LOGINตอนที่จิ้นอิ๋งปั่นจักรยานกลับมาถึงหมู่บ้าน ก็เจอเข้ากับกลุ่มป้า ๆ ข้างบ้านที่กำลังยืนเม้ากันอยู่ตามเคย
“อ้าว ~นั่นใช่จิ้นอิ๋งภรรยาเหวินหงไหม ? วันนี้กลับมาเยี่ยมลูกหรือ ? ปกติรอวันหยุดกลางเดือนถึงกลับมาเยี่ยมลูกไม่ใช่หรือ ?” ป้าจางที่สนิทกับกุ้ยฮวารีบทักทันทีเมื่อเห็นจิ้นอิ๋ง
“สวัสดีค่ะป้าจาง พอดีเพื่อนร่วมงานหนูติดธุระ เลยสลับวันหยุดกับหนู วันนี้ก็เลยได้กลับมาบ้านเร็วค่ะ” จิ้นอิ๋งตอบกลับด้วยรอยยิ้มสุภาพ
“อ้อ ~อย่างนี้นี่เอง งั้นรีบกลับบ้านเลยนะ แม่สามีเธอกำลังจะพาเอ้อร์เป่าออกไปเก็บผักป่าอยู่ ไม่รู้ว่าออกไปกันแล้วหรือยัง” ป้าจางพูดด้วยท่าทางเป็นมิตร
“งั้นหนูไปก่อนนะคะ ถ้าป้าจางว่าง แวะไปนั่งเล่นที่บ้านได้นะคะ แล้วก็ทุกคนที่นี่ด้วย ถ้าว่างก็แวะไปดื่มชาที่บ้านหนูนะ”
พูดจบ...จิ้นอิ๋งก็ปั่นจักรยานไปที่บ้านหาน สำหรับเธอแล้ว...การกลับบ้านครั้งนี้ก็เหมือนปกติทั่วไป แต่สำหรับกลุ่มป้า ๆ ข้างบ้านถึงกับอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ
“ฉันนึกว่าฉันตาฝาดไปนะเนี่ย คนที่ชอบดูถูกคนอื่นอย่างจิ้น อิ๋ง จะพูดดีกับเราจริง ๆ หรือ ?”
“เธอไม่ได้ตาฝาดไปหรอก เมื่อกี้คือจิ้นอิ๋งเมียของเหวินหงจริง ๆ”
“ฉันก็นึกว่าจิ้นอิ๋งจะทำเป็นไม่เห็นเรา แล้วเดินผ่านไปเฉย ๆ ซะอีก”
“จิ้นอิ๋งไม่ได้แย่เหมือนที่พวกเธอว่ากันหรอก เมื่อคราวก่อนฉันไปเปลี่ยนไข่ที่สหกรณ์ ข้อเท้าฉันแพลงเดินไม่ได้ จิ้นอิ๋งเป็นคนพาฉันไปส่งที่ศูนย์อนามัยของตำบลเลยนะ” ป้าจางพูดขึ้นอย่างอดไม่ได้
“เรื่องเกิดตอนไหน ? เมื่อไหร่ ? ทำไมฉันไม่เห็นรู้เรื่องอะไรเลย” บรรดาเหล่าป้า ๆ เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้วป้าจางก็เริ่มเล่าเหตุการณ์วันนั้นให้ฟังอย่างละเอียด
ทางด้านจิ้นอิ๋ง...พอปั่นจักรยานมาถึงหน้าบ้าน ก็เห็นแม่สามีกำลังอุ้มเอ้อร์เป่าออกมาพอดี มือหนึ่งถือกระบุง ดูท่าคงเตรียมจะออกไปเก็บผักป่า
“อิงอิง มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ลูก ?” กุ้ยฮวายิ้มกว้าง ท่าทางแลดูดีใจมาก
“หนูสลับเวรกะกับเพื่อนค่ะ วันนี้เลยได้กลับก่อน แม่จะออกไปไหนเหรอคะ ?”
