Share

บทที่ 2

last update publish date: 2026-09-06 04:22:48

บทที่ 2 คนที่อยู่มาก่อน

เมื่อซูหว่านอี๋ลืมตาขึ้นอีกครั้ง แสงด้านนอกหน้าต่างสว่างแล้ว นางไม่รู้ว่าตัวเองกลับขึ้นมานอนบนเตียงตั้งแต่เมื่อใด จำได้เพียงหลังจากนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่บนแท่นพักเท้าจนความหนาวเริ่มกัดกินปลายมือปลายเท้า นางจึงฝืนลุกขึ้น เช็ดน้ำตา สวมอาภรณ์ชั้นในอย่างลวก ๆ แล้วกลับขึ้นเตียง บุรุษข้างกายยังหลับสนิทในตอนนั้น แต่บัดนี้อีกฝั่งของเตียงว่างเปล่าแล้ว ไม่มีแม้แต่ไออุ่นหลงเหลือ หญิงสาวนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้น ร่างกายส่งความปวดเมื่อยบางอย่างเตือนถึงเหตุการณ์เมื่อคืน นางชะงักเพียงเล็กน้อยแล้วกดความรู้สึกนั้นลง ประตูด้านนอกเปิดออกทันทีที่ได้ยินความเคลื่อนไหว สาวใช้สองคนที่ติดตามมาจากเมืองหลวงรีบเข้ามา เมื่อเห็นผู้เป็นนายลุกขึ้นนั่งแล้ว ทั้งคู่มีสีหน้าเหมือนอยากถามอะไรหลายอย่าง แต่สุดท้ายกลับไม่มีผู้ใดกล้าถาม หว่านอี๋เองก็ไม่คิดเล่า “ท่านอ๋องไปเมื่อใด” “ยามเหม่าเจ้าค่ะ” ยามเหม่า...ฟ้ายังไม่สว่างด้วยซ้ำ นางเหลือบมองออกไปนอกหน้าต่าง หิมะยังคงตกอยู่ สำหรับคนเมืองหลวง นี่เป็นเช้าที่หนาวจนแทบไม่ควรออกจากผ้าห่ม แต่สำหรับเจ้าของจวนแห่งนี้ ดูเหมือนจะเป็นเพียงวันธรรมดาวันหนึ่ง

สาวใช้เข้ามาช่วยแต่งตัว เมื่อหวีผ่านเส้นผมยาวดำขลับ นางมองเงาตัวเองในกระจกทองแดง ดวงตาบวมเล็กน้อย ไม่มาก หากไม่สังเกตก็คงไม่มีผู้ใดรู้ว่าเมื่อคืนเคยร้องไห้ “เอาแป้งบาง ๆ ก็พอ” นางกล่าว ไม่นาน หญิงสาวในกระจกก็กลับมาเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์คนเดิม มวยผมเกล้าอย่างเรียบร้อย ปิ่นหยกขาวเพียงสองชิ้นอาภรณ์สีอ่อนตัดเย็บประณีต ไม่มีร่องรอยของหญิงสาวที่เมื่อคืนขดตัวร้องไห้อยู่ข้างเตียงแม้แต่น้อย หว่านอี๋มองตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ดีแล้ว ไม่มีผู้ใดจำเป็นต้องรู้

