로그인แรกๆ ที่มัสลินเรียกดวงดาวว่า “แม่” ก็ไม่ค่อยชินปากนัก แต่พอเรียกไปสักพักก็เริ่มเข้าปากและชินไปเอง
เมื่อกินข้าวเที่ยงเสร็จ พี่ชายทั้งสองของเธอยังอาสาช่วยสอนเธอให้หัดขับรถด้วย เพราะป้าเฟื้องพูดเรื่องนี้ขึ้นมาบนโต๊ะอาหาร คราวนี้เธอยอมรับการช่วยเหลือเพราะไม่อยากปฏิเสธความหวังดีของพวกเขาเป็นคำรบที่สอง การเรียนการสอนขับรถในวันนี้ มันก็ค่อนข้างจะทุลักทุเลพอสมควร เธอตระหนักรู้ได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิดเดียว แต่เธอก็พยายามเรียนรู้และพอจะเข้าใจบ้างแล้ว ที่เหลือคือความใจกล้าที่จะต้องลองขับด้วยตัวเองให้ได้ และพอพี่ๆ รู้ว่าเธอต้องการจะซื้อรถมือสอง วันรุ่งขึ้นตามตะวันกับจันทรคุปต์ก็เอารถที่บ้านซึ่งเป็นคันที่ไม่ค่อยได้ใช้ เนื่องจากที่บ้านใหญ่มีอยู่หลายคันมาให้ เป็นรถทรงสปอร์ตสีขาวสัญชาติญี่ปุ่นของคุณดวงดาวที่ขับไม่กี่ครั้งเท่านั้น มันยังใหม่เอี่ยมอ่องเหมือนเพิ่งออกจากศูนย์จำหน่ายไม่มีผิด มัสลินรู้สึกดีใจมากที่ครอบครัวบ้านใหญ่ ไม่นึกรังเกียจเธอ แถมยังช่วยเหลือเธอเป็นอย่างดีอีกด้วย เธอช่างโชคดีจริงๆ ... หนึ่งเดือนผ่านไป...หลังจากจัดการเรื่องส่วนตัวจนเข้าที่เข้าทาง และปรับตัวกับความเป็นอยู่ที่นี่ได้แล้ว และมัสลินเองก็เริ่มจะสนิทสนมกับเจ้าลูกสุนัขสองตัวของพ่อมากขึ้นด้วย มัสลินให้อาหาร อาบน้ำให้มัน และก็เดินเล่นออกกำลังกายด้วยกันทุกเช้าจนเป็นกิจวัตรประจำวัน พวกมันรับรู้ว่าเธอมีลูกน้อยในครรภ์ เพราะเธอบอกกับพวกมันอยู่เสมอ ว่าต่อไปคงฝากฝังให้พวกมันช่วยเลี้ยงน้อง และดูเหมือนว่ามันจะเข้าใจสิ่งที่เธอกำลังสื่อสาร ลูกสุนัขทั้งสองตัวยังชอบวางคางเกยที่ท้องของมัสลินเพื่อฟังเสียงอัตราการเต้นหัวใจ ของเจ้าตัวน้อยในครรภ์อีกด้วย สวนหลังบ้านถูกปรับภูมิทัศน์เพื่อใช้สำหรับทำเป็นสวนดอกไม้ มีการเตรียมดินโดยการผสมดินกับปุ๋ยคอกไว้เรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงการลงมือเพาะพันธุ์ ซึ่งขั้นตอนการเพาะปลูก เธออยากลงมือเพาะด้วยตัวเองทั้งหมด อาจต้องใช้เวลานานสักหน่อย แต่ก็ไม่เป็นไร ค่อยๆ ทำไปแบบไม่เร่งรีบ เดี๋ยวมันก็เสร็จ และจุดหมายต่อไปก็คือการปรับพื้นที่ในบ้านชั้นล่างให้เป็นโซนคาเฟต่อไป มัสลินซื้อบ้านน็อกดาวน์ในสไตล์อิงลิช คันทรีที่เข้ากับตัวบ้านเดิมมาหนึ่งหลัง เพื่อใช้เป็นสถานที่ทำเวิร์กชอปจัดช่อดอกไม้ ทำสบู่ หรือชาดอกไม้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ยามเช้าตรู่...จุ๊กกะดุ๋ยคาบถังพลาสติกที่บรรจุพลั่วขุดดิน อยู่ในนั้นแล้วเดินนำหน้าออกไปยังสวนหลังบ้าน ส่วนเจ้าปุ๊กลุกคาบถังที่บรรจุเมล็ดพันธุ์ดอกไม้นานาชนิดเดินตามไป พวกมันรู้ความมาก แถมยังคอยช่วยแบ่งเบาภาระของเจ้านาย เธอสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีเขียวมิ้น กางเกงลายช้างผ้านิ่มเอวยางยืดสีดำที่สวมใหญ่สบายและไม่รัดหน้าท้อง สวมหมวกสานปีกกว้าง เพื่อสะดวกในการลงแปลงวันแรก เธอเดินตามหลังเจ้าหมาสองตัวนั้นไปติดๆ ใช้พลั่วขุดดินขุดเป็นแนวยาวแล้วก็หย่อนเมล็ดพันธุ์ลงไปเรื่อยๆ จากนั้นก็ค่อยๆ ใช้มือกลบหน้าดิน จากหนึ่งแปลงไปสองแปลง สามแปลง... ทำตั้งแต่เช้าจนตะวันส่องกลางหัว จังหวะหนึ่งที่เธอเงยหน้ามองพระอาทิตย์แล้วเกิดหน้ามืด ร่างงามเริ่มซวนเซ แล้วทำท่าจะล้มลง... “โฮ่ง” เจ้าปุ๊กลุกเห่าเรียกสติทันควัน! มัสลินได้สติก่อนที่จะล้มก้นจ้ำเบ้า เธอใช้ฝ่ามือค้ำพื้นไว้ได้ทันท่วงที กอปรกับเจ้าปุ๊กลุกเองก็กระโจนเข้ามาพลีกายเอาตัวของมันรองเป็นเบาะหนุน จึงช่วยทอนแรงกระแทกไปได้มาก และก็ยังดีที่เธอไม่ได้ล้มทับมันไปเต็มแรงไม่อย่างนั้น มันก็คงจะเจ็บตัวเหมือนกัน ถึงมันจะอ้วนฉุมีเนื้อเยอะไปสักหน่อย แต่อย่างไรแล้ว มันก็เป็นแค่ลูกสุนัขพันธุ์เล็กเท่านั้น ทว่ากลับมีหัวใจที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวของมัน “โฮ่ง โฮ่ง” เจ้าจุ๊กกะดุ๋ยเห็นท่าไม่ดีแล้ว มันก็รีบโกยแน่บวิ่งไปทางหน้าบ้าน ตรงไปยังบ้านของป้าเฟื้องทันที เจ้าปุ๊กลุกลนลาน มันแลบลิ้นเลียใบหน้าของเธอ เพื่อให้มัสลินได้สติ ทว่าเปลือกตาที่แสนหนักอึ้งของเธอค่อยๆ ปิดลงช้าๆ จนมืดสนิทลง ร่างกายไม่ตอบสนองทุกการรับรู้ ปุ๊กลุกวิ่งวนไปรอบๆ ตัวของมัสลินด้วยความตื่นตกใจ มันขยับตัวเข้ามาใกล้ แล้วมันวางคางลงที่หน้าท้องของเธอ เพื่อตรวจสอบฟังเสียงสิ่งมีชีวิตข้างในว่ายังอยู่ดีหรือไม่... “อี๊ด อี๊ด อี๊ด” ปุ๊กลุกครางหงิง ด้วยความเป็นห่วงเจ้านายและน้องน้อยในท้องของมัสลิน ส่วนเจ้าจุ๊กกะดุ๋ยเห่าบ๊อกๆ เสียงแหลม อยู่ที่หน้าบ้านของป้าเฟื้องจนป้าต้องออกมาดู “อะไรของแกหา จุ๊กกะดุ๋ย” มันเห่าแล้วก็หมุนตัวสองรอบแล้วก็ทำท่าวิ่ง ทว่าเมื่อเห็นว่าป้าเฟื้องไม่ได้ยี่หระเพราะคิดว่ามันกำลังชวนเล่น มันก็วิ่งมาใช้ฟันขบดึงขากางเกงของป้าเฟื้องเพื่อให้ตามมันไป ป้าก็เลยตามมันไปอย่างเสียไม่ได้เพราะดูท่าทางของมันร้อนรนจนผิดสังเกต บางทีอาจจะเกิดเรื่องไม่ดีกับมัสลินขึ้นก็ได้ คิดได้ดังนั้นป้ารีบจ้ำอ้าววิ่งตามจุ๊กกะดุ๋ยซึ่งวิ่งนำลิ่วไปยังสวนหลังบ้านก่อนหน้าแล้ว พอมาถึงป้าเฟื้องก็ต้องตกใจจนตาลีตาเหลือก เมื่อเห็นร่างงามนอนหมดสติอยู่โดยมีเจ้าปุ๊กลุกดูแลไม่ห่าง มันยังคงวางคางเกยไว้ที่ท้องน้อยของเธอแล้วร้องครางหงิงอยู่แบบนั้น ราวกับกำลังจะปกป้องชีวิตน้อยๆ ด้านใน “หนูมัส หนูมัสเป็นอะไรไหม” ป้าเฟื้องเข้ามาเขย่าแขนมัสลินแต่เธอไม่รู้สึกตัว เหงื่อเม็ดเป้งผุดซึมที่กรอบหน้าเนียน ซึ่งยามนี้ขาวซีดเผือดราวกับไม่มีเลือด “ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยที” ลำพังจะให้เธอแบกมัสลินคนเดียวคงไม่ไหว เรี่ยวแรงของหล่อนร่วงโรยไปตามวัย หล่อนต้องไปตามใครมาช่วย ไวเท่าความคิด ป้าเฟื้องจึงรีบวิ่งออกไปที่หน้าบ้านเพื่อที่จะออกไปตามชาวบ้านในหมู่บ้านให้มาช่วย บังเอิญเจอกับกายสิทธิ์ที่ขับรถผ่านหน้าบ้านเข้าพอดี... “หมอ หมอกาย ช่วยที มีคนเป็นลม!” ป้าเฟื้องตะโกนเรียกโหวกเหวก โบกไม้โบกมือ กวักมือเป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือเพื่อเรียกหมอเป็นพัลวัน ด้วยสัญชาตญาณของความเป็นหมอที่มีอยู่ในเส้นเลือดใหญ่ของกายสิทธิ์ เขาจึงรีบจอดรถแล้วรีบวิ่งตามเข้าไปช่วยทันทีไม่รั้งรอแรกๆ ที่มัสลินเรียกดวงดาวว่า “แม่” ก็ไม่ค่อยชินปากนัก แต่พอเรียกไปสักพักก็เริ่มเข้าปากและชินไปเอง เมื่อกินข้าวเที่ยงเสร็จ พี่ชายทั้งสองของเธอยังอาสาช่วยสอนเธอให้หัดขับรถด้วย เพราะป้าเฟื้องพูดเรื่องนี้ขึ้นมาบนโต๊ะอาหาร คราวนี้เธอยอมรับการช่วยเหลือเพราะไม่อยากปฏิเสธความหวังดีของพวกเขาเป็นคำรบที่สองการเรียนการสอนขับรถในวันนี้ มันก็ค่อนข้างจะทุลักทุเลพอสมควร เธอตระหนักรู้ได้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิดเดียว แต่เธอก็พยายามเรียนรู้และพอจะเข้าใจบ้างแล้ว ที่เหลือคือความใจกล้าที่จะต้องลองขับด้วยตัวเองให้ได้และพอพี่ๆ รู้ว่าเธอต้องการจะซื้อรถมือสอง วันรุ่งขึ้นตามตะวันกับจันทรคุปต์ก็เอารถที่บ้านซึ่งเป็นคันที่ไม่ค่อยได้ใช้ เนื่องจากที่บ้านใหญ่มีอยู่หลายคันมาให้เป็นรถทรงสปอร์ตสีขาวสัญชาติญี่ปุ่นของคุณดวงดาวที่ขับไม่กี่ครั้งเท่านั้น มันยังใหม่เอี่ยมอ่องเหมือนเพิ่งออกจากศูนย์จำหน่ายไม่มีผิด มัสลินรู้สึกดีใจมากที่ครอบครัวบ้านใหญ่ ไม่นึกรังเกียจเธอ แถมยังช่วยเหลือเธอเป็นอย่างดีอีกด้วยเธอช่างโชคดีจริงๆ ...หนึ่งเดือนผ่านไป...หลังจากจัดการเรื่องส่วนตัวจนเข้าที่เข้าทาง และปรับตัวกับความเป็นอ
ดอกไฮเดรนเยียสีฟ้า“ความเข้าใจ ความซื่อสัตย์ การให้อภัย”ดอกไม้แต่ละชนิดมีความหมายซ่อนอยู่... การตีความหมายของภาษาดอกไม้ ในหนังสือชื่อ เลอ ลองแกจ เดส์ เฟลอร์ (Le Langage des Fleurs) มีการแปลความหมายของดอกไม้รวบรวมไว้กว่า 8,000 ชนิด มัสลินมีฉบับที่แปลเป็นภาษาอังกฤษไว้ในครอบครองด้วยบางทีหากสื่อสารออกมาเป็นคำพูดกับใครสักคน มันอาจจะทำได้ยาก แต่หากใช้ภาษาดอกไม้ในการสื่อสารแทนใจอาจเป็นเรื่องที่ง่ายกว่า...“โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง” เสียงสุนัขทั้งสองตัวดังมาจากชั้นล่าง มัสลินค่อยๆ เดินลงบันไดด้วยความระมัดระวัง พบว่าปากของพวกมันคาบชามข้าวสแตนเลสแล้วเดินตุ๊ต๊ะต้วมเตี้ยมเข้ามาหาเธอ พร้อมกับวางชามข้าวลงเบื้องหน้าของเธอเป็นสัญญานว่าพวกมันหิวแล้ว คล้ายกับกำลังจะบอกเธอว่า รีบเอาอาหารมาเติมให้ทีสิมนุษย์ พ่อคงเลี้ยงพวกมันอย่างดีจนอ้วนฉุแบบนี้“หิวแล้วล่ะสิ แต่ต่อไปพวกแกต้องลดน้ำหนักแล้วนะ กินอาหารให้น้อยลง ออกกำลังกายให้มากหน่อย พวกแกจะได้มีสุขภาพที่ดี เข้าใจไหม?” สุนัขก็เหมือนคน หากน้ำหนักมากเกินเกณฑ์ก็มักจะมีโรคร้ายตามมา มัสลินพูดกับมัน มันก็เอียงคอมองเธอด้วยความสงสัย เธอก็ไม่แน่ใจหรอกนะว่าพวกมันจะเ
ดอกเดซี่“การมีความหวัง”คนเราจะต้องเจ็บปวดและเสียใจอีกกี่ครั้งกันถึงจะพอ?รถกระบะสมรรถนะเยี่ยมขับเข้ามาจอดยังบริเวณบ้านหลังหนึ่งที่ป้าเฟื้องบอกว่าเป็นมรดกตกทอดจากพ่อที่ต้องการส่งมอบให้เธอด้วยความรัก แต่ลึกๆ แล้วมัสลินกลับรู้สึกว่ามันอาจเป็นเพราะความรู้สึกผิดของพ่อที่มีต่อเธอและแม่มากกว่า เขาถึงอยากที่จะชดเชยสิ่งเหล่านี้ให้ ทว่าเมื่อเธอมองออกไปยังอาณาเขตของบ้านเบื้องหน้า ก็นึกแย้งกับคำพูดของป้าเฟื้องในใจ ที่บอกว่าเป็นเพียงบ้านและที่ดินหลังเล็กนั้น สำหรับเธอแล้วมันไม่ใช่เลยจริงอยู่ที่คนบ้านใหญ่ที่เรียกว่าบ้านเมียหลวงนั้นได้ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ไปหลายร้อยไร่ สมฐานะภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของพ่อเลี้ยงเรืองแห่งทองผาภูมิแต่มัสลินคิดว่าเธอช่างโชคดี ที่พ่อยังนึกถึงเธอกับแม่ แล้วที่นี่ก็ช่างดูอบอุ่น มันเป็นบ้านสองชั้นสีขาวตัดกับสีฟ้าสร้างขึ้นในแบบสไตล์อิงลิช คันทรี หน้าบ้านมีดอกเดซีมากาเร็ต ดอกคัตเตอร์ และดอกคาโมมายล์ ล้วนแต่เป็นดอกไม้ที่มีกลีบดอกสีขาวปลูกแซมด้วยต้นโรสแมรีที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นละมุนลอยเตะจมูกไว้รอบๆ ตัวบ้าน ที่นี่คงอากาศเย็นตลอดทั้งปี จึงเหมาะแก่การปลูกดอกไม้เมืองหนาว
ดอกฟอร์เก็ทมีน็อท“อย่าลืมฉัน”มัสลินมองที่ตรวจครรภ์ในมือ รอบเดือนเธอไม่มาสองเดือนแล้ว จึงได้ลองตรวจดู ผลปรากฏว่ามันขึ้นสองขีดเธอไม่ได้เศร้า ทว่าใบหน้ากลับแต้มไปด้วยรอยยิ้มบางเบา“สิ่งนี้เป็นของขวัญที่คุณให้มัสไว้ดูต่างหน้าใช่ไหมคะ คุณโปรด...มัสคิดถึงคุณนะ มัสจะไม่มีวันลืมคุณเลยค่ะ” เหลียวมองที่ข้อนิ้วนางด้านซ้ายที่มีแหวนเพชรที่ทรงโปรดสั่งทำเป็นพิเศษให้เธอ กลีบดอกสีน้ำเงินอมม่วงรอบตัวเพชรเม็ดงาม มันคือ “ดอกฟอร์เก็ทมีน็อท” ซึ่งเป็นดอกไม้สุดโปรดของเธอนั่นเองมัสลินเอื้อมมือมาลูบท้องของตัวเองที่ยังคงแบนราบเรียบอยู่ มีสิ่งมีชีวิตกำลังก่อกำเนิดอยู่ในนี้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาและเธออย่างละครึ่ง มัสลินคิดอยู่หลายตลบก่อนจะตัดสินใจในวันนี้“ทำไมจะลาออกซะล่ะมัส แล้วจะไปทำอะไรที่ไหน ยังไง?” ดารณีลนลานถามรุ่นน้องสาวคนสนิทด้วยความเป็นห่วง ทำงานด้วยกันมาหนึ่งปีแทบจะรู้ใจกันมากกว่าพี่น้องที่คลานตามก้นกันมาเสียอีก มือหล่อนยังคงเกาะกุมมือบางไว้ หล่อนรู้ว่ายามนี้มัสลินแตกสลายเพียงใด มัสลินยังคงอยู่ในชุดเดรสสีดำไว้ทุกข์ให้ทรงโปรด ถึงแม้จะเกิดเรื่องผ่านมาแล้วเป็นวันที่เจ็ดก็ตาม“ถ้ามัสยังอย
ดอกเบญจมาศสีขาว“ความตายคือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”เวลา:07:30PM (ตามเวลาท้องถิ่น)แผนกศัลยกรรมประสาท โรงพยาบาล Johns Hopkins บัลติมอร์ รัฐแมริแลนด์“แม่ครับ ถ้าผมตายไป ผมฝากแม่ดูแล “มัส” แทนผมด้วยนะครับ” คุณขวัญเรือนจับมือลูกชายไว้มั่น ขณะที่บุรุษพยาบาลกำลังเข็น นพ.ทรงโปรด พสุธาดล ศัลยแพทย์ หนุ่มวัยสามสิบสองปี ที่ป่วยเป็นโรคเนื้องอกในสมองเข้าสู่ห้องผ่าตัดเบื้องหน้า“ทำไมพูดอย่างนั้นล่ะโปรด ลูกต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน หมอที่นี่เก่งมาก อย่างไรก็ต้องปลอดภัยแล้วออกมาหาแม่นะลูก” คนเป็นแม่วิ่งตามรถเข็นพยาบาลส่งลูกชายสู่ปลายทางห้องผ่าตัด หล่อนถูกกันให้รออยู่ที่หน้าห้อง ขวัญเรือนประสานมือสวดมนต์ภาวนาอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลโลกที่พอจะนึกได้ตอนนี้ เพื่อขอให้ลูกชายคนเดียวของเธอปลอดภัยเวลา 11:30 นาที (ตามเวลาท้องถิ่น)เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ณ โรงพยาบาลเอกชนภิรมย์ราษฎร์มัสลิน สุวรรณวงศ์ ประชาสัมพันธ์สาววัย 23 ปี ในชุดยูนิฟอร์มประชาสัมพันธ์เรียบร้อยดูสง่าราวกับแอร์โฮสเตสสายการบินชั้นนำสักที่หนึ่ง เธอสวมเสื้อสีฟ้าอ่อน กระโปรงสีเทาเข้มและสวมทับด้วยสูทสีน้ำเงินเข้ม มัดเก็บมวยผมที่ท้าย