Home / รักโบราณ / ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์) / บทที่ 2 ชีวิตในฐานะศิษย์ และ “พี่ชาย”

Share

บทที่ 2 ชีวิตในฐานะศิษย์ และ “พี่ชาย”

เอ…ท่านผู้นั้นที่นั่งอยู่ตรงขอนไม้ถามข้าว่ากระไรนะ?

“จะไม่เล่าเรื่องตัวละครซะหน่อยรึแมวดำแห่งเสียนหลอ?”

อ้า! จริงสิ ข้านี่เล่าเสียเพลินจนลืมไปหมด… เล่าแต่ว่ามีเด็กหญิงตกต้นไม้ เด็กชายก็พาไปส่งบ้าน พูดแต่เรื่องราว…ลืมแนะนำตัวพระเอกเสียได้! เช่นนั้นก็ดี ข้าพเจ้าขอเริ่มจากผู้ที่ในตอนนี้ยังเป็นเพียงผู้น้อยแซ่กวน หนุ่มน้อยที่ยังไร้หนวดเครา หาใช่แม่ทัพผู้สง่างามดังในภาพวาดหรือศาลเจ้าทั่วแผ่นดินไม่…

กวนอูผู้ซึ่งต่อไปจะกลายเป็นวีรบุรุษและเทพเจ้าที่ทั้งสกลโลกรู้จักมักคุ้น เกิดเมื่อใดมิมีผู้ใดรู้ แต่คะเนว่าคงไม่ห่างจากเล่าเหี้ยนเต็ก (เล่าปี่เกิด ค.ศ. 161) และดูจะแก่กว่าเตียวหุยอยู่หลายขวบปีเลยทีเดียว ท่านเอย…อย่าได้เชื่อเสียงลือเสียงเล่าอ้างที่ว่า กวนอูเป็นคนขายเต้าหู้หรือคนขายถั่ว นั่นน่ะมันเรื่องแต่งหลังจากนี้ไปนานโข แท้จริงแล้ว…เขาเกิดในตระกูลผู้ดี เป็นวิญญูชน นั่นแหละคือความจริงแท้แน่นอน

มีเรื่องเล่ากันว่าเมื่อกวนอูอายุได้สิบหรือสิบเอ็ดปี กวนอูสามารถอ่านตำราชุนชิวให้จบได้ภายในหนึ่งคืนและหนึ่งวัน อีกทั้งยังท่องจำทุกบท ทุกตอน ทุกวรรคได้ถูกต้อง เห็นอะไรหรือไม่? ไม่ใช่แค่ใช้กระบี่คม หากแต่คมในตำราก็ไม่แพ้ใคร

นับว่ากวนอูนี้มีทั้งรูปทรัพย์คือความงามดุจเทพยดา ฐานานุรูปของความเป็นผู้ดีและวิญญูชน และคุณวุฒิของการเป็นคนดีมีสัจจะ รักในความถูกต้อง ซึ่งเท่านี้ก็คงมากพอแล้วที่จะเป็นที่หมายตาของหญิงที่จะออกเรือนและบิดาของพวกนางที่หมายมาดจะหาชายที่ดีพร้อมมาเป็นเขย–

“นี่นางแมวดำ! เจ้าว่าอะไรนะ? อะไรเขยๆ???”

เปล๊า~! ข้าเปล่าพูดซะหน่อยนะท่าน! (เมี้ยว~) อย่าเพิ่งถามมากเลย ข้าเล่าให้ถึงฉากนั้นเมื่อไหร่ เดี๋ยวจะรู้กันเอง!

ส่วนทางนางเอกของเราซึ่งยังเยาว์นัก ข้าพเจ้าจำต้องเล่าเรื่องของบิดานางเป็นประถมเสียก่อน…

บิดาของนางมีนามว่าโฮปิน นามรองชี่จง โฮปินผู้นี้แม้ทางการจะระบุว่าเป็นชาวฮั่น หากแท้จริงแล้วผู้คนรอบข้างมิได้มองเขาเป็นราษฎรฮั่นเต็มขั้นเลย ด้วยว่าคนสกุลโฮนี้กล่าวกันว่าสืบเชื้อสายมาจากผู้คนจากดินแดนอันห่างไกลซึ่งชาวฮั่นเรียกว่า “ชาวหู” บ้างก็ว่ามาจากเชินตู่ (อินเดีย) บ้างก็ว่าเป็นลูกหลานของชาวซ่งหนู บ้างก็ว่าพวกเขาเป็นกลุ่มพ่อค้าวาณิชจากแดนทะเลทรายอันเวิ้งว้างห่างไกลซึ่งเรียกว่าต้าหยวน

เหตุเป็นฉะนี้ คนแซ่โฮบางบ้านจึงถูกมองอย่างแปลกแยก ไม่ก็รังเกียจเดียจฉันท์ เพราะราษฎรฮั่นทั้งหลายต่างก็รู้สึกว่า “พวกหู” นี้ช่างมีความแปลกประหลาดที่เข้าใจยากเสียจริง…หากทว่า ราษฎรชาวฮั่นเองก็อดจะเหลียวมองดวงตาอันคมกริบ คิ้วงามราวคันศร จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากอวบอิ่ม และผิวขาวผ่องของชาวหูและลูกหลานมิได้เลย

โฮปินผู้นี้ เกิดในตระกูลที่มีฐานะพอประมาณ ถูกขัดเกลาและเลี้ยงดูมาตามวิถีแห่งปราชญ์ ได้เรียนรู้สรรพวิชาทั้งหลายทั้งปวงซึ่ง มิใช่แต่ศาสตร์ของชาวฮั่นหากยังรวมถึงศาสตร์ของชนอื่นๆ ด้วย จึงจัดว่าโฮปินเป็นคนรอบรู้คนหนึ่งก็ว่าได้ โฮปินมิได้รับราชการ ไม่แสวงหาลาภยศสรรเสริญ ทำมาหาเลี้ยงอย่างเรียบง่ายด้วยการเปิดโรงเรียนสอนกุลบุตรทั้งหลายที่สนใจเล่าเรียนและแสวงหาความรู้ในเมืองฮอตัง เงินค่าครูที่เรียกเก็บนั้นเขาจะพิจารณาตามฐานะและคุณสมบัติของลูกศิษย์ ซึ่งส่วนมากแล้วบรรดาลูกศิษย์ลูกหาของเขาก็ล้วนแล้วแต่มาจากบ้านที่มีฐานะปานกลางจนถึงยากจนทั้งนั้น

นอกจากงานสอน อีกอาชีพของโฮปินก็คือการเป็นหมอยาที่ปรุงยาและออกรักษาผู้ไข้ตามบ้านเรือนต่างๆ โฮปินซึ่งกมลสันดานเป็นผู้มีเมตตากรุณาต่อผู้มีความเจ็บไข้ได้ป่วย เมื่อรักษาก็ไม่เคยคิดราคารักษาแพง ถ้าจะเรียกค่ารักษาจริงๆ ก็จะขอเอาตามเหมาะสมเพื่อใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น และนำไปเลี้ยงตนเอง บุตรี และเหล่าบ่าวไพร่ในเรือนนั้นเอง

ส่วนบุตรีของพ่อหมอโฮปินก็มิใช่ใครอื่นไกล… ก็เจ้าเด็กหญิงจอมแก่นที่เพิ่งร่วงจากต้นสนที่ข้าพเจ้าได้เล่าไปแล้วเมื่อครู่…ดรุณีน้อยแซ่โฮนางนี้ มีนามว่าแชง้วย หรือที่บิดามักเรียกว่าอาแช นางเป็นบุตรีเพียงหนึ่งเดียวของโฮปิน เพราะโฮปินผู้เป็นบิดามิยอมแต่งงานใหม่หลังจากที่เมียรักตายจาก อาแชจึงกลายเป็นทั้งยาบรรเทาความเศร้าและแก้วตาดวงใจของผู้เป็นพ่อที่จะทำให้เขามีชีวิตต่อไปได้

ด้วยเหตุที่รักลูกมากเช่นนี้ โฮปินจึงทุ่มเทอย่างมากในการเลี้ยงดูอาแชอย่างดีที่สุดที่พ่อคนหนึ่งจะทำได้ และทำในสิ่งที่ชายชาวฮั่นทั่วไปในสมัยนั้นไม่ใคร่จะทำกันก็คือ สอนสรรพวิทยาทั้งหลายทั้งปวงที่จำเป็น ทั้งการเขียนอ่าน วิชาแพทย์ สมุนไพร และศาสตร์อื่นๆ จากแดนไกลโพ้น หากนางสนใจ เขาก็ไม่เคยหวง

ในสมัยนั้น ด้วยอิทธิพลของอุดมคติลัทธิหยู แม้สตรีชั้นสูงจะได้เล่าเรียนแต่ก็ได้เล่าเรียนเพียงกานท์กวี ดนตรี การร่ายรำ และงานบ้านงานเรือน ยิ่งกับหญิงชั้นไพร่อย่าได้พูดถึง พวกนางไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้มีสิทธิในการศึกษาจนถึงขั้นอ่านออกเขียนได้ด้วยซ้ำ การที่พ่อหมอโฮปินสอนหนังสือและวิชาอื่นๆ ให้ลูกสาวจึงนับว่า “แปลก” ในสายตาคนทั่วไปในยุคนั้น แต่เรื่องนี้ก็รู้กันแต่เพียงคนบางกลุ่มเท่านั้น มิได้รู้กันทั่วไปทั้งชุมชน อาแชน้อยจึงเติบโตขึ้นในร่มเงาของบิดาที่เปี่ยมล้นด้วยเมตตาและปัญญา

อ้อ…ท่านผู้นั้นที่นั่งอยู่ตรงปลายเสื่อเอียงคอมาถามข้ากระไรนะ?

“แล้วรูปโฉมของแม่นางล่ะอู๋หมิง ข้าล่ะอยากรู้เสียจริงว่าหน้าตาเป็นเช่นไร!”

โอ…เห็นทีข้าจะต้องเล่าถึงนาง เพื่อให้ภาพในใจของท่านทั้งหลายแจ่มชัดขึ้น

ผมดำขลับที่ไม่มีเส้นไหนมีสีอ่อนเพียงสักเส้นและมีปลายงอนขึ้นเล็กน้อย ใบหน้ารีได้ทรงสวยอันประกอบไปด้วย คิ้วโก่งราวคันศรที่เขากำลังเหนี่ยวจะยิงกวาง ดวงตากลมโตมีแววสุกใสและชวนพิศวง ประดับด้วยขนตาสีดำที่งอนและหนาแบบไม่ต้องทำการปัดเพิ่ม จมูกเล็กและปากแดงอวบอิ่มชวนให้รู้สึกน่ารักน่าเอ็นดู ทั่วสรรพางค์กายไม่มีจุดไหนที่บกพร่องบนผิวสีขาวผ่องพิสุทธิ์ราวของสีหยกขาวของนาง

ความงามนี้ยังเป็นเพียงเบื้องต้นของดอกไม้ที่เพิ่งแย้มกลีบ หากปล่อยให้เติบโตเรื่อยไป ย่อมงามสะพรั่งจนน่าตรึงตาและตรึงใจผู้พบเห็นเป็นแน่แท้

เอาล่ะ บรรยายความงามพอหอมปากหอมคอ กลับมาเข้าเรื่องหลักของเรากันดีกว่า

โฮปินเอ่ยถาม ขณะกำลังจะยกถ้วยชาจิบอย่างเป็นกันเอง “บิดามารดาของเจ้ายังสบายดีหรือไม่?”

“ท่านพ่อและท่านแม่ยังสบายดีขอรับ” กวนอูตอบ ยิ้มน้อยๆ อย่างคนอ่อนน้อม

“ข้าน่ะ ไม่ได้พบเขาเสียนาน…บิดาเจ้า…เมื่อยังหนุ่มๆ เคยได้พบกันในฐานะศิษย์ร่วมสำนัก เมื่อเติบโต ข้าก็ไม่พบเขาอีก แยกย้ายไปตามทางของตน” โฮปินหัวร่อเบาๆ เมื่อนึกถึงอดีตที่ผ่านมานาน ก่อนจะส่ายหน้ายิ้มๆ

“นี่ถ้าลูกข้าไม่ซน ข้าก็คงไม่มีวันรู้ว่าเขามีลูกชายโตป่านนี้นะเนี่ย!”

ผู้น้อยแซ่กวนหลุบตาลงต่ำ อมยิ้มเมื่อนึกถึงความจริงที่ว่า…ตนเป็นบุตรที่เกิดมาในยามที่พ่อแม่อายุล่วงเข้าสามสิบเศษแล้ว ซึ่งในยุคนั้นถือว่าล่วงเข้าวัยกลางคนเข้าไปทุกที บางครั้งเขาก็คิดว่า…คงเพราะเหตุนี้กระมังที่ทำให้พ่อแม่รักและห่วงใยเขาเหลือเกิน ไม่เคยลงโทษหนักหรือบังคับฝืนใจเขาในเรื่องใด และแม้จะได้รับความรักมากเพียงนั้น…แต่ความรู้สึกเหงาก็ยังคงมีอยู่เงียบ ๆ ในมุมหนึ่งของหัวใจเสมอ

จู่ๆ …เด็กหญิงแซ่โฮก็ลุกขึ้นจากที่นั่งของตน เดินมาหาที่ที่เขานั่งอยู่ ทั้งบิดานาง ทั้งบ่าวไพร่มองตามอย่างฉงนฉงาย

“พี่กวน…อยู่ที่นี่ได้ไหม?”

นิ่ง…เด็กชายกระพริบตาปริบๆ ไปหนึ่งที ด้วยความงุนงง

“ข้าไม่มีพี่น้องที่ไหน พี่…อยู่กับข้าที่นี่ได้ไหม?”

เขานิ่งอึ้งไปเล็กน้อย เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนหยุดมือจากงานตรงหน้า ท่านโฮปินก็ยกถ้วยชาไม่สุดทาง ริมฝีปากค้างอยู่กลางคำเหมือนอยากจะห้ามแต่ไม่แน่ใจว่าจะห้ามด้วยเหตุอันใด เด็กชายกวนอูกระพริบตาช้าๆ จากนั้นก็หลุบตาลง ราวว่าชั่งใจ ไม่ใช่เพราะคำขอของเด็กหญิงไม่จริงใจ แต่เพราะคำพูดนั้น…เป็นคำที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย

“อยู่ที่นี่…กับเจ้าหรือ?”

เด็กหญิงพยักหน้ารัว ดวงตากลมโตเปล่งประกายจริงจังเกินเด็กในวัยเดียวกัน “ถ้าพี่อยู่กับข้า ข้าจะให้พี่กินขนมของข้า ให้พี่นอนเตียงเดียวกันตอนกลางวัน ให้พี่จับมือข้าเวลาเล่นในสวน แล้ว…” เด็กหญิงเว้นจังหวะ “…พี่จะไม่เหงา ข้าก็ด้วย”

กวนอูมองเด็กหญิงตรงหน้า แก้มแดงเรื่อจากความตื่นเต้นและแววตาที่ทั้งดื้อรั้นและจริงใจ เขาเผลอยิ้มจางๆ …ก่อนจะเอ่ยคำตอบ

“ได้สิ…อาแช” และนั่นคือครั้งแรกที่เขาเรียกชื่อของนาง โดยไม่รู้เลยว่า…ชื่อเรียกนี้จะติดอยู่ในใจเขาไปอีกชั่วชีวิต.

จำเนียรกาลผ่านพ้น หลังจากการดื่มกินและพูดคุยที่เรือนของโฮปินในครั้งนั้น เขาก็มิได้กลับไปที่เรือนของตนสักระยะหนึ่งเพราะเหตุอันยากจะปฏิเสธ…ว่ากันว่าหลังจากได้พูดคุยและสังเกตเด็กหนุ่มแซ่กวนอยู่เนิ่นนาน โฮปินผู้เป็นทั้งอาจารย์และบิดาผู้รอบรู้ก็ดูจะเกิดความชอบใจในอะไรบางอย่างที่เห็นในตัวเด็กคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นวินัย กิริยาสุภาพ หรือสายตาแน่วแน่ที่สื่อถึงความตั้งใจอันแน่วลึก ยิ่งไปกว่านั้น…การที่อาแช บุตรีเพียงหนึ่งเดียวของเขา คอยรบเร้าให้ “พี่กวน” อยู่เป็นเพื่อนนางอย่างไม่ลดละ ก็ยิ่งทำให้เขายากจะปฏิเสธความปรารถนาของทั้งสอง

เมื่อกวนอูกลับไปยังเรือนเดิมเพื่อขออนุญาตจากบิดามารดา ท่านทั้งสองก็มิได้ขัดข้อง หากกลับยินดีที่บุตรชายจะได้ศึกษาหาความรู้จากครูดีมีวิชาอย่างโฮปิน ถึงกับเตรียมข้าวของเครื่องใช้และเงินทองเล็กน้อยไว้ให้เขายามจำต้องไปอยู่อาศัยกับอาจารย์นอกบ้าน…เมื่อเป็นฉะนี้แล้ว พ่อหนุ่มกวนอูก็เลยมาอยู่ที่เรือนของพ่อหมอโฮปินหรือ “ท่านอาจารย์” และใช้ชีวิตตามระเบียบวินัยของครูผู้ทรงคุณธรรม

ครั้นตื่นนอน อาบน้ำ แต่งตัวและจัดแจงอะไรเรียบร้อย กวนอูก็เริ่มทำงานของตนเอง ทั้งกวาดใบไม้ที่หล่นตามพื้น ปัดกวาดเช็ดถูบริเวณห้องเรียน และชงชาเพื่อนำมาส่งให้ท่านอาจารย์ ซึ่งท่านอาจารย์จะดื่มชาร้อนๆ ในเวลาหลังอาหารเช้าและก่อนเวลาสอนหนังสือเด็กๆ เป็นประจำเช่นนี้ทุกวัน เป็นกิจวัตรอันเรียบง่าย แต่ทว่าชวนให้จิตใจสงบสุข เป็นวิถีของศิษย์ที่แท้จริง…และเป็นจุดเริ่มต้นของสายใยบางอย่างที่ค่อย ๆ ถักทอขึ้นอย่างเงียบงันในทุกวันคืนที่พ้นผ่าน.

ในวันหนึ่ง…หลังจากที่เขาชงชาให้ท่านอาจารย์ เขาก็เดินกลับมายังห้องพักเล็ก ๆ ซึ่งอยู่ด้านหนึ่งของเรือน ห้องที่เดิมเป็นเพียงห้องว่างธรรมดาหากแต่ถูกจัดให้กลายเป็นมุมสงบเล็ก ๆ สำหรับเขาไว้ซุกหัวนอนและพักผ่อนยามสิ้นวัน

แสงแดดลอดผ่านหน้าต่างกระทบพื้นดินเป็นริ้วลายสีทองอ่อน เขานั่งลงเงียบๆ ก่อนจะหยิบม้วนตำราที่พกติดตัวมาจากเรือนบิดามารดา เปิดออกแล้วอ่านต่อด้วยแววตาแน่วแน่ แม้จะเป็นบทเก่า ๆ ที่เคยอ่านผ่านมาหลายรอบแล้วก็ตาม…วันนี้ท่านอาจารย์ก็ยังมิได้สอนอะไร ขนาดบทเรียนพื้นฐานสั้น ๆ ก็ยังไม่มีให้เห็น แม้พี่เลี้ยงหรือบ่าวไพร่จะบอกเพียงว่า “ท่านอาจารย์ติดภารกิจส่วนตัว” แต่ใจหนึ่งเขาก็อดคิดไม่ได้ว่าบางทีท่านอาจจะกำลังลองใจตนอยู่ก็เป็นได้ …ว่าจะเป็นคนหนักเอาเบาสู้หรือเป็นแค่ลูกผู้ดีที่เป็นคนหยิบโย่ง

เมื่อคิดแบบนี้ได้ก็ไม่ได้คิดอะไรอีก ก่อนจะหันเหความคิดกลับไปพินิจบทในตำราที่อยู่ตรงหน้า …หน้ากระดาษเก่า เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยภูมิปัญญาเก่าแก่แห่งหยูเจีย (ลัทธิหยู) ว่าด้วยความเพียร ถูกอ่านในห้องเล็ก ๆ อากาศนิ่งสงบ มีเพียงเสียงลมหวิวของไผ่นอกหน้าต่าง และเสียงพลิกหน้าตำราเป็นระยะ ๆ

ผัวะ! อะไรเล็กๆ แต่มีเปลือกแข็งลอยมาถูกหน้าผากของเขาจนรู้สึกเจ็บจี๊ดแบบไม่ทันตั้งตัว จนต้องยกมือขึ้นลูบตามสัญชาตญาณ เมื่อหยิบขึ้นมาดูจึงพบว่า มันคือเมล็ดท้อ! ไม่ใช่เพียงเมล็ดเดียว อีกสี่ห้าลูกลอยตามมาติด ๆ บางลูกกระเด็นกระดอนตกใส่ตำรา ทิ้งรอยเปื้อนเล็ก ๆ ไว้บนกระดาษ กวนอูหรี่ตา ชำเลืองมองไปทางหน้าต่าง แต่ก็ไม่พบสิ่งใดนอกจากผ้าม่านที่สะบัดเบา ๆ กับระเบียงว่างเปล่าทว่าที่ปลายหางตา…เขาเห็นเงาอะไรบางอย่างเคลื่อนผ่านไปรวดเร็ว

“นี่ รบกวนผู้อื่นมันไม่ดีนะ” เขาไม่ไล่ตาม ทำเพียงแค่เตือนใครคนนั้นด้วยเสียงนิ่งๆ ก่อนจะกลับไปอ่านม้วนตำราต่อแม้ใจจะเริ่มขุ่น

แต่ไม่นาน…

ปึ่ก! ปึ่ก! ปึ่ก!

ฝูงเมล็ดท้อรอบใหม่ นับได้ไม่ต่ำกว่าสิบเมล็ดร่วงใส่เขาอีกครั้งแบบไม่ปรานี! ‘แบบนี้มันมากเกินไป!’ เขาคิดได้ด้วยเหลืออด ก่อนจะลุกขึ้นแล้วรีบวิ่งตามผู้ก่อการที่กำลังวิ่งหนี …แล้วมันก็เป็นคนที่เขาคิดเอาไว้จริงๆ ด้วยเจ้าของเรือนผมดำขลับที่ปล่อยยาวไม่ทำการผูกมัดหรือประดับใดๆ เธอผู้นั้นซึ่งเป็นลูกสาวของท่านอาจารย์กำลังวิ่งหนีพร้อมๆ กับส่งเสียงหัวเราะคิกคักแบบไม่กลัวคนที่ไล่ตามมาเลย

…และนี่คือกิจวัตรเช้าในวันว่างที่ไม่สงบของว่าที่แม่ทัพใหญ่แห่งจ๊กก๊ก กับลูกสาวเจ้าบ้านที่ไม่มีใครเอาอยู่ได้นอกจากพี่กวนคนเดียว.

“กลับมาเดี๋ยวนี้เลย อาแช!” เด็กหนุ่มแซ่กวนตะโกนไล่หลัง “แกล้งกันแบบนี้ข้าไม่สนุกนะ! คอยดูเถอะข้าจะฟ้องท่านอาจารย์ อยากจะรู้นักว่าเจ้าจะโดนตีมั้ย!” อาแชได้ยินก็นึกขำเพราะแต่ไหนแต่ไรมานางไม่เคยถูกบิดาดุด่าว่าตีเลย ถ้านางทำสิ่งใดไม่ควรก็มีแต่ถูกบิดาเรียกไปว่ากล่าวตักเตือนด้วยถ้อยคำอ่อนโยนที่แฝงไปด้วยความหนักแน่น ซึ่งคนทั่วไปที่ทราบก็คงมองว่านางเป็นลูกสาวที่ถูกตามใจจนเสียนิสัยเป็นแน่

…ส่วนที่นางแกล้งปาเมล็ดท้อใส่น่ะรึ? จะอะไรเสียอีกเล่าท่านทั้งหลาย ในวัยเยาว์เช่นนั้น ใครเล่าจะไม่เคยกระทำเรื่องพิเรนทร์ๆ หรือแอบร้ายกาจแบบไม่ตั้งใจ? มันเป็นธรรมดาของวัยเด็กนั่นแหละ… ที่หัวใจยังใสบริสุทธิ์ รอยยิ้มยังเป็นเรื่องง่ายดาย และเสียงหัวเราะยังคงดังลั่นได้โดยไม่ต้องมีเหตุผลอันสลับซับซ้อนเหมือนเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่

อาแชเองก็แค่…อยากให้ “พี่กวน” หันมามองนางบ้างก็เท่านั้นเอง…

เมื่อวิ่งแล้วก็มิอาจจับไล่ได้ทันเพราะเจ้าหล่อนวิ่งอย่างรวดเร็วปานพายุหนีหายไปเสียแล้ว กวนอูก็ทำตามที่ตนได้ขู่ไว้นั่นคือนำเรื่องที่อาแชแกล้งตนไปแจ้งท่านอาจารย์ …วันนี้ไม่มีการเรียนการสอนของเหล่าเด็กๆ ในชุมชนนี้ และท่านอาจารย์ก็กำลังเอนหลังนอนกลางวันบนตั่งไม้ในห้องนั่งเล่น นับว่าหนทางในการแจ้งเรื่องนี้สะดวกโยธินเลยทีเดียว

“ท่านอาจารย์ ศิษย์ขออภัยที่รบกวนท่าน ข้ามีเรื่องที่ต้องแจ้ง” เสียงเรียกสุภาพของกวนอูดังก้องขึ้นในห้องนั่งเล่นที่เงียบสงบ ท่านโฮปินผู้เป็นเจ้าของเรือนซึ่งกำลังเอนหลังกึ่งนอนกึ่งหลับอยู่บนตั่งไม้ ได้ยินเข้าก็พลันขยับกาย หาวหนึ่งทีด้วยท่าทีง่วงงุน ก่อนจะลืมตาและหันมามองลูกศิษย์ที่ยืนรออยู่ด้วยสีหน้าครุ่นคิด

“มีอะไรรึกวนอู? ว่ามาซิ”

“อาแชรบกวนข้าเมื่อหัววันด้วยการปาเมล็ดท้อใส่ข้าขอรับ”

โฮปินมีท่าทีแปลกใจทันทีที่ได้ยินแต่ก็คลี่ยิ้ม ก่อนที่จะตอบกลับไปว่า “เรื่องนี้เองรึ? ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วยนะที่ลูกสาวของข้าไปรบกวนเจ้า เอาเป็นว่าข้าจะจัดการยัยหนูด้วยตัวข้าเองก็แล้วกัน” ว่าจบโฮปินก็ลุกขึ้น สวมรองเท้าแล้วเดินไปอีกทาง

กวนอูคิดในใจว่าว่า ‘อาแชเอ๋ย ได้โดนตีแน่ละคราวนี้’ ทว่าเขาก็รู้ตัวว่าตนคิดผิดถนัดเมื่อตอนที่ตนเดินไปแอบดูแล้วพบว่า…โฮปินผู้พ่อทำแค่เพียงเรียกตัวบุตรสาวให้มานั่งตักแล้วพูดคุยตักเตือนก็เท่านั้น “อาแชลูกพ่อ กวนอูมาบอกพ่อว่าเจ้าปาเมล็ดท้อใส่เขา เรื่องจริงรึเปล่า?”

“พี่กวนแจ้งเรื่องนี้หรือเจ้าคะ?” น้ำเสียงเด็กน้อยร้อนรนเหมือนคนกลัวความผิด แต่บิดาก็พูดต่อไป

“บอกพ่อมาเถิด”

“จริงเจ้าค่ะ”

โฮปินถอนใจเบาๆ ราวกับว่าหนักใจแต่ก็ยิ้มอ่อนให้ลูกแล้วถาม” นึกอะไรถึงไปแกล้งเขาเล่า?” อาแชได้ยินนึกไม่นานก็ตอบไปทันควัน “ข้าอยากชวนพี่กวนให้มาเล่นกับข้าแต่ข้าไม่รู้ว่าจะเรียกยังไง พี่กวนวันๆ เอาแต่อ่านตำรากับช่วยงานในเรือนของเรา ข้าจะทักทายพี่เขาก็ไม่ยักกะทักกลับหรือสนใจข้าซะที” คำตอบที่ซื่อตรงนี้ทำเอากวนอูที่ยืนหลบอยู่แทบกลั้นยิ้มไม่ไหว ความโกรธเคืองในอกพลันปลิวหายเป็นปลิดทิ้ง เหลือไว้เพียงแต่ความอ่อนโยนที่อบอวลขึ้นมาแทน

“อาแชเอ๋ย การที่เจ้าอยากผูกมิตรและอยากเล่นกับพี่เขาไม่ผิด แต่การที่เจ้าปาเมล็ดท้อใส่เขานั่นแหละผิด” น้ำเสียงโฮปินเริ่มมีความหนักแน่นแต่ไม่กระโชกโฮกฮากเกินไปจนสูญเสียความอ่อนโยน ฝ่ายอาแชที่นั่งฟังก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี “แต่ข้าไม่ได้ไปทำร้ายหรือรังแกพี่กวนนะท่านพ่อ”

“ถึงไม่มีเจตนาจะมุ่งร้าย แต่เขาก็ไม่ชอบนี่ พ่อพอจะเดาออกนะว่าก่อนที่กวนอูจะมาบอกเรื่องนี้กับพ่อ…พวกเจ้าสองคนคงวิ่งไล่จับกันวุ่นสิท่า”

“ท่านพ่อรู้…”

ฝ่ายโฮปินที่เห็นท่าทีบุตรสาวก็อมยิ้มเอ็นดูก่อนจะเอื้อมมือลูบหัวนางเบาๆ ก่อนจะพูดสั่งสอนต่อให้จบ “ทีหลังอยากจะคุยหรือเล่นกับพี่เขาก็ขอดีๆ สิ อ้อ…พี่เขาอยู่นั่นล่ะ ไป ไปขอโทษให้เรียบร้อย อย่าทำแบบนี้อีกล่ะเข้าใจมั้ย” อาแชหันตามทิศที่บิดาชี้จึงเห็นเด็กหนุ่มแซ่กวนซึ่งแก่กว่านางห้าปีที่กำลังยืนอยู่ไม่ไกล นางก็ลุกเดินไปหาแล้วโค้งตัวเป็นเชิงขอโทษก่อนจะรีบวิ่งไปเล่นทีอื่นพร้อมเสียงหัวเราะซึ่งกังวานใสราวกระดิ่งเงิน

เป็นพ่อและลูกที่ประหลาดพิกลนัก! กวนอูคิดแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรกับอาจารย์ จึงได้แต่หลีกออกไปทางอื่นเสีย…

ค่ำคืนนั้น บนที่นอนในเรือนพักเล็ก ๆ กวนอูนอนพลิกไปพลิกมาอยู่พักใหญ่ ในใจยังครุ่นคิดถึงเหตุการณ์เมื่อกลางวัน เขาไม่เข้าใจนัก ว่าทำไมโฮปินจึงไม่เคยใช้ไม้เรียวกับลูกสาว แต่ยิ่งคิดไป ก็ยิ่งพบว่าคำของท่านอาจารย์นั้น…เป็นคำสอนที่ลึกซึ้งนัก

“หากเรามิเคยถูกตี เพราะเราไม่เคยทำผิด แล้วเหตุใดเด็กน้อยผู้นี้…จึงจะไม่สามารถเติบโตมาเป็นคนดีได้โดยไม่ต้องถูกตีเช่นกัน?”

คิดได้เช่นนั้น เขาก็ยิ้มบางๆ ก่อนจะหลับตาลง พร้อมรอยยิ้มแรกแห่งการเรียนรู้ในบ้านใหม่นี้…

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 25 หนทางที่ยาวไกลกว่าสายเมฆหมอก

    กวนเต็งเชี้ยงมองภาพที่อยู่ในบ้านเรือนอันพังทลายด้วยแววตาที่เบิกกว้างและหัวใจที่เริ่มสั่นสะท้าน ลิสง รุ่นพี่อันธพาลที่สั่งการให้ลูกน้องผลักร่างบิดามารดาตกลงไปในบ่อน้ำหลังบ้านและพยายามจะล่วงเกินภรรยาของเขา บัดนี้กลายเป็นเพียงซากร่างที่แทบจะแหลกเละจากการจับเหวี่ยงไปฟาดกำแพงและเสาเรือน ตายไปในสภาพที่สมควรแก่บาปที่มันได้ก่อไว้กับชาวบ้านและสกุลกวนในค่ำคืนนี้ ไม่ไกลออกไปคือศพที่กองพะเนินของบรรดาลูกน้องที่ตามติดมาจากเรือนของนายอำเภอผู้เป็นบิดาของลิสง สภาพไม่ต่างกับนายของพวกมัน หรือบางที…ก็อาจจะแย่กว่า กลิ่นของความตายลอยมาแตะจมูกเขาจนเขาเริ่มกระอักกระอ่วน รู้ตัวอีกทีก็รีบเอามือที่ยังเปื้อนเลือดกุมปาก วิ่งไปด้านนอกเรือนแล้วขย้อนเอาอาหารออกมาจนแสบท้องไปหมด ‘มันถูกแล้ว…ที่เจ้าทำมันถูกแล้ว กวนอู…พวกมันสมควรตาย!’ เสียงของสัญชาตญาณตะโกนก้องในที่ที่มีเขาเท่านั้นที่ได้ยิน ‘ไม่…ต่อให้คนคนหนึ่งจะชั่วร้ายจนสมควรตาย…แต่เราไม่ใช่เพชฌฆาต! นี่มัน…นี่มันผิด! ผิดต่ออาญาบ้านเมือง! ผิดต่อศีลธรรม!’ เสียงของเหตุผลดังขึ้นโต้ตอบ เต็งเชี้ยงลุกขึ้น วิ่งไปที่ตุ่มน้ำซึ่งตั้งอยู่ข้างครัว ยกฝาแล้วเอากระบวยวักตักน้ำ

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 24 คืนที่ฟ้าอาบย้อมด้วยเลือด

    “อะไรนะ?!” นายอำเภอแห่งฮอตังเอ็ดตะโร ในขณะที่บุตรชายสุดสวาทกึ่งนั่งกึ่งนอนให้คนใช้ทำแผลให้ “ไอ้เจ้าลูกผู้ดีตกอับนั่นมันทำร้ายเจ้ารึ?!” “โอ๊ย! ใช่น่ะสิ ท่านพ่อ!” ลิสงตอบบิดาพร้อมๆ กับโอดโอยจากความเจ็บที่มาจากการต่อสู้เมื่อวาน “ข้าชักจะทนมันไม่ไหวแล้วนะ! ไม่รู้ว่าฟ้าจะส่งมันมาเกิดทำไม?!” นายอำเภอแซ่ลิเดินไปมาอยู่ครู่หนึ่ง ตรึกตรองแผนการชั่วร้ายบางอย่างในใจ ก่อนจะเดินมาที่ตั่งไม้ที่บุตรชายกำลังนอนแซ่วอยู่ ก่อนจะเอ่ยปากไล่พวกคนใช้ “พวกเจ้าทั้งหมดออกไป! ข้าจะคุยกับลูกสงตามลำพัง!” “เอ่อ แต่ว่า…” “ข้าสั่งก็รีบๆ ไปสิ!” “ข…ขอรับ” ครั้นเหล่าบ่าวไพร่หลีกตัวออกจากตรงนั้นไป สองพ่อลูกก็กระซิบกระซาบแผนการทันที “ส่งคนไปจับพวกมัน ไม่ว่าจะกวนอี้พ่อของมัน แม่มัน รวมถึงลูกเมียมันสิ แล้วลูกสงจะทำอะไรก็เรื่องของลูกแล้ว” “แต่ท่านพ่อ บุกไปดุ่มๆ ไม่ได้นา” “พ่อก็จะให้คนของเราทำทีว่ามาตามตัวโจรที่หลบหนี แล้วพอเราหาไม่เจอ…ค่อยยัดข้อหาว่าให้ที่กบดานไม่ก็ช่วยโจรหลบหนี” “โอ้โห! ล้ำเลิศจริงๆ! งั้นคราวนี้ข้าขอนำคนไปนะ!” “อืม ตามใจเจ้าเถอะ” ท่านทั้งหลาย ก่อนที่ข้าจะเล่าเรื่องต่อไป ใครในที่นี้เคยฝันบ้าง? ย

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 23 ความอดทนที่เริ่มหมดลงไป

    ลิสงบุตรนายอำเภอเหล่มองโฮแชง้วย แล้วก็ศิษย์น้องแบบเต็งเชี้ยง ก่อนจะหันเหสายตามาที่…อาเป๋งที่กำลังกอดมารดาตัวสั่น ไม่มีแม้แต่เสียงร้องไห้หรือเสียงอ้อแอ้ใดๆ ออกมาจากปากของเด็กชายเลย “เจ้า…” โฮแชง้วยกอดลูกแน่นขึ้น “มาที่นี่มีจุดประสงค์ใดกันแน่?” ลิสงไม่ตอบแต่ถามนางกลับไป “นั่นลูกสาวเจ้าหรือ? น่ารักน่าเอ็นดู” ว่าจบก็เอี้ยวตัวเพื่อจะจับแก้มเด็กนั้น แต่เต็งเชี้ยงขยับตัวมาขวางทาง พร้อมกับจ้องมองลิสงกลับไปด้วยดวงตาที่เริ่มดุดันทีละน้อยๆ “นั่นลูกชายข้า…อาเป๋ง” เต็งเชี้ยงตอบห้วนๆ โฮแชง้วยกระชับลูกชายในอ้อมกอดให้แน่นกว่าเดิม ในขณะที่พ่อหนูน้อยอาเป๋งจะเอาหน้าซุกอกแม่แนบแน่น แนบแน่นพอที่จะทำให้ผู้เป็นแม่ได้ยินเสียงหายใจถี่ๆ ของอาเป๋ง ราวกับเสียงกระซิบจากหัวใจน้อยๆ ที่สั่นกลัว เสียงกระซิบนั้น หากอาเป๋งในวัยหนึ่งเดือนพูดได้ ก็คงจะเป็น “แม่จ๋า…ลุงคนนี้เป็นคนใจร้าย ข้ากลัว” ตึก…ตึก…ตึก… “ลิสง…” เป็นท่านโฮปินที่เดินมาหา เขาไม่ได้ยิ้ม สีหน้ามีความกังวลน้อยๆ แต่ท่าทีหนักแน่นกว่าทุกวัน วินาทีนั้นเอง ทุกคนรู้ได้ทันทีว่า…ท่านโฮปิน ผู้ที่เป็นอาจารย์ของกวนเต็งเชี้ยงและลิสง ไม่ได้มาแบบคนใจดีหรือคนที่หย

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 22 โลกทั้งใบของผู้เป็นดั่งพระเจ้าทั้งสอง

    มีใครคนหนึ่งเคยบอกข้าพเจ้าเอาไว้เมื่อนานมาแล้ว พระเจ้าผู้ทรงมหิทธานุภาพอาจมิได้อยู่บนฟ้า ไม่ได้ประทับในทิพย์พิมานสถานอันตระการ แวดล้อมด้วยเหล่าเทพยดาที่คอยเปล่งเสียงสรรเสริญสดุดี…แต่พระเป็นเจ้าอาจสถิตอยู่ในกายของมนุษย์คู่หนึ่ง มนุษย์ที่มีชื่อเรียกขานว่า “พ่อ” และ “แม่” นั้นแล คือพระเจ้าของลูก ภรรยาข้าหลวง : “ข้าชักสนใจเสียแล้วสิ กวนกงและพระแม่หูเยว่…เมื่อได้เป็นบิดามารดาของกวนเป๋งแล้ว พวกเขาจะทำหน้าที่ของ ‘พระเจ้า’ ได้อย่างไรกันนะ?” พระธุดงค์ : “จงเล่ามาเถิดคุณโยมแมวดำ…จงเล่าเรื่องอันควรค่าแก่การบอกกล่าว…เรื่องของผู้เป็นดังพรหมผู้สร้าง” ได้เลยท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าจะเล่าให้ฟัง หนูน้อยผู้มีนามว่ากวนเป๋ง หรือที่ทุกคน ณ ขณะนั้นเรียกว่า “อาเป๋ง” เกิดมาเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ แลดูบอบบางดั่งดอกไม้ที่ผลิบานกลางลมหนาว แต่อาเป๋งกลับร้องไห้เสียงดังนับแต่วินาทีที่พ้นจนจากครรภ์มารดา เป็นอาณัติสัญญาว่าเด็กชายคนนี้มีสุขภาพแข็งแรงและมีโอกาสรอดจนพ้นวัยแบเบาะ หรืออาจจะล่วงเลยไปถึงช่วงวัยรุ่นเลยก็ได้ และบางที…นี่อาจเป็นเหมือนลางบอกเหตุถึงภาระและโชคชะตาที่ใหญ่ยิ่ง สำคัญและหนักหนาที่จะมาถึงในอนาคตที่มิอ