ระหว่างทางมาที่นี่...จิ้นอิ๋งเตรียมใจยอมรับความจริงเรียบร้อยแล้ว เรียกแม่สามีว่าแม่ เธอไม่ได้รู้สึกอึดอัดเลย ในทางกลับกัน...เธอกลับรู้สึกดีมาก กุ้ยฮวาดีใจจนเห็นได้ชัด เพราะเมื่อก่อน...ลูกสะใภ้คนนี้ไม่เคยเรียกตนว่าแม่เลยสักครั้ง ปกติก็เรียกแบบขอไปที ไม่ชัดเจนสักครั้ง แต่ตอนนี้กลับเอ่ยปากเรียกอย่างเต็มเสียงว่าแม่ ทำให้กุ้ยฮวารู้สึกว่า...ตราบใดที่ตนทำตัวเป็นแม่สามีที่ดี วันหนึ่งลูกสะใภ้ก็จะมองเห็นความหวังดีของตนเอง
“แม่เห็นว่าวันนี้อากาศดี เลยอยากพาเอ้อร์เป่าไปเก็บผักป่าน่ะ ช่วงนี้ผักป่ากำลังหอม กินอร่อย เอ้อร์เป่าก็ชอบกินด้วย อิงอิงลูก หนูเข้าบ้านไปพักก่อนเถอะ ปั่นจักรยานมาคงเหนื่อยมากสิท่า เดี๋ยวแม่ไปรินน้ำให้นะ”
กุ้ยฮวาเอ่ยบอกพลางเปิดประตูบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แล้วเดินไปหยิบน้ำให้ลูกสะใภ้ด้วยความเอาใจใส่ จิ้นอิ๋งยืนอยู่ข้าง ๆ รู้สึกเขินเล็กน้อยกับความอบอุ่นที่ได้รับจากแม่สามี เธอจูงจักรยานเข้าบ้าน นำไปเก็บไว้หลังบ้านเรียบร้อยก่อนจะเดินกลับเข้ามาข้างใน แล้วช่วยอุ้มเอ้อร์เป่า จิ้นอิ๋งมองดูลูกชายในอ้อมแขน เด็กที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเธอ
หานเอ้อร์เป่ามองหน้าแม่แล้วก็ยิ้มแฉ่งออกมาอย่างมีความสุข จิ้นอิ๋งอดยิ้มตามไม่ได้ เธอถามเจ้าตัวเล็กเบา ๆ ว่า
“ยังจำแม่ได้ไหมลูก ?”
“จำได้สิ จะลืมได้ยังไง แม่คุยกับเอ้อร์เป่าทุกวันเลย เอ้อร์เป่า เรียกแม่สิลูก” กุ้ยฮวาถือถุงน้ำตาลเดินกลับมาจะชงน้ำให้ลูกสะใภ้ดื่ม
“แม่~” เสียงใส ๆ ของเอ้อร์เป่าดังขึ้น เรียกคำว่าแม่อย่างไร้เดียงสา เสียงน่ารักน่าเอ็นดูทำให้หัวใจดวงน้อย ๆ ของจิ้นอิ๋งเกือบจะละลาย
“เอ้อร์เป่าช่างน่ารักจริง ๆ เลย” จิ้นอิ๋งก้มลงหอมแก้มลูกชายเบา ๆ รู้สึกได้ถึงความรักที่ผูกพันในสายเลือด ถึงแม้เธอจะไม่ได้เป็นคนคลอดเขามาด้วยตัวเอง แต่เพียงแค่ได้อุ้มครั้งแรก เธอก็รู้สึกถึงความอบอุ่น รู้สึกได้ถึงความผูกพันอย่างประหลาด และเอ้อร์เป่าก็สัมผัสได้ถึงความรักจากแม่อย่างชัดเจน เด็กน้อยยิ้มกว้างมากขึ้นอย่างมีความสุข
