LOGINตอนที่จิ้นอิ๋งปั่นจักรยานกลับมาถึงหมู่บ้าน ก็เจอเข้ากับกลุ่มป้า ๆ ข้างบ้านที่กำลังยืนเม้ากันอยู่ตามเคย
“อ้าว ~นั่นใช่จิ้นอิ๋งภรรยาเหวินหงไหม ? วันนี้กลับมาเยี่ยมลูกหรือ ? ปกติรอวันหยุดกลางเดือนถึงกลับมาเยี่ยมลูกไม่ใช่หรือ ?” ป้าจางที่สนิทกับกุ้ยฮวารีบทักทันทีเมื่อเห็นจิ้นอิ๋ง
“สวัสดีค่ะป้าจาง พอดีเพื่อนร่วมงานหนูติดธุระ เลยสลับวันหยุดกับหนู วันนี้ก็เลยได้กลับมาบ้านเร็วค่ะ” จิ้นอิ๋งตอบกลับด้วยรอยยิ้มสุภาพ
“อ้อ ~อย่างนี้นี่เอง งั้นรีบกลับบ้านเลยนะ แม่สามีเธอกำลังจะพาเอ้อร์เป่าออกไปเก็บผักป่าอยู่ ไม่รู้ว่าออกไปกันแล้วหรือยัง” ป้าจางพูดด้วยท่าทางเป็นมิตร
“งั้นหนูไปก่อนนะคะ ถ้าป้าจางว่าง แวะไปนั่งเล่นที่บ้านได้นะคะ แล้วก็ทุกคนที่นี่ด้วย ถ้าว่างก็แวะไปดื่มชาที่บ้านหนูนะ”
พูดจบ...จิ้นอิ๋งก็ปั่นจักรยานไปที่บ้านหาน สำหรับเธอแล้ว...การกลับบ้านครั้งนี้ก็เหมือนปกติทั่วไป แต่สำหรับกลุ่มป้า ๆ ข้างบ้านถึงกับอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ
“ฉันนึกว่าฉันตาฝาดไปนะเนี่ย คนที่ชอบดูถูกคนอื่นอย่างจิ้น อิ๋ง จะพูดดีกับเราจริง ๆ หรือ ?”
“เธอไม่ได้ตาฝาดไปหรอก เมื่อกี้คือจิ้นอิ๋งเมียของเหวินหงจริง ๆ”
“ฉันก็นึกว่าจิ้นอิ๋งจะทำเป็นไม่เห็นเรา แล้วเดินผ่านไปเฉย ๆ ซะอีก”
“จิ้นอิ๋งไม่ได้แย่เหมือนที่พวกเธอว่ากันหรอก เมื่อคราวก่อนฉันไปเปลี่ยนไข่ที่สหกรณ์ ข้อเท้าฉันแพลงเดินไม่ได้ จิ้นอิ๋งเป็นคนพาฉันไปส่งที่ศูนย์อนามัยของตำบลเลยนะ” ป้าจางพูดขึ้นอย่างอดไม่ได้
“เรื่องเกิดตอนไหน ? เมื่อไหร่ ? ทำไมฉันไม่เห็นรู้เรื่องอะไรเลย” บรรดาเหล่าป้า ๆ เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้วป้าจางก็เริ่มเล่าเหตุการณ์วันนั้นให้ฟังอย่างละเอียด
ทางด้านจิ้นอิ๋ง...พอปั่นจักรยานมาถึงหน้าบ้าน ก็เห็นแม่สามีกำลังอุ้มเอ้อร์เป่าออกมาพอดี มือหนึ่งถือกระบุง ดูท่าคงเตรียมจะออกไปเก็บผักป่า
“อิงอิง มาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่ลูก ?” กุ้ยฮวายิ้มกว้าง ท่าทางแลดูดีใจมาก
“หนูสลับเวรกะกับเพื่อนค่ะ วันนี้เลยได้กลับก่อน แม่จะออกไปไหนเหรอคะ ?”
ระหว่างทางมาที่นี่...จิ้นอิ๋งเตรียมใจยอมรับความจริงเรียบร้อยแล้ว เรียกแม่สามีว่าแม่ เธอไม่ได้รู้สึกอึดอัดเลย ในทางกลับกัน...เธอกลับรู้สึกดีมาก กุ้ยฮวาดีใจจนเห็นได้ชัด เพราะเมื่อก่อน...ลูกสะใภ้คนนี้ไม่เคยเรียกตนว่าแม่เลยสักครั้ง ปกติก็เรียกแบบขอไปที ไม่ชัดเจนสักครั้ง แต่ตอนนี้กลับเอ่ยปากเรียกอย่างเต็มเสียงว่าแม่ ทำให้กุ้ยฮวารู้สึกว่า...ตราบใดที่ตนทำตัวเป็นแม่สามีที่ดี วันหนึ่งลูกสะใภ้ก็จะมองเห็นความหวังดีของตนเอง
“แม่เห็นว่าวันนี้อากาศดี เลยอยากพาเอ้อร์เป่าไปเก็บผักป่าน่ะ ช่วงนี้ผักป่ากำลังหอม กินอร่อย เอ้อร์เป่าก็ชอบกินด้วย อิงอิงลูก หนูเข้าบ้านไปพักก่อนเถอะ ปั่นจักรยานมาคงเหนื่อยมากสิท่า เดี๋ยวแม่ไปรินน้ำให้นะ”
กุ้ยฮวาเอ่ยบอกพลางเปิดประตูบ้านด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แล้วเดินไปหยิบน้ำให้ลูกสะใภ้ด้วยความเอาใจใส่ จิ้นอิ๋งยืนอยู่ข้าง ๆ รู้สึกเขินเล็กน้อยกับความอบอุ่นที่ได้รับจากแม่สามี เธอจูงจักรยานเข้าบ้าน นำไปเก็บไว้หลังบ้านเรียบร้อยก่อนจะเดินกลับเข้ามาข้างใน แล้วช่วยอุ้มเอ้อร์เป่า จิ้นอิ๋งมองดูลูกชายในอ้อมแขน เด็กที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเธอ
หานเอ้อร์เป่ามองหน้าแม่แล้วก็ยิ้มแฉ่งออกมาอย่างมีความสุข จิ้นอิ๋งอดยิ้มตามไม่ได้ เธอถามเจ้าตัวเล็กเบา ๆ ว่า
“ยังจำแม่ได้ไหมลูก ?”
“จำได้สิ จะลืมได้ยังไง แม่คุยกับเอ้อร์เป่าทุกวันเลย เอ้อร์เป่า เรียกแม่สิลูก” กุ้ยฮวาถือถุงน้ำตาลเดินกลับมาจะชงน้ำให้ลูกสะใภ้ดื่ม
“แม่~” เสียงใส ๆ ของเอ้อร์เป่าดังขึ้น เรียกคำว่าแม่อย่างไร้เดียงสา เสียงน่ารักน่าเอ็นดูทำให้หัวใจดวงน้อย ๆ ของจิ้นอิ๋งเกือบจะละลาย
“เอ้อร์เป่าช่างน่ารักจริง ๆ เลย” จิ้นอิ๋งก้มลงหอมแก้มลูกชายเบา ๆ รู้สึกได้ถึงความรักที่ผูกพันในสายเลือด ถึงแม้เธอจะไม่ได้เป็นคนคลอดเขามาด้วยตัวเอง แต่เพียงแค่ได้อุ้มครั้งแรก เธอก็รู้สึกถึงความอบอุ่น รู้สึกได้ถึงความผูกพันอย่างประหลาด และเอ้อร์เป่าก็สัมผัสได้ถึงความรักจากแม่อย่างชัดเจน เด็กน้อยยิ้มกว้างมากขึ้นอย่างมีความสุข
“อิงอิง มานี่ มาดื่มน้ำก่อนลูก” กุ้ยฮวาพูดพลางยื่นแก้วน้ำให้จิ้นอิ๋งรับแก้วน้ำมาด้วยรอยยิ้มหวาน พอรู้ว่าแม่สามีแอบใส่น้ำตาลลงไปด้วย เธอก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้
