เอ…ท่านผู้นั้นที่นั่งอยู่ตรงขอนไม้ถามข้าว่ากระไรนะ?
“จะไม่เล่าเรื่องตัวละครซะหน่อยรึแมวดำแห่งเสียนหลอ?”
อ้า! จริงสิ ข้านี่เล่าเสียเพลินจนลืมไปหมด… เล่าแต่ว่ามีเด็กหญิงตกต้นไม้ เด็กชายก็พาไปส่งบ้าน พูดแต่เรื่องราว…ลืมแนะนำตัวพระเอกเสียได้! เช่นนั้นก็ดี ข้าพเจ้าขอเริ่มจากผู้ที่ในตอนนี้ยังเป็นเพียงผู้น้อยแซ่กวน หนุ่มน้อยที่ยังไร้หนวดเครา หาใช่แม่ทัพผู้สง่างามดังในภาพวาดหรือศาลเจ้าทั่วแผ่นดินไม่…
กวนอูผู้ซึ่งต่อไปจะกลายเป็นวีรบุรุษและเทพเจ้าที่ทั้งสกลโลกรู้จักมักคุ้น เกิดเมื่อใดมิมีผู้ใดรู้ แต่คะเนว่าคงไม่ห่างจากเล่าเหี้ยนเต็ก (เล่าปี่เกิด ค.ศ. 161) และดูจะแก่กว่าเตียวหุยอยู่หลายขวบปีเลยทีเดียว ท่านเอย…อย่าได้เชื่อเสียงลือเสียงเล่าอ้างที่ว่า กวนอูเป็นคนขายเต้าหู้หรือคนขายถั่ว นั่นน่ะมันเรื่องแต่งหลังจากนี้ไปนานโข แท้จริงแล้ว…เขาเกิดในตระกูลผู้ดี เป็นวิญญูชน นั่นแหละคือความจริงแท้แน่นอน
มีเรื่องเล่ากันว่าเมื่อกวนอูอายุได้สิบหรือสิบเอ็ดปี กวนอูสามารถอ่านตำราชุนชิวให้จบได้ภายในหนึ่งคืนและหนึ่งวัน อีกทั้งยังท่องจำทุกบท ทุกตอน ทุกวรรคได้ถูกต้อง เห็นอะไรหรือไม่? ไม่ใช่แค่ใช้กระบี่คม หากแต่คมในตำราก็ไม่แพ้ใคร
นับว่ากวนอูนี้มีทั้งรูปทรัพย์คือความงามดุจเทพยดา ฐานานุรูปของความเป็นผู้ดีและวิญญูชน และคุณวุฒิของการเป็นคนดีมีสัจจะ รักในความถูกต้อง ซึ่งเท่านี้ก็คงมากพอแล้วที่จะเป็นที่หมายตาของหญิงที่จะออกเรือนและบิดาของพวกนางที่หมายมาดจะหาชายที่ดีพร้อมมาเป็นเขย–
“นี่นางแมวดำ! เจ้าว่าอะไรนะ? อะไรเขยๆ???”
เปล๊า~! ข้าเปล่าพูดซะหน่อยนะท่าน! (เมี้ยว~) อย่าเพิ่งถามมากเลย ข้าเล่าให้ถึงฉากนั้นเมื่อไหร่ เดี๋ยวจะรู้กันเอง!
ส่วนทางนางเอกของเราซึ่งยังเยาว์นัก ข้าพเจ้าจำต้องเล่าเรื่องของบิดานางเป็นประถมเสียก่อน…
บิดาของนางมีนามว่าโฮปิน นามรองชี่จง โฮปินผู้นี้แม้ทางการจะระบุว่าเป็นชาวฮั่น หากแท้จริงแล้วผู้คนรอบข้างมิได้มองเขาเป็นราษฎรฮั่นเต็มขั้นเลย ด้วยว่าคนสกุลโฮนี้กล่าวกันว่าสืบเชื้อสายมาจากผู้คนจากดินแดนอันห่างไกลซึ่งชาวฮั่นเรียกว่า “ชาวหู” บ้างก็ว่ามาจากเชินตู่ (อินเดีย) บ้างก็ว่าเป็นลูกหลานของชาวซ่งหนู บ้างก็ว่าพวกเขาเป็นกลุ่มพ่อค้าวาณิชจากแดนทะเลทรายอันเวิ้งว้างห่างไกลซึ่งเรียกว่าต้าหยวน
เหตุเป็นฉะนี้ คนแซ่โฮบางบ้านจึงถูกมองอย่างแปลกแยก ไม่ก็รังเกียจเดียจฉันท์ เพราะราษฎรฮั่นทั้งหลายต่างก็รู้สึกว่า “พวกหู” นี้ช่างมีความแปลกประหลาดที่เข้าใจยากเสียจริง…หากทว่า ราษฎรชาวฮั่นเองก็อดจะเหลียวมองดวงตาอันคมกริบ คิ้วงามราวคันศร จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากอวบอิ่ม และผิวขาวผ่องของชาวหูและลูกหลานมิได้เลย
โฮปินผู้นี้ เกิดในตระกูลที่มีฐานะพอประมาณ ถูกขัดเกลาและเลี้ยงดูมาตามวิถีแห่งปราชญ์ ได้เรียนรู้สรรพวิชาทั้งหลายทั้งปวงซึ่ง มิใช่แต่ศาสตร์ของชาวฮั่นหากยังรวมถึงศาสตร์ของชนอื่นๆ ด้วย จึงจัดว่าโฮปินเป็นคนรอบรู้คนหนึ่งก็ว่าได้ โฮปินมิได้รับราชการ ไม่แสวงหาลาภยศสรรเสริญ ทำมาหาเลี้ยงอย่างเรียบง่ายด้วยการเปิดโรงเรียนสอนกุลบุตรทั้งหลายที่สนใจเล่าเรียนและแสวงหาความรู้ในเมืองฮอตัง เงินค่าครูที่เรียกเก็บนั้นเขาจะพิจารณาตามฐานะและคุณสมบัติของลูกศิษย์ ซึ่งส่วนมากแล้วบรรดาลูกศิษย์ลูกหาของเขาก็ล้วนแล้วแต่มาจากบ้านที่มีฐานะปานกลางจนถึงยากจนทั้งนั้น
นอกจากงานสอน อีกอาชีพของโฮปินก็คือการเป็นหมอยาที่ปรุงยาและออกรักษาผู้ไข้ตามบ้านเรือนต่างๆ โฮปินซึ่งกมลสันดานเป็นผู้มีเมตตากรุณาต่อผู้มีความเจ็บไข้ได้ป่วย เมื่อรักษาก็ไม่เคยคิดราคารักษาแพง ถ้าจะเรียกค่ารักษาจริงๆ ก็จะขอเอาตามเหมาะสมเพื่อใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น และนำไปเลี้ยงตนเอง บุตรี และเหล่าบ่าวไพร่ในเรือนนั้นเอง
ส่วนบุตรีของพ่อหมอโฮปินก็มิใช่ใครอื่นไกล… ก็เจ้าเด็กหญิงจอมแก่นที่เพิ่งร่วงจากต้นสนที่ข้าพเจ้าได้เล่าไปแล้วเมื่อครู่…ดรุณีน้อยแซ่โฮนางนี้ มีนามว่าแชง้วย หรือที่บิดามักเรียกว่าอาแช นางเป็นบุตรีเพียงหนึ่งเดียวของโฮปิน เพราะโฮปินผู้เป็นบิดามิยอมแต่งงานใหม่หลังจากที่เมียรักตายจาก อาแชจึงกลายเป็นทั้งยาบรรเทาความเศร้าและแก้วตาดวงใจของผู้เป็นพ่อที่จะทำให้เขามีชีวิตต่อไปได้
ด้วยเหตุที่รักลูกมากเช่นนี้ โฮปินจึงทุ่มเทอย่างมากในการเลี้ยงดูอาแชอย่างดีที่สุดที่พ่อคนหนึ่งจะทำได้ และทำในสิ่งที่ชายชาวฮั่นทั่วไปในสมัยนั้นไม่ใคร่จะทำกันก็คือ สอนสรรพวิทยาทั้งหลายทั้งปวงที่จำเป็น ทั้งการเขียนอ่าน วิชาแพทย์ สมุนไพร และศาสตร์อื่นๆ จากแดนไกลโพ้น หากนางสนใจ เขาก็ไม่เคยหวง
ในสมัยนั้น ด้วยอิทธิพลของอุดมคติลัทธิหยู แม้สตรีชั้นสูงจะได้เล่าเรียนแต่ก็ได้เล่าเรียนเพียงกานท์กวี ดนตรี การร่ายรำ และงานบ้านงานเรือน ยิ่งกับหญิงชั้นไพร่อย่าได้พูดถึง พวกนางไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้มีสิทธิในการศึกษาจนถึงขั้นอ่านออกเขียนได้ด้วยซ้ำ การที่พ่อหมอโฮปินสอนหนังสือและวิชาอื่นๆ ให้ลูกสาวจึงนับว่า “แปลก” ในสายตาคนทั่วไปในยุคนั้น แต่เรื่องนี้ก็รู้กันแต่เพียงคนบางกลุ่มเท่านั้น มิได้รู้กันทั่วไปทั้งชุมชน อาแชน้อยจึงเติบโตขึ้นในร่มเงาของบิดาที่เปี่ยมล้นด้วยเมตตาและปัญญา
อ้อ…ท่านผู้นั้นที่นั่งอยู่ตรงปลายเสื่อเอียงคอมาถามข้ากระไรนะ?
“แล้วรูปโฉมของแม่นางล่ะอู๋หมิง ข้าล่ะอยากรู้เสียจริงว่าหน้าตาเป็นเช่นไร!”
โอ…เห็นทีข้าจะต้องเล่าถึงนาง เพื่อให้ภาพในใจของท่านทั้งหลายแจ่มชัดขึ้น
ผมดำขลับที่ไม่มีเส้นไหนมีสีอ่อนเพียงสักเส้นและมีปลายงอนขึ้นเล็กน้อย ใบหน้ารีได้ทรงสวยอันประกอบไปด้วย คิ้วโก่งราวคันศรที่เขากำลังเหนี่ยวจะยิงกวาง ดวงตากลมโตมีแววสุกใสและชวนพิศวง ประดับด้วยขนตาสีดำที่งอนและหนาแบบไม่ต้องทำการปัดเพิ่ม จมูกเล็กและปากแดงอวบอิ่มชวนให้รู้สึกน่ารักน่าเอ็นดู ทั่วสรรพางค์กายไม่มีจุดไหนที่บกพร่องบนผิวสีขาวผ่องพิสุทธิ์ราวของสีหยกขาวของนาง
ความงามนี้ยังเป็นเพียงเบื้องต้นของดอกไม้ที่เพิ่งแย้มกลีบ หากปล่อยให้เติบโตเรื่อยไป ย่อมงามสะพรั่งจนน่าตรึงตาและตรึงใจผู้พบเห็นเป็นแน่แท้
เอาล่ะ บรรยายความงามพอหอมปากหอมคอ กลับมาเข้าเรื่องหลักของเรากันดีกว่า
โฮปินเอ่ยถาม ขณะกำลังจะยกถ้วยชาจิบอย่างเป็นกันเอง “บิดามารดาของเจ้ายังสบายดีหรือไม่?”
“ท่านพ่อและท่านแม่ยังสบายดีขอรับ” กวนอูตอบ ยิ้มน้อยๆ อย่างคนอ่อนน้อม
“ข้าน่ะ ไม่ได้พบเขาเสียนาน…บิดาเจ้า…เมื่อยังหนุ่มๆ เคยได้พบกันในฐานะศิษย์ร่วมสำนัก เมื่อเติบโต ข้าก็ไม่พบเขาอีก แยกย้ายไปตามทางของตน” โฮปินหัวร่อเบาๆ เมื่อนึกถึงอดีตที่ผ่านมานาน ก่อนจะส่ายหน้ายิ้มๆ
“นี่ถ้าลูกข้าไม่ซน ข้าก็คงไม่มีวันรู้ว่าเขามีลูกชายโตป่านนี้นะเนี่ย!”
ผู้น้อยแซ่กวนหลุบตาลงต่ำ อมยิ้มเมื่อนึกถึงความจริงที่ว่า…ตนเป็นบุตรที่เกิดมาในยามที่พ่อแม่อายุล่วงเข้าสามสิบเศษแล้ว ซึ่งในยุคนั้นถือว่าล่วงเข้าวัยกลางคนเข้าไปทุกที บางครั้งเขาก็คิดว่า…คงเพราะเหตุนี้กระมังที่ทำให้พ่อแม่รักและห่วงใยเขาเหลือเกิน ไม่เคยลงโทษหนักหรือบังคับฝืนใจเขาในเรื่องใด และแม้จะได้รับความรักมากเพียงนั้น…แต่ความรู้สึกเหงาก็ยังคงมีอยู่เงียบ ๆ ในมุมหนึ่งของหัวใจเสมอ
จู่ๆ …เด็กหญิงแซ่โฮก็ลุกขึ้นจากที่นั่งของตน เดินมาหาที่ที่เขานั่งอยู่ ทั้งบิดานาง ทั้งบ่าวไพร่มองตามอย่างฉงนฉงาย
“พี่กวน…อยู่ที่นี่ได้ไหม?”
นิ่ง…เด็กชายกระพริบตาปริบๆ ไปหนึ่งที ด้วยความงุนงง
“ข้าไม่มีพี่น้องที่ไหน พี่…อยู่กับข้าที่นี่ได้ไหม?”
เขานิ่งอึ้งไปเล็กน้อย เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนหยุดมือจากงานตรงหน้า ท่านโฮปินก็ยกถ้วยชาไม่สุดทาง ริมฝีปากค้างอยู่กลางคำเหมือนอยากจะห้ามแต่ไม่แน่ใจว่าจะห้ามด้วยเหตุอันใด เด็กชายกวนอูกระพริบตาช้าๆ จากนั้นก็หลุบตาลง ราวว่าชั่งใจ ไม่ใช่เพราะคำขอของเด็กหญิงไม่จริงใจ แต่เพราะคำพูดนั้น…เป็นคำที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย
“อยู่ที่นี่…กับเจ้าหรือ?”
เด็กหญิงพยักหน้ารัว ดวงตากลมโตเปล่งประกายจริงจังเกินเด็กในวัยเดียวกัน “ถ้าพี่อยู่กับข้า ข้าจะให้พี่กินขนมของข้า ให้พี่นอนเตียงเดียวกันตอนกลางวัน ให้พี่จับมือข้าเวลาเล่นในสวน แล้ว…” เด็กหญิงเว้นจังหวะ “…พี่จะไม่เหงา ข้าก็ด้วย”
กวนอูมองเด็กหญิงตรงหน้า แก้มแดงเรื่อจากความตื่นเต้นและแววตาที่ทั้งดื้อรั้นและจริงใจ เขาเผลอยิ้มจางๆ …ก่อนจะเอ่ยคำตอบ
“ได้สิ…อาแช” และนั่นคือครั้งแรกที่เขาเรียกชื่อของนาง โดยไม่รู้เลยว่า…ชื่อเรียกนี้จะติดอยู่ในใจเขาไปอีกชั่วชีวิต.
จำเนียรกาลผ่านพ้น หลังจากการดื่มกินและพูดคุยที่เรือนของโฮปินในครั้งนั้น เขาก็มิได้กลับไปที่เรือนของตนสักระยะหนึ่งเพราะเหตุอันยากจะปฏิเสธ…ว่ากันว่าหลังจากได้พูดคุยและสังเกตเด็กหนุ่มแซ่กวนอยู่เนิ่นนาน โฮปินผู้เป็นทั้งอาจารย์และบิดาผู้รอบรู้ก็ดูจะเกิดความชอบใจในอะไรบางอย่างที่เห็นในตัวเด็กคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นวินัย กิริยาสุภาพ หรือสายตาแน่วแน่ที่สื่อถึงความตั้งใจอันแน่วลึก ยิ่งไปกว่านั้น…การที่อาแช บุตรีเพียงหนึ่งเดียวของเขา คอยรบเร้าให้ “พี่กวน” อยู่เป็นเพื่อนนางอย่างไม่ลดละ ก็ยิ่งทำให้เขายากจะปฏิเสธความปรารถนาของทั้งสอง
เมื่อกวนอูกลับไปยังเรือนเดิมเพื่อขออนุญาตจากบิดามารดา ท่านทั้งสองก็มิได้ขัดข้อง หากกลับยินดีที่บุตรชายจะได้ศึกษาหาความรู้จากครูดีมีวิชาอย่างโฮปิน ถึงกับเตรียมข้าวของเครื่องใช้และเงินทองเล็กน้อยไว้ให้เขายามจำต้องไปอยู่อาศัยกับอาจารย์นอกบ้าน…เมื่อเป็นฉะนี้แล้ว พ่อหนุ่มกวนอูก็เลยมาอยู่ที่เรือนของพ่อหมอโฮปินหรือ “ท่านอาจารย์” และใช้ชีวิตตามระเบียบวินัยของครูผู้ทรงคุณธรรม
ครั้นตื่นนอน อาบน้ำ แต่งตัวและจัดแจงอะไรเรียบร้อย กวนอูก็เริ่มทำงานของตนเอง ทั้งกวาดใบไม้ที่หล่นตามพื้น ปัดกวาดเช็ดถูบริเวณห้องเรียน และชงชาเพื่อนำมาส่งให้ท่านอาจารย์ ซึ่งท่านอาจารย์จะดื่มชาร้อนๆ ในเวลาหลังอาหารเช้าและก่อนเวลาสอนหนังสือเด็กๆ เป็นประจำเช่นนี้ทุกวัน เป็นกิจวัตรอันเรียบง่าย แต่ทว่าชวนให้จิตใจสงบสุข เป็นวิถีของศิษย์ที่แท้จริง…และเป็นจุดเริ่มต้นของสายใยบางอย่างที่ค่อย ๆ ถักทอขึ้นอย่างเงียบงันในทุกวันคืนที่พ้นผ่าน.
ในวันหนึ่ง…หลังจากที่เขาชงชาให้ท่านอาจารย์ เขาก็เดินกลับมายังห้องพักเล็ก ๆ ซึ่งอยู่ด้านหนึ่งของเรือน ห้องที่เดิมเป็นเพียงห้องว่างธรรมดาหากแต่ถูกจัดให้กลายเป็นมุมสงบเล็ก ๆ สำหรับเขาไว้ซุกหัวนอนและพักผ่อนยามสิ้นวัน
แสงแดดลอดผ่านหน้าต่างกระทบพื้นดินเป็นริ้วลายสีทองอ่อน เขานั่งลงเงียบๆ ก่อนจะหยิบม้วนตำราที่พกติดตัวมาจากเรือนบิดามารดา เปิดออกแล้วอ่านต่อด้วยแววตาแน่วแน่ แม้จะเป็นบทเก่า ๆ ที่เคยอ่านผ่านมาหลายรอบแล้วก็ตาม…วันนี้ท่านอาจารย์ก็ยังมิได้สอนอะไร ขนาดบทเรียนพื้นฐานสั้น ๆ ก็ยังไม่มีให้เห็น แม้พี่เลี้ยงหรือบ่าวไพร่จะบอกเพียงว่า “ท่านอาจารย์ติดภารกิจส่วนตัว” แต่ใจหนึ่งเขาก็อดคิดไม่ได้ว่าบางทีท่านอาจจะกำลังลองใจตนอยู่ก็เป็นได้ …ว่าจะเป็นคนหนักเอาเบาสู้หรือเป็นแค่ลูกผู้ดีที่เป็นคนหยิบโย่ง
เมื่อคิดแบบนี้ได้ก็ไม่ได้คิดอะไรอีก ก่อนจะหันเหความคิดกลับไปพินิจบทในตำราที่อยู่ตรงหน้า …หน้ากระดาษเก่า เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยภูมิปัญญาเก่าแก่แห่งหยูเจีย (ลัทธิหยู) ว่าด้วยความเพียร ถูกอ่านในห้องเล็ก ๆ อากาศนิ่งสงบ มีเพียงเสียงลมหวิวของไผ่นอกหน้าต่าง และเสียงพลิกหน้าตำราเป็นระยะ ๆ
ผัวะ! อะไรเล็กๆ แต่มีเปลือกแข็งลอยมาถูกหน้าผากของเขาจนรู้สึกเจ็บจี๊ดแบบไม่ทันตั้งตัว จนต้องยกมือขึ้นลูบตามสัญชาตญาณ เมื่อหยิบขึ้นมาดูจึงพบว่า มันคือเมล็ดท้อ! ไม่ใช่เพียงเมล็ดเดียว อีกสี่ห้าลูกลอยตามมาติด ๆ บางลูกกระเด็นกระดอนตกใส่ตำรา ทิ้งรอยเปื้อนเล็ก ๆ ไว้บนกระดาษ กวนอูหรี่ตา ชำเลืองมองไปทางหน้าต่าง แต่ก็ไม่พบสิ่งใดนอกจากผ้าม่านที่สะบัดเบา ๆ กับระเบียงว่างเปล่าทว่าที่ปลายหางตา…เขาเห็นเงาอะไรบางอย่างเคลื่อนผ่านไปรวดเร็ว
“นี่ รบกวนผู้อื่นมันไม่ดีนะ” เขาไม่ไล่ตาม ทำเพียงแค่เตือนใครคนนั้นด้วยเสียงนิ่งๆ ก่อนจะกลับไปอ่านม้วนตำราต่อแม้ใจจะเริ่มขุ่น
แต่ไม่นาน…
ปึ่ก! ปึ่ก! ปึ่ก!
ฝูงเมล็ดท้อรอบใหม่ นับได้ไม่ต่ำกว่าสิบเมล็ดร่วงใส่เขาอีกครั้งแบบไม่ปรานี! ‘แบบนี้มันมากเกินไป!’ เขาคิดได้ด้วยเหลืออด ก่อนจะลุกขึ้นแล้วรีบวิ่งตามผู้ก่อการที่กำลังวิ่งหนี …แล้วมันก็เป็นคนที่เขาคิดเอาไว้จริงๆ ด้วยเจ้าของเรือนผมดำขลับที่ปล่อยยาวไม่ทำการผูกมัดหรือประดับใดๆ เธอผู้นั้นซึ่งเป็นลูกสาวของท่านอาจารย์กำลังวิ่งหนีพร้อมๆ กับส่งเสียงหัวเราะคิกคักแบบไม่กลัวคนที่ไล่ตามมาเลย
…และนี่คือกิจวัตรเช้าในวันว่างที่ไม่สงบของว่าที่แม่ทัพใหญ่แห่งจ๊กก๊ก กับลูกสาวเจ้าบ้านที่ไม่มีใครเอาอยู่ได้นอกจากพี่กวนคนเดียว.
“กลับมาเดี๋ยวนี้เลย อาแช!” เด็กหนุ่มแซ่กวนตะโกนไล่หลัง “แกล้งกันแบบนี้ข้าไม่สนุกนะ! คอยดูเถอะข้าจะฟ้องท่านอาจารย์ อยากจะรู้นักว่าเจ้าจะโดนตีมั้ย!” อาแชได้ยินก็นึกขำเพราะแต่ไหนแต่ไรมานางไม่เคยถูกบิดาดุด่าว่าตีเลย ถ้านางทำสิ่งใดไม่ควรก็มีแต่ถูกบิดาเรียกไปว่ากล่าวตักเตือนด้วยถ้อยคำอ่อนโยนที่แฝงไปด้วยความหนักแน่น ซึ่งคนทั่วไปที่ทราบก็คงมองว่านางเป็นลูกสาวที่ถูกตามใจจนเสียนิสัยเป็นแน่
…ส่วนที่นางแกล้งปาเมล็ดท้อใส่น่ะรึ? จะอะไรเสียอีกเล่าท่านทั้งหลาย ในวัยเยาว์เช่นนั้น ใครเล่าจะไม่เคยกระทำเรื่องพิเรนทร์ๆ หรือแอบร้ายกาจแบบไม่ตั้งใจ? มันเป็นธรรมดาของวัยเด็กนั่นแหละ… ที่หัวใจยังใสบริสุทธิ์ รอยยิ้มยังเป็นเรื่องง่ายดาย และเสียงหัวเราะยังคงดังลั่นได้โดยไม่ต้องมีเหตุผลอันสลับซับซ้อนเหมือนเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่
อาแชเองก็แค่…อยากให้ “พี่กวน” หันมามองนางบ้างก็เท่านั้นเอง…
เมื่อวิ่งแล้วก็มิอาจจับไล่ได้ทันเพราะเจ้าหล่อนวิ่งอย่างรวดเร็วปานพายุหนีหายไปเสียแล้ว กวนอูก็ทำตามที่ตนได้ขู่ไว้นั่นคือนำเรื่องที่อาแชแกล้งตนไปแจ้งท่านอาจารย์ …วันนี้ไม่มีการเรียนการสอนของเหล่าเด็กๆ ในชุมชนนี้ และท่านอาจารย์ก็กำลังเอนหลังนอนกลางวันบนตั่งไม้ในห้องนั่งเล่น นับว่าหนทางในการแจ้งเรื่องนี้สะดวกโยธินเลยทีเดียว
“ท่านอาจารย์ ศิษย์ขออภัยที่รบกวนท่าน ข้ามีเรื่องที่ต้องแจ้ง” เสียงเรียกสุภาพของกวนอูดังก้องขึ้นในห้องนั่งเล่นที่เงียบสงบ ท่านโฮปินผู้เป็นเจ้าของเรือนซึ่งกำลังเอนหลังกึ่งนอนกึ่งหลับอยู่บนตั่งไม้ ได้ยินเข้าก็พลันขยับกาย หาวหนึ่งทีด้วยท่าทีง่วงงุน ก่อนจะลืมตาและหันมามองลูกศิษย์ที่ยืนรออยู่ด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“มีอะไรรึกวนอู? ว่ามาซิ”
“อาแชรบกวนข้าเมื่อหัววันด้วยการปาเมล็ดท้อใส่ข้าขอรับ”
โฮปินมีท่าทีแปลกใจทันทีที่ได้ยินแต่ก็คลี่ยิ้ม ก่อนที่จะตอบกลับไปว่า “เรื่องนี้เองรึ? ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วยนะที่ลูกสาวของข้าไปรบกวนเจ้า เอาเป็นว่าข้าจะจัดการยัยหนูด้วยตัวข้าเองก็แล้วกัน” ว่าจบโฮปินก็ลุกขึ้น สวมรองเท้าแล้วเดินไปอีกทาง
กวนอูคิดในใจว่าว่า ‘อาแชเอ๋ย ได้โดนตีแน่ละคราวนี้’ ทว่าเขาก็รู้ตัวว่าตนคิดผิดถนัดเมื่อตอนที่ตนเดินไปแอบดูแล้วพบว่า…โฮปินผู้พ่อทำแค่เพียงเรียกตัวบุตรสาวให้มานั่งตักแล้วพูดคุยตักเตือนก็เท่านั้น “อาแชลูกพ่อ กวนอูมาบอกพ่อว่าเจ้าปาเมล็ดท้อใส่เขา เรื่องจริงรึเปล่า?”
“พี่กวนแจ้งเรื่องนี้หรือเจ้าคะ?” น้ำเสียงเด็กน้อยร้อนรนเหมือนคนกลัวความผิด แต่บิดาก็พูดต่อไป
“บอกพ่อมาเถิด”
“จริงเจ้าค่ะ”
โฮปินถอนใจเบาๆ ราวกับว่าหนักใจแต่ก็ยิ้มอ่อนให้ลูกแล้วถาม” นึกอะไรถึงไปแกล้งเขาเล่า?” อาแชได้ยินนึกไม่นานก็ตอบไปทันควัน “ข้าอยากชวนพี่กวนให้มาเล่นกับข้าแต่ข้าไม่รู้ว่าจะเรียกยังไง พี่กวนวันๆ เอาแต่อ่านตำรากับช่วยงานในเรือนของเรา ข้าจะทักทายพี่เขาก็ไม่ยักกะทักกลับหรือสนใจข้าซะที” คำตอบที่ซื่อตรงนี้ทำเอากวนอูที่ยืนหลบอยู่แทบกลั้นยิ้มไม่ไหว ความโกรธเคืองในอกพลันปลิวหายเป็นปลิดทิ้ง เหลือไว้เพียงแต่ความอ่อนโยนที่อบอวลขึ้นมาแทน
“อาแชเอ๋ย การที่เจ้าอยากผูกมิตรและอยากเล่นกับพี่เขาไม่ผิด แต่การที่เจ้าปาเมล็ดท้อใส่เขานั่นแหละผิด” น้ำเสียงโฮปินเริ่มมีความหนักแน่นแต่ไม่กระโชกโฮกฮากเกินไปจนสูญเสียความอ่อนโยน ฝ่ายอาแชที่นั่งฟังก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี “แต่ข้าไม่ได้ไปทำร้ายหรือรังแกพี่กวนนะท่านพ่อ”
“ถึงไม่มีเจตนาจะมุ่งร้าย แต่เขาก็ไม่ชอบนี่ พ่อพอจะเดาออกนะว่าก่อนที่กวนอูจะมาบอกเรื่องนี้กับพ่อ…พวกเจ้าสองคนคงวิ่งไล่จับกันวุ่นสิท่า”
“ท่านพ่อรู้…”
ฝ่ายโฮปินที่เห็นท่าทีบุตรสาวก็อมยิ้มเอ็นดูก่อนจะเอื้อมมือลูบหัวนางเบาๆ ก่อนจะพูดสั่งสอนต่อให้จบ “ทีหลังอยากจะคุยหรือเล่นกับพี่เขาก็ขอดีๆ สิ อ้อ…พี่เขาอยู่นั่นล่ะ ไป ไปขอโทษให้เรียบร้อย อย่าทำแบบนี้อีกล่ะเข้าใจมั้ย” อาแชหันตามทิศที่บิดาชี้จึงเห็นเด็กหนุ่มแซ่กวนซึ่งแก่กว่านางห้าปีที่กำลังยืนอยู่ไม่ไกล นางก็ลุกเดินไปหาแล้วโค้งตัวเป็นเชิงขอโทษก่อนจะรีบวิ่งไปเล่นทีอื่นพร้อมเสียงหัวเราะซึ่งกังวานใสราวกระดิ่งเงิน
เป็นพ่อและลูกที่ประหลาดพิกลนัก! กวนอูคิดแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรกับอาจารย์ จึงได้แต่หลีกออกไปทางอื่นเสีย…
ค่ำคืนนั้น บนที่นอนในเรือนพักเล็ก ๆ กวนอูนอนพลิกไปพลิกมาอยู่พักใหญ่ ในใจยังครุ่นคิดถึงเหตุการณ์เมื่อกลางวัน เขาไม่เข้าใจนัก ว่าทำไมโฮปินจึงไม่เคยใช้ไม้เรียวกับลูกสาว แต่ยิ่งคิดไป ก็ยิ่งพบว่าคำของท่านอาจารย์นั้น…เป็นคำสอนที่ลึกซึ้งนัก
“หากเรามิเคยถูกตี เพราะเราไม่เคยทำผิด แล้วเหตุใดเด็กน้อยผู้นี้…จึงจะไม่สามารถเติบโตมาเป็นคนดีได้โดยไม่ต้องถูกตีเช่นกัน?”
คิดได้เช่นนั้น เขาก็ยิ้มบางๆ ก่อนจะหลับตาลง พร้อมรอยยิ้มแรกแห่งการเรียนรู้ในบ้านใหม่นี้…