Masukในเมื่อเจ้าต้องการทายาทสกุลหลิว พวกข้าสามคนก็ล้วนแซ่หลิว เช่นนั้นมิสู้ให้พวกข้าเป็นสามีเจ้าทั้งสามคน
Lihat lebih banyak“ผักเจ้าค่ะ ผักสดๆ จากสวนเจ้าค่ะ”
“ไข่ไก่เจ้าค่ะ ไข่ไก่ราคาถูกๆ”
เสียงหวานใสดังก้องเข้ามาทำให้นิ้วยาวที่กำลังดีดลูกคิดคำนวณผลกำไรรายสัปดาห์ชะงักค้าง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น สายตาคมบ่งบอกถึงความไม่พอใจ
“ปิดหน้าต่าง”
เสียงเข้มที่เอ่ยบอกนั้นบ่งบอกภาวะอารมณ์ที่ขุ่นเคืองของผู้พูดเป็นอย่างดี ห้าวอี้บ่าวชายที่ยืนรอรับใช้อยู่ข้างกายคุณชายใหญ่สกุลหลิวพลันเร่งขยับตัวไปปิดหน้าต่างในทันที คุณชายใหญ่ของพวกเขาเวลาโมโหนั้นน่ากลัวเพียงใดผู้อื่นอาจไม่รู้ แต่เขาที่รับใช้ข้างกายอีกฝ่ายมามากกว่าสิบปีนั้นรู้ดี
“สิบอีแปะเจ้าค่ะ”
“ห้าอีแปะเจ้าค่ะ”
“สามอีแปะเจ้าค่ะ”
“เก้าอีแปะเจ้าค่ะ”
เสียงหวานใสยังคงดังลั่นเข้ามาให้ได้ยินเป็นระยะ
หลิวเฉินคังหลับตา ขมวดคิ้ว และขบกรามแน่น เป็นอีกคราที่เขาคำนวณบัญชีผิดพลาดและต้องเริ่มต้นคำนวณใหม่อีกครั้ง แต่คำนวณได้ไม่นานเสียงหวานก็ดังเข้ามาอีก
“สามอีแปะเจ้าค่ะ”
“สิบอีแปะเจ้าค่ะ”
ยามที่หูได้ยินนิ้วยาวก็พลั้งเผลอขยับดีดลูกคิดตามจำนวนเงินที่เสียงหวานด้านนอกเอ่ยบอก หลิวเฉินคังขบกรามแน่นอีกครั้ง
ปึง! เสียงมือตบลงบนโต๊ะไม้เนื้อดีดังลั่น ห้าวอี้พลันตกใจจนไหล่สะท้านใบหน้าเข้มซีดเซียวนี่เขาทำอะไรให้คุณชายใหญ่ไม่พอใจอีกแล้วใช่หรือไม่ เพียงแต่ไม่ทันที่เขาจะเอ่ยถามร่างสูงกำยำตรงหน้าก็ขยับตัวลุกขึ้นแล้วเดินออกไปจากห้องหนังสือ
“ทั้งหมดห้าอีแปะเจ้าค่ะ”
สองเท้าของหลิวเฉินคังหยุดลงที่หน้าร้านข้าวสารสกุลหลิว ดวงตาคมมองไปยังฝั่งตรงข้ามที่มีร่างเล็กผู้เป็นเจ้าของเสียงที่ดังรบกวนเขามาตลอดเช้ากำลังเอ่ยเรียกลูกค้าและคิดเงินด้วยท่าทางสดใสชวนสะกดสายตา แต่มิใช่กับเขาหลิวเฉินคังผู้นี้ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบเยือกเย็น
“ห้าวอี้! ไปเหมาผักและไข่ของนางให้หมด ข้าไม่ต้องการได้ยินเสียงโวยวายของนางอีก”
ห้าวอี้ได้ยินคำสั่งของผู้เป็นนายก็ไม่เอ่ยถามให้มากความหยิบถุงเงินที่เอวของตนพุ่งตรงไปหาแม่ค้าร่างเล็กในทันที หลิวเฉินคังมองเด็กสาววัยไม่น่าจะเกินสิบเจ็ดปียิ้มกว้างรับเงินจากคนของเขาแล้วถอนหายใจยาว เห็นทีพรุ่งนี้เขาต้องให้คนของตนไปซื้อที่ดินฝั่งตรงข้ามร้านของเขาเสียแล้ว เพียงแต่ยามที่ห้าวอี้เดินกลับมา เด็กเล็กๆ ร่วมสิบคนต่างก็วิ่งกรูกันไปที่แผงขายผักขายไข่ของนาง อีกทั้งยังเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบอย่างผิดวิสัย