สิ่งแรกที่นางเรียนรู้เกี่ยวกับจวนอ๋องในเช้าวันนั้นคือ—ที่นี่หนาวกว่าที่นางคิด แม้ในห้องจะมีเตาถ่าน แต่ทันทีที่ก้าวออกจากเรือน ลมหนาวก็พุ่งเข้าปะทะใบหน้าจนนางต้องหยุดเดิน ลมหายใจกลายเป็นไอขาวทันที พื้นด้านนอกถูกกวาดหิมะออกแล้ว ทว่ายังคงมีน้ำแข็งเกาะตามขอบทางหว่านอี๋กระชับเสื้อคลุมขนสัตว์เข้าหาตัว นางเดินทางผ่านแดนเหนือมาหลายวันแล้วก็จริง แต่ระหว่างทางแทบทั้งหมดอยู่ในรถม้าซึ่งมีเตาอุ่น อีกทั้งของใช้กันหนาวที่นำมาจากเมืองหลวงล้วนเป็นของชั้นดี จึงเพิ่งรู้วันนี้เองว่า ลมของที่นี่สามารถแทงทะลุอาภรณ์ได้ราวกับเข็ม จวนอ๋องไม่ได้ใหญ่โตเท่าที่นางคาด หากเทียบกับฐานะของเซียวฉางเยี่ยแล้ว ที่นี่ถึงขั้นเรียบง่ายเกินไป ไม่มีสวนบุปผา ไม่มีสระบัว ไม่มีศาลาชมจันทร์ ต้นไม้ที่ปลูกอยู่ในจวนล้วนเป็นไม้ที่ทนความหนาว กิ่งเปลือยถูกหิมะเกาะขาวโพลน เรือนแต่ละหลังสร้างด้วยไม้และหินหนา เน้นกันลมมากกว่าความงาม แม้แต่บ่าวไพร่ก็มีน้อย ผู้ที่เดินผ่านไปมาส่วนใหญ่กลับเป็นบุรุษร่างกำยำในชุดทหาร เมื่อเห็นนาง ทุกคนหยุดเดินและก้มศีรษะ “พระชายา”

ไม่มีพิธีรีตองมากมาย แต่ก็ไม่มีผู้ใดเสียมารยาท หว่านอี๋พยักหน้าเล็กน้อยแล้วเดินต่อนางเริ่มเข้าใจแล้วว่า เหตุใดเมื่อคืนจวนจึงเงียบถึงเพียงนั้น นี่ไม่ใช่จวนอ๋องที่มีรากฐานมาหลายชั่วคนไม่มีตระกูลเก่าแก่คอยประคอง ไม่มีญาติพี่น้องเต็มเรือน เซียวฉางเยี่ยสร้างทุกสิ่งขึ้นมาด้วยตัวเอง และดูเหมือนเขาจะไม่เคยคิดว่าจวนของตนจำเป็นต้องเป็นอะไรมากกว่า สถานที่สำหรับกลับมานอน กระทั่งอาหารเช้าถูกยกขึ้นโต๊ะ ความคิดนั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้น หว่านอี๋นั่งมองสำรับตรงหน้าอยู่นาน หมั่นโถว ไข่ต้ม ผักดอง เนื้อแกะต้ม กับน้ำแกงกระดูกหนึ่งชามเท่านั้น สาวใช้จากเมืองหลวงสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังเงียบกริบ ไม่มีผู้ใดกล้าพูด หว่านอี๋หยิบตะเกียบขึ้น ลองชิมน้ำแกงหนึ่งคำแล้ววางช้อนลง กลิ่นสาบของเนื้อยังอยู่ น้ำแกงมีเพียงรสเค็มและมัน นางลองฉีกหมั่นโถวชิ้นเล็กแข็ง เคี้ยวไปสองครั้งก็วางลงเช่นกัน จากนั้นลองเนื้อแกะ ต้มจนสุกจริงแต่เหนียว หญิงสาวนั่งนิ่งนางไม่ได้โกรธ เพียง...กินไม่ลง

พ่อครัวของจวนซึ่งยืนรออยู่ด้านนอกเริ่มมีเหงื่อซึมทั้งที่อากาศหนาว หว่านอี๋พยายามอีกครั้งสุดท้ายกินไข่ต้มไปครึ่งฟอง ดื่มชาไปหนึ่งถ้วย แล้ววางตะเกียบ “พระชายา อาหารไม่ถูกปากหรือขอรับ” พ่อครัวรวบรวมความกล้าถาม “อืม” คำตอบตรงเกินคาด ชายวัยกลางคนหน้าเสีย นางเห็นแล้วจึงกล่าวต่อ “ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ดี เพียงข้าไม่คุ้นเคย” ความจริงนางอยากพูดว่า ทำไม่ดีจริง ๆ แต่เพิ่งเข้าจวนวันแรก นางยังไม่อยากสร้างศัตรูกับพ่อครัว หว่านอี๋มองน้ำแกงตรงหน้าอีกครั้ง ก่อนถาม “ปกติท่านอ๋องกินเช่นนี้หรือ” “ขอรับ” “ทุกวัน?” “ส่วนใหญ่ขอรับ หากอยู่ค่าย บางครั้งก็กินง่ายกว่านี้” นางเงียบ ง่ายกว่านี้อีกหรือ? จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าสามีของตนใช้ชีวิตอย่างน่าเวทนาอยู่บ้าง แต่เมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อคืน ความเวทนานั้นก็หายไปทันที “ตั้งแต่มื้อกลางวัน ให้คนของข้าจัดการอาหารของเรือนนี้เอง” “ขอรับ” พ่อครัวรับคำอย่างโล่งอก หว่านอี๋ยกชาขึ้นดื่ม แล้วขมวดคิ้วอีกครั้งแม้แต่ชายังชงแก่เกินไป แดนเหนือแห่งนี้ช่างทดสอบคนเสียจริง

