LOGINแม้มื้อนี้จะทำให้จิ้นอิ๋งเสียเงินไป 50 เฟิน แต่บอกตามตรงว่า...เธอยังรู้สึกกินไม่ค่อยอิ่มเลย พูดก็พูดเถอะ...ราคานี้จริง ๆ ก็ไม่ได้แพงอะไรนักหรอก เพียงแต่เงินเดือนของเธอในแต่ละเดือนมีแค่15 หยวนเท่านั้น ถ้าจะกินแบบนี้ทุกวันจริง ๆ คงเลี้ยงตัวเองไม่ไหวแน่
แต่ตอนนี้...จิ้นอิ๋งกลับไม่รู้สึกเสียดายเงินเลยสักนิด เพราะเงินเดือนของเหวินหงเยอะกว่าเงินเดือนเธอนี่นา เดือนหนึ่งได้มากถึง 35 หยวน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา...เงินเดือนของเขา เจ้าของร่างเดิมก็เป็นคนเก็บไว้หมด แล้ว...แม่ของเธอก็มาขอยืมเงินจากเธอไปจนหมด
ตอนนี้จิ้นอิ๋งยังเหลือเงินติดตัวอยู่นิดหน่อย แต่ก็ไม่มากนักหรอก ร่างระหงเดินเข้าไปในห้อง หยิบเอาสมุดบัญชีเงินฝากของธนาคารออกมาดู ทันทีที่เห็นตัวเลขในสมุด เธอถึงกับหุบยิ้ม พอรวมทั้งเงินเดือนของเธอแล้ว ก็พอแค่ใช้จ่ายดูแลตัวเองไปวัน ๆ ส่วนค่าใช้จ่ายหลักในบ้าน ล้วนแต่ต้องใช้เงินของหานเหวินหงเกือบทั้งสิ้น
หานเหวินหงทำงานเป็นคนขับรถบรรทุกระหว่างเมือง รายได้ค่อนข้างดี เพราะนอกจากเงินเดือนหลักแล้ว ยังมีเงินค่ากิน ค่าเบี้ยเลี้ยงอีก เขาจึงมีเงินส่งกลับมาที่บ้านครบ 35 หยวนทุก ๆ เดือน ที่จริงแล้วเงินค่าแรงเขาแต่ละเดือนแค่ 30 หยวนเท่านั้น
ถ้าคำนวณค่าใช้จ่ายภายในบ้านแล้ว เดือนหนึ่งใช้จ่ายอยู่ประมาณ 15 หยวน ค่าใช้จ่ายเยอะพอสมควร ในความเป็นจริงแล้ว เหวินหงไม่ได้กลับมาที่บ้านบ่อยนัก วันหยุดเขาถึงได้กลับมาทานข้าวที่บ้าน เดือนหนึ่งกลับมาเยี่ยมครอบครัวแค่ 3 ครั้ง
ปกติแล้ว...เขามักจะกลับไปเยี่ยมลูกที่บ้านแม่ แล้วก็พาลูกมาพักอยู่ในเมืองสองสามวัน ก่อนจะส่งกลับไปที่บ้านแม่เมื่อเขาต้องกลับไปทำงาน ถึงแม้เขาจะกลับบ้านไปเยี่ยมลูกอยู่บ่อย ๆ ก็ใช่ว่าจะได้กินดีอยู่ดีอะไรนัก ส่วนลูกชายทั้งสองคนนั้น...จิ้นอิ๋งเป็นคนรับผิดชอบ ส่งเงินกลับให้พ่อกับแม่สามี 3 หยวนทุก ๆ เดือน
ลองกลับมาคำนวณเงินในบัญชีดูแล้ว เดือนหนึ่งแบ่งเงิน 15 หยวนเก็บไว้ในบัญชีเป็นจำนวณเงินที่น้อยมาก ๆ เดือนละ 15 หยวน ปีหนึ่งก็ต้องมีเงินเก็บ 180 หยวนสิ จิ้นอิ๋งแต่งงานกับเหวินหง 5 ปี อย่างน้อย...ก็ต้องมีเงินเก็บสัก 800-900 หยวนสิ
ทว่า...พอเปิดสมุดบัญชีเงินฝากดู กลับมีเงินเก็บแค่ 300 หยวนเท่านั้น ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม จิ้นอิ๋งรู้ดีว่า...เงินอีกกว่าครึ่งนั้นตกอยู่ในมือแม่เจ้าของร่างเดิมเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องถามก็รู้ว่าไขมันที่หุ้มห่อร่างของน้องชายเจ้าของร่างเดิมได้มาจากไหน