“แม่ไม่ต้องลำบากขนาดนี้ก็ได้ค่ะ ทุกครั้งที่หนูกลับมา แม่ก็ต้องชงน้ำตาลให้แบบนี้ หนูไม่ใช่คนนอกสักหน่อย”
น้ำตาลขาวในยุคนี้ถือว่าเป็นของหายากมาก แต่แม่สามีก็มักจะเก็บไว้อย่างดีเสมอ ที่สำคัญคือ...การจะหาซื้อน้ำตาลได้ต้องไปซื้อถึงที่อำเภอ แล้วยังต้องใช้คูปองน้ำตาลอีกต่างหาก สำหรับคนที่ทำไร่ทำนาอย่างแม่สามี ไม่มีเวลาไปซื้อของพวกนี้ที่อำเภอหรอก
จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหานเหวินหง ที่แอบซื้อน้ำตาลไว้ให้แม่เขา แต่ละเดือนเขาส่งเงินให้เธอไม่น้อย เขาน่าจะมีเงินเก็บส่วนตัวอยู่บ้าง เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จิ้นอิ๋งไม่อยากพูดถึง ปล่อยผ่านไปก่อนก็ได้ แต่...ต่อแต่นี้ไป เธอจะเป็นคนจัดการเรื่องพวกนี้เอง จะไม่ให้เขาแอบซื้อของพวกนี้ให้ครอบครัวเขาอีก
กุ้ยฮวาได้ยินคำพูดของลูกสะใภ้ก็ยิ่งรู้สึกอบอุ่นในใจ ทำไมวันนี้ลูกสะใภ้ตนถึงดูอ่อนโยนต่างไปจากเดิมนะ ?
“เมื่อก่อน...เพื่อนร่วมงานหนูยังเคยบ่นกับหนูเลยนะคะ ว่าอิจฉาหนูที่มีแม่สามีดี แม่สามีของเพื่อนหนูไม่ช่วยเพื่อนหนูเลี้ยงดูลูกเลย ทำให้เธอไม่มีสมาธิทำงาน คิดเลขผิด ชั่งของก็ผิด ส่งของให้ลูกค้าผิดตลอด แต่หนูน่ะโชคดีมาก ที่มีแม่คอยช่วยดูแลเจ้าสองแสบ ทำให้หนูมีสมาธิทำงาน ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง”
“หนูกลับมาคิดดูแล้ว มันก็จริงนะคะ สองสามปีมานี้...ถ้าไม่มีแม่คอยช่วย หนูคงแย่ไปแล้ว ก่อนหน้านี้หนูอาจจะมีอะไรที่ทำไม่ถูกไปบ้าง แม่อย่าเก็บมาใส่ใจเลยนะคะ ต่อแต่นี้ไป...หนูกับพี่เหวิน หงจะดูแลพ่อกับแม่อย่างดีเลยค่ะ”
จิ้นอิ๋งพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ สำหรับเธอแล้ว...แค่คำพูดอย่างเดียวไม่พอ ในฐานะลูกสะใภ้ เธอจะต้องทำให้แม่สามีเห็น กุ้ยฮวาได้ยินแบบนั้นก็ยิ่งดีใจ ยิ้มจนตาหยี
“ไม่เป็นไรอิงอิง หนูกับเหวินหงก็มีงานของตัวเองอยู่ แม่เป็นย่าของต้าเป่า เอ้อร์เป่า หน้าที่ดูแลหลานเป็นหน้าที่ที่แม่ต้องทำอยู่แล้ว”
“แม่ลำบากมามากแล้ว” จิ้นอิ๋งส่งยิ้มหวาน ก่อนจะอุ้มเอ้อร์เป่าไว้ในอ้อมแขน
“เพราะแบบนี้...วันนี้หนูเลยตั้งใจเอาคูปองเนื้อไปซื้อของมาฝากแม่กับพ่อค่ะ ของอยู่ในตะกร้านะคะ แม่ลองเปิดดูสิ”
“ซื้อเนื้อมาทำไมอิงอิง ?” ถึงจะถามออกไปแบบนั้น...แต่ในใจก็อดรู้สึกปลื้มไม่ได้ กุ้ยฮวาคิดว่าลูกสะใภ้น่าจะซื้อเนื้อมาครึ่งชั่ง (ประมาณ 250 กรัม) ก็นับว่าดีมากแล้ว แต่พอเปิดผ้าคลุมตะกร้าออกเท่านั้นแหละ กุ้ยฮวาถึงกับตกใจดวงตาเบิกกว้าง ด้านในมีมันหมูชิ้นใหญ่ ยังมีเนื้อแดงอีกเล็กน้อยปะปนอยู่ด้วย
“อะไรกัน ? หนูซื้อเนื้อมาทำอะไรลูก ?” กุ้ยฮวาตกใจจนพูดติดอ่าง จิ้นอิ๋งคลี่ยิ้ม ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“หนูอุตส่าห์ใช้เส้นสายคนรู้จักซื้อเลยนะคะแม่ ถึงได้เนื้อพวกนั้นมา พ่ออายุ 58 แล้ว ยังต้องออกแรงทำนาทุกวัน ถ้าไม่ได้กินของดี ๆ เลย ร่างกายจะไม่ไหวเอาได้นะคะ หนูเลยตั้งใจซื้อมาเยอะหน่อยค่ะ เวลาทำกับข้าวจะได้มีรสเนื้อบ้าง อย่างน้อยก็มีกลิ่นมีรสชาตินิด ๆ หน่อย ๆ ก็ยังดี”
คำพูดนั้นทำเอากุ้ยฮวาซาบซึ้งอย่างมาก กุ้ยฮวาอุ้มเนื้อสองชิ้นเข้าครัวไป แล้วแบ่งมันหมูออกครึ่งหนึ่ง เพราะชิ้นที่ได้มานั้นมีถึง 2 ชั่ง (ประมาณ 1 กิโลกรัม) ใช้เพียงครึ่งเดียวก็พอแล้ว
เมื่อก่อน…ตอนที่มี่อวี้ยังใช้ชีวิตอยู่กับจางเซิ่ง หล่อนเคยขนของจากบ้านเขาไปไม่น้อย พอได้ข่าวว่า…ตอนนี้จางเซิ่งหายดีแล้ว ขาที่เคยหักก็กลับมาเดินได้ปกติ และเขายังกลับไปทำงานขับรถได้ แบบนี้...ถ้าคิดจะกลับไปแต่งงานใหม่กับเขา ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ อย่างไร…จางเซิ่งก็เคยรักหล่อนมาก ทั้งสองยังมีลูกสาวด้วยกันอีกหนึ่งคนถ้าเป็นคนอื่น…คงคิดว่าจางเซิ่งต้องกลับไปหามี่อวี้แน่ ๆ เพราะแบบนี้…บ้านหยางก็ได้พาญาติ ๆ แห่ไปดักรอสามีมี่อวี้ที่หน้าบ้าน อ้างว่ามาทวงความยุติธรรม สุดท้าย…ก็ทำเรื่องหย่ากับสามีคนที่สองได้สำเร็จ หลังจากนั้น…แม่ของมี่อวี้ก็ได้ส่งมี่อวี้กลับไปที่บ้านจางเซิ่ง ยังแนะนำให้มี่อวี้โยนความผิดเรื่องหย่าร้างทั้งหมดให้ครอบครัวหยาง บอกว่า…หล่อนโดนแม่บังคับให้แต่งงานกับคนอื่นแม้แต่แม่หยางเองก็รู้สึกเสียดายลูกเขยอย่างจางเซิ่ง แต่หลังจากเห็นว่าจางเซิ่งจริงใจขนาดไหน ถึงได้รู้ว่า…คนดี ๆ อย่างจางเซิ่งหาได้ไม่ง่าย มี่อวี้ผ่านอะไรมามาก ก็มองครอบครัวถูเปลี่ยนไปต่างจากเดิม หล่อนเริ่มคิดถึงจางเซิ่ง ชายผู้เคยดูแลหล่อนอย่างทะนุถนอมราวกับของมีค่า แม่บอกให้หล่อนตามสืบเรื่องของจางเซิ่งว่าเขาเลิกงานกี่โมง แล