หลังอาหารเช้า หว่านอี๋เริ่มตรวจดูข้าวของที่นำมาจากเมืองหลวง หีบหลายสิบใบยังวางอยู่ในเรือนข้าง ตอนแรกคนของจวนอ๋องคงคิดว่านางขนทรัพย์สินมามากเกินไป เพราะเมื่อขบวนเจ้าสาวมาถึงเมื่อวาน สีหน้าของทหารหลายคนดูแตกตื่นไม่น้อย แต่สำหรับหว่านอี๋ นี่ยังถือว่าน้อยแล้ว อาภรณ์สำหรับสี่ฤดู ผ้าห่ม ชา เครื่องหอม ยา เครื่องครัวบางส่วนเครื่องปรุง เครื่องประดับหนังสือ รวมถึงของพระราชทานจากฮองเฮา นางตรวจดูไปทีละหีบอย่างคุ้นเคย ผ้าบางพับถูกความชื้นระหว่างเดินทางเล็กน้อยจึงสั่งให้นำออกผึ่ง ชาบางกล่องต้องย้ายออกจากบริเวณที่เก็บเครื่องหอม หนังสัตว์สองผืนไม่ควรวางใกล้เตาเกินไป ทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับนาง นางไม่เคยคิดว่าการรู้ว่าของชนิดใดควรเก็บอย่างไร หรือผ้าชนิดใดเหมาะกับฤดูกาลใดเป็นความสามารถตั้งแต่เด็ก นางเข้าออกวังหลวงอยู่เสมอ ฮองเฮาทรงดูแลวังหลัง ข้าวของจำนวนมหาศาลที่ถูกส่งเข้าวัง ไม่ว่าจะเป็นของถวายหรือของจัดซื้อ ล้วนต้องผ่านการตรวจสอบ นางอยู่ข้างกายผู้เป็นป้ามาหลายปี เห็นมากเข้าก็จำได้เอง หว่านอี๋กำลังตรวจผ้าขนสัตว์พับหนึ่งอยู่ เมื่อสาวใช้ที่ออกไปสอบถามเรื่องในจวนกลับเข้ามา สีหน้าของอีกฝ่ายแปลกไปเล็กน้อย

“มีอะไรหรือ” สาวใช้ลังเล “มี...แม่นางผู้หนึ่งมาขอพบพระชายาเจ้าค่ะ” หว่านอี๋ไม่ได้เงยหน้า “ผู้ใด” “นางบอกว่าชื่ออวี้หลันเจ้าค่ะ” มือที่กำลังลูบเนื้อผ้าหยุดลง “อวี้หลัน?” “เจ้าค่ะ นางอยู่ในจวนนี้มาหลายปีแล้ว” คราวนี้หว่านอี๋จึงเงยหน้า สาวใช้เม้มริมฝีปาก ก่อนกล่าวเสียงเบากว่าเดิม “บ่าวสอบถามมาแล้ว นาง...เป็นคนที่ท่านอ๋องช่วยกลับมาจากสงครามเมื่อหลายปีก่อนเจ้าค่ะ” ไม่มีคำว่าอนุ ไม่มีคำว่าสาวใช้ห้องข้าง ดูเหมือนไม่มีตำแหน่งใดเลย แต่เพียงเท่านี้ หว่านอี๋ก็เข้าใจบางอย่างแล้ว นางวางผ้าลง “ให้นางเข้ามา” ไม่นาน หญิงสาวผู้หนึ่งก็เดินเข้ามา อายุราวยี่สิบกลาง ๆรูปร่างอ่อนช้อย ใบหน้างดงาม ไม่ถึงขั้นสะเทือนเมืองเช่นหว่านอี๋ แต่มีความงามอ่อนหวานที่ทำให้คนมองแล้วสบายตา อาภรณ์ของนางเรียบง่าย ไม่สวมเครื่องประดับมาก ผมเกล้าอย่างสตรีที่ไม่ได้เป็นหญิงสาวไร้พันธะอีกต่อไป แต่ก็ไม่มีสิ่งใดแสดงฐานะภรรยาหรืออนุ นางเดินเข้ามาแล้วก้มศีรษะอย่างนอบน้อม