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 21 ผู้ยังหัวใจให้เต็มเปี่ยมด้วยความยินดี

    กล่าวกันว่า…มีนรกขุมหนึ่งที่ชื่อว่า “ปุตตะ” ดินแดนของผู้ที่ไร้บุตรหลานสืบสกุล ที่ที่หญิงชายส่งเสียงโหยหวนและหลั่งน้ำตาเพราะไม่มีใครทำพลีกรรมส่งมาให้ในเมืองผี และที่ที่มีแต่ไฟคือความเหงาหงอยเปล่าเปลี่ยวลุกโชนอยู่อย่างมิเคยหยุดหย่อน แมวดำเซ่อๆ ตัวนี้ไม่รู้หรอกว่านรกนี้มีจริงไหม แต่ที่รู้แน่ๆ นรกที่แท้จริงนั้นคือความร้อนรุ่มในอกของสามีภรรยาผู้ไร้ซึ่งบุตรอันเป็นสร้อยทองคล้องใจ บุตรซึ่งจะเกิดมาแล้วทำให้ชีวิตของผู้ครองเรือนสมบูรณ์ เป็นผู้ดำรงสกุลให้ไม่ขาดสูญ และที่สุดคือเป็นหลักพึ่งพิงในยามบั้นปลายของชีวิต เช่นนี้แหละ โบราณท่านจึงเรียกลูกหรือบุตรว่า “ผู้ทำลายนรกปุตตะ” หรือก็คือ “ผู้ยังหัวใจอันว้าเหว่ของบิดามารดาให้เต็ม” ในสมัยที่ผู้คนยังอยู่กับธรรมชาติ ไม่เสพติดความหวือหวาฟู่ฟ่าแห่งเมืองใหญ่และมายาที่ไม่จีรังยั่งยืน แม้แต่เด็กที่เล็กที่สุดยังรู้ว่าเมื่อฝนตก กล้าในน้าก็จะงอกขึ้น สารัตถะเช่นนั้น เต็งเชี้ยงและโฮแชง้วยต่างรู้ดี และยังมีตัวอย่างอื่นๆ ให้เห็น ให้เปรียบเปรยหรือชวนให้ย้อนกลับมานึกถึงมนุษย์แบบตน กวนเต็งเชี้ยงจำได้ว่าเมื่อคราวที่ภรรยาตั้งครรภ์คือช่วงที่เริ่มทำนา ก่อนหน้านี้อีกหลา

  • ยามใบไผ่ต้องสายลม (ภาควัยเยาว์)   บทที่ 20 มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน

    นับแต่วันแต่งงานของคนทั้งสอง ชีวิตสมรสในเบื้องตนของกวนเต็งเชี้ยงและโฮแชง้วยก็ดูราบรื่นไร้อุปสรรคใดๆ มากีดกั้นความสุขตามประสาชายหญิงที่เพิ่งแต่งงาน มีคำเล่าลือจากพวกบ่าวไพร่ไม่ว่าจะจากปากของบ่าวไพร่จากเรือนสกุลกวนหรือบ่าวสกุลโฮก็ตาม ที่ยืนยันความผูกพันอันแนบแน่นของคู่รักข้าวใหม่ปลามันได้ดีเยี่ยม “แค่คืนส่งตัว คุณชายกับคุณหนูก็ไม่ออกจากหอถึงสามวันสามคืนเลย แกเอ๊ย! ไม่อยากนึก!” “นี่ๆ เวลาไปเยี่ยมเรือนเดิมของคุณหนูก็เหมือนกัน! คุณชายเขยของนายท่านบ้านข้านี่ชอบหายเข้าห้องนอนคุณหนูไปเป็นวันๆ เลยนะ! ฮิๆ!” บางคราอย่างตอนอาบน้ำ พวกสาวใช้ก็ต้องเขินกันให้ควั่กเพราะคุณหนูของพวกนางมีรอยแดงเป็นจ้ำๆ ตามเนื้อตัวขาวผ่อง ซึ่งร่องรอยนั่นมิใช่ร่องรอยจากการตบตี แต่เป็นร่องรอยที่…ไม่อาจเอ่ยออกมาได้ว่ามีที่มาจากสิ่งไร ในขณะที่คุณชายของบ้านแบบเต็งเชี้ยงดูเหมือนจะไม่มีอะไรผิดปกติ ยกเว้นแค่ตอนที่แม่นมบ่นว่า “แม่โว้ย! คุณชายของบ่าวไปโดนแมวตัวไหนข่วนแขนกันนะ! จับได้แม่จะตีให้หลังหักเลย!” นั่นแหละที่ทำให้เต็งเชี้ยงถึงกับสะอึกและกระแอมไอไปสองสามรอบเลยทีเดียว ‘แม่นม…ไม่ใช่แมว…เมียข้าข่วนแขนตอน…เอ่อ…’ เขาคิดได้แ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status