“อิงอิง มานี่ มาดื่มน้ำก่อนลูก” กุ้ยฮวาพูดพลางยื่นแก้วน้ำให้จิ้นอิ๋งรับแก้วน้ำมาด้วยรอยยิ้มหวาน พอรู้ว่าแม่สามีแอบใส่น้ำตาลลงไปด้วย เธอก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้
“แม่ไม่ต้องลำบากขนาดนี้ก็ได้ค่ะ ทุกครั้งที่หนูกลับมา แม่ก็ต้องชงน้ำตาลให้แบบนี้ หนูไม่ใช่คนนอกสักหน่อย”
น้ำตาลขาวในยุคนี้ถือว่าเป็นของหายากมาก แต่แม่สามีก็มักจะเก็บไว้อย่างดีเสมอ ที่สำคัญคือ...การจะหาซื้อน้ำตาลได้ต้องไปซื้อถึงที่อำเภอ แล้วยังต้องใช้คูปองน้ำตาลอีกต่างหาก สำหรับคนที่ทำไร่ทำนาอย่างแม่สามี ไม่มีเวลาไปซื้อของพวกนี้ที่อำเภอหรอก
จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหานเหวินหง ที่แอบซื้อน้ำตาลไว้ให้แม่เขา แต่ละเดือนเขาส่งเงินให้เธอไม่น้อย เขาน่าจะมีเงินเก็บส่วนตัวอยู่บ้าง เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จิ้นอิ๋งไม่อยากพูดถึง ปล่อยผ่านไปก่อนก็ได้ แต่...ต่อแต่นี้ไป เธอจะเป็นคนจัดการเรื่องพวกนี้เอง จะไม่ให้เขาแอบซื้อของพวกนี้ให้ครอบครัวเขาอีก
กุ้ยฮวาได้ยินคำพูดของลูกสะใภ้ก็ยิ่งรู้สึกอบอุ่นในใจ ทำไมวันนี้ลูกสะใภ้ตนถึงดูอ่อนโยนต่างไปจากเดิมนะ ?
“เมื่อก่อน...เพื่อนร่วมงานหนูยังเคยบ่นกับหนูเลยนะคะ ว่าอิจฉาหนูที่มีแม่สามีดี แม่สามีของเพื่อนหนูไม่ช่วยเพื่อนหนูเลี้ยงดูลูกเลย ทำให้เธอไม่มีสมาธิทำงาน คิดเลขผิด ชั่งของก็ผิด ส่งของให้ลูกค้าผิดตลอด แต่หนูน่ะโชคดีมาก ที่มีแม่คอยช่วยดูแลเจ้าสองแสบ ทำให้หนูมีสมาธิทำงาน ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง”
“หนูกลับมาคิดดูแล้ว มันก็จริงนะคะ สองสามปีมานี้...ถ้าไม่มีแม่คอยช่วย หนูคงแย่ไปแล้ว ก่อนหน้านี้หนูอาจจะมีอะไรที่ทำไม่ถูกไปบ้าง แม่อย่าเก็บมาใส่ใจเลยนะคะ ต่อแต่นี้ไป...หนูกับพี่เหวิน หงจะดูแลพ่อกับแม่อย่างดีเลยค่ะ”
จิ้นอิ๋งพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ สำหรับเธอแล้ว...แค่คำพูดอย่างเดียวไม่พอ ในฐานะลูกสะใภ้ เธอจะต้องทำให้แม่สามีเห็น กุ้ยฮวาได้ยินแบบนั้นก็ยิ่งดีใจ ยิ้มจนตาหยี
“ไม่เป็นไรอิงอิง หนูกับเหวินหงก็มีงานของตัวเองอยู่ แม่เป็นย่าของต้าเป่า เอ้อร์เป่า หน้าที่ดูแลหลานเป็นหน้าที่ที่แม่ต้องทำอยู่แล้ว”
“แม่ลำบากมามากแล้ว” จิ้นอิ๋งส่งยิ้มหวาน ก่อนจะอุ้มเอ้อร์เป่าไว้ในอ้อมแขน