“คารวะพระชายาเจ้าค่ะ” หว่านอี๋มองนาง “เงยหน้าขึ้นเถอะ” อวี้หลันเงยหน้า ไม่มีความท้าทาย ไม่มีความริษยา ไม่มีแม้แต่ความอยากรู้อยากเห็นอย่างโจ่งแจ้ง นางสงบและรู้ที่ของตัวเองอย่างยิ่ง หว่านอี๋กลับรู้สึกไม่สบายใจมากกว่าเดิมเสียอีก หากอีกฝ่ายแสดงความไม่พอใจ นางยังรู้ว่าจะรับมืออย่างไร แต่หญิงตรงหน้ากลับสุภาพเสียจนไม่มีช่องให้ตำหนิ “ข้าเพียงมาคารวะพระชายา” อวี้หลันกล่าว “หากพระชายาขาดสิ่งใดในจวน สามารถสั่งข้าได้เจ้าค่ะ ข้าอยู่ที่นี่มานาน รู้ว่าของสิ่งใดเก็บไว้ที่ใด” ประโยคธรรมดา แต่คำว่า อยู่ที่นี่มานาน กลับติดอยู่ในหูของหว่านอี๋อย่างช่วยไม่ได้ นางพยักหน้า “ขอบใจ” อวี้หลันยิ้มบาง ๆ ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นถ้วยชาบนโต๊ะ นางหยุดมองเล็กน้อย “พระชายาไม่ชอบชารสเข้มหรือเจ้าคะ” หว่านอี๋มองตาม “เจ้ารู้ได้อย่างไร” “ชาของจวนชงเข้มมากเจ้าค่ะ คนที่มาจากเมืองหลวงส่วนใหญ่น่าจะไม่คุ้น” อวี้หลันกล่าวต่ออย่างเป็นธรรมชาติ “ท่านอ๋องกลับชอบเช่นนี้ ยิ่งอยู่ค่ายนานยิ่งดื่มเข้มกว่าเดิม” หว่านอี๋ไม่ได้ตอบ เพียงไม่กี่ประโยค นางก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดคนในจวนจึงให้เกียรติหญิงผู้นี้ อวี้หลันรู้จักที่นี่ รู้จักวิถีชีวิตของจวน และรู้จักเจ้าของจวนมากกว่านางมากนัก “ท่านอ๋องชอบกินอะไร” หว่านอี๋ถามขึ้นอย่างไม่รู้ตัว อวี้หลันอ้ำอึ้งเล็กน้อย ก่อนตอบ “ท่านอ๋องไม่เลือกอาหารเจ้าค่ะ มีอะไรก็กินสิ่งนั้น เพียงไม่ชอบของหวานนัก” “ไม่เลือกเลย?” “เจ้าค่ะ” หว่านอี๋นึกถึงอาหารเช้า ก็สมควรแล้ว คนที่กินสิ่งเหล่านั้นได้ทุกวันคงไม่มีอะไรให้เลือกจริง ๆ

อวี้หลันอยู่ไม่นาน นางเพียงเข้ามาคารวะ กล่าวสิ่งที่ควรกล่าว แล้วขอตัวออกไป ตั้งแต่ต้นจนจบไม่มีสิ่งใดเสียมารยาท แต่หลังประตูปิดลง สาวใช้สองคนกลับมีสีหน้าไม่ดี หว่านอี๋หยิบผ้าขึ้นมาตรวจต่อ “อยากพูดอะไรก็พูด” สาวใช้คนหนึ่งทนไม่ไหว “นางเป็นอะไรกับท่านอ๋องกันแน่เจ้าคะ” หว่านอี๋นิ่ง นั่นสิ เป็นอะไร? นางเองก็อยากรู้ แต่ยังไม่ทันได้ถาม เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านนอก “พระชายา” เป็นพ่อบ้านของจวน หว่านอี๋อนุญาตให้เข้ามา ชายสูงวัยเดินเข้ามาพร้อมบัญชีหลายเล่ม ก่อนวางลงบนโต๊ะ “ท่านอ๋องสั่งไว้ก่อนออกไปค่ายขอรับ ตั้งแต่วันนี้เรื่องภายในจวนให้พระชายาดูแล หากต้องการสิ่งใดสามารถเบิกจากคลังได้ทั้งหมด” หว่านอี๋มองบัญชีตรงหน้า อย่างน้อยเรื่องนี้เขาก็ไม่ได้ทำให้นางลำบาก “แล้วแม่นางอวี้หลัน?” คำถามหลุดออกไปเรียบ ๆ “นางอยู่ที่นี่ในฐานะใด” ชายสูงวัยเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง “แม่นางอวี้หลันไม่มีฐานะขอรับ”

ไม่มีฐานะหว่านอี๋มองเขา “แต่ทุกคนให้เกียรตินาง” “เพราะนางอยู่ข้างกายท่านอ๋องมาหลายปีแล้วขอรับ” คราวนี้ความเงียบยาวนานกว่าเดิม หว่านอี๋ไม่ได้ถามต่อ ไม่จำเป็น สตรีคนหนึ่งอยู่ข้างกายบุรุษที่ยังไม่เคยแต่งภรรยามาหลายปี ไม่มีฐานะแต่คนทั้งจวนให้เกียรติ รู้ว่าเขากินอะไร รู้ว่าเขาดื่มชาแบบไหน รู้ว่าของทุกอย่างในจวนอยู่ตรงไหน จะต้องถามให้ชัดเจนอีกหรือ? หญิงสาวก้มมองบัญชีในมือ เมื่อคืนเขาเพิ่งมอบความเป็นสามีให้นาง เช้าวันนี้นางกลับเพิ่งรู้ว่า ก่อนตนเดินทางมาถึง มีหญิงอีกคนอยู่ในตำแหน่งที่ไม่มีชื่อเรียกนั้นมานานแล้ว น่าแปลก นางไม่ได้รู้สึกปวดใจ เพราะไม่มีความรักให้เจ็บปวด ยิ่งไม่ได้หึงหวง เพราะยังไม่มีสิ่งใดให้หวงเช่นกัน แต่ความรู้สึกบางอย่างกลับขุ่นเคืองอยู่ในอก อาจเป็นเพราะนางเพิ่งเข้าใจว่า ชีวิตที่ตนกำลังพยายามแทรกตัวเข้ามานั้นดำเนินมาอย่างสมบูรณ์อยู่ก่อนแล้ว เซียวฉางเยี่ยมีสงครามของเขา มีกองทัพ มีจวน มีคนที่รู้จักนิสัยทุกอย่าง แม้แต่สตรีสำหรับอยู่ข้างกายก็มีอยู่แล้ว มีเพียงนางเท่านั้นที่เป็นสิ่งใหม่ สิ่งที่ไม่จำเป็น และอาจเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยต้องการตั้งแต่แรก

หว่านอี๋ปิดบัญชีลง “ข้ารู้แล้ว” พ่อบ้านก้มศีรษะ ก่อนขอตัวออกไป เมื่อในห้องเหลือเพียงคนของตน สาวใช้จึงถามอย่างอดไม่ได้ “คุณหนู...” หว่านอี๋เงยหน้าขึ้น เพียงสายตาเดียว อีกฝ่ายก็รีบแก้คำ “พระชายาเจ้าค่ะ” นางไม่ได้ตำหนิ เพียงหันไปมองหิมะนอกหน้าต่าง “อย่าไปยุ่งกับนาง” “แต่—” “นางอยู่ที่นี่ก่อนข้า” หว่านอี๋กล่าวเรียบ ๆ “และตราบใดที่นางไม่มายุ่งกับข้า ข้าก็ไม่มีเหตุผลต้องทำให้นางลำบาก” นางหยุดไปเล็กน้อยใก่อนกล่าวต่อราวกับพูดกับตัวเอง “ข้าไม่ได้มาแย่งความโปรดปรานจากผู้ใด” เพราะตั้งแต่แรก นางก็ไม่ได้ต้องการความโปรดปรานของเขา