ที่แย่ไปกว่านั้น...จิ้นอิ๋งเพิ่งจะนึกได้ว่า ในโลกนี้เธอยังมี น้องชายอีกหนึ่งคน และดูเหมือนว่าไอ้น้องชายคนนี้จะถูกเลี้ยงดูแบบตามใจจนกลายเป็นคนไร้ความสามารถไปแล้ว เอาเถอะ...ไว้มีเวลาว่างค่อยกลับไปบ้านแม่ดูให้เห็นกับตาสักหน่อย เธอเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าลูกรักของพ่อกับแม่ที่เธอเคยเป็นในชาติก่อน มาชาตินี้จะแสบได้ขนาดไหน
แต่พรุ่งนี้...ก่อนอื่น เธอต้องกลับไปหาลูกชายของเจ้าของร่างเดิมก่อน เธอมีระบบเถาเป่านี่นา เธอจะใช้ระบบนี่แหละให้เกิดประโยชน์ คิดไปคิดมา...การที่เธอทะลุมิติมายังช่วงเวลานี้ก็ไม่เลวนี่นา อย่างน้อยก็ข้ามพ้นด่านคลอดลูกที่เสี่ยงตายที่สุดของชีวิตมาได้ แถมยังได้ระบบมือทองสุดวิเศษมาอีกด้วย
ถึงจะไม่มีงานทำ ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะเธอยังสามารถนำสินค้าจากระบบไปขายต่อเอากำไรได้อยู่ดี ต้องรู้ไว้นะว่า...ที่ตลาดมืด ไข่ไก่ 1 ชั่งขายกันตั้ง 5-6 เหมาเชียวนะ แพงกว่าราคาตลาดเป็นเท่าตัว แต่ถึงอย่างนั้น...จิ้นอิ๋งก็ไม่ได้คิดจะไปขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้ยุ่งยากหรอก เพราะเธอยังมีงานประจำอยู่ จะใช้ชีวิตแบบคนปกติไปก่อนก็ไม่ได้เสียหายอะไร
และก็ยังมีหานเหวินหง...สามีที่ทั้งหล่อทั้งขยัน แม้ตอนนี้จะยังไม่มีความรู้สึกรักใคร่กันก็ตาม แต่เรื่องของหัวใจ...ค่อย ๆ พัฒนากันไปก็ได้ ไม่ต้องรีบร้อนอะไรเลย...
หลังจากหลับสนิทมาตลอดทั้งคืน เช้าวันถัดมา...จิ้นอิ๋งตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ เธอลุกขึ้นมาแต่งตัวเรียบร้อย ล้างหน้า หวีผม แต่งหน้าเบา ๆ ก่อนจะยืนมองตัวเองในกระจก อาจจะเป็นเพราะเมื่อคืนได้กินขาหมูตุ๋นชิ้นใหญ่มื้อดึก ทำให้เช้านี้ผิวพรรณของเธอดูสดใสกว่าเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อคืนเพิ่งทะลุมิติมา...เลยยังไม่มีเวลาทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน แต่จากวันนี้เป็นต้นไป...เธอสาบานว่าจะดูแลผิวพรรณของตัวเองให้ดี เพราะเธออายุน้อยกว่าหานเหวินหงแค่ปีเดียวเท่านั้น และผู้หญิงมักดูแก่กว่าผู้ชาย ถ้าไม่ดูแลตัวเองให้ดี เวลายืนข้างกันคนอื่นอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นแม่ลูกกันได้ เธอไม่ยอมให้คนอื่นเข้าใจผิดเธอแบบนั้นหรอกนะ
จิ้นอิ๋งสะบัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัว แล้วเปิดแอปเถาเป่าขึ้นมา กดสั่งของเตรียมไว้สำหรับเดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านสามีที่อยู่ไกลจากที่นี่ เธอกดสั่งมันหมูก้อนใหญ่หนึ่งก้อน ยุคนี้...มันหมูถือเป็นของล้ำค่า แทบจะเรียกได้ว่าเป็นเนื้อระดับพรีเมียมเลยก็ว่าได้ เดิมทีเธอคิดจะซื้อแค่ 1 ชั่ง
