช่แกล้งไม่เข้าใจ หญิงสาวมองสามีของตนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ “ไม่มีอะไร”นางหยิบตะเกียบขึ้นอีกครั้ง แต่เซียวฉางเยี่ยกลับไม่ชอบน้ำเสียงนั้น “พูดให้จบ” “ท่านอยากให้ข้าพูดอะไร” “สิ่งที่เจ้าคิด” หว่านอี๋สบตาเขา “ข้าคิดว่าท่านไม่รู้วิธีเป็นสามี” ห้องทั้งห้องเงียบกริบ สาวใช้แทบอยากหายตัว เซียวฉางเยี่ยวางตะเกียบลงช้า ๆ “แล้วเจ้ารู้วิธีเป็นภรรยา?” “ไม่รู้” นางตอบทันที “เพราะข้าเพิ่งแต่งงานครั้งแรก” หว่านอี๋กล่าวต่ออย่างสงบ
“แต่ข้ารู้ว่า หากข้าแต่งกับท่านเมื่อคืน แล้วคืนต่อมาเดินเข้าเรือนของบุรุษอีกคน ท่านคงไม่คิดว่าเป็นเรื่องปกติ” แววตาของเขาเปลี่ยนไปในทันที มืดลงอย่างเห็นได้ชัด นางกลับไม่หลบเลี่ยง “ในเมื่อท่านทำไม่ได้ เหตุใดจึงคิดว่าข้าต้องเห็นว่าท่านทำได้” “เจ้าเปรียบเหมือนกันไม่ได้” “เพราะข้าเป็นสตรี?” “เพราะเจ้าเป็นภรรยาข้า” คำตอบหลุดออกมาโดยแทบไม่ต้องคิด หว่านอี๋มองเขานิ่ง ๆจากนั้นริมฝีปากจึงโค้งขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่รอยยิ้ม “นั่นแหละ” เขาขมวดคิ้ว “สิ่งที่ข้าหมายถึง” นางลุกขึ้น “ท่านไม่รู้วิธีเป็นสามีจริง ๆ” หว่านอี๋ก้มศีรษะให้น้อย ๆ “ท่านอ๋องกินต่อเถอะ ข้าอิ่มแล้ว” ก่อนเดินออกจากห้องไป เซียวฉางเยี่ยนั่งอยู่ที่เดิม ใบหน้ามืดครึ้ม เขาผ่านศึกมานับไม่ถ้วนใเคยถูกแม่ทัพศัตรูด่าทอหน้าค่าย เคยถูกขุนนางเมืองหลวงกล่าวหาว่าหยาบกระด้าง ไม่เคยสนใจ แต่ประโยคจากหญิงสาวอายุสิบแปดกลับติดอยู่ในหัวอย่างน่ารำคาญ ท่านไม่รู้วิธีเป็นสามี เขาหยิบตะเกียบขึ้นอีกครั้ง คีบเนื้อแกะเข้าปาก เคี้ยวไปสองคำ แล้วขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม น่ารำคาญ ทั้งคน ทั้งคำพูด แต่เนื้อแกะ...อร่อยจริง ๆ