โม่หวังเฉิง…ปีนี้เพิ่งอายุ 18 เขากำลังนั่งรถไฟเพื่อเดินทางเข้ากองทัพ ระหว่างที่เผลอหลับอยู่บนรถไฟนั้น เขากลับฝันเห็นตัวเองในวัย 12 อีกครั้ง ในฝัน…เขากลับไปเป็นเด็กชายที่ยังไร้เดียงสา ความคิดยังไม่โตเต็มวัย ยังเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมว่าตัวเองยิ่งใหญ่รองจากสวรรค์ ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เขาทำไม่ได้เขาในวัยนั้นเคยเดินตามกลุ่มเพื่อนที่มีพฤติกรรมไม่ดี ทำเรื่องเลวร้ายโดยเข้าใจว่าตัวเองทำเพื่อความถูกต้อง ตอนแรก…เขาก็ยังมีความกลัวอยู่บ้าง แต่เมื่อคบกับพวกนั้นนานเข้า ก็ค่อย ๆ เรียนรู้พฤติกรรมไม่ดีและเริ่มเลียนแบบ เขาทำเรื่องผิดมากมาย และยังคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องด้วยซ้ำแล้วสุดท้ายเป็นยังไงน่ะเหรอ ? เขาถูกแทงเข้าอย่างจัง แม้จะไม่เสียชีวิตในตอนนั้น แต่เพราะก่อเรื่องไว้มาก ในที่สุด…ก็ต้องตกเป็นผู้ต้องหา ถูกส่งเข้าคุก และจบชีวิตลงในนั้น ความฝันนั้นสมจริงเหมือนเคยเกิดขึ้นมาก่อน พอเขาสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก หัวใจยังเต้นแรงอยู่เลย ภาพในฝันยังคงชัดเจนจนเขารู้สึกกลัวแม้จะลืมตาแล้วตอนนี้เขาอายุ 18 แล้ว ช่วงหลายปีที่ผ่านมา…ทางบ้านก็ดีขึ้น และเขาเองก็ใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น รูปร่างสูงถึง 182 เซนติเมตร หน
“ฉันรักคุณนะ ฉันจะพาครอบครัวเราย้ายไปอยู่ที่ปักกิ่งค่ะ”วันต่อมา…จิ้นอิ๋งตื่นแต่เช้ามืด ก่อนจะไปตามหาโส่วเจียที่แผนกซ่อมบำรุง นี่คือการเดินทางครั้งใหม่ของเธอ เป็นเส้นทางที่เธอเลือกเอง และเธอจะพาคู่หูของเธอติดตามเธอไปทุกที่ โส่วเจียจะได้เปิดหูเปิดตา และเส้นทางข้างหน้า คืออนาคตของทุกคน…หมู่บ้านอู่ซิง…นับเป็นทีมผลิตที่ก้าวหน้าเร็วที่สุดในอำเภอ เดิมที…ที่นี่เป็นแค่หมู่บ้านเล็ก ๆ ไม่ได้โดดเด่นอะไร จะบอกว่าดีก็ไม่มีจุดแข็ง จะบอกว่าแย่ก็ไม่ถึงขนาดนั้น ชาวบ้านก็แค่ทำงานขยันขันแข็ง พอประทังชีวิตไปวัน ๆ แต่ในเวลาเพียงไม่กี่ปี