LOGINผลไม้ที่กลิ้งไปกลิ้งมา
วันรุ่งขึ้น ตำหนักชิงเฟิง
หิมะที่โปรยปรายเมื่อวานยังคงทิ้งร่องรอยไว้บนพื้นหินนอกหน้าต่าง แต่ภายในห้องหนังสือกลับอบอุ่นด้วยเตาถ่านที่ลุกโชน องค์ชายสี่ฉีเฟิง — หรือพระนามเต็มว่าจูฉีเฟิง องค์ชายลำดับที่สี่แห่งราชวงศ์หมิง ลูกชายคนที่สี่ของจักรพรรดิว่านลี่กับพระสนมหลี่กุ้ยเฟย — นั่งเอนกายอย่างสบายอารมณ์บนเก้าอี้ไม้แกะสลักลายมังกร ถือพัดขนนกสีขาวโบกไปมาช้า ๆ แม้อากาศจะเย็นยะเยือก
องค์ชายสี่เกิดในปีที่สี่ของรัชกาลว่านลี่ ท่ามกลางความรุ่งเรืองของราชสำนัก แต่ชีวิตของพระองค์กลับไม่เหมือนพี่น้ององค์อื่น ๆ ที่มุ่งมั่นแย่งชิงบัลลังก์ พระองค์ถูกมองว่าเป็น “องค์ชายไร้สาระ” ตั้งแต่เด็ก เพราะชอบหลีกหนีการศึกษาราชการไปเล่นสนุกกับขันทีและนางกำนัล แกล้งขุนนางด้วยกลอุบายแปลก ๆ และใช้เวลาส่วนใหญ่ในตำหนักส่วนพระองค์ แม้จักรพรรดิจะเคยทรงตำหนิ แต่พระองค์ก็ยังคงทำตัวขี้เล่นกะล่อนต่อไป จริง ๆ แล้วภูมิหลังของพระองค์ซ่อนความฉลาดหลักแหลมและฝีมือ武藝ที่ได้ฝึกฝนลับ ๆ กับอาจารย์เก่าแก่ แต่พระองค์เลือกปกปิดเพื่อหลีกเลี่ยงการเมืองที่เต็มไปด้วยการหักหลัง
ในห้องหนังสือวันนี้ ไม่ได้มีเพียงองค์ชายและเสี่ยวอวิ๋นเท่านั้น แต่ยังมีนางกำนัลอีกสามคนที่ประจำการอยู่ตามมุมห้อง พวกนางแต่ละคนมีบุคลิกโดดเด่นแตกต่างกันอย่างชัดเจน
เสี่ยวหลิง หุ่นอวบอิ่ม หน้าตาน่ารักกลมโต อายุราวยี่สิบปี ยืนยิ้มแย้มใกล้โต๊ะองค์ชาย เธอเป็นคนขี้ประจบ ชอบหัวเราะคิกคักตามทุกคำพูดขององค์ชายเพื่อเอาใจ มือเธอมักจะถือถ้วยชาหรือของว่างไว้เสมอ พร้อมที่จะเสิร์ฟทันทีที่ถูกเรียก
เสี่ยวเหมย ผอมบาง หน้าตาธรรมดาแต่ดวงตาคมกริบ อายุยี่สิบสามปี ยืนเงียบขรึมใกล้ชั้นหนังสือ เธอเป็นคนทำงานเก่ง ละเอียดรอบคอบ ชอบจัดข้าวของให้เป็นระเบียบโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง ถ้าองค์ชายถามอะไร เธอจะตอบสั้น ๆ แต่ตรงประเด็นเสมอ
เสี่ยวฮวา หุ่นผอมเพรียว หน้าตาสดใส อายุสิบเก้าปี ยืนใกล้หน้าต่าง เธอเป็นคนขี้เล่น ชอบแซวองค์ชายเบา ๆ ด้วยคำพูดตลก ๆ มักจะหัวเราะร่าและชวนคนอื่นคุย แต่ไม่เคยเกินเลยธรรมเนียม
องค์ชายหันไปมองเสี่ยวอวิ๋นที่ยืนรอคำสั่งอย่างเงียบกริบในมุมห้อง เธอยืนตรง ใบหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิม ดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังพื้น ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ
“เสี่ยวอวิ๋น ปอกส้มให้ข้าสักลูกสิ ข้าอยากกิน” ฉีเฟิงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงขี้เล่น มือยังคงโบกพัดไม่หยุด
เสี่ยวหลิงหัวเราะคิกคักทันที “เพคะ ท่านองค์ชาย วันนี้ส้มสดมากเลยนะเพคะ ข้าน้อยจะปอกให้ไหมเพคะ”
“ไม่ต้อง เจ้าอยู่เฉย ๆ เถอะ ข้าอยากให้คนใหม่ลองดู” องค์ชายโบกมือไล่ แล้วหันไปมองเสี่ยวอวิ๋นต่อ
เสี่ยวอวิ๋นไม่ตอบอะไร เดินตรงไปยังตะกร้าผลไม้ที่วางไว้ใกล้ ๆ หยิบส้มลูกใหญ่ขึ้นมาหนึ่งลูก มีดเล่มเล็กที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อถูกดึงออกมาในชั่วพริบตา มือของเธอเคลื่อนไหวคล่องแคล่วราวกับสายลม เปลือกส้มถูกปอกออกเป็นเส้นยาวเส้นเดียวโดยไม่ขาดตอน แม้แต่กลิ่นหอมสดชื่นก็แผ่กระจายไปทั่วห้อง
