LOGIN“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ขอบคุณท่านป้าต้ามากเจ้าค่ะ”
ลู่ฟางเหนียงเอ่ยด้วยรอยยิ้มตลอดการสนทนา นางไม่เพียงไม่มีถ้อยคำเอ่ยตำหนิแม้แต่สีหน้าก็ยังคงมีรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา
หลิวเฉินคังที่เดินออกมาหน้าร้านพอดีมองดูหญิงขายผักที่กำลังเอ่ยสนทนากับอดีตเจ้าของที่ดินฝั่งตรงข้ามแล้วขมวดคิ้วเข้มเหตุในนางจึงไม่โกรธที่โดนไล่ที่ ไม่มีแม้แต่สายตาขุ่นเคือง เป็นไปได้อย่างไร
“ห้าวอี้! ไปเหมาผักและไข่ของนางให้หมด”ห้าวอี้ที่ได้ยินประโยคเดิมเฉกเช่นเมื่อวานก็ขมวดคิ้วสงสัย คุณชายชอบกินผักกินไข่ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน หากแต่คำสั่งของคุณชายใหญ่แม้แต่คุณชายรองและคุณชายสามยังไม่เคยโต้แย้ง แล้วเขาที่เป็นบ่าวจะเอาความกล้าที่ใดมาสงสัย ไม่รอให้หลิวเฉินคังเอ่ยซ้ำห้าวอี้ก็ล้วงเงินออกจากถุงเงินเหมาผักและไข่มาอีกหอบใหญ่ หากแต่เพราะผักและไข่ที่เขาซื้อมามีจำนวนมากลู่ฟางเหนียงจึงอาสาช่วยเหลือเอามาส่งถึงหน้าร้าน
“ขอบพระคุณคุณชายที่ช่วยซื้อผักของข้าเจ้าค่ะ”
ลู่ฟางเหนียงส่งผักและไข่ให้บ่าวชายหน้าร้านแล้วหันมาเห็นบุรุษร่างสูงกำยำในชุดผ้าไหมเนื้อดีก็คาดเดาได้ว่าเขาจะต้องเป็นเจ้าของร้านข้าวสารแห่งนี้ และคงเป็นคนที่จ่ายเงินซื้อของของนาง ยามที่เห็นเขาปรายตามายังตนลู่ฟางเหนียงจึงย่อกายเอ่ยขอบคุณเสียงหวาน
หลิวเฉินคังพยักหน้ารับคำขอบคุณของอีกฝ่ายอย่างไม่ใส่ใจนัก ด้วยนับจากเขาอายุสิบสองขอเพียงมีโอกาสบรรดาหญิงสาวในวัยออกเรือนก็จะเข้ามาทักทายทอดสะพานให้เขา แน่นอนว่าเรื่องเช่นนี้เขาพบเจอจนเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่สิ่งที่ไม่ปกติคือ หญิงสาวตรงหน้านางเอ่ยขอบคุณประโยคเดียวแล้วก็หมุนตัวจากไป โดยไม่มีท่าทางยั่วยวน หรือแม้แต่สายตาแสดงความสนใจเขาเลย... สักนิดก็ยังไม่มี
ลู่ฟางเหนียงเดินออกจากร้านข้าวสารสกุลหลิวด้วยท่าทางยินดี ก่อนจะเร่งสาวเท้าไปยังหอโอสถที่อยู่ถัดไปอีกถนน
“เถ้าแก่ ข้าเอาค่ายาคราวที่แล้วมาให้เจ้าค่ะ ส่วนนี่เป็นส่วนของวันนี้เจ้าค่ะ”
“อั่ยยะ... ฟางเหนียงข้าบอกแล้วอย่างไรว่าไม่เป็นไร”
เถ้าแก่หอโอสถสกุลหลิวเอ่ยบอกเสียงดุไม่จริงจังนัก สายตาฟ่าฟางมองเด็กสาวกตัญญูตรงหน้าด้วยสายตาชื่นชม ลู่ฟางเหนียงมิใช่หญิงงามเช่นคุณหนูสกุลใหญ่แต่กลับมีใบหน้าที่ชวนมองแลมีท่าทางกลิ่นอายที่ดึงดูดจนผู้พบเห็นต่างนึกรักใคร่เอ็นดู และตัวเขาก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ชื่นชมเอ็นดูนาง