หมู่บ้านอู่ซิงกลับกลายเป็นที่รู้จักทั้งอำเภอทุกครั้งที่มีการประชุมประจำอำเภอ หัวหน้าหมู่บ้านอู่ซิงจะได้ขึ้นเวทีใหญ่ พูดปลุกขวัญและให้กำลังใจชาวบ้าน หัวหน้าหมู่บ้านจากหมู่บ้านอื่นที่ไม่ค่อยถูกชะตากับเขา พอเห็นเขายืนอย่างสง่าผ่าเผย ใบหน้าเปี่ยมพลัง กลับรู้สึกไม่ชอบขี้หน้า แต่…ลึก ๆ ก็อดชื่นชมไม่ได้ เพราะพวกเขาเองก็อยากได้โอกาสนั้นบ้าง ทว่า…ไม่มีผลงานอย่างเขา ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดีหลายปีที่ผ่านมา…รายได้หลักของหมู่บ้านอู่ซิงมาจากผักป่า พวกเขารู้จักวิธีเก็บและดูแลอย่างเป็นระบบ
หัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยบอกพลางอธิบายว่า เขาเองเก็บไว้เล่มหนึ่ง และสะใภ้ใหญ่ของบ้านหานก็เก็บไว้อีกหนึ่งเล่ม ส่วนเรื่องรายรับรายจ่ายนั้น โส่วไห่เป็นคนบันทึกไว้ แต่…สมุดบัญชีสะใภ้ใหญ่จะเป็นคนเก็บไว้ ซึ่งก็ไม่แปลก…เพราะตอนนี้ฟาร์มไก่ อยู่ภายใต้การดูแลของเหล่าสะใภ้บ้านหาน จินอิ๋งก็ไม่ได้พูดอะไรอีก แค่ยืนฟังเฉย ๆหลังจากคุยเรื่องสำคัญกับหัวหน้าหมู่บ้านเสร็จ เธอกับน้าฟางก็พากันเดินออกมา เธอบอกให้น้าฟางกลับบ้านไปก่อน ส่วนเธอเองจะแวะไปหาพวกพี่สะใภ้ที่บ้านหานก่อน แต่…พอมาถึงไม่เห็นมีใครอยู่บ้านเลย เธอหันไปเห็นโส่วชุ่ยเด็กหญิงตัวน้อยลูกของพี่ชายสาม กำลังนั่งเล่นอยู่“โส่วชุ่ย” จิ้นอิ๋งเอ่ยเรียก โส่วชุ่ยอายุ 7 ขวบ แต่…เป็นเด็กหัวไว ฉลาดมาก ทำงานบ้านเป็นแล้ว หนูน้อยชอบอาสะใภ้เล็กคนนี้มาก พอเห็นจิ้นอิ๋งมาหาก็รีบวิ่งเข้าไปหา“อาสะใภ้เล็กมาแล้วเหรอคะ”“ใช่จ้ะ อากลับมาดูงานน่ะ” จิ้นอิ๋งคลี่ยิ้มแล้วล้วงเอาลูกอมในกระเป๋าออกมาให้โส่วชุ่ย“ทุกคนอยู่ที่ฟาร์มไก่กันเหรอ ?” โส่วชุ่ยมีท่าทางเขินอายเล็กน้อย แต่…ก็ยื่นมือมารับลูกอมไป“ค่ะ พ่อกับแม่หนูก็อยู่ที่นั่นค่ะ”“อายังไม่รู้เลยว่าฟาร์มไก่อยู่ตรงไหน หนูพาอาไปที
สำหรับจิ้นอิ๋งแล้ว…จางเซิ่งคือเพื่อนร่วมงานของเหวินหงก็จริง แต่…ถ้าจะให้มาเป็นสามีของพี่สาวเธอยังมีอีกหลาย ๆ อย่างที่ยังไม่ชัดเจนและน่าสงสัยอยู่ เพราะฉะนั้น…การแต่งงานครั้งที่สองของพี่สาวเธอจะพังพินาศไม่ได้ ต้องเลือกให้ดี ดูให้แน่ใจเสียก่อนหลังจากอาบน้ำเสร็จ…จิ้นอิ๋งก็เดินออกมาจากโรงอาบน้ำ เห็นสามพ่อลูกกำลังรอเธออยู่พอดี