ยามเย็น เซียวฉางเยี่ยกลับจวนช้ากว่าปกติหิมะบนไหล่ยังไม่ทันละลายดี เขาก็ได้รับรายงานเรื่องพระชายาตั้งแต่ก้าวผ่านประตู กินอาหารเช้าแทบไม่ได้ สั่งให้คนของตนรับช่วงครัว เปิดคลังตรวจของ รับบัญชีจวนไปแล้ว และพบอวี้หลันแล้วเช่นกัน ชายหนุ่มถอดถุงมือหนังออกช้า ๆ สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อยเมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย “นางว่าอย่างไร” “พระชายาไม่ได้ว่าอะไรขอรับ” เซียวฉางเยี่ยเลิกคิ้วเล็กน้อย “ไม่ถาม?” “ถามเพียงว่าแม่นางอวี้หลันอยู่ในฐานะใด พอทราบว่าไม่มีฐานะก็ไม่ได้กล่าวอะไรอีก” ชายหนุ่มเงียบไป ผิดจากที่คาดอยู่บ้าง เขานึกว่าสตรีสูงศักดิ์จากเมืองหลวงจะสร้างเรื่องตั้งแต่วันแรกเสียอีก “แล้วอาหาร?” “พระชายากินไม่ลงขอรับ” “เพราะเหตุใด” พ่อบ้านลังเล “คง...ไม่ถูกปาก” เซียวฉางเยี่ยขมวดคิ้ว อาหารแบบเดียวกันเขากินมาหลายปี คนทั้งจวนก็กิน มีเพียงนางที่กินไม่ได้ สมเป็นคุณหนูเมืองหลวงจริง ๆ “หิวก็กินเอง” เขากล่าวเพียงเท่านั้นก่อนเดินต่อ ทว่าเมื่อผ่านทางแยกซึ่งด้านหนึ่งนำไปยังเรือนของพระชายา อีกด้านหนึ่งนำไปยังเรือนเล็กที่เขาคุ้นเคยมาหลายปี ฝีเท้ากลับชะงักเล็กน้อย

เพียงชั่วขณะ ก่อนจะก้าวไปตามเส้นทางเดิม เรือนเล็กด้านตะวันตกมีแสงไฟส่องออกมา อวี้หลันคงรออยู่ เช่นเดียวกับหลายปีที่ผ่านมา ส่วนเรือนของเจ้าสาวจากเมืองหลวง—เขาเพิ่งอยู่ที่นั่นเมื่อคืน ไม่มีเหตุผลต้องไปอีก เซียวฉางเยี่ยจึงเดินต่อโดยไม่หันกลับ ไม่รู้เลยว่าอีกฟากหนึ่งของจวน หญิงสาวที่เพิ่งกลายเป็นภรรยาของเขากำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะอาหารที่เปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้ น้ำแกงกระดูกแบบเดียวกับเมื่อเช้าถูกเคี่ยวจนใส เนื้อแกะที่เคยมีกลิ่นสาบถูกหมักเครื่องเทศแล้วย่างจนหอม ผักพื้นบ้านธรรมดาถูกจัดลงจานอย่างประณีต วัตถุดิบแทบไม่ได้ต่างจากเดิม เพียงเปลี่ยนวิธีจัดการเท่านั้น หว่านอี๋ตักน้ำแกงขึ้นชิมครั้งนี้นางกินได้ หญิงสาวมองไอร้อนที่ลอยขึ้นจากชาม แล้วนึกถึงสามีซึ่งกินอาหารหยาบง่ายเหล่านั้นมาหลายปี คนหนึ่งใช้ชีวิตโดยไม่เคยคิดว่าอาหารควรอร่อย อีกคนกลับเคยคิดว่าอาหารที่ไม่อร่อยแทบไม่ควรเรียกว่าอาหาร คนสองคนที่แตกต่างกันถึงเพียงนี้—กลับต้องใช้ชีวิตอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน นางยังไม่รู้เลยว่า จะทนได้นานเพียงใด และในเวลานั้นเอง นางก็ยังไม่รู้เช่นกันว่า—คืนนี้สามีของนางไม่ได้กลับมาที่เรือนนี้เพราะเขาเดินไปหา สตรีที่อยู่มาก่อนนาง

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ม่านรัก ม่านทระนง    บทที่ 69