แต่พอเห็นปริมาณแล้วก็รู้ว่าไม่พอแน่นอน สุดท้ายเลยตัดสินใจซื้อไปเลย 2 ชั่ง กว่าจะได้กลับไปอีกทีก็คงอีกนาน จะซื้อเยอะหน่อยก็ไม่เสียหายอะไร นอกจากมันหมูแล้ว เธอยังซื้อเนื้อแดงเพิ่มอีก 1 ชั่ง มันหมูจะใช้สำหรับเจียวเอาน้ำมัน ส่วนเนื้อแดงก็ตั้งใจจะเอาไปให้ลูกชายสองคนได้กินให้อิ่มท้อง
ตอนแรก...จิ้นอิ๋งก็คิดอยากจะซื้อไก่ตัวหนึ่งกลับไปทำอาหารด้วย แต่พอนึกถึงสภาพยุคนี้ที่ของกินหายากแล้ว ก็เกิดลังเลจนตัดใจแค่ถือมันหมู 2 ชั่งกับเนื้อแดง 1 ชั่งกลับไป ก็น่าจะพอแล้วแหละ ถ้าถือของเยอะกว่านี้อีก กลัวว่าแม่สามีจะตกใจจนพูดไม่ออก
นอกจากของที่ซื้อไว้ก่อนหน้านี้ จิ้นอิ๋งยังสั่งนมผงเพิ่มอีก 1 กระป๋อง เอาไว้เสริมโภชนาการให้ลูกชายทั้งสองคน โดยเฉพาะเจ้าตัวเล็กที่ยังอยู่ในวัยดื่มนม ส่วนพี่ชายถึงแม้จะโตกว่า แต่ก็ยังเด็กอยู่ จึงสามารถดื่มด้วยกันได้ทั้งคู่ เธอซื้อเพิ่มอีกอย่างคือน้ำตาลทรายแดง1 ถุง ตั้งใจจะให้แม่สามีเอาไว้ชงดื่มบำรุงร่างกาย แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว
ว่าแต่...ซื้อแค่น้ำตาลทรายแดงถุงเดียวจะน้อยไปไหมนะ ? ที่จริงแล้ว หนึ่งถุงก็ถือว่าไม่น้อยเลย เพราะเมื่อก่อน...ไม่สิ อย่าไปพูดถึงเจ้าของร่างเดิมเลยดีกว่า เพราะที่ผ่านมาเจ้าของร่างเดิมไม่เคยซื้ออะไรติดไม้ติดมือกลับบ้านเลย มีแต่ตัวเปล่ากลับไป แล้วก็โยนเงิน 3 หยวนให้แบบขอไปที ใช้เป็นค่ากินอยู่ของลูก ๆ
ทั้งที่ให้แค่นั้น...แต่แม่สามีก็ยังอุตส่าห์ทำไข่เจียวให้เธอกินอยู่บ่อย ๆ ทุ่มเทให้กับลูกสะใภ้คนนี้แบบไม่หวงของเลย ไม่คิดเลยว่าความหวังดีของแม่สามีจะถูกมองข้ามและเหยียบย่ำอย่างไม่ใยดีเจ้าของร่างเดิมไม่เคยสำนึกบุญคุณแม่สามีผู้ซื่อ ๆ จากชนบทคนนี้เลยสักครั้ง
คราวนี้จิ้นอิ๋งเลยตั้งใจจะตอบแทนน้ำใจนั้น ด้วยการซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ ติดมือกลับไปอย่างน้ำตาลทรายแดง ซึ่งในยุคนี้...นับเป็นของหายาก จึงเหมาะจะใช้เป็นของฝากชั้นดี หลังจากจัดการเก็บของทั้งหมดใส่ตะกร้า ปิดด้วยผ้าคลุมเรียบร้อยแล้ว จิ้นอิ๋งก็เริ่มปั่นจักรยานมุ่งหน้ากลับไปที่บ้านสามี
บ้านหานตั้งอยู่ในหน่วยผลิตอู่ซิง ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายหน่วยของสหกรณ์การผลิตแห่งตำบลหงฉี เมื่อเธอปั่นจักรยานมาถึงบ้าน...ก็พบว่าคนในบ้านหานออกไปทำงานกันหมดแล้ว