เธอเอาตะกร้าเสื้อผ้าที่ใส่แล้วแขวนไว้บนรถจักรยานก่อนจะขึ้นนั่งแล้วปั่นกลับบ้านไปด้วยกัน ตอนนี้ฟ้าก็เริ่มมืดมากแล้ว ระหว่างทางกลับบ้าน ต้าเป่าก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า“พ่อครับ คืนนี้ผมกับเอ้อร์เป่าจะนอนกับแม่ พ่อห้ามอุ้มผมกับน้องไปนอนที่ห้อง ย่านะครับ”“อืม” พอได้คำตอบที่ต้องการ ต้าเป่าก็ยิ้มร่า แล้วก็เริ่มเล่าเรื่องที่โรงเรียนให้พ่อกับแม่ฟัง จิ้นอิ๋งเช็ดผมไปพลางฟังลูกเล่าเรื่องที่โรงเรียนไปด้วย ปกติแล้ว…สองพี่น้องมักจะเข้านอนเร็ว แต่…เพราะคืนนี้แม่กลับมา สองพี่น้องจึงยังไม่นอน เวลาล่วงเลยมาถึงสามทุ่มต้าเป่าเอ้อร์เป่าถึงยอมนอนทั้งสองห่างกันนาน เหมือนยิ่งจุดไฟในหัวใจคู่สามีภรรยา ทั้งคู่ต่างโหยหากันและกัน แต่…เต็มเปี่ยมไปด้วยความร้อนแรงจนเผลอลืมไปว่า ยังมีเจ้าก
เหล่าพี่น้องบ้านหาน พอรู้เรื่องก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะถึงพ่อแม่เด็กจะถูกขับไล่ออกจากตระกูล แต่…โส่วกังก็ยังเป็นหลานแท้ ๆ และปู่ก็ยังเป็นปู่แท้ ๆ ของเขา จะปล่อยให้หลานตัวเองถอนหญ้ากินประทังชีวิตได้ยังไง ส่วนเรื่องที่เหวินเหลียวแอบขโมยเงินไปเล่นพนันจนหมดตัวนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะจัดการได้ง่าย ๆ เพราะสะใภ้หกยืนกรานให้เขาเอาเงินมาคืน ไม่อย่างนั้น…เรื่องนี้จบไม่สวยแน่แต่ละวันมีแต่เรื่องให้ปวดหัว ไม่มีแม้แต่นาทีเดียวที่บ้านจะสงบ เช้าวันนั้น…เหวินเหลียวทุบข้าวของในบ้านก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกจากบ้านไป ส่วนสะใภ้หก… ร้องไห้จนน้ำตาแห้ง ได้แต่นั่งมองบ้านที่กลายเป็นเศษซากขยะ และในหัวก็หวนนึกถึงคำเตือนของแม่ตัวเอง‘ลูกดูตัวเองตอนนี้สิ กลายเป็นอะไรไปแล้วก็ไม่รู้ ถ้ามันทนไม่ไหวจริง ๆ ก็หย่ากับไอ้เหวินเหลียวซะเถอะ อย่าไปใช้ชีวิตกับผู้ชายเฮงซวยพรรค์นั้นเลย อดมื้อกินมื้อยังไม่พอ ยังมาถูกมันซ้อมอีก อีกอย่าง…ลูกก็ตัดขาดกลับบ้านหานแล้วไม่ใช่หรือ ? จะทนใช้ชีวิตอยู่กับไอ้เหวินเหลียวอีกทำไม ?’ตอนแรก…สะใภ้หกก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่…คำพูดของแม่หล่อนกลับผุดเข้ามาในหัวไม่หยุดหย่อน บางความคิดก็ไม่อาจสลัดมันทิ้งได้ แ