    นางเป็นภรรยาของเขา ยังอยู่ในจวนของเขา ยังเป็นพระชายาของเขา ไม่มีหนังสือหย่าไม่มีราชโองการถอนสมรส แล้วเหตุใดเขาจึงต้องกลายเป็นคนที่แตะต้องภรรยาตัวเองไม่ได้? หลายคืนที่แยกกัน ความคิดถึง ความโหยหา ความหึงหวงความโกรธจากฝ่ามือที่เคยฟาดลงบนใบหน้า ทุกอย่างปะปนจนไม่มีสิ่งใดเหลือความชัดเจน นอกจากความต้องการอ

  • ม่านรัก ม่านทระนง    บทที่ 68

    บทที่ 30 สิ่งที่สามีมีสิทธิ์ หลายวันต่อมา หิมะที่ตกหนักเหนือชายแดนเริ่มละลาย น้ำจากชายคาหยดลงบนพื้นหินเป็นจังหวะช้า ๆ กลางวันอากาศอุ่นขึ้นเล็กน้อย ทว่ากลางคืนยังหนาวจัด ลมหอบกลิ่นหิมะเก่าปะปนกับกลิ่นไม้สนจากแนวเขาเข้ามาในจวน เรือนใหญ่ยังคงเหมือนเดิม ตะเกียงจุดตามเวลา อาหารขึ้นโต๊ะตามเวลา สาวใช้เดิน

  • ม่านรัก ม่านทระนง    บทที่ 67

    “ข้าเพียงไม่เข้าใจว่า ท่านต้องการอะไรจากข้าอีก” ประโยคนี้ทำให้ฉางเยี่ยยิ่งหงุดหงิด “ข้าต้องการให้เจ้ารู้ว่าอะไรควรไม่ควร” หว่านอี๋หัวเราะเบามาก “เช่นเดียวกับที่ท่านรู้ว่าอะไรควรไม่ควรกับพระชายารองหรือเจ้าคะ” ฉางเยี่ยนิ่ง “อย่าเอาเยี่ยนหรงมาเกี่ยวเพราะนางเป็นภรรยาข้าอย่างถูกต้อง” คำตอบออกมาโดยไม่ลังเ

  • ม่านรัก ม่านทระนง    บทที่ 66

    บทที่ 29 คนที่ไม่ควรอยู่ในจดหมาย หิมะหยุดตกตั้งแต่กลางดึก รุ่งเช้า ทั่วทั้งจวนอ๋องถูกคลุมด้วยสีขาวบาง ๆ หว่านอี๋ตื่นก่อนฟ้าสว่างเล็กน้อย นางนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลืมตาขึ้นมองม่านเหนือเตียง ด้านข้างว่างเปล่า ความจริงควรคุ้นแล้ว ตลอดหลายคืนที่ผ่านมา ฉางเยี่ยแทบไม่ได้กลับมานอนที่นี่ บางคืนห้องหนังส

  • ม่านรัก ม่านทระนง    บทที่ 65

    “ก่อนหน้านี้เจ้าไม่ได้คิดเช่นนี้” หว่านอี๋ลดตะเกียบลง “ก่อนหน้านี้ข้ายังไม่เข้าใจแต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว” ฉางเยี่ยเกลียดคำนี้ขึ้นมาจริง ๆ “เข้าใจอะไร” หว่านอี๋มองเขา ครู่หนึ่งเกือบจะไม่ตอบ สุดท้ายกลับกล่าวเบา ๆ “เข้าใจว่าท่านเป็นบุรุษเช่นไร” ใบหน้าฉางเยี่ยมืดครึ้ม “บุรุษเช่นไร” นางหลุบตา “ท่านอ๋องอยากให

  • ม่านรัก ม่านทระนง    บทที่ 64

    บทที่ 28 คนใหม่คนเก่า สามวันแล้ว เซียวฉางเยี่ยไม่ได้กลับมานอนที่เรือนใหญ่ คืนแรกเขาอยู่เรือนพระชายารองคืนที่สองนอนห้องหนังสือ คืนที่สาม—กลับไปเรือนพระชายารองอีกครั้ง ไม่มีใครกล้าพูดอะไรต่อหน้าหว่านอี๋ แต่เรื่องในจวนใหญ่ไม่จำเป็นต้องมีคนรายงาน เพียงมองอาหารเย็นที่ไม่ต้องรอ มองน้ำอุ่นที่ไม่ต้องเตรียม

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status