“เพราะแบบนี้...วันนี้หนูเลยตั้งใจเอาคูปองเนื้อไปซื้อของมาฝากแม่กับพ่อค่ะ ของอยู่ในตะกร้านะคะ แม่ลองเปิดดูสิ”
“ซื้อเนื้อมาทำไมอิงอิง ?” ถึงจะถามออกไปแบบนั้น...แต่ในใจก็อดรู้สึกปลื้มไม่ได้ กุ้ยฮวาคิดว่าลูกสะใภ้น่าจะซื้อเนื้อมาครึ่งชั่ง (ประมาณ 250 กรัม) ก็นับว่าดีมากแล้ว แต่พอเปิดผ้าคลุมตะกร้าออกเท่านั้นแหละ กุ้ยฮวาถึงกับตกใจดวงตาเบิกกว้าง ด้านในมีมันหมูชิ้นใหญ่ ยังมีเนื้อแดงอีกเล็กน้อยปะปนอยู่ด้วย
“อะไรกัน ? หนูซื้อเนื้อมาทำอะไรลูก ?” กุ้ยฮวาตกใจจนพูดติดอ่าง จิ้นอิ๋งคลี่ยิ้ม ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“หนูอุตส่าห์ใช้เส้นสายคนรู้จักซื้อเลยนะคะแม่ ถึงได้เนื้อพวกนั้นมา พ่ออายุ 58 แล้ว ยังต้องออกแรงทำนาทุกวัน ถ้าไม่ได้กินของดี ๆ เลย ร่างกายจะไม่ไหวเอาได้นะคะ หนูเลยตั้งใจซื้อมาเยอะหน่อยค่ะ เวลาทำกับข้าวจะได้มีรสเนื้อบ้าง อย่างน้อยก็มีกลิ่นมีรสชาตินิด ๆ หน่อย ๆ ก็ยังดี”
คำพูดนั้นทำเอากุ้ยฮวาซาบซึ้งอย่างมาก กุ้ยฮวาอุ้มเนื้อสองชิ้นเข้าครัวไป แล้วแบ่งมันหมูออกครึ่งหนึ่ง เพราะชิ้นที่ได้มานั้นมีถึง 2 ชั่ง (ประมาณ 1 กิโลกรัม) ใช้เพียงครึ่งเดียวก็พอแล้ว
หลังจากกลับมาถึงบ้าน...จิ้นอิ๋งก็ไม่ได้ครุ่นคิดอะไรมากนัก เธอเข้าใจดีว่า พ่อกับแม่รักลูกชายมากก็เพราะทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อลูกชายเพียงคนเดียว แต่ถึงจะรักมากแค่ไหน คนเป็นพ่อแม่ก็คงหวังว่าลูกชายจะกตัญญูตอบแทนตนบ้าง ถ้าหากลูกชายไม่รู้จักเห็นใจหรือใส่ใจพ่อแม่จริง ๆ ล่ะก็ หัวอกของคนเป็นพ่อแม่คงไม่มีวันที่จะรู้สึกสบายใจได้เลยแต่การจะเปลี่ยนความคิดของพวกท่านในทันทีนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และอาจให้ผลในทางตรงกันข้ามด้วยซ้ำ จิ้นอิ๋งจึงเลือกที่จะไม่เร่งรีบ เธอรู้ว่า...การค่อย ๆ ปรับทีละนิดอย่างพอดีจึงจะได้ผล เธอได้หว่านเมล็ดเล็ก ๆ ลงบนผืนดินแห่งความคิดของแม่แล้ว ตอนนี้...ก็แค่รอวันมันเติบโตขึ้นมาเท่านั้นเองจากนั้น...จิ้นอิ๋งก็ใช้ชีวิตตามปกติ ไปทำงาน กลับบ้าน และในระหว่างนั้น...เธอก็เริ่มสอบถามรายละเอียดของสถานรับเลี้ยงเด็กใกล้โรงงานผลิตยาสีฟันที่เธอทำงานอยู่ ค่าเล่าเรียนเดือนละ 2 หยวน ซึ่งก็ไม่น้อยเลยในยุคนี้ แต่ถ้าเพิ่มเงินอีก 1 หยวน เด็กจะสามารถกินข้าวกลางวันและนอนกลางวันที่โรงเรียนได้เลย ตอนกลางวันไม่ต้องกลับบ้าน กลับบ้านทีเดียวตอนเย็นจิ้นอิ๋งรู้สึกว่า...แบบนี้เหมาะมากกับการให้ต้าเป่าไปเ
เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก ที่แม่ของจิ้นอิ๋งจะเอ่ยปากเชิญลูกเขยมาร่วมโต๊ะอาหารถึงที่บ้าน ดูท่าว่าความพยายามของจิ้น อิ๋งในการแสดงความใส่ใจและอ่อนน้อมจะไม่สูญเปล่า“อีกสองสามวันค่ะแม่ พอเขากลับมา หนูจะพาเขามาทานข้าวที่บ้านเรานะคะ” จิ้นอิ๋งเอ่ยบอกพร้อมรอยยิ้มละมุน แต่แฝงด้วยไหวพริบ“หนูไม่ให้เขามาทานข้าวที่บ้านเราฟรี ๆ โดยไม่มีอะไรติดไม้ติดมือมาด้วยหรอกนะคะ หนูจะซื้อของกลับมาฝากแม่แน่นอนค่ะ”ประโยคนั้น...ทำให้แม่ของจิ้นอิ๋งยิ้มออกมาอย่างมีความสุข แม้จะไม่ได้เอ่ยปากชม แต่ในแววตาคู่นั้นฉายชัดว่าภูมิใจในตัวลูกสาวคนนี้มากแค่ไหนหลังจากที่คุยกันเสร็จ...จิ้นอิ๋งก็ได้ถามถึงความเป็นอยู่ของพี่สาวคนโต ส่วนน้องสาวคนเล็กยังคงทำงานอยู่ในเมือง ยังไม่ได้แต่งงาน ส่วนน้องชายคนเล็ก ‘โม่หวังเฉิง’ ก็กำลังจะกลับมาจากโรงเรียนในอีกไม่กี่นาทีต่อจากนี้ ไม่ทันไร...เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาถึงหน้าประตู เด็กชายอวบอ้วนคนหนึ่งวิ่งเข้ามาในบ้านด้วยสีหน้าระรื่น“แม่~ ผมขอเงินหน่อย ผมอยากเข้ากลุ่ม” หวังเฉิงเข้ามาในบ้านก็รีบวิ่งมาขอเงินแม่“กลุ่มอะไรของลูก ?”“แม่ไม่เข้าใจหรอก ที่โรงเรียนจะตั้งกลุ่มเคลื่อนไหวครับแม
เดิมทีจิ้นอิ๋งก็ไม่ได้ตั้งใจจะนำไก่ย่างมาด้วย แต่เมื่อนึกได้ว่าคนที่เธอจะนำของไปให้คือแม่แท้ ๆ ของเจ้าของร่างเดิม ก็ต้องจำใจนำไก่ย่างติดไม้ติดมือมาด้วย ในยุคที่ผู้คนยังต้องกินข้าวคลุกเกลือ ร่างกายอ่อนแรงเพราะอดมื้อกินมื้อ เธอทำเป็นไม่สนใจใยดีไม่ได้หรอกนะ จะปล่อยให้ผู้เป็นแม่อดอยากไม่มีเนื้อสัตว์กินได้ยังไงทว่า...จิ้นอิ๋งกลับคาดไม่ถึงว่าแม่จะพูดว่า “เก็บไว้ให้น้องชายลูกกินดีกว่า”จิ้นอิ๋งถึงกับอึ้งตะลึงงัน ในใจแอบคิด...นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ? แม้ภายในใจจะเดือดปุด ๆ ราวน้ำมันเดือดบนกระทะ แต่จิ้นอิ๋งกลับยังคงรอยยิ้มไว้บนใบหน้า พูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า“แม่ หนูเคยพูดกับแม่แล้วไม่ใช่เหรอคะ ? ผู้หญิงที่แต่งงานออกเรือนไปแล้วยังไม่ลืมครอบครัวตัวเองมีไม่กี่คนหรอกค่ะ หนูพูดถูกใช่ไหม ?”แม่ของจิ้นอิ๋งไม่ชอบที่เธอพูดแบบนั้น แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ แล้วเอ่ยขึ้นว่า“มันคือหน้าที่ของลูกไง แม่อุตส่าห์เลี้ยงลูกมาจนโต จะไม่ตอบแทนเลยก็คงไม่ถูก” จิ้นอิ๋งยังคงยิ้ม พลางพยักหน้าเบา ๆ“แม่พูดถูกค่ะ หนูเองก็อยากตอบแทนให้ดีที่สุดเหมือนกันตลอดหลายปีที่ผ่านมา...แม่ลองคิดดูสิคะ ว่าหนูทำอะไรให้
จิ้นอิ๋งหัวเราะเบา ๆ ทว่า...ความขมขื่นในดวงตาของเธอกลับชัดเจนยิ่งกว่าแววตาใด“พี่หงฮา ทำไมอยู่ดี ๆ พี่ถึงพูดเรื่องฉันขึ้นมาล่ะคะ ?”“ก็พี่เห็นน่ะสิ” หงฮาวางของในมือลง พลางถอนหายใจแรง“เวลาเห็นเธอกับสามีอยู่ด้วยกัน มันดูแปลก ๆ ยังไงก็ไม่รู้ มันไม่เหมือนสามีภรรยาทั่วไป เหมือนคนสองคนที่แค่อยู่ร่วมบ้านเดียวกันเท่านั้น ไม่ได้มีอะไรผูกพันกันเลย เหมือนต่างคนต่างอดทนใช้ชีวิตไปวัน ๆ มากกว่า”หงฮวาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจเต็มเปี่ยมว่า“แต่พูดตรง ๆ นะจิ้นอิ๋ง พี่ว่าเหวินหงเป็นผู้ชายที่ดีคนหนึ่งเลยนะ ยุคนี้จะหาคนอย่างเหวินหงได้จากที่ไหน ถ้าเธอปล่อยเขาหลุดมือไป เธอหาผู้ชายดี ๆ อย่างเขาไม่ได้อีกแล้วนะ” จิ้นอิ๋งถอนหายใจยาว ดวงตาพลันหม่นแสง“พี่เข้าใจผิดแล้วค่ะ ฉันก็อยากมีชีวิตที่ดีกับเขาเหมือนกันนะ เรามีลูกด้วยกันตั้งสองคน จะไม่อยากมีชีวิตดี ๆ ด้วยกันได้ยังไงเล่า แต่ปัญหาคือ...เขาไม่เคยแสดงความรักให้ฉันได้เห็นเลยน่ะสิ”จิ้นอิ๋งหัวเราะเบา ๆ เสียงนั้นแผ่วราวลม แต่นัยน์ตากลับหม่นเศร้า“เขากลับบ้านมาก็ไม่เคยแตะต้องตัวฉันเลยสักครั้ง มันเหมือนกับว่า...พอมีลูกชายสองคนแล้ว ก็ถือว่าครบแล
หวังเจี้ยนกั๋วกลับมาที่บ้านของตัวเอง บ้านหลังเล็กนี้มีลานบ้านกว้างขวาง คือที่พักอาศัยซึ่งเขาเป็นเจ้าของโดยชอบธรรมแต่ในอดีต...บ้านหลังนี้คือสถานที่ที่เขากับจิ้นอิ๋งชาวบ้านแจ้งทางการให้มาจับตัวไปในข้อหาทำเรื่องผิดศีธรรมในตอนนั้น...เขายังหนีรอดออกมาได้ ส่วนจิ้นอิ๋ง...ถูกจับกุมแล้วทนความอัปยศไม่ไหว จึงเลือกจบชีวิตตัวเองลงอย่างเงียบงันหลายปีต่อมา...