“ขอบพระคุณเถ้าแก่มากเจ้าค่ะ เพียงแต่ฟางเหนียงรับยาของท่านไปแล้วจะไม่จ่ายเงินได้อย่างไร”
เสียงหวานใสที่เอ่ยบอกเหตุผลของตนเองแก่เถ้าแก่ร้านทำให้บุรุษที่อยู่ในห้องข้างชะงักพัดในมือ คิ้วเข้มยกขึ้นสูงเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ
ยังมีคนที่มิชื่นชอบของที่ได้มาโดยมิต้องจ่ายสิ่งแลกเปลี่ยนอยู่อีกหรือ
มุมปากหยักพลันขึ้น แววตาคมมีประกายสนใจ ก่อนจะขยับเท้าเดินออกมาที่หน้าประตู มือหนาใช้พัดขยับเปิดม่านลูกปัดออกเล็กน้อย มองสตรีที่ยืนสนทนากับเถ้าแก่ร้านโอสถของเขาด้วยใบหน้าและแววตาที่ดึงดูดสายตาคน
“อาการของพ่อเจ้าไม่สู้ดี อย่างไรก็เก็บเงินเอาไว้ให้มากหน่อยเข้าใจหรือไม่”
“ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ ขอบพระคุณเถ้าแก่ที่ห่วงใยท่านพ่อ ฟางเหนียงไม่มีสิ่งใดตอบแทนไข่ไก่ตะกร้านี้เป็นเพียงของไร้ค่าที่ฟางเหนียงตั้งใจเอามามอบให้ท่านแทนคำขอบคุณเจ้าค่ะ”
“ไร้คงไร้ค่าอะไร เหตุใดจึงชอบดูถูกตนเองนัก นี่ยาของพ่อเจ้ารับไปเสีย”
อีกฝ่ายเอ่ยตำหนิไม่จริงจังมาหนึ่งประโยคก็รับตะกร้าไข่ไก่ไปจากมือเล็ก พร้อมกับส่งห่อยาสามห่อให้นาง
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”
ยามได้รับห่อยาแล้วลู่ฟางเหนียงก็ก้มหน้าเอ่ยขอบคุณอีกครั้งก่อนจะเดินออกจากร้านไป โดยที่ไม่รู้เลยว่าตลอดการสนทนาของนางกับเถ้าแก่หอโอสถสกุลหลิวมีชายผู้หนึ่งลอบมองโดยตลอด
“คุณชายรองเรื่องหอโอสถสกุลโจว”
“ในต้าเจิ้ง ผู้ที่สามารถเปิดหอโอสถได้มีเพียงสกุลหลิวเท่านั้น”
เพียงคำพูดประโยคเดียวของคุณชายรองหลิวเฉินผิงก็ทำให้ไห่เหยารู้ได้ทันทีว่า
วันพรุ่งนี้ในต้าเจิ้งจะมีเพียงหอโอสถสกุลหลิวเท่านั้น
“นางเป็นใคร”
นาง? คุณชายของเขาหมายถึงหญิงสาวคนใดกัน สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสงสัยของไห่เหยาทำให้หลิวเฉินผิงรู้สึกหงุดหงิดใจไม่น้อย
“หญิงสาวที่มาซื้อยาเมื่อครู่ ข้าต้องการรู้ประวัติของนาง”
ไห่เหยาได้ยินว่าคุณชายรองของเขาสนใจสตรีดวงตาก็พลันเบิกกว้าง แน่นอนว่าหากเป็นบุรุษอื่นเอ่ยถามถึงสตรีเขาย่อมไม่แปลกใจ แต่นั่นมิใช่กับบุรุษสกุลหลิวที่ได้ชื่อว่าไร้ความรู้สึกต่อสตรี
....................................................
เสิ่นอวี้เหยาขยับเปลือกตาขึ้นอย่างช้าๆ ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความหนักอึ้งของท่อนแขนแกร่งที่พาดทับเอวคอด และความอุ่นร้อนจากแผ่นอกกว้างที่แนบชิดอยู่กับแผ่นหลังของนาง กลิ่นอายของบุรุษเพศผสมกับกลิ่นเหงื่อไคลจางๆ และรสสวาทที่ยังอบอวลอยู่ในห้อง ทำให้หัวใจของหญิงสาวพองโตอบอุ่นนางพยายามจะขยับตัว แต่อาการปวดหนึบที่กลางกายสาวก็ทำให้ต้องครางออกมาเบาๆ"ตื่นแล้วหรือ ฮูหยิน..." เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าดังขึ้นชิดใบหู พร้อมกับริมฝีปากสากที่กดจูบลงบนลาดไหล่ขาวผ่องเสิ่นอวี้เหยาพลิกกายกลับมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่ม ดวงตาเรียวจ้องมองใบหน้าคมพลางยกมือเรียวขึ้นลูบไล้แก้มสาก"เมื่อคืนข้ายังจัดหนักไม่พอหรือ""ลู่เจิง... เจ้ามันปีศาจชัดๆ" นางบ่นอุบแต่แฝงไปด้วยน้ำเสียงหยอกเย้าลู่เจิงหัวเราะในลำคอ ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาหวาน"มิใช่เจ้าหรือที่ท้าทายข้า"เมื่อเห็นว่าบรรยากาศกำลังหวานชื่น เสิ่นอวี้เหยาก็ไม่อาจทิ้งโอกาสทอง นางขยับกายเข้าไปซุกในอ้อมกอดแกร่ง พลางใช้ปลายนิ้วเรียววาดวนบนแผงอกกว้าง ช้อนตามองด้วยท่าทีอ้อนวอนและยั่วยวน"ในเมื่อเจ้ายอมรับข้าแล้ว เช่นนั้นเรื่องการแต่งงานของลูกๆ เรา เจ้าจะยอมใจอ่อ
"เป็นอย่างไรบ้างฮูหยิน... ชอบรสรักที่ข้าปรนเปรอหรือไม่" ร่างสูงใหญ่เอ่ยถามพลางขยับกายทาบทับร่างที่อ่อนระทวยของหญิงสาวเสิ่นอวี้เหยาปรือตามองเขา เผยยิ้มยั่วยวนที่มุมปาก แล้วตวัดสองแขนเรียวโอบรัดรอบคอเขาแน่น"นี่ไม่ใช่แค่การเล้าโลมหรือ หรือว่าเจ้าหมดน้ำยาแล้ว""เจ้าท้าทายข้าหรือ ฮูหยิน!"ลู่เจิงคำรามในลำคอ ดวงตาคมลุกโชนไปด้วยไฟปรารถนาที่เร่าร้อน จงใจกดเบียดท่อนลำกลางกายหนุ่มที่แข็งขืนตื่นตัวเสียดสีที่หน้าขาของนางอย่างยั่วยวน "แล้วหากข้าจะท้าทายเล่า""เช่นนั้นวันนี้ก็อย่าลงจากเตียงเลย" สิ้นคำของชายหนุ่ม เอวสอบก็กดกระแทกแก่นร้อนเข้าไปในกายสาวอย่างรุนแรงในคราวเดียว"อ๊ายย! ลู่เจิง..." เสียงครางหวานถูกกลืนหายไปเมื่อลู่เจิงก้มลงมากดแนบปิดริมฝีปากของนางอีกครั้ง จูบของเขาเต็มไปด้วยความหิวกระหายและเรียกร้อง ขณะที่เอวสอบขยับเร่งเร้าจังหวะรักที่ดุดันรุนแรง จนร่างกายอวบอิ่มสั่นคลอนไปตามแรงอัดกระแทก เตียงไม้หลังใหม่ที่แข็งแรงบัดนี้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดตามจังหวะรักที่บ้าคลั่ง"อ่า... ฮูหยินร่างกายของเจ้า ช่างดีเหลือเกิน " เขาคำรามชิดริมฝีปากบาง พลางเลื่อนใบหน้าคมลงซุกไซ้ซอกคอขาวเนียน ขบเม้มสร้างรอยรั