เสี่ยวฮวาแซวขึ้นเบา ๆ “โอ้โห พี่เสี่ยวอวิ๋นปอกเก่งจังเลยนะเพคะ เร็วกว่าข้าน้อยอีก”
เสี่ยวเหมยเหลือบมองแต่ไม่พูดอะไร เพียงแค่ยืนจัดหนังสือบนชั้นให้เข้าที่
ฉีเฟิงมองการกระทำของเสี่ยวอวิ๋นด้วยความสนใจ ดวงตาวาบแวบ “ฝีมือดีนี่ ดูเหมือนเคยปอกให้เจ้านายคนเก่ามาเยอะเลยนะ”
“ข้าน้อยเพิ่งเข้ามาใหม่เพคะ” เธอตอบสั้น ๆ วางจานส้มที่ปอกเสร็จเรียบร้อยไว้ตรงหน้าเขา โดยไม่สบตา
ฉีเฟิงยื่นมือไปหยิบกลีบส้ม แต่จานนั้นกลับ “บังเอิญ” เอียงไปด้านข้าง จานหลุดจากมือเขากลิ้งตกลงพื้น ส้มกระจัดกระจายไปทั่วห้องราวกับถูกโยนทิ้ง
“โอ๊ย ตกหมดเลย” เขาทำหน้าตกใจเกินจริง มือยกขึ้นปิดปาก “เสี่ยวอวิ๋น ช่วยเก็บให้ข้าหน่อยสิ ข้าขี้เกียจก้ม”
เสี่ยวหลิงรีบก้มลงจะช่วยเก็บ แต่องค์ชายโบกมือ “ไม่ต้อง เจ้าทั้งสามคนอยู่นิ่ง ๆ ข้าอยากเห็นคนใหม่ทำงาน”
เสี่ยวอวิ๋นกำมือแน่นในแขนเสื้อจนข้อนิ้วขาวซีด แต่ใบหน้ายังคงเรียบเฉย เธอก้มลงเก็บส้มทีละลูกอย่างช้า ๆ เก็บได้ลูกหนึ่งก็เช็ดฝุ่นเบา ๆ ก่อนวางลงจานใหม่ ฉีเฟิงนั่งมองจากเก้าอี้ รอยยิ้มกริ่มผุดขึ้นที่มุมปาก
เมื่อเธอก้มลงเก็บลูกสุดท้ายที่กลิ้งไปใกล้เท้าเขา เขาก็แกล้งยื่นเท้าไปสะกิดเบา ๆ ส้มลูกนั้นกลิ้งห่างออกไปอีกทาง ราวกับถูกเตะเล่น
“อ้าว ขอโทษที มันกลิ้งอีกแล้ว” เขาพูดพร้อมหัวเราะในลำคอ
เสี่ยวฮวาหัวเราะร่า “ท่านองค์ชายขี้แกล้งจริง ๆ เลยเพคะ”
เสี่ยวหลิงยิ้มตาม “ใช่เพคะ ส้มลูกนี้ซนจริง ๆ”
เสี่ยวเหมยยังคงเงียบ แต่แอบขมวดคิ้วเล็กน้อย
เสี่ยวอวิ๋นเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาวาบแวบด้วยประกายโมโหเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมาเรียบเฉยดังเดิม “ไม่เป็นไรเพคะ”
เธอค่อย ๆ เดินไปเก็บลูกนั้น วางลงจานจนครบ แล้วยกจานใหม่มาวางตรงหน้าเขาอีกครั้ง คราวนี้เธอใช้สองมือกดจานไว้แน่น ราวกับกลัวมันจะกลิ้งหนีไปอีก
ฉีเฟิงหัวเราะเบา ๆ ยกมือขึ้นโบกพัด “เจ้าจะโกรธข้าแล้วใช่ไหม เสี่ยวอวิ๋น”
“ข้าน้อยไม่กล้าเพคะ” เธอตอบเสียงเรียบ แต่ในใจมีบางอย่างเดือดพล่านราวกับไฟที่ถูกจุด
“แต่หน้าตาเจ้าบอกว่ากล้า” เขาพูดพร้อมหยิบส้มกลีบหนึ่งขึ้นมากิน “อร่อยดี ปอกเก่งจริง ๆ คราวหลังปอกให้ข้าทุกวันนะ ถ้าเจ้าทำได้ดี ข้าจะให้รางวัลอะไรสักอย่าง”
เสี่ยวอวิ๋นไม่ตอบ ไม่แม้แต่จะสบตา แต่ในใจเธอคิดว่า ‘วันหนึ่งเจ้าจะต้องเสียใจที่มาแหย่ข้า องค์ชายสี่’
ห้องหนังสือยังคงอบอุ่น แต่บรรยากาศระหว่างทั้งสองกลับเย็นเยียบราวกับหิมะด้านนอก ขณะที่นางกำนัลอีกสามคนมองดูอย่างเงียบ ๆ แต่ละคนมีปฏิกิริยาต่างกันไป
บรรยากาศในห้องเก็บศพพลันเย็นยะเยือกขึ้นมาจับขั้วหัวใจ ความกดดันแผ่ออกมาจากร่างของฉีเฟิงจนทำให้อากาศรอบตัวดูเหมือนจะหยุดนิ่ง อาหมิงจ้องตอบชายหนุ่มตรงหน้า นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยักไหล่เบาๆ อย่างไม่ยี่หระ"ก็ได้..." อาหมิงเดินกลับมาที่เตียงศพ มือคว้ามีดผ่าตัดใบเล็กคมกริบขึ้นมