Home / รักโบราณ / ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์) / บทที่ 1 การเล่านิทาน…ได้เริ่มแล้ว

Share

ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)
ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)
Author: อู๋หมิง - นางแมวแห่งเสียนหลอ

บทที่ 1 การเล่านิทาน…ได้เริ่มแล้ว

สวัสดี สวัสดี… เหล่านักเดินทาง พ่อค้าแม่ขาย ผู้แสวงบุญ นักพรต ข้าหลวง หรือผู้ใดก็ตามที่ผ่านมาในเส้นทางสายนี้ นี่ก็ใกล้ค่ำแล้วโปรดพักผ่อนเสียที่นี่เถิด มีแอ่งน้ำซึ่งมีน้ำใสสะอาดพอจะดื่มกินแก้กระหายหรือจะใช้อาบให้คลายร้อนก็ย่อมได้ มีผลาผลมากมายให้ท่านเก็บกินแก้หิว และมีร่มไม้มากพอที่จะให้ท่านได้นอนหลับให้พ้นราตรีนี้ไป

แต่ก่อนที่นิทราจะกลืนกินท่านให้ข้าพเจ้าได้ขับกล่อมท่านด้วยนิทานเรื่องนี้เถิด มาเพลิดเพลินกับตำนานอีกด้านที่น้อยคนจะรู้… ตำนานของสตรีผู้หนึ่งที่นักบันทึกมิได้จดจารลงม้วนตำราและกานท์กวีมิได้ใส่ลงไปในวรรณกรรม นามอันแท้จริงของนางข้าพเจ้ามีไว้ในใจแล้ว แต่เพื่อให้นางเป็นนางเอกของเรื่องข้าพเจ้าจึงได้ปรุงแต่งนามนางเสียใหม่ในเรื่องที่ข้าพเจ้าจะเล่าให้ฟังในภายหลัง

แม่นาง ผู้เป็นภรรยาของยอดขุนพลเครางามนามกระฉ่อนในยุคปลายแห่งต้าฮั่น เป็นมารดาของบุตรชายสองคนและบุตรหญิงหนึ่งคนของสกุลกวน และในความทรงจำของผู้คนที่ได้พานพบประสบเจอ นางคือแม่พระของชาวบ้าน เป็นแม่หมอผู้คอยรักษาพยาบาลอาการเจ็บป่วยของผู้ไข้ทั้งหลาย อีกทั้งยังมีจิตใจโอบอ้อมอารีต่อผู้ตกทุกข์ได้ยาก

แต่ในกาลเวลาที่แผ่นดินเป็นทุรยศเสื่อมทรามเช่นนี้…

ชะตาชีวิตของนางซึ่งพันผูกกับเขาผู้นั้นจักเป็นอย่างไรหนอ?

จักมีเคราะห์กรรมใดเล่าที่จะเกิดแก่นางและคนที่นางรัก?

จักมีผู้ใดที่ต้องพลัดพราก ต้องร้องไห้ ต้องสูญสิ้นทุกอย่าง…แม้กระทั่งดวงใจ แก้วตาและชีวิตของตน?

เอาล่ะท่านผู้ฟังที่รักยิ่งทั้งหลาย…ของกินหรือน้ำดื่มมีหรือไม่รีบหยิบให้ไว หนาวก็เอาผ้ามาห่มกายและโหมกองกูณฑ์ให้ไฟลุกโชนโชติช่วงชัชวาลในค่ำคืนนี้ …เข้ามาใกล้ๆ ข้าสิท่านทั้งหลาย

ข้า…อู๋หมิง วณิพกไร้นาม จักเล่าให้ท่านฟังเอง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ก่อนที่ข้าพเจ้าและเราๆ ท่านๆ จะเกิดมาลืมตาดูโลก ขอย้อนกลับไปในอดีตกาลอันไกลโพ้น ครานั้นเป็นช่วงรัชสมัยพระเจ้าเลนเต้ โอรสสวรรค์ผู้ผ่านแผ่นดินต้าฮั่น และสถานที่ที่เป็นจุดเริ่มของเรื่องราวนี้ คือเมืองเล็กๆ ที่เรียกว่าเมืองฮอตัง

มันเป็นวันธรรมดาๆ ในหน้าร้อนภายในป่าไผ่ สายลมพัดผ่านกอไผ่ ถูกต้องกับกิ่งและก้านน้อยๆ ก่อให้เกิดเสียงดังหวิวๆ ท่ามกลางทางเดินที่ผ่านป่าไผ่นี้ล้วนมีแต่ความรื่นรมย์จากความสงบของธรรมชาติที่ไร้การปรุงแต่ง อากาศเย็นสบาย ไม่แสบผิวเท่าพื้นที่ที่ไร้ร่มเงาของพฤกษชาติที่ช่วยบดบังความรุนแรงของแสงอาทิตย์ ณ ที่นั่น หนุ่มน้อยผู้หนึ่งกำลังเดินเล่นในป่าไผ่นี้ด้วยกิริยาสงบเงียบ ดวงตาคมกริบเหมือนดวงตาของหงส์เหลียวแลบรรยากาศรอบๆ ตัวด้วยแววแห่งอาการครุ่นคิด แฝงด้วยความตื่นเต้นกับสถานที่ที่ตนไม่เคยได้พบเจอมาก่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ

พระพายพัดมาเรื่อยๆ เอื่อยๆ ถูกต้องชายเสื้อสีน้ำทะเลและปลายผ้าซึ่งเหลือจากการผูกมวยผมของผู้เยาว์ เด็กหนุ่มผู้นั้นหลับตาแล้วยิ้มน้อยๆ พลางกางแขนโอบรับไมตรีจากสายลมเย็นๆ แสงแดดอุ่นๆ และความสุขจากความสงบที่เส้นทางในป่าไผ่นี้มอบให้ตน แต่ว่า…

“ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยที!” เสียงหวีดแหลมของสตรีเสียดแทงเข้ามาราวกับลูกศร ทำลายบรรยากาศแห่งความสงบที่ผ่านมาจนสิ้น เขาลืมตา หันซ้ายแลขวาหาว่าผู้ใดหนอกำลังเดือดร้อนจนต้องร้องออกมาเช่นนี้

เขาเริ่มวิ่งไปตามทิศเสียงนั้น ทว่าเส้นทางเบื้องหน้าเริ่มห่างไกลจากถนนที่ถูกถางไว้เรียบร้อย กลายเป็นทางรกครึ้มที่ต้องไต่โขดหิน ลัดเลาะขึ้นเนินเขา แต่เด็กหนุ่มหน้ามนกลับหาได้หวั่นไม่ ยังคงมุ่งมั่นวิ่งต่อไปโดยไม่ลดละ แม้เหงื่อจะเปียกชุ่ม แม้สีผิวจะเปลี่ยนจากสองสีเป็นแดงระเรื่อ แม้จะเหนื่อยหอบจนทรุดตัวเล็กน้อย เขาก็ไม่หยุด หนทางด้านหน้าพาเขาออกจากดงไผ่ เข้าสู่พื้นที่ใหม่ ใต้เงาไม้ใหญ่ที่ปลูกเรียงรายแทนแนวกอไผ่ ในที่สุด…ปรากฏสิ่งปลูกสร้างคล้ายวิหารหรือวัดตั้งอยู่กลางป่าเขา

“คุณหนู! อย่าโดดลงมานะเจ้าคะ!”

“ข้ารู้แล้ว! โธ่เอ๊ยสูงขนาดนี้ข้าโดดลงมาไม่แข้งขาหักก็ตายน่ะสิ!”

พ่อหนุ่มเหลียวมองไปที่ต้นสนต้นหนึ่งก็พบกับที่มาของเหตุที่ตนดั้นด้นขึ้นมาถึงนี่ เด็กหญิงตัวน้อยอายุราวๆ แปดหรือเก้าขวบกำลังนั่งเกาะกิ่งสนที่อยู่ในสภาพจะหักแหล่มิหักแหล่ ที่ข้างล่างก็มีหญิงรุ่นๆ อีกสองคนที่น่าจะเป็นพี่เลี้ยงของเด็กนี้กำลังส่งเสียงวี้ดว้ายและมีท่าทีกังวลกระสับกระส่ายไปมา

เด็กหนุ่มในอาภรณ์สีน้ำทะเลครุ่นคิด จะทำอย่างไรดีหนอ จะช่วยเด็กคนนี้ยังไงดี?

‘จะบอกให้เด็กนั้นค่อยๆ ถดตัวและปีนลงมาดีไหม แต่ถ้าเด็กนั้นกลัวจนแข้งขาสั่นแล้วร่วงตกลงมาเล่า?’

‘หรือเราควรจะปีนขึ้นไปช่วยดี แต่ต้นสนนี้ไม่เหมือนต้นไม้ที่บ้านเราซึ่งเราปีนเล่นมาหมดแล้ว หากตัวเราตกลงมาก็ไม่แคล้วจะเดือดร้อนอีก’

ป๊อก! เสียงไม้หัก ตามมาด้วยเสียงกรี๊ดเล็กแหลมจากด้านบนและเสียงวี้ดว้ายจากพวกพี่เลี้ยงที่ด้านล่าง

ไม่มีเวลาให้คิดอีกต่อไปแล้ว! พ่อหนุ่มหน้ามนออกตัววิ่งให้ไว สองแขนชูขึ้นในอากาศ แล้วก็เป็นดั่งใจหวังเพราะร่างของเด็กหญิงที่ร่วงจากกิ่งสนที่หักนั้นเคราะห์ดีได้หล่นมาอยู่ในอ้อมแขนของเขาพอดิบดีพอดี…เด็กนั้นเกาะแขนเขาแน่น เนื้อตัวยังสั่นกึกๆเพราะตกใจ แต่มิวายที่ดวงตากลมโตคู่นั้นก็มองมาที่เขา

และในเสี้ยววินาทีที่ผ่านพ้นเวลาแห่งความเป็นความตาย นั้นเองที่สายตาคนทั้งคู่สบกันอย่างจัง

ดวงตาเรียวยาวดุจหงส์ของเด็กหนุ่มชาวฮั่นวัยสิบสามปี บุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลกวนแห่งเมืองฮอตัง

…กับดวงตากลมโตที่ล้ำลึกและมีแววหวานอย่างประหลาดของเด็กหญิงจากแดนตะวันตกอันไกลโพ้น

ในเสี้ยววินาทีนั้น ราวกับโลกทั้งใบหยุดนิ่ง

ไม่มีเสียงพี่เลี้ยงร้องโวยวาย

ไม่มีเสียงซุบซิบจากฝูงชนที่มามุงดู

ในโลกของเด็กทั้งสอง…เวลาหยุดลงแล้ว

และภายในดวงตาทั้งคู่นั้น ต่างฝ่ายต่างรู้โดยไม่ต้องเอ่ยคำใดเลย…ว่าอีกฝ่ายกำลัง “คิด” เหมือนกัน

เย็นย่ำแล้ว ภายในเรือนหลังหนึ่งไม่ใหญ่ไม่เล็ก ชายผู้หนึ่งซึ่งวัยใกล้ย่างเข้าหาความชรากำลังนั่งอ่านม้วนตำราภายใต้แสงตะเกียงสลับกับมองไปที่นอกระเบียงและที่ประตูทางเข้าบ้านเป็นระยะๆ ด้วยความกระวนกระวายใจ ก่อนที่ตนจะต้องวางตำราลงเมื่อบ่าวนายหนึ่งเรียก

“นายท่านขอรับ”

“ว่ากระไรรึ” เขาถามกลับ

“มีคนมาเคาะที่ประตูเรือน บอกว่าพาคุณหนูมาส่งขอรับ” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายวัยกลางคนรีบผลุนผลันตามบ่าวนายนั้นไปที่ประตูเรือน ไม่นานคนที่ตนต้องการพบก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า…บุตรีสุดที่รักพร้อมด้วยสองพี่เลี้ยง

เด็กหญิงตัวน้อยรีบวิ่งไปกอดพ่อ ฝ่ายผู้เป็นพ่อก็กอดกลับด้วยความรู้สึกหายเป็นห่วงที่ลูกรักกลับมาอย่างปลอดภัย ด้วยว่าบุตรีนางนี้เป็นสิ่งมีค่าเพียงสิ่งเดียวที่ภรรยาได้มอบให้ก่อนจะตายจากเมื่อหลายปีก่อนจากโรคร้าย

หลังจากทั้งกอดทั้งหอมลูกสาวจนหนำใจแล้ว เขาก็ตรวจดูเนื้อตัวและเสื้อผ้า เห็นแล้วก็ขมวดคิ้วเป็นเชิงว่าสงสัย กังวลแล้วก็หน่ายใจ ด้วยว่าเด็กนี้เป็นเด็กซน จึงเอ่ยถามบุตรีไปว่า

“เจ้าไปเที่ยวเล่นถึงไหนมา ไยเนื้อตัวและเสื้อผ้าจึงมอมแมมเช่นนี้ เจ้ามิได้ไปเล่นแผลงๆ ใช่มั้ยอาแชลูกพ่อ”

“อาแช” ตอบบิดาแจ้วๆ “ข้าตามพวกพี่เลี้ยงไปศาลเจ้ามาเจ้าค่ะ ระหว่างรอก็รู้สึกเบื่อเลยปีนขึ้นต้นสนเล่น…” คำตอบนั้นหากเป็นพ่อแม่บ้านอื่นได้ยินนางคงจะโดนตีข้อหาซนเกินเหตุและสุ่มเสี่ยงอันตรายเป็นแน่แท้ หากแต่กิริยาอาการของบิดานั้นมีเพียงแค่…เอามือทาบอกและทำสีหน้าเหมือนจะเป็นลมกับเรื่องที่ลูกสาวพูดให้ฟัง แล้วเปลี่ยนเป็นยิ้มแห้งๆ พลางปะเหลาะถาม “โอ้…แล้วลูกปีนลงมาอย่างไรล่ะ?”

“คือว่า…ตอนแรกลูกจะปีนลงมาเพราะพี่เลี้ยงเรียกแต่ว่า…” อาแชเริ่มมีท่าทีลุกลี้ลุกลนจนบิดาสังเกตได้ “แต่ว่าอะไร ฮึ?”

“กิ่งไม้หัก ลูกก็เลยร่วงลงมาเจ้าค่ะ-” พูดยังไม่ทันจบบิดาของอาแชก็ทำท่าจะเป็นลมจนพวกบ่าวไพร่ต้องรีบมาประคองตัวไว้ อาแชเห็นพ่อลมใส่ก็รีบวิ่งไปเกาะแขนแล้วพูดต่อ “…แต่ท่านพ่อไม่ต้องกังวลนะเจ้าคะ ตอนที่ข้าร่วงลงมา มีคนช่วยข้าไว้ทันเจ้าค่ะ”

“ใครกันเล่า” ยังไม่ทันที่ผู้ใดจะตอบคำถามนั้น ณ บริเวณประตูเรือนก็ปรากฏร่างของมานพน้อยในอาภรณ์สีน้ำทะเล เขาผู้นั้นประสานมือและโค้งคำนับเป็นเชิงให้เกียรติผู้มีอาวุโสมากกว่า ท่ามกลางสายตาของเจ้าบ้านและผู้คนในเรือนนั้นที่ต่างจ้องมองอย่างพิศวงในความรู้สึกบางอย่างต่อเด็กหนุ่มผู้นี้

เจ้าของเรือนเดินเข้าไปใกล้ๆ ไล่มองจากปลายเท้าเรื่อยๆ จนถึงศีรษะของมานพน้อยก็พบว่า…

แม้เด็กนี้จะมีอายุได้สิบสี่ปี แต่กายสูงใหญ่เกือบจะเทียบเท่าคนหนุ่มในวัยอายุสิบแปดหรือยี่สิบปีได้แล้ว ผิวกายหรือก็ดูราวว่าเป็นสีแดงระเรื่อๆ ใส่อาภรณ์สีเขียวอมฟ้าก็ดูราวกับดวงตะวันฉายบนน้ำทะเลอย่างไรอย่างนั้น พินิจพิเคราะห์ดูใบหน้าซึ่งประกอบด้วยดวงตาเรียวยาวราวตาหงส์และคิ้วซึ่งวางตัวราวหนอนไหม เขาก็รู้สึกได้ว่าเด็กคนนี้…คงไม่ใช่เด็กธรรมดาเสียแล้ว

“เจ้า…ชื่อแซ่อันใดหรือพ่อหนุ่ม”

“ข้าพเจ้าชื่ออู แซ่กวนขอรับ”

เจ้าของเรือนพยักหน้า “โอ ที่แท้ก็ลูกชายเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลกวนนี่เอง เชิญๆ “ว่าจบก็ชี้ชวนให้เด็กหนุ่มมาเป็นแขกของเรือนตน พลางหันไปสั่งบรรดาบ่าวไพร่ให้เตรียมสำรับอาหารให้พร้อมสรรพและให้พวกเขาดูแลแขกคนนี้ให้ดีเลยทีเดียว

…และนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด

พร้อมหรือยังเล่าท่านทั้งหลาย? พร้อมหรือยังสำหรับเรื่องราวในบทถัดไป ที่ข้าพเจ้าจะค่อยๆ ถักทอผ่านถ้อยคำทีละน้อยๆ ไปจนถึงบทสุดท้าย?

พร้อมหรือยังสำหรับช่วงเวลาแห่งเสียงหัวเราะ ความสุข ความสนุกสนานที่ชวนให้บันเทิงหัวใจ?

พร้อมหรือยังสำหรับเรื่องราวอันเศร้าสร้อย ที่อาจทำให้ท่านน้ำตาคลอ หรือถึงขั้นต้องปาดหยดน้ำตาเงียบๆ

พร้อมหรือยังที่จะออกเดินทางย้อนสู่กาลเก่าก่อน สู่ยุคสมัยที่ท่านไม่คุ้นเคย กับผู้คนที่แม้ไม่รู้จักแต่ข้าพเจ้าขอสัญญาว่า…

…ท่านจะรักพวกเขา

เอ้า! ถ้าพร้อมแล้วล่ะก็ ตามข้าพเจ้ามาเลย!

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 25 หนทางที่ยาวไกลกว่าสายเมฆหมอก

    กวนเต็งเชี้ยงมองภาพที่อยู่ในบ้านเรือนอันพังทลายด้วยแววตาที่เบิกกว้างและหัวใจที่เริ่มสั่นสะท้าน ลิสง รุ่นพี่อันธพาลที่สั่งการให้ลูกน้องผลักร่างบิดามารดาตกลงไปในบ่อน้ำหลังบ้านและพยายามจะล่วงเกินภรรยาของเขา บัดนี้กลายเป็นเพียงซากร่างที่แทบจะแหลกเละจากการจับเหวี่ยงไปฟาดกำแพงและเสาเรือน ตายไปในสภาพที่สมควรแก่บาปที่มันได้ก่อไว้กับชาวบ้านและสกุลกวนในค่ำคืนนี้ ไม่ไกลออกไปคือศพที่กองพะเนินของบรรดาลูกน้องที่ตามติดมาจากเรือนของนายอำเภอผู้เป็นบิดาของลิสง สภาพไม่ต่างกับนายของพวกมัน หรือบางที…ก็อาจจะแย่กว่า กลิ่นของความตายลอยมาแตะจมูกเขาจนเขาเริ่มกระอักกระอ่วน รู้ตัวอีกทีก็รีบเอามือที่ยังเปื้อนเลือดกุมปาก วิ่งไปด้านนอกเรือนแล้วขย้อนเอาอาหารออกมาจนแสบท้องไปหมด ‘มันถูกแล้ว…ที่เจ้าทำมันถูกแล้ว กวนอู…พวกมันสมควรตาย!’ เสียงของสัญชาตญาณตะโกนก้องในที่ที่มีเขาเท่านั้นที่ได้ยิน ‘ไม่…ต่อให้คนคนหนึ่งจะชั่วร้ายจนสมควรตาย…แต่เราไม่ใช่เพชฌฆาต! นี่มัน…นี่มันผิด! ผิดต่ออาญาบ้านเมือง! ผิดต่อศีลธรรม!’ เสียงของเหตุผลดังขึ้นโต้ตอบ เต็งเชี้ยงลุกขึ้น วิ่งไปที่ตุ่มน้ำซึ่งตั้งอยู่ข้างครัว ยกฝาแล้วเอากระบวยวักตักน้ำ

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 24 คืนที่ฟ้าอาบย้อมด้วยเลือด

    “อะไรนะ?!” นายอำเภอแห่งฮอตังเอ็ดตะโร ในขณะที่บุตรชายสุดสวาทกึ่งนั่งกึ่งนอนให้คนใช้ทำแผลให้ “ไอ้เจ้าลูกผู้ดีตกอับนั่นมันทำร้ายเจ้ารึ?!” “โอ๊ย! ใช่น่ะสิ ท่านพ่อ!” ลิสงตอบบิดาพร้อมๆ กับโอดโอยจากความเจ็บที่มาจากการต่อสู้เมื่อวาน “ข้าชักจะทนมันไม่ไหวแล้วนะ! ไม่รู้ว่าฟ้าจะส่งมันมาเกิดทำไม?!” นายอำเภอแซ่ลิเดินไปมาอยู่ครู่หนึ่ง ตรึกตรองแผนการชั่วร้ายบางอย่างในใจ ก่อนจะเดินมาที่ตั่งไม้ที่บุตรชายกำลังนอนแซ่วอยู่ ก่อนจะเอ่ยปากไล่พวกคนใช้ “พวกเจ้าทั้งหมดออกไป! ข้าจะคุยกับลูกสงตามลำพัง!” “เอ่อ แต่ว่า…” “ข้าสั่งก็รีบๆ ไปสิ!” “ข…ขอรับ” ครั้นเหล่าบ่าวไพร่หลีกตัวออกจากตรงนั้นไป สองพ่อลูกก็กระซิบกระซาบแผนการทันที “ส่งคนไปจับพวกมัน ไม่ว่าจะกวนอี้พ่อของมัน แม่มัน รวมถึงลูกเมียมันสิ แล้วลูกสงจะทำอะไรก็เรื่องของลูกแล้ว” “แต่ท่านพ่อ บุกไปดุ่มๆ ไม่ได้นา” “พ่อก็จะให้คนของเราทำทีว่ามาตามตัวโจรที่หลบหนี แล้วพอเราหาไม่เจอ…ค่อยยัดข้อหาว่าให้ที่กบดานไม่ก็ช่วยโจรหลบหนี” “โอ้โห! ล้ำเลิศจริงๆ! งั้นคราวนี้ข้าขอนำคนไปนะ!” “อืม ตามใจเจ้าเถอะ” ท่านทั้งหลาย ก่อนที่ข้าจะเล่าเรื่องต่อไป ใครในที่นี้เคยฝันบ้าง? ย

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 23 ความอดทนที่เริ่มหมดลงไป

    ลิสงบุตรนายอำเภอเหล่มองโฮแชง้วย แล้วก็ศิษย์น้องแบบเต็งเชี้ยง ก่อนจะหันเหสายตามาที่…อาเป๋งที่กำลังกอดมารดาตัวสั่น ไม่มีแม้แต่เสียงร้องไห้หรือเสียงอ้อแอ้ใดๆ ออกมาจากปากของเด็กชายเลย “เจ้า…” โฮแชง้วยกอดลูกแน่นขึ้น “มาที่นี่มีจุดประสงค์ใดกันแน่?” ลิสงไม่ตอบแต่ถามนางกลับไป “นั่นลูกสาวเจ้าหรือ? น่ารักน่าเอ็นดู” ว่าจบก็เอี้ยวตัวเพื่อจะจับแก้มเด็กนั้น แต่เต็งเชี้ยงขยับตัวมาขวางทาง พร้อมกับจ้องมองลิสงกลับไปด้วยดวงตาที่เริ่มดุดันทีละน้อยๆ “นั่นลูกชายข้า…อาเป๋ง” เต็งเชี้ยงตอบห้วนๆ โฮแชง้วยกระชับลูกชายในอ้อมกอดให้แน่นกว่าเดิม ในขณะที่พ่อหนูน้อยอาเป๋งจะเอาหน้าซุกอกแม่แนบแน่น แนบแน่นพอที่จะทำให้ผู้เป็นแม่ได้ยินเสียงหายใจถี่ๆ ของอาเป๋ง ราวกับเสียงกระซิบจากหัวใจน้อยๆ ที่สั่นกลัว เสียงกระซิบนั้น หากอาเป๋งในวัยหนึ่งเดือนพูดได้ ก็คงจะเป็น “แม่จ๋า…ลุงคนนี้เป็นคนใจร้าย ข้ากลัว” ตึก…ตึก…ตึก… “ลิสง…” เป็นท่านโฮปินที่เดินมาหา เขาไม่ได้ยิ้ม สีหน้ามีความกังวลน้อยๆ แต่ท่าทีหนักแน่นกว่าทุกวัน วินาทีนั้นเอง ทุกคนรู้ได้ทันทีว่า…ท่านโฮปิน ผู้ที่เป็นอาจารย์ของกวนเต็งเชี้ยงและลิสง ไม่ได้มาแบบคนใจดีหรือคนที่หย

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 22 โลกทั้งใบของผู้เป็นดั่งพระเจ้าทั้งสอง

    มีใครคนหนึ่งเคยบอกข้าพเจ้าเอาไว้เมื่อนานมาแล้ว พระเจ้าผู้ทรงมหิทธานุภาพอาจมิได้อยู่บนฟ้า ไม่ได้ประทับในทิพย์พิมานสถานอันตระการ แวดล้อมด้วยเหล่าเทพยดาที่คอยเปล่งเสียงสรรเสริญสดุดี…แต่พระเป็นเจ้าอาจสถิตอยู่ในกายของมนุษย์คู่หนึ่ง มนุษย์ที่มีชื่อเรียกขานว่า “พ่อ” และ “แม่” นั้นแล คือพระเจ้าของลูก ภรรยาข้าหลวง : “ข้าชักสนใจเสียแล้วสิ กวนกงและพระแม่หูเยว่…เมื่อได้เป็นบิดามารดาของกวนเป๋งแล้ว พวกเขาจะทำหน้าที่ของ ‘พระเจ้า’ ได้อย่างไรกันนะ?” พระธุดงค์ : “จงเล่ามาเถิดคุณโยมแมวดำ…จงเล่าเรื่องอันควรค่าแก่การบอกกล่าว…เรื่องของผู้เป็นดังพรหมผู้สร้าง” ได้เลยท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าจะเล่าให้ฟัง หนูน้อยผู้มีนามว่ากวนเป๋ง หรือที่ทุกคน ณ ขณะนั้นเรียกว่า “อาเป๋ง” เกิดมาเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ แลดูบอบบางดั่งดอกไม้ที่ผลิบานกลางลมหนาว แต่อาเป๋งกลับร้องไห้เสียงดังนับแต่วินาทีที่พ้นจนจากครรภ์มารดา เป็นอาณัติสัญญาว่าเด็กชายคนนี้มีสุขภาพแข็งแรงและมีโอกาสรอดจนพ้นวัยแบเบาะ หรืออาจจะล่วงเลยไปถึงช่วงวัยรุ่นเลยก็ได้ และบางที…นี่อาจเป็นเหมือนลางบอกเหตุถึงภาระและโชคชะตาที่ใหญ่ยิ่ง สำคัญและหนักหนาที่จะมาถึงในอนาคตที่มิอ

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 21 ผู้ยังหัวใจให้เต็มเปี่ยมด้วยความยินดี