เมื่อก่อน…ตอนที่มี่อวี้ยังใช้ชีวิตอยู่กับจางเซิ่ง หล่อนเคยขนของจากบ้านเขาไปไม่น้อย พอได้ข่าวว่า…ตอนนี้จางเซิ่งหายดีแล้ว ขาที่เคยหักก็กลับมาเดินได้ปกติ และเขายังกลับไปทำงานขับรถได้ แบบนี้...ถ้าคิดจะกลับไปแต่งงานใหม่กับเขา ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ อย่างไร…จางเซิ่งก็เคยรักหล่อนมาก ทั้งสองยังมีลูกสาวด้วยกันอีกหนึ่งคนถ้าเป็นคนอื่น…คงคิดว่าจางเซิ่งต้องกลับไปหามี่อวี้แน่ ๆ เพราะแบบนี้…บ้านหยางก็ได้พาญาติ ๆ แห่ไปดักรอสามีมี่อวี้ที่หน้าบ้าน อ้างว่ามาทวงความยุติธรรม สุดท้าย…ก็ทำเรื่องหย่ากับสามีคนที่สองได้สำเร็จ หลังจากนั้น…แม่ของมี่อวี้ก็ได้ส่งมี่อวี้กลับไปที่บ้านจางเซิ่ง ยังแนะนำให้มี่อวี้โยนความผิดเรื่องหย่าร้างทั้งหมดให้ครอบครัวหยาง บอกว่า…หล่อนโดนแม่บังคับให้แต่งงานกับคนอื่นแม้แต่แม่หยางเองก็รู้สึกเสียดายลูกเขยอย่างจางเซิ่ง แต่หลังจากเห็นว่าจางเซิ่งจริงใจขนาดไหน ถึงได้รู้ว่า…คนดี ๆ อย่างจางเซิ่งหาได้ไม่ง่าย มี่อวี้ผ่านอะไรมามาก ก็มองครอบครัวถูเปลี่ยนไปต่างจากเดิม หล่อนเริ่มคิดถึงจางเซิ่ง ชายผู้เคยดูแลหล่อนอย่างทะนุถนอมราวกับของมีค่า แม่บอกให้หล่อนตามสืบเรื่องของจางเซิ่งว่าเขาเลิกงานกี่โมง แล
โม่หวังเฉิง…ปีนี้เพิ่งอายุ 18 เขากำลังนั่งรถไฟเพื่อเดินทางเข้ากองทัพ ระหว่างที่เผลอหลับอยู่บนรถไฟนั้น เขากลับฝันเห็นตัวเองในวัย 12 อีกครั้ง ในฝัน…เขากลับไปเป็นเด็กชายที่ยังไร้เดียงสา ความคิดยังไม่โตเต็มวัย ยังเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมว่าตัวเองยิ่งใหญ่รองจากสวรรค์ ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เขาทำไม่ได้เขาในวัยนั้นเคยเดินตามกลุ่มเพื่อนที่มีพฤติกรรมไม่ดี ทำเรื่องเลวร้ายโดยเข้าใจว่าตัวเองทำเพื่อความถูกต้อง ตอนแรก…เขาก็ยังมีความกลัวอยู่บ้าง แต่เมื่อคบกับพวกนั้นนานเข้า ก็ค่อย ๆ เรียนรู้พฤติกรรมไม่ดีและเริ่มเลียนแบบ เขาทำเรื่องผิดมากมาย และยังคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องด้วยซ้ำแล้วสุดท้ายเป็นยังไงน่ะเหรอ ? เขาถูกแทงเข้าอย่างจัง แม้จะไม่เสียชีวิตในตอนนั้น แต่เพราะก่อเรื่องไว้มาก ในที่สุด…ก็ต้องตกเป็นผู้ต้องหา ถูกส่งเข้าคุก และจบชีวิตลงในนั้น ความฝันนั้นสมจริงเหมือนเคยเกิดขึ้นมาก่อน พอเขาสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก หัวใจยังเต้นแรงอยู่เลย ภาพในฝันยังคงชัดเจนจนเขารู้สึกกลัวแม้จะลืมตาแล้วตอนนี้เขาอายุ 18 แล้ว ช่วงหลายปีที่ผ่านมา…ทางบ้านก็ดีขึ้น และเขาเองก็ใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น รูปร่างสูงถึง 182 เซนติเมตร หน
“ฉันรักคุณนะ ฉันจะพาครอบครัวเราย้ายไปอยู่ที่ปักกิ่งค่ะ”วันต่อมา…จิ้นอิ๋งตื่นแต่เช้ามืด ก่อนจะไปตามหาโส่วเจียที่แผนกซ่อมบำรุง นี่คือการเดินทางครั้งใหม่ของเธอ เป็นเส้นทางที่เธอเลือกเอง และเธอจะพาคู่หูของเธอติดตามเธอไปทุกที่ โส่วเจียจะได้เปิดหูเปิดตา และเส้นทางข้างหน้า คืออนาคตของทุกคน…หมู่บ้านอู่ซิง…นับเป็นทีมผลิตที่ก้าวหน้าเร็วที่สุดในอำเภอ เดิมที…ที่นี่เป็นแค่หมู่บ้านเล็ก ๆ ไม่ได้โดดเด่นอะไร จะบอกว่าดีก็ไม่มีจุดแข็ง จะบอกว่าแย่ก็ไม่ถึงขนาดนั้น ชาวบ้านก็แค่ทำงานขยันขันแข็ง พอประทังชีวิตไปวัน ๆ แต่ในเวลาเพียงไม่กี่ปี หมู่บ้านอู่ซิงกลับกลายเป็นที่รู้จักทั้งอำเภอทุกครั้งที่มีการประชุมประจำอำเภอ หัวหน้าหมู่บ้านอู่ซิงจะได้ขึ้นเวทีใหญ่ พูดปลุกขวัญและให้กำลังใจชาวบ้าน หัวหน้าหมู่บ้านจากหมู่บ้านอื่นที่ไม่ค่อยถูกชะตากับเขา พอเห็นเขายืนอย่างสง่าผ่าเผย ใบหน้าเปี่ยมพลัง กลับรู้สึกไม่ชอบขี้หน้า แต่…ลึก ๆ ก็อดชื่นชมไม่ได้ เพราะพวกเขาเองก็อยากได้โอกาสนั้นบ้าง ทว่า…ไม่มีผลงานอย่างเขา ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดีหลายปีที่ผ่านมา…รายได้หลักของหมู่บ้านอู่ซิงมาจากผักป่า พวกเขารู้จักวิธีเก็บและดูแลอย่างเป็นระบบ
หัวหน้าหมู่บ้านเอ่ยบอกพลางอธิบายว่า เขาเองเก็บไว้เล่มหนึ่ง และสะใภ้ใหญ่ของบ้านหานก็เก็บไว้อีกหนึ่งเล่ม ส่วนเรื่องรายรับรายจ่ายนั้น โส่วไห่เป็นคนบันทึกไว้ แต่…สมุดบัญชีสะใภ้ใหญ่จะเป็นคนเก็บไว้ ซึ่งก็ไม่แปลก…เพราะตอนนี้ฟาร์มไก่ อยู่ภายใต้การดูแลของเหล่าสะใภ้บ้านหาน จินอิ๋งก็ไม่ได้พูดอะไรอีก แค่ยืนฟังเฉย ๆหลังจากคุยเรื่องสำคัญกับหัวหน้าหมู่บ้านเสร็จ เธอกับน้าฟางก็พากันเดินออกมา เธอบอกให้น้าฟางกลับบ้านไปก่อน ส่วนเธอเองจะแวะไปหาพวกพี่สะใภ้ที่บ้านหานก่อน แต่…พอมาถึงไม่เห็นมีใครอยู่บ้านเลย เธอหันไปเห็นโส่วชุ่ยเด็กหญิงตัวน้อยลูกของพี่ชายสาม กำลังนั่งเล่นอยู่“โส่วชุ่ย” จิ้นอิ๋งเอ่ยเรียก โส่วชุ่ยอายุ 7 ขวบ แต่…เป็นเด็กหัวไว ฉลาดมาก ทำงานบ้านเป็นแล้ว หนูน้อยชอบอาสะใภ้เล็กคนนี้มาก พอเห็นจิ้นอิ๋งมาหาก็รีบวิ่งเข้าไปหา“อาสะใภ้เล็กมาแล้วเหรอคะ”“ใช่จ้ะ อากลับมาดูงานน่ะ” จิ้นอิ๋งคลี่ยิ้มแล้วล้วงเอาลูกอมในกระเป๋าออกมาให้โส่วชุ่ย“ทุกคนอยู่ที่ฟาร์มไก่กันเหรอ ?” โส่วชุ่ยมีท่าทางเขินอายเล็กน้อย แต่…ก็ยื่นมือมารับลูกอมไป“ค่ะ พ่อกับแม่หนูก็อยู่ที่นั่นค่ะ”“อายังไม่รู้เลยว่าฟาร์มไก่อยู่ตรงไหน หนูพาอาไปที
สำหรับจิ้นอิ๋งแล้ว…จางเซิ่งคือเพื่อนร่วมงานของเหวินหงก็จริง แต่…ถ้าจะให้มาเป็นสามีของพี่สาวเธอยังมีอีกหลาย ๆ อย่างที่ยังไม่ชัดเจนและน่าสงสัยอยู่ เพราะฉะนั้น…การแต่งงานครั้งที่สองของพี่สาวเธอจะพังพินาศไม่ได้ ต้องเลือกให้ดี ดูให้แน่ใจเสียก่อนหลังจากอาบน้ำเสร็จ…จิ้นอิ๋งก็เดินออกมาจากโรงอาบน้ำ เห็นสามพ่อลูกกำลังรอเธออยู่พอดี เธอเอาตะกร้าเสื้อผ้าที่ใส่แล้วแขวนไว้บนรถจักรยานก่อนจะขึ้นนั่งแล้วปั่นกลับบ้านไปด้วยกัน ตอนนี้ฟ้าก็เริ่มมืดมากแล้ว ระหว่างทางกลับบ้าน ต้าเป่าก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า“พ่อครับ คืนนี้ผมกับเอ้อร์เป่าจะนอนกับแม่ พ่อห้ามอุ้มผมกับน้องไปนอนที่ห้อง ย่านะครับ”“อืม” พอได้คำตอบที่ต้องการ ต้าเป่าก็ยิ้มร่า แล้วก็เริ่มเล่าเรื่องที่โรงเรียนให้พ่อกับแม่ฟัง จิ้นอิ๋งเช็ดผมไปพลางฟังลูกเล่าเรื่องที่โรงเรียนไปด้วย ปกติแล้ว…สองพี่น้องมักจะเข้านอนเร็ว แต่…เพราะคืนนี้แม่กลับมา สองพี่น้องจึงยังไม่นอน เวลาล่วงเลยมาถึงสามทุ่มต้าเป่าเอ้อร์เป่าถึงยอมนอนทั้งสองห่างกันนาน เหมือนยิ่งจุดไฟในหัวใจคู่สามีภรรยา ทั้งคู่ต่างโหยหากันและกัน แต่…เต็มเปี่ยมไปด้วยความร้อนแรงจนเผลอลืมไปว่า ยังมีเจ้าก
เหล่าพี่น้องบ้านหาน พอรู้เรื่องก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะถึงพ่อแม่เด็กจะถูกขับไล่ออกจากตระกูล แต่…โส่วกังก็ยังเป็นหลานแท้ ๆ และปู่ก็ยังเป็นปู่แท้ ๆ ของเขา จะปล่อยให้หลานตัวเองถอนหญ้ากินประทังชีวิตได้ยังไง ส่วนเรื่องที่เหวินเหลียวแอบขโมยเงินไปเล่นพนันจนหมดตัวนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะจัดการได้ง่าย ๆ เพราะสะใภ้หกยืนกรานให้เขาเอาเงินมาคืน ไม่อย่างนั้น…เรื่องนี้จบไม่สวยแน่แต่ละวันมีแต่เรื่องให้ปวดหัว ไม่มีแม้แต่นาทีเดียวที่บ้านจะสงบ เช้าวันนั้น…เหวินเหลียวทุบข้าวของในบ้านก่อนจะสะบัดหน้าเดินออกจากบ้านไป ส่วนสะใภ้หก… ร้องไห้จนน้ำตาแห้ง ได้แต่นั่งมองบ้านที่กลายเป็นเศษซากขยะ และในหัวก็หวนนึกถึงคำเตือนของแม่ตัวเอง‘ลูกดูตัวเองตอนนี้สิ กลายเป็นอะไรไปแล้วก็ไม่รู้ ถ้ามันทนไม่ไหวจริง ๆ ก็หย่ากับไอ้เหวินเหลียวซะเถอะ อย่าไปใช้ชีวิตกับผู้ชายเฮงซวยพรรค์นั้นเลย อดมื้อกินมื้อยังไม่พอ ยังมาถูกมันซ้อมอีก อีกอย่าง…ลูกก็ตัดขาดกลับบ้านหานแล้วไม่ใช่หรือ ? จะทนใช้ชีวิตอยู่กับไอ้เหวินเหลียวอีกทำไม ?’ตอนแรก…สะใภ้หกก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แต่…คำพูดของแม่หล่อนกลับผุดเข้ามาในหัวไม่หยุดหย่อน บางความคิดก็ไม่อาจสลัดมันทิ้งได้ แ







