เข้าสู่ระบบคนในครอบครัวหานนั้นซับซ้อนพอสมควร หานเหวินหงมีพี่น้องทั้งหมด 7 คน ชายสี่หญิงสอง และตัวเขาเป็นคนสุดท้องของบ้านหาน พี่ชายคนโตคือ ‘หานเหวินต้า’ พี่ชายรอง ‘หานเหวินเอ๋อ’ พี่ชายสาม ‘หานเหวินซาน’ พี่สาวคนที่สี่ชื่อ ‘หานเหวินซือ’ พี่สาวคนที่ห้าคือ ‘หานเหวินอวี่’ ส่วนพี่ชายคนที่หกคือ ‘หานเหวินเหลียว’
หานเหวินหงคือลูกสาวสุดท้องคนที่ 7 ลูกชายคนสุดท้องที่เกิดตอนพ่อแม่เริ่มแก่แล้ว ก็เลยไม่ได้รับการตั้งชื่อตามลำดับตัวเลขเหมือนพี่ ๆ น้อง ๆ แต่ได้ชื่อว่าหานเหวินหงแทน
หานเหวินต้าอายุ 41 ปี แต่งงานมีลูกด้วยกัน 4 คนเป็นชายสาม หญิงหนึ่ง ลูกสาวคนโตชื่อ ‘หานโส่วอวี่’ แต่งงานออกเรือนไปแล้ว มีลูกหนึ่งคน หานเหวินต้าได้กลายเป็นคุณตาอย่างเป็นทางการแล้ว ลูกชายคนแรกของเขาชื่อ ‘หานโส่วกั๋ว’ คนที่สองชื่อ ‘หานโส่วเจีย’ คนสุดท้องชื่อ ‘หานโส่วปิ้ง’ ตอนนี้หานโส่วกั๋วอายุ 20 ปีแล้ว กำลังเตรียมตัวจะแต่งงานในปีนี้
หานเหวินเอ๋อ วัย 38 ปี แต่งงานมีลูกสามคนเช่นกัน ลูกชายคนโตชื่อ ‘หานโส่วฮา’ ลูกสาวคนกลางชื่อ ‘หานโส่วชุ่ย’ และลูกชายคนเล็กชื่อ ‘หานโส่วไห่’ แม้หานโส่วฮาจะเป็นลูกชายของพี่ชายรอง แต่เขาคือหลานชายคนแรกของตระกูลหาน
แม้ว่าพี่สะใภ้รองจะแต่งเข้าบ้านช้ากว่าพี่สะใภ้ใหญ่ แต่...พี่สะใภ้รองท้องก่อนพี่สะใภ้ใหญ่ โส่วฮาจึงกลายเป็นหลานชายคนแรกของตระกูลหาน ด้วยเหตุนี้...หานโส่วฮาจึงอายุมากกว่าหานโส่วกั๋วหนึ่งปี เมื่อปีที่แล้ว...หานโส่วฮาแต่งงาน ปีนี้ก็มีลูกสาวคนแรก ถือว่าเป็นเหลนสาวคนแรกของตระกูลหานอีกคน
ลูกชายคนรองอย่างหานเหวินเอ๋อ กลายเป็นคุณปู่ก่อนพี่ชายใหญ่หานเหวินต้าเสียอีก ไม่ว่ายังไง...ทั้งสองคนก็ได้เลื่อนขั้นเป็นปู่กันทั้งคู่ พูดถึงบ้านพี่ชายคนที่สามหานเหวินซานแล้ว ปีนี้อายุ 36 ปี เขาแต่งงานมีลูกถึง 4 คน เรียงจากคนโตหาคนเล็ก ‘หานโส่วมู่’, ‘หานโส่วหลิน’, ‘หานโส่วเซิน’ และคนสุดท้ายคือลูกสาวชื่อ ‘หานโส่วซิ่ว’
ส่วนพี่สาวคนที่สี่หานเหวินซือและพี่สาวคนที่ห้าหานเหวินอวี่ เป็นฝาแฝด ทั้งสองแต่งงานออกเรือนแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องพูดถึง หานเหวินเหลียวพี่ชายคนที่หกกับภรรยาชีวิตดูเรียบง่ายกว่าพี่น้องคนอื่น ๆ พวกเขามีลูกแค่ 2 คน หญิงหนึ่งชายหนึ่ง ลูกสาวชื่อ ‘หานโส่วเฟย’ ส่วนลูกชายคนเล็กชื่อ ‘หานโส่วกัง’
ภรรยาของหานเหวินเหลียวสุขภาพไม่ค่อยดี หลังจากคลอดหานโส่วกัง ร่างกายก็อ่อนแอลงมาก หลายปีผ่านไปก็ยังไม่มีลูกคนที่ 3 สักที ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะตระกูลหานนั้น มีหลานชายมากพอที่จะสืบสกุลแล้ว
ยุคสมัยนี้...เวลามีเรื่องทะเลาะกัน มักจะเรียกพี่น้องมาช่วย ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องแท้ ๆ หรือลูกพี่ลูกน้อง ย่อมต้องพึ่งพากันได้ ส่วนคนสุดท้องของบ้านก็คือหานเหวินหง มีลูกสองคน ลูกชายคนโตชื่อ ‘หานโส่วฟง’ (ต้าเป่า) , คนเล็กชื่อ ‘หานโส่วฮวน’ (เอ้อร์เป่า)
มีลูกหลานเยอะขนาดนี้ พ่อกับแม่ของเหวินหงอายุไม่น้อยแล้ว พ่อกับแม่ของเขาอายุเท่า ๆ กัน ปีนี้พวกท่านอายุ 58 ปีแล้ว พ่อกับแม่เหวินหง แต่งงานกันเมื่อตอนอายุ 16 และมีลูกชายคนโตหานเหวินต้าตอนอายุ 17 ในยุคนี้...ถือว่าเป็นเรื่องปกติทั่วไป ไม่ได้แปลกใหม่อะไร
แม้อายุท่านทั้งสองจะมากแล้ว แต่สุขภาพของท่านทั้งสองก็ยังแข็งแรงดี เช้านี้...แม่ของเหวินหานกำลังยืนอยู่หน้าบ้าน ป้อนโจ๊กใส่ไข่ให้หลานชายคนเล็กเอ้อร์เป่ากินอย่างใจเย็น ส่วนต้าเป่าหรือหานโส่วฟง ลูกชายคนโตของจิ้นอิ๋ง ตื่นแต่เช้า กินข้าวเสร็จแล้วก็วิ่งออกไปเล่นกับเพื่อน ๆ
“เอ้อร์เป่า เด็กดีของย่า กินเยอะ ๆ นะลูก กินเสร็จแล้วจะได้ไปเก็บผักป่ากับย่า เที่ยงนี้...ย่าจะทำเกี๊ยวอร่อย ๆ ให้กินนะลูก”
กุ้ยฮวาเอ่ยปลอบหลานชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เต็มไปด้วยความรักความห่วงใย เอ้อร์เป่าอายุเพิ่งจะ 1 ขวบ แต่ก็เริ่มฟังผู้ใหญ่รู้เรื่องบ้างแล้ว ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่ชอบกินโจ๊กไข่เท่าไหร่ กินช้ามาก กว่าจะกลืนได้แต่ละคำก็ใช้เวลานาน
ครู่นั้น...ยายข้างบ้านซึ่งก็กำลังป้อนข้าวหลานตัวเองอยู่เหมือนกัน พอเห็นกุ้ยฮวาต้องมานั่งป้อนแล้วปลอบหลานอย่างนั้น ก็อดแขวะไม่ได้
“เอ้อร์เป่าหลานเธอนี่กินยากไปหน่อยไหม ? มีโจ๊กใส่ไข่ให้กินแล้วแท้ ๆ ยังไม่ยอมกินอีก ดูหลานฉันสิ...แค่โจ๊กมันเทศยังยิ้มไม่หุบเลย หลานฉันไม่เรื่องมากเหมือนหลานเธอหรอกนะ กินหมดก็อ้าปากรอกินคำต่อไปทันที”
กุ้ยฮวาเหยียดยิ้มมุมปาก ก่อนจะเอ่ยบอกออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
“จะเหมือนกันได้ยังไงล่ะ เอ้อร์เป่าของฉันโตในเมือง ได้รับการเลี้ยงดูแบบลูกหลานในเมืองก็ต้องถูกเอาใจเป็นธรรมดา ไม่เหมือนหลานเธอเกิดมาก็ลำบากแล้ว ให้เอ้อร์เป่าหลานฉันกินแค่โจ๊กมันเทศน่ะเหรอ ? ไม่มีทางหรอก หลานฉันชอบกินเนื้อ ส่วนโจ๊กไข่ก็แค่มื้อธรรมดากินเล่นแค่นั้นแหละ”
ยายข้างบ้านถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ทำหน้าบึ้งแล้วหันไปบ่นกับเพื่อนบ้านอีกคนด้วยน้ำเสียงไม่พอใจแทน
“ลืมไปแล้วรึไงว่าไม่กี่ปีก่อนเรายังอด ๆ อยาก ๆ กันอยู่เลย โจ๊กมันเทศยังแทบจะไม่มีจะกิน นี่เพิ่งจะลืมตาอ้าปากได้ไม่เท่าไหร่ก็เริ่มลำพอง มีลูกสะใภ้โตในเมืองหน่อยก็ทำเป็นยกยอปอปั้น คงหวังจะย้ายไปอยู่ในเมืองตอนแก่ล่ะสิท่า !!” เพื่อนบ้านอีกคนพูดเสริมขึ้นมาทันทีว่า
“จริงด้วย กุ้ยฮวารักหลานไม่เท่ากัน หวงลูกของเหวินหงเหมือนทอง หลานคนอื่น ๆ กลับมองข้าม ลูกทั้งสองของเหวินหงได้กินไข่ไก่ทุกวัน ส่วนหลานคนอื่น ๆ ได้กินแค่น้ำข้าว เป็นย่าประสาอะไร ทำกับหลานตัวเองได้ลงคอ”
“กุ้ยฮวาน่ะ เป็นคนชอบสร้างภาพมาตั้งแต่สาว ๆ แล้ว ชอบเอาใจลูกสะใภ้เพราะอยากจะย้ายไปอยู่ในเมืองน่ะสิ แต่ลูกสะใภ้กลับไม่เห็นหัว เดือนนึงกลับมาที แถมกลับมาก็ไม่เคยซื้ออะไรติดไม้ติดมือมาด้วยเลย”
“แต่ก็ส่งเงินให้ตั้ง 3 หยวนนะ ไม่ใช่น้อย ๆ เลยนะ ไข่ไก่ 1ชั่งราคา 3 เหมา 3 หยวนซื้อไข่ไก่ได้ตั้ง 10 ซั่ง ฉันไม่แปลกใจเลยที่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าจะมีไข่กินทุกวัน”
“จริงสิ แล้วกุ้ยฮวาลำเอียงยังไง ? ลูกชายคนโตแยกบ้านแล้วไม่ใช่หรือ ? อีกอย่าง...ตามธรรมเนียมบ้านเราก็รู้กันอยู่ว่าสุดท้ายแล้วพ่อกับแม่ก็ต้องอยู่กับลูกคนสุดท้อง ในอนาคตกุ้ยฮวากับหานจิ้งต้องย้ายไปอยู่กับเหวินหงในเมืองอยู่แล้ว ไม่เห็นแปลกเลยที่กุ้ยฮวาจะช่วยลูกสะใภ้เลี้ยงหลาน แม่ไก่ที่เลี้ยงไว้ ไว้เอาไข่ไก่ให้หลานกินไม่ใช่หรือ ? กุ้ยฮวากับหานจิ้งยังไม่กล้ากินไข่พวกนั้นเลย ฉันไม่เห็นแปลกเลยนะ ก็ปกตินี่”
หญิงวัยกลางคนที่เคยทำแบบเดียวกันกับกุ้ยฮวาออกโรงปกป้องทันที ในความคิดของตน สิ่งที่กุ้ยฮวาทำอยู่ไม่ได้ผิดอะไรเลย มันเป็นเรื่องปกติของบ้านที่มีลูกหลายคนต่างหาก
“เรื่องแบบนี้เรียกว่าปกติได้ยังไง ? เธอไม่เห็นหรือไงว่าภรรยาของเหวินเหลียวไม่พอใจขนาดไหน” อีกคนพูดแทรก
“ภรรยาเหวินเหลียวจะไม่พอใจอะไรนักหนา ? เรื่องพวกนี้เกี่ยวอะไรกับภรรยาเหวินเหลียวล่ะ ? ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็ไม่ได้กินไข่ไก่จากบ้านนั้นสักหน่อย ลูกชายรองของกุ้ยฮวาแยกเรือนตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ ?” เพื่อนบ้านอีกคนสวนกลับทันควัน
เมื่อก่อน…ตอนที่มี่อวี้ยังใช้ชีวิตอยู่กับจางเซิ่ง หล่อนเคยขนของจากบ้านเขาไปไม่น้อย พอได้ข่าวว่า…ตอนนี้จางเซิ่งหายดีแล้ว ขาที่เคยหักก็กลับมาเดินได้ปกติ และเขายังกลับไปทำงานขับรถได้ แบบนี้...ถ้าคิดจะกลับไปแต่งงานใหม่กับเขา ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ อย่างไร…จางเซิ่งก็เคยรักหล่อนมาก ทั้งสองยังมีลูกสาวด้วยกันอีกหนึ่งคนถ้าเป็นคนอื่น…คงคิดว่าจางเซิ่งต้องกลับไปหามี่อวี้แน่ ๆ เพราะแบบนี้…บ้านหยางก็ได้พาญาติ ๆ แห่ไปดักรอสามีมี่อวี้ที่หน้าบ้าน อ้างว่ามาทวงความยุติธรรม สุดท้าย…ก็ทำเรื่องหย่ากับสามีคนที่สองได้สำเร็จ หลังจากนั้น…แม่ของมี่อวี้ก็ได้ส่งมี่อวี้กลับไปที่บ้านจางเซิ่ง ยังแนะนำให้มี่อวี้โยนความผิดเรื่องหย่าร้างทั้งหมดให้ครอบครัวหยาง บอกว่า…หล่อนโดนแม่บังคับให้แต่งงานกับคนอื่นแม้แต่แม่หยางเองก็รู้สึกเสียดายลูกเขยอย่างจางเซิ่ง แต่หลังจากเห็นว่าจางเซิ่งจริงใจขนาดไหน ถึงได้รู้ว่า…คนดี ๆ อย่างจางเซิ่งหาได้ไม่ง่าย มี่อวี้ผ่านอะไรมามาก ก็มองครอบครัวถูเปลี่ยนไปต่างจากเดิม หล่อนเริ่มคิดถึงจางเซิ่ง ชายผู้เคยดูแลหล่อนอย่างทะนุถนอมราวกับของมีค่า แม่บอกให้หล่อนตามสืบเรื่องของจางเซิ่งว่าเขาเลิกงานกี่โมง แล
โม่หวังเฉิง…ปีนี้เพิ่งอายุ 18 เขากำลังนั่งรถไฟเพื่อเดินทางเข้ากองทัพ ระหว่างที่เผลอหลับอยู่บนรถไฟนั้น เขากลับฝันเห็นตัวเองในวัย 12 อีกครั้ง ในฝัน…เขากลับไปเป็นเด็กชายที่ยังไร้เดียงสา ความคิดยังไม่โตเต็มวัย ยังเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมว่าตัวเองยิ่งใหญ่รองจากสวรรค์ ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เขาทำไม่ได้เขาในวัยนั้นเคยเดินตามกลุ่มเพื่อนที่มีพฤติกรรมไม่ดี ทำเรื่องเลวร้ายโดยเข้าใจว่าตัวเองทำเพื่อความถูกต้อง ตอนแรก…เขาก็ยังมีความกลัวอยู่บ้าง แต่เมื่อคบกับพวกนั้นนานเข้า ก็ค่อย ๆ เรียนรู้พฤติกรรมไม่ดีและเริ่มเลียนแบบ เขาทำเรื่องผิดมากมาย และยังคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องด้วยซ้ำแล้วสุดท้ายเป็นยังไงน่ะเหรอ ? เขาถูกแทงเข้าอย่างจัง แม้จะไม่เสียชีวิตในตอนนั้น แต่เพราะก่อเรื่องไว้มาก ในที่สุด…ก็ต้องตกเป็นผู้ต้องหา ถูกส่งเข้าคุก และจบชีวิตลงในนั้น ความฝันนั้นสมจริงเหมือนเคยเกิดขึ้นมาก่อน พอเขาสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก หัวใจยังเต้นแรงอยู่เลย ภาพในฝันยังคงชัดเจนจนเขารู้สึกกลัวแม้จะลืมตาแล้วตอนนี้เขาอายุ 18 แล้ว ช่วงหลายปีที่ผ่านมา…ทางบ้านก็ดีขึ้น และเขาเองก็ใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น รูปร่างสูงถึง 182 เซนติเมตร หน
“ฉันรักคุณนะ ฉันจะพาครอบครัวเราย้ายไปอยู่ที่ปักกิ่งค่ะ”วันต่อมา…จิ้นอิ๋งตื่นแต่เช้ามืด ก่อนจะไปตามหาโส่วเจียที่แผนกซ่อมบำรุง นี่คือการเดินทางครั้งใหม่ของเธอ เป็นเส้นทางที่เธอเลือกเอง และเธอจะพาคู่หูของเธอติดตามเธอไปทุกที่ โส่วเจียจะได้เปิดหูเปิดตา และเส้นทางข้างหน้า คืออนาคตของทุกคน…หมู่บ้านอู่ซิง…นับเป็นทีมผลิตที่ก้าวหน้าเร็วที่สุดในอำเภอ เดิมที…ที่นี่เป็นแค่หมู่บ้านเล็ก ๆ ไม่ได้โดดเด่นอะไร จะบอกว่าดีก็ไม่มีจุดแข็ง จะบอกว่าแย่ก็ไม่ถึงขนาดนั้น ชาวบ้านก็แค่ทำงานขยันขันแข็ง พอประทังชีวิตไปวัน ๆ แต่ในเวลาเพียงไม่กี่ปี หมู่บ้านอู่ซิงกลับกลายเป็นที่รู้จักทั้งอำเภอทุกครั้งที่มีการประชุมประจำอำเภอ หัวหน้าหมู่บ้านอู่ซิงจะได้ขึ้นเวทีใหญ่ พูดปลุกขวัญและให้กำลังใจชาวบ้าน หัวหน้าหมู่บ้านจากหมู่บ้านอื่นที่ไม่ค่อยถูกชะตากับเขา พอเห็นเขายืนอย่างสง่าผ่าเผย ใบหน้าเปี่ยมพลัง กลับรู้สึกไม่ชอบขี้หน้า แต่…ลึก ๆ ก็อดชื่นชมไม่ได้ เพราะพวกเขาเองก็อยากได้โอกาสนั้นบ้าง ทว่า…ไม่มีผลงานอย่างเขา ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดีหลายปีที่ผ่านมา…รายได้หลักของหมู่บ้านอู่ซิงมาจากผักป่า พวกเขารู้จักวิธีเก็บและดูแลอย่างเป็นระบบ
หัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยบอกพลางอธิบายว่า เขาเองเก็บไว้เล่มหนึ่ง และสะใภ้ใหญ่ของบ้านหานก็เก็บไว้อีกหนึ่งเล่ม ส่วนเรื่องรายรับรายจ่ายนั้น โส่วไห่เป็นคนบันทึกไว้ แต่…สมุดบัญชีสะใภ้ใหญ่จะเป็นคนเก็บไว้ ซึ่งก็ไม่แปลก…เพราะตอนนี้ฟาร์มไก่ อยู่ภายใต้การดูแลของเหล่าสะใภ้บ้านหาน จินอิ๋งก็ไม่ได้พูดอะไรอีก แค่ยืนฟังเฉย ๆหลังจากคุยเรื่องสำคัญกับหัวหน้าหมู่บ้านเสร็จ เธอกับน้าฟางก็พากันเดินออกมา เธอบอกให้น้าฟางกลับบ้านไปก่อน ส่วนเธอเองจะแวะไปหาพวกพี่สะใภ้ที่บ้านหานก่อน แต่…พอมาถึงไม่เห็นมีใครอยู่บ้านเลย เธอหันไปเห็นโส่วชุ่ยเด็กหญิงตัวน้อยลูกของพี่ชายสาม กำลังนั่งเล่นอยู่“โส่วชุ่ย” จิ้นอิ๋งเอ่ยเรียก โส่วชุ่ยอายุ 7 ขวบ แต่…เป็นเด็กหัวไว ฉลาดมาก ทำงานบ้านเป็นแล้ว หนูน้อยชอบอาสะใภ้เล็กคนนี้มาก พอเห็นจิ้นอิ๋งมาหาก็รีบวิ่งเข้าไปหา“อาสะใภ้เล็กมาแล้วเหรอคะ”“ใช่จ้ะ อากลับมาดูงานน่ะ” จิ้นอิ๋งคลี่ยิ้มแล้วล้วงเอาลูกอมในกระเป๋าออกมาให้โส่วชุ่ย“ทุกคนอยู่ที่ฟาร์มไก่กันเหรอ ?” โส่วชุ่ยมีท่าทางเขินอายเล็กน้อย แต่…ก็ยื่นมือมารับลูกอมไป“ค่ะ พ่อกับแม่หนูก็อยู่ที่นั่นค่ะ”“อายังไม่รู้เลยว่าฟาร์มไก่อยู่ตรงไหน หนูพาอาไปที
สำหรับจิ้นอิ๋งแล้ว…จางเซิ่งคือเพื่อนร่วมงานของเหวินหงก็จริง แต่…ถ้าจะให้มาเป็นสามีของพี่สาวเธอยังมีอีกหลาย ๆ อย่างที่ยังไม่ชัดเจนและน่าสงสัยอยู่ เพราะฉะนั้น…การแต่งงานครั้งที่สองของพี่สาวเธอจะพังพินาศไม่ได้ ต้องเลือกให้ดี ดูให้แน่ใจเสียก่อนหลังจากอาบน้ำเสร็จ…จิ้นอิ๋งก็เดินออกมาจากโรงอาบน้ำ เห็นสามพ่อลูกกำลังรอเธออยู่พอดี เธอเอาตะกร้าเสื้อผ้าที่ใส่แล้วแขวนไว้บนรถจักรยานก่อนจะขึ้นนั่งแล้วปั่นกลับบ้านไปด้วยกัน ตอนนี้ฟ้าก็เริ่มมืดมากแล้ว ระหว่างทางกลับบ้าน ต้าเป่าก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า“พ่อครับ คืนนี้ผมกับเอ้อร์เป่าจะนอนกับแม่ พ่อห้ามอุ้มผมกับน้องไปนอนที่ห้อง ย่านะครับ”“อืม” พอได้คำตอบที่ต้องการ ต้าเป่าก็ยิ้มร่า แล้วก็เริ่มเล่าเรื่องที่โรงเรียนให้พ่อกับแม่ฟัง จิ้นอิ๋งเช็ดผมไปพลางฟังลูกเล่าเรื่องที่โรงเรียนไปด้วย ปกติแล้ว…สองพี่น้องมักจะเข้านอนเร็ว แต่…เพราะคืนนี้แม่กลับมา สองพี่น้องจึงยังไม่นอน เวลาล่วงเลยมาถึงสามทุ่มต้าเป่าเอ้อร์เป่าถึงยอมนอนทั้งสองห่างกันนาน เหมือนยิ่งจุดไฟในหัวใจคู่สามีภรรยา ทั้งคู่ต่างโหยหากันและกัน แต่…เต็มเปี่ยมไปด้วยความร้อนแรงจนเผลอลืมไปว่า ยังมีเจ้าก
เหล่าพี่น้องบ้านหาน พอรู้เรื่องก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะถึงพ่อแม่เด็กจะถูกขับไล่ออกจากตระกูล แต่…โส่วกังก็ยังเป็นหลานแท้ ๆ และปู่ก็ยังเป็นปู่แท้ ๆ ของเขา จะปล่อยให้หลานตัวเองถอนหญ้ากินประทังชีวิตได้ยังไง ส่วนเรื่องที่เหวินเหลียวแอบขโมยเงินไปเล่นพนันจนหมดตัวนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะจัดการได้ง่าย ๆ เพราะสะใภ้หกยืนกรานให้เขาเอาเงินมาคืน ไม่อย่างนั้น…เรื่องนี้จบไม่สวยแน่แต่ละวันมีแต่เรื่องให้ปวดหัว ไม่มีแม้แต่นาทีเดียวที่บ้านจะสงบ เช้าวันนั้น…เหวินเหลียวทุบข้าวของในบ้านก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกจากบ้านไป ส่วนสะใภ้หก… ร้องไห้จนน้ำตาแห้ง ได้แต่นั่งมองบ้านที่กลายเป็นเศษซากขยะ และในหัวก็หวนนึกถึงคำเตือนของแม่ตัวเอง‘ลูกดูตัวเองตอนนี้สิ กลายเป็นอะไรไปแล้วก็ไม่รู้ ถ้ามันทนไม่ไหวจริง ๆ ก็หย่ากับไอ้เหวินเหลียวซะเถอะ อย่าไปใช้ชีวิตกับผู้ชายเฮงซวยพรรค์นั้นเลย อดมื้อกินมื้อยังไม่พอ ยังมาถูกมันซ้อมอีก อีกอย่าง…ลูกก็ตัดขาดกลับบ้านหานแล้วไม่ใช่หรือ ? จะทนใช้ชีวิตอยู่กับไอ้เหวินเหลียวอีกทำไม ?’ตอนแรก…สะใภ้หกก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่…คำพูดของแม่หล่อนกลับผุดเข้ามาในหัวไม่หยุดหย่อน บางความคิดก็ไม่อาจสลัดมันทิ้งได้ แ