“เด็กพวกนั้นเข้าแถวทำอะไรกัน”
หลิวเฉินคังเอ่ยถามด้วยความสงสัย ห้าวอี้ที่กำลังหอบผักกลับมาจึงหยุดเท้าหมุนกายไปมองด้วยความสงสัยเช่นกัน ก่อนจะส่งผักในมือให้บ่าวในร้านแล้วเดินกลับไปที่แผงขายผักขายไข่ของหญิงสาวเมื่อครู่อีกครั้ง
มือเล็กหันไปหยิบตะกร้าใบหนึ่งก่อนจะเปิดผ้าออกแล้วหยิบเซาปิ้งไส้ผักออกมา ใบหน้างามมีรอยยิ้มสดใสมองเด็กๆ ที่ทำตามข้อตกลงของนางด้วยความชื่นชม
เข้าแถวตามลำดับความสูง วันนี้ผู้ต่ำสุดอยู่หน้าวันพรุ่งนี้ผู้สูงสุดอยู่หน้า และหากข้ารู้ว่ามีใครรังแกแย่งชิงขนมของผู้อื่นข้าจะไม่ทำมาแจกอีก
หลิวเฉินคังฟังคำรายงานของคนสนิทแล้วเหยียดรอยยิ้มมองอีกฝ่ายด้วยความเย้ยหยัน ประเมินด้วยสายตาจากเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของนางแล้ว นางก็คงมิได้มีฐานะร่ำรวยแต่กลับทำขนมมาแจกจ่ายผู้อื่นราวตนเองเป็นลูกคุณหนูตระกูลใหญ่ ช่างมิรู้จักประมาณตน
“ให้คนของเราติดต่อซื้อที่ดินฝั่งตรงข้าม และข้าไม่อนุญาตให้ผู้ใดมาใช้พื้นที่”
กล่าวจบหลิวเฉินคังก็หมุนกายเดินกลับเข้าไปภายในร้าน โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมาชายตามองผู้ใดอีก
ลู่ฟางเหนียง มองพื้นที่ที่บิดานางเคยใช้ตั้งแผงขายผักขายไข่มาร่วมสิบปีแล้วขมวดคิ้วเล็ก เหตุใดวันนี้ที่ว่างตรงนี้จึงมีข้าวของมาวางเอาไว้ราวกับมิต้องการให้นางใช้สอยกัน
“อ่า... ฟางเหนียงเจ้ามาพอดีเลย”
“ท่านป้าต้า”
ลู่ฟางเหนียงย่อตัวทักทายต้าเทียนมีผู้เป็นเจ้าของที่ดินตรงหน้าด้วยท่าทางสุภาพอ่อนโยน ทุกกิริยาไร้กลิ่นอายความโกรธเคือง อีกทั้งบนใบหน้ากลมยังมีรอยยิ้มบางๆ ชวนให้ผู้มองรู้สึกผ่อนคลาย
“ฟางเหนียงข้าต้องขอโทษเจ้าด้วย แต่ต่อไปคงให้เจ้ามาขายผักขายไข่ตรงนี้ไม่ได้เสียแล้ว”
ลู่ฟางเหนียงได้ยินคำของอีกฝ่ายก็มีแววตาสงสัย หากแต่มิได้เอ่ยตำหนิอะไรออกมา ที่ดินเป็นของผู้อื่นนางจะมาโมโหเพราะเขามิต้องการให้นางใช้สอยได้อย่างไร
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ที่ผ่านมาต้องขอบพระคุณท่านป้ามากที่ช่วยเหลือข้าและท่านพ่อเจ้าค่ะ ภายหน้าหากมีโอกาสฟางเหนียงย่อมต้องตอบแทน วันนี้ข้ามิรบกวนท่านป้าต้าแล้วเจ้าค่ะ”
“อั่ยยะ! ฟางเหนียงมิใช่ข้าจะใจร้ายต่อเจ้า เพียงแต่ที่ดินนี้ข้าขายให้ผู้อื่นไปแล้วจึงไม่อาจแบ่งให้เจ้าใช้ขายผักได้อีก”
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ขอบคุณท่านป้าต้ามากเจ้าค่ะ”
“มีใครอยู่ข้างนอกบ้าง ข้าต้องการพบท่านหมอซ่ง”ยามที่ได้ข่าวว่าลู่ฟางเหนียงเรียกหาท่านหมอซ่ง คุณชายสกุลหลิวทั้งสามก็วางมือจากกิจสำคัญทั้งหมดควบม้าตรงกลับเรือนในทันที ฮูหยินหลิวผู้เป็นมารดาเห็นเช่นนี้ก็ได้แต่มองค้อนบุตรชายทั้งสามวงใหญ่“ช่างเป็นบุตรชายที่น่าโมโหนัก ยามข้าเรียกหาพวกเจ้าเคยมาเร็วถึงเพียงนี้หรือไม่”ยามเห็นว่ามารดาโกรธเคืองจนหน้างอ หลิวเฉินเลี่ยงและหลิวเฉินผิงก็ขยับตัวมาโอบกอดมารดาคนละข้างส่งสายตาออดอ้อนเอาใจ ขณะที่หลิวเฉินคังเพียงยกยิ้มบางๆ ทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ประจำตัวแล้วเอ่ยน้ำเสียงราบเรียบมั่นคง“หากกล่าวว่าในชีวิตนี้ของพวกเราใครสำคัญที่สุดคนผู้นั้นย่อมเป็นท่านแม่ เช่นนี้แล้วท่านอย่าได้โกรธเคืองพวกเราเลย”สิ้นคำของผู้เป็นพี่ ผู้เป็นน้องทั้งสองก็พยักหน้าขานรับเห็นด้วยราวกับไก่กำลังจิกข้าวสาร“อาคังเจ้าไม่ต้องมาปากหวานเลย นั่น!ท่านหมอซ่งมาแล้ว”พอเห็นว่าท่านหมอซ่งก้าวเท้าเข้ามาในห้องโถงบรรดาบุตรชายทั้งสามก็เร่งรุดเข้าไปรายล้อมอีกฝ่าย แล้วเร่งถามไถ่อาการของลู่ฟางเหนียง ฮูหยินหลิวเห็นเช่นนี้แล้วก็ได้แต่มองค้อนแล้วส่ายหน้าไปมา“แม่นางลู่ประจำเดือนเลื่อนไปเจ็ดวันแล้ว”ฮูห
“พี่ใหญ่ พี่รอง พวกท่านหมายความว่าอย่างไร”หลิวเฉินเลี่ยงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงสัย เขาไม่เข้าใจบรรดาพี่ชายทั้งสองเลยว่าเหตุใดจึงต้องทำท่ามีลับลมคมในเช่นนี้ คิดอย่างไรมีแผนอะไรเหตุใดไม่พูดให้เข้าใจซึ่งหน้า เพียงมองตากันไปมาจะเข้าใจได้อย่างไร หลิวเฉินผิงหันมามองน้องชายคนเล็กแล้วถอนหายใจยาว หลิวเฉินเลี่ยงก็เป็นเช่นนี้มากความสามารถแต่ไร้เล่ห์เหลี่ยม ซื่อตรง จริงใจ มือหนายกมือขึ้นวางบนบ่ากว้างของน้องชายแล้วเอ่ยกระซิบเสียงเบา“น้องสาม เจ้าคิดว่าตัวเจ้าคนเดียวสามารถทำให้เหนียงเหนียงสิ้นท่าได้หรือไม่”สิ้นท่า คำนี้หากจะกล่าวแล้วคงเป็นเขาเสียมากกว่าจะเป็นลู่ฟางเหนียง ทว่าในฐานะบุรุษเขาจะกล้าเอ่ยออกมาได้อย่างไรกัน“พี่รองเรื่องนี้ข้าเกรงว่า...”“ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ใช่หรือไม่ เช่นนั้นหากเราสามคนร่วมมือกันเล่า เจ้าคิดว่าจะกำราบนางได้หรือไม่”หลิวเฉินเลี่ยงได้ฟังคำของพี่ชายคนรองแววตาคมดุดันก็พลันเบิกกว้าง เพียงคิดว่าเขาจะได้ร่วมรักกับนางพร้อมพี่ชายทั้งสองร่างกายของเขาก็พลันร้อนรุ่มไปทั้งตัว“พะ... พี่รองท่านพูดอะไรเช่นนี้ เรื่อง... เอ่อเรื่องเช่นนี้จะเป็นไปได้อย่างไร”“เจ้าไม่เชื่อฝีมือพี่ใหญ่หรื