เขาได้เดินทางไปสร้างตัวที่ฮ่องกง เมื่อกลับมายังแผ่นดินแม่ในฐานะชาวจีนโพ้นทะเล เขาถึงทราบเรื่องการตายของจิ้นอิ๋งความรู้สึกผิดฝังแน่นในใจของเขานับแต่นั้นมา หากวันนั้นเขาไม่ปล่อยมือเธอ เดินหนีไปด้วยกัน บางที...เธออาจจะยังมีชีวิตอยู่ก็ได้ ถึงจะไม่สุขสมบูรณ์ แต่อย่างน้อย...ก็ไม่ใช่จุดจบแบบนั้น เพราะเหตุนี้เอง...ชีวิตในชาตินี้เขาจึงตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะพาจิ้นอิ๋งติดตามเขาไปฮ่องกงให้ได้เร็ว ๆ นี้...กำลังจะมีนโยบายใหม่ถูกประกาศลงมาสถานการณ์ภายในประเทศจะสั่นคลอนยิ่งขึ้น เขาจึงต้องรีบขยับ เดินทางให้เร็วที่สุดก่อนที่จะสายเกินไปวันนี้...ที่เขาอดรนทนไม่ไหวต้องรีบไปหาจิ้นอิ๋ง ก็เพราะความทรงจำในอดีตหวนคืนมาอย่างหนัก แต่...สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็คือ จิ้น อ
หลี่หงฮวากับหวังเจี้ยนกั๋วเป็นเพื่อนบ้านกัน พอเจอหน้าก็พูดคุยกันอย่างสนิทสนมอยู่พักหนึ่ง ส่วนจิ้นอิ๋ง….เมื่อเห็นเขาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบก้มหน้าก้มตาทำงานในทันทีผู้ชายคนนี้…เธอควรหลีกให้ไกลที่สุดถึงจะดี แต่คนอย่างหวังเจี้ยนกั๋ว กลับไม่ปล่อยให้เธอเมินเฉยได้ง่าย ๆ เขาเดินเข้ามาพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล“คนสวยครับ รบกวนชั่งลูกกวาดให้ผมครึ่งชั่งหน่อยครับ” จิ้นอิ๋งไม่ได้ตอบอะไร นอกจากหยิบถุงมาแล้วลงมือชั่งอย่างเงียบ ๆ พอเจี้ยนกั๋วรับถุงไป ก็ทำทีเป็นรีบร้อนเลื่อนมือมาดูนาฬิกา เผยให้เห็นนาฬิกาข้อมือราคาแพงที่ส่งตรงมาจากเซี่ยงไฮ้ แสดงถึงถานะทางบ้านว่ามีหน้ามีตาแค่ไหนในยุคนี้“จ่ายเงินด้วยค่ะ” หวังเจี้ยนกั๋วยื่นเงินส่งให้ พร้อมรอยยิ้มอบอุ่นที่มีนัยแฝง“ผมดูเหมือนคนที่ไม่มีความรับผิดชอบเหรอครับ ?” สายตาเขาแน่นิ่งแต่ลึกซึ้ง คล้ายมีเสน่ห์ที่ชวนให้หลงใหล หากเป็นจิ้นอิ๋งคนเดิมคงเผลอหวั่นไหวไปแล้ว แต่ตอนนี้…เธอไม่ใช่จิ้นอิ๋งคนนั้น คนที่เคยผิดพลาดเพราะในอดีต…หลังจากที่จิ้นอิ๋งยอมตกลงมีอะไรกับเขา พวกเขาก็ถูกจับได้และถูกประณามอย่างรุนแรง จิ้นอิ๋งทนแรงกดดันไม่ไหว สุดท้ายจึงจบชีวิตลงด้วยความสิ้นหวังส่วนเ