ยามที่แสงแดดของวันใหม่สาดส่อง เสิ่นอวี้เหยาลุกจากเตียงนอนมานั่งอยู่หน้ากระจก มองเงาสะท้อนของตนเองแล้วถอนหายใจยาว คำพูดของชีเทียนเทียนที่ว่า 'หญิงชรา' ยังคงดังก้องอยู่ในความทรงจำ "นี่ข้าแก่แล้วจริงๆ หรือ" นางพึมพำกับตัวเองพลางเม้มริมฝีปากอวบอิ่มเข้าหากันแน่น "ใครกล้าพูดว่าฮูหยินของข้าแก่กัน" เสียงทุ้มต่ำทรงพลังดังขึ้นจากเบื้องหลัง พร้อมกับวงแขนแกร่งที่สวมกอดรัดเอวคอดของนางเอาไว้แน่น "ยังต้องมีใครบอกอีกหรือ นี่ก็เห็นๆ อยู่" เสิ่นอวี้เหยาพูดด้วยน้ำเสียงแง่งอน ลู่เจิงในสภาพสวมเพียงกางเกงผ้าฝ้ายตัวเดียววางคางลงบนไหล่เล็ก ก่อนจะกระชับวงแขนรั้งคนคิดมากมาแนบอกกว้างที่เต็มไปด้วยมัดกล้าม"อยู่ที่ไหนกัน ข้าเห็นเพียงฮูหยินคนงามเท่านั้น""เจ้าไม่ต้องมาปลอบใจข้า" ลู่เจิงได้ยินดังนั้นก็หลุดเสียงหัวเราะทุ้มต่ำออกมาจากลำคอ ทว่ากลับยิ่งทำให้ใบหน้าของหญิงสาวขมวดมุ่นหนักกว่าเดิม"ลู่เจิง! เจ้าหัวเราะเยาะข้า!" นางหันขวับไปตวัดสายตาค้อนวงใหญ่ใส่คนตัวโตด้านหลัง ผ่านกระจกเงาด้านหน้า"ข้าไม่ได้หัวเราะเยาะท่าน แต่กำลังหัวเราะความคิดไม่เข้าเรื่องของท่านต่างหาก" ลู่เจิงแย่งกระจกทองเหลืองจากมือบางแล้ววางคว่ำลง
"ปล่อยข้านะลู่เจิง!" เสิ่นอวี้เหยาหอบหายใจแรง ใบหน้างดงามแดงก่ำด้วยความโกรธ "เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาทำแบบนี้กับข้า!""สิทธิ์ของความเป็นสามีอย่างไรเล่า!"ลู่เจิงตะคอกกลับ ดวงตาดุดันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเรียวของนาง "เหยาเหยาเป็นเจ้าที่บุกเข้ามาในชีวิตของข้า ทำให้ข้าหลงใหลจนโง่งม แล้วพอมีเรื่องไม่สบอารมณ์ ก็จะหนีไปง่ายๆ อย่างนั้นหรือ!!""สามีบ้าบออะไร! ในสายตาเจ้า ข้าก็แค่หญิงแก่รวยๆ ที่หลอกใช้ร่างกายแลกกับลูกสาวเจ้าเท่านั้น!" นางเถียงกลับอย่างไม่ลดละ ทว่าคำพูดนี้กลับทำให้ฟางเส้นสุดท้ายของลู่เจิงขาดสะบั้น เขาไม่โต้เถียงนางอีกต่อไป แต่เลือกที่จะใช้การกระทำแทน ใบหน้าคมก้มลงฉกจูบที่ริมฝีปากอวบอิ่มอย่างรุนแรง"อื้อออ! ปล่อย!" เสิ่นอวี้เหยาพยายามเบือนหน้าหนีและขบกัดริมฝีปากเขาเพื่อต่อต้าน ทว่าลู่เจิงกลับไม่ยอมถอย เขาดันคางนางให้รับจูบของเขา ลิ้นร้อนชื้นสอดแทรกเข้าไปกวาดชิมความหวานในโพรงปากอย่างหิวกระหายและดุดัน การต่อสู้ดิ้นรนในตอนแรกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นการปะทะกันของอารมณ์ที่คุ้นเคย ความโกรธเกรี้ยวที่รุนแรงถูกแทนที่ด้วยไฟสวาทที่เร่าร้อน ร่างกายที่แนบชิดเสียดสีกันปลุกปั่นสัญชาตญาณดิบ ลู่เจิงคลายมือ
ลู่เจิงไม่ปล่อยให้นางได้ตั้งตัว มือใหญ่เลื่อนลงไปกอบกุมบั้นท้ายกลมกลึง ออกแรงบีบเค้นอย่างหนักหน่วงจนนางครางอื้ออึงในลำคอ ก่อนจะดันต้นขาแข็งแกร่งแทรกเข้าไประหว่างเรียวขายาวทั้งสองข้างของนาง จงใจกดคลึงความแข็งขืนของตนเองเสียดสีกับจุดอ่อนไหวกลางกายสาวผ่านเนื้อผ้าที่ขวางกั้น"อ๊ะ... ลู่เจิง... ตรงนี้มัน..." เสิ่นอวี้เหยาร้องเสียงหลง ร่างกายอ่อนระทวย สิ้นแรงต้าน หากไม่เพราะได้ท่อนแขนของเขาประคองไว้ คนคงทรุดลงไปกองกับพื้นแล้ว"เหยาเหยาเจ้ารู้หรือไม่ สามวันที่เจ้าไม่อยู่ ข้าแทบจะคลั่งตายอยู่แล้ว" เขาก้มลงขบเม้มติ่งหูเล็ก สูดดมกลิ่นหอมหวานของคนในอ้อมแขน "วันนี้เจ้าต้องชดเชยให้ข้า" พูดจบ ลู่เจิงก็ช้อนร่างอวบอิ่มของเสิ่นอวี้เหยาขึ้นอุ้มแนบอก เตะประตูห้องนอนให้เปิดออกแล้วพานางก้าวเข้าไปด้านใน พร้อมไฟปรารถนาที่รุกโชน หลังจากผ่านศึกรักอันเร่าร้อนจนฟ้าสาง เสิ่นอวี้เหยาที่ขยับตัวตื่นก่อนก็มองลู่เจิงที่หลับใหลข้างกายด้วยความรู้สึกหลากหลายความจริงแล้วระหว่างนางกับเขาก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนต่อกัน ดังนั้นเขาจะใกล้ชิดสนิทสนมกับหญิงอื่นก็มิใช่ความผิด เพียงแต่สิ่งนี้เสิ่นอวี้เหยาไม่อาจยอมรับ ยิ่ง
"และที่สำคัญอย่าได้กล่าววาจาหรือทำสิ่งใดให้ฮูหยินของข้าขุ่นเคืองใจอีก ไม่เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าไม่เห็นแก่ไมตรีเก่า"คำว่า 'ฮูหยินของข้า' ที่หลุดออกมาจากปากของบุรุษปากแข็งทำเอาเสิ่นอวี้เหยาตกตะลึงตัวแข็งค้าง ดวงตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นเบิกกว้างขึ้นด้วยประหลาดใจระคนยินดี ชีเทียนเทียนหน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก "ฮูหยินของท่านหรือ พี่ลู่เจิง ท่านตาบอดไปแล้วหรือ นางเป็นแค่แม่หม้ายแก่ๆ จะมาเทียบกับข้าที่เป็นสาวสวยวัยแรกแย้มได้อย่างไร""หุบปาก!" ลู่เจิงคำรามเสียงต่ำ ก้าวเข้าไปหาชีเทียนเทียนหนึ่งก้าว รังสีโทสะแผ่ซ่านจนแม่หม้ายสาวต้องกระถดตัวหนีด้วยความหวาดกลัว "เสิ่นอวี้เหยาคือผู้หญิงของข้า คือฮูหยินของข้า! เจ้ากล้าลบหลู่นางเช่นนี้ต่อไปก็อย่ามาให้ข้าเห็นหน้าอีก"ความหวาดกลัวต่อท่าทีดุดันของลู่เจิง ทำให้ชีเทียนเทียนไม่กล้าแม้แต่จะกล่าวคำใดอีก รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน แล้ววิ่งจากไปในทันทีลู่เจิงยืนหอบหายใจแรง แผ่นอกกว้างที่กึ่งเปลือยเปล่ากระเพื่อมขึ้นลงตามแรงอารมณ์ ก่อนจะหมุนตัวกลับมาสบตาเสิ่นอวี้เหยาที่ยังคงยืนนิ่งอยู่หน้าประตูแม้ชายหนุ่มจะเพิ่งออกโรงปกป้องนาง แต่ความขุ่นเคืองในใจขอ
ลู่ฟางหรงเดินทอดน่องอยู่ในเรือนโมลี่ เรือนพักที่ฮูหยินหลิวยกให้เป็นเรือนของนาง ใบหน้าหวานเช่นผู้เป็นพี่สาวมีอารมณ์เบื่อหน่ายฉายชัด นี่นับเป็นวันที่สามแล้วที่พี่สาวของนางแต่งเข้าสกุลหลิวและตัวนางก็ต้องย้ายติดตามพี่สาวมา หรือกล่าวให้ถูกก็คือย้ายติดตามพี่สาวและบิดา เพราะบิดานางเองก็แต่งเข้ามาเป็นนายท่า
“ตรวจสินค้าผ่านแล้ว ต่อไปก็ใช้งาน”ลู่ฟางเหนียงที่กำลังหย่อนขาลงข้างโต๊ะเขียนหนังสือหมายใจนำกระดาษสัญญาไปมอบให้ฮูหยินหลิวไม่ทันเท้าแตะพื้นเรือนก็ถูกสองแขนวางขนาบข้าง ดวงตากลมพลันเบิกกว้าง หางตามองไปยังกระดาษสัญญาในมือหนา ไม่ได้นางต้องเร่งเอากระดาษสัญญาไปให้ฮูหยินหลิว ยิ่งกระดาษสัญญานี้ถึงมือฮูหยินเ
“อาคังจะอยู่ที่นี่แค่เจ็ดวัน ฟางเหนียงดูเหมือนเวลาช่วยชีวิตพ่อเจ้าจะมีไม่มากนัก หากยังลังเล...”“ข้าตกลงเจ้าค่ะ”ยามที่ได้ยินลู่ฟางเหนียงเอ่ยตกปากรับคำฮูหยินหลิวก็พยักหน้ารับอย่างราบเรียบราวกับเรื่องนี้มิได้ใหญ่โตอะไร มือขาวยกชาขึ้นจิบอีกคราด้วยรอยยิ้มที่สมใจยิ่งนักหลานน้อยของข้า รีบมาให้ท่านย่าเจ
หน้าอก! นางตัวเล็กแค่นี้เหตุใดหน้าอกจึงใหญ่โตได้ถึงเพียงนี้หลิวเฉินคังสลัดความคิดอันชั่วร้ายของตน แล้ววางมือลงบนพื้นเรือนหมายใจดันตัวขึ้น หากแต่ร่างกายคล้ายไม่ฟังคำสั่งเขาชั่วคราว ใบหน้าคมก็ไม่ยอมขยับถอย อีกทั้งยังขยับไปมาบนอกนุ่ม จนสาบเสื้อตัวนอกของนางหลุดลุ่ยเผยเนินเนื้อขาวเนียน"อ่ะ! คะ... คุณช