“เพราะนางเป็นคนของพี่ชายทั้งสองของเจ้า”คนของพี่ชายทั้งสอง หลิวเฉินเลี่ยงขมวดคิ้วเข้มมองมารดาด้วยความไม่เข้าใจ“แม่นางลู่เป็นคนของพี่ชายทั้งสอง ท่านแม่นี่... ท่านหมายความว่าอย่างไร”ฮูหยินหลิวเม้มริมฝีปากแน่นก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องสัญญาระหว่างนางและลู่ฟางเหนียงให้บุตรชายคนเล็กฟัง หลังจากฟังเรื่องราวจบหลิวเฉินเลี่ยงก็พลันขบกรามแน่น ที่แท้ในอดีตนางไม่ได้มีความผูกพันใดกับเขาแต่นางหลอกใช้เขาให้เป็นหนึ่งในผู้ผลิตทายาทสกุลหลิวให้นางนางหลอกลวงเขา อีกทั้งยังใช้ความรักความเชื่อใจของเขาเป็นเครื่องมือ... เช่นนั้นก็อย่าโทษที่เขาจะใจร้ายกับนาง“ข้าจะไปพบพี่ใหญ่กับพี่รอง”“อาเลี่ยง เรื่องนี้หากจะกล่าวว่าใครผิดย่อมเป็นแม่เอง เจ้าอย่าได้โกรธเคืองพวกพี่ชายของเจ้าเลย”หลิวเฉินเลี่ยงยกยิ้มอ่อนโยนให้มารดาแล้ววางมือหนาบนมือที่เย็นเฉียบของอีกฝ่าย“ท่านแม่ในชีวิตของข้ามีเพียงท่านและพี่ชายทั้งสองที่ข้ารักยิ่งกว่าชีวิต ไม่ว่าเรื่องใดย่อมมิอาจมาสั่นคลอนความรักนี้”ฮูหยินหลิวได้ยินคำพูดของบุตรชายในใจก็พลันตื้นตัน ดวงตาหวานพลันมีน้ำตาคลอดึงร่างสูงกำยำตรงหน้ามาโอบกอด“ท่านแม่โปรดวางใจ พี่ใหญ่ย่อมจัดการทุกอย่างไ
“ไม่ปล่อย! ข้าเคยปล่อยเจ้าไปครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งนี้ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปอีก”หลิวเฉินเลี่ยงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นก่อนจะเงยหน้ามองมารดาผ่านไหล่บาง แล้วเอ่ยด้วยท่าทางจริงจังมั่นคงโดยไม่คลายอ้อมแขน“ท่านแม่ ข้าจะแต่งนางเป็นภรรยา”หลิวฮูหยินได้ยินถ้อยคำของบุตรชายคนเล็กในหัวก็พลันขาวโพลน ลู่ฟางเหนียงเป็นสตรีของบุตรชายคนโตและคนรอง คงไม่ถูกนักหากจะยกนางให้บุตรคนเล็กอีกคน เพียงแต่นางต้องการหักห้ามแต่คนตรงหน้ากลับไม่ยินยอมหักใจ“อาเลี่ยง เจ้าจะแต่งใครเป็นภรรยาแม่ไม่ว่า แต่ลู่ฟางเหนียงไม่ได้”“ท่านแม่ ข้ามีใจรักมันต่อนางจริงๆ หากท่านเห็นว่านางต้อยต่ำเกินไปไม่สมฐานะสกุลหลิว เช่นนั้นข้ายินดียกทุกอย่างคืนแก่สกุลหลิวแล้วไปช่วยนางปลูกผักเลี้ยงสัตว์ ขอท่านแม่โปรดเมตตาอย่าขัดขวางข้าเลย”ฮูหยินหลิวอยากจะกลั้นใจตายนัก ในบรรดาบุตรทั้งสามคนที่ดื้อสุดก็คงเป็นหลิวเฉินเลี่ยง รั้นสุดก็ยังคงเป็นหลิวเฉินเลี่ยง“อาเลี่ยง มิใช่แม่คิดจะขัดขวางเจ้า แต่กับนางไม่ได้จริงๆ”“ท่านแม่ถึงอย่างไรข้าก็จะแต่งนางเป็นภรรยา”หลิวเฉินเลี่ยงเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบมั่นคง ขณะที่แขนแกร่งยังคงโอบรัดคนเอาไว้แน่นราวกับหวาดกลัวว่าหา