    กล่าวกันว่า…มีนรกขุมหนึ่งที่ชื่อว่า “ปุตตะ” ดินแดนของผู้ที่ไร้บุตรหลานสืบสกุล ที่ที่หญิงชายส่งเสียงโหยหวนและหลั่งน้ำตาเพราะไม่มีใครทำพลีกรรมส่งมาให้ในเมืองผี และที่ที่มีแต่ไฟคือความเหงาหงอยเปล่าเปลี่ยวลุกโชนอยู่อย่างมิเคยหยุดหย่อน แมวดำเซ่อๆ ตัวนี้ไม่รู้หรอกว่านรกนี้มีจริงไหม แต่ที่รู้แน่ๆ นรกที่แท้จริงนั้นคือความร้อนรุ่มในอกของสามีภรรยาผู้ไร้ซึ่งบุตรอันเป็นสร้อยทองคล้องใจ บุตรซึ่งจะเกิดมาแล้วทำให้ชีวิตของผู้ครองเรือนสมบูรณ์ เป็นผู้ดำรงสกุลให้ไม่ขาดสูญ และที่สุดคือเป็นหลักพึ่งพิงในยามบั้นปลายของชีวิต เช่นนี้แหละ โบราณท่านจึงเรียกลูกหรือบุตรว่า “ผู้ทำลายนรกปุตตะ” หรือก็คือ “ผู้ยังหัวใจอันว้าเหว่ของบิดามารดาให้เต็ม” ในสมัยที่ผู้คนยังอยู่กับธรรมชาติ ไม่เสพติดความหวือหวาฟู่ฟ่าแห่งเมืองใหญ่และมายาที่ไม่จีรังยั่งยืน แม้แต่เด็กที่เล็กที่สุดยังรู้ว่าเมื่อฝนตก กล้าในน้าก็จะงอกขึ้น สารัตถะเช่นนั้น เต็งเชี้ยงและโฮแชง้วยต่างรู้ดี และยังมีตัวอย่างอื่นๆ ให้เห็น ให้เปรียบเปรยหรือชวนให้ย้อนกลับมานึกถึงมนุษย์แบบตน กวนเต็งเชี้ยงจำได้ว่าเมื่อคราวที่ภรรยาตั้งครรภ์คือช่วงที่เริ่มทำนา ก่อนหน้านี้อีกหลา

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 20 มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน

    นับแต่วันแต่งงานของคนทั้งสอง ชีวิตสมรสในเบื้องตนของกวนเต็งเชี้ยงและโฮแชง้วยก็ดูราบรื่นไร้อุปสรรคใดๆ มากีดกั้นความสุขตามประสาชายหญิงที่เพิ่งแต่งงาน มีคำเล่าลือจากพวกบ่าวไพร่ไม่ว่าจะจากปากของบ่าวไพร่จากเรือนสกุลกวนหรือบ่าวสกุลโฮก็ตาม ที่ยืนยันความผูกพันอันแนบแน่นของคู่รักข้าวใหม่ปลามันได้ดีเยี่ยม “แค่คืนส่งตัว คุณชายกับคุณหนูก็ไม่ออกจากหอถึงสามวันสามคืนเลย แกเอ๊ย! ไม่อยากนึก!” “นี่ๆ เวลาไปเยี่ยมเรือนเดิมของคุณหนูก็เหมือนกัน! คุณชายเขยของนายท่านบ้านข้านี่ชอบหายเข้าห้องนอนคุณหนูไปเป็นวันๆ เลยนะ! ฮิๆ!” บางคราอย่างตอนอาบน้ำ พวกสาวใช้ก็ต้องเขินกันให้ควั่กเพราะคุณหนูของพวกนางมีรอยแดงเป็นจ้ำๆ ตามเนื้อตัวขาวผ่อง ซึ่งร่องรอยนั่นมิใช่ร่องรอยจากการตบตี แต่เป็นร่องรอยที่…ไม่อาจเอ่ยออกมาได้ว่ามีที่มาจากสิ่งไร ในขณะที่คุณชายของบ้านแบบเต็งเชี้ยงดูเหมือนจะไม่มีอะไรผิดปกติ ยกเว้นแค่ตอนที่แม่นมบ่นว่า “แม่โว้ย! คุณชายของบ่าวไปโดนแมวตัวไหนข่วนแขนกันนะ! จับได้แม่จะตีให้หลังหักเลย!” นั่นแหละที่ทำให้เต็งเชี้ยงถึงกับสะอึกและกระแอมไอไปสองสามรอบเลยทีเดียว ‘แม่นม…ไม่ใช่แมว…เมียข้าข่วนแขนตอน…เอ่อ…’ เขาคิดได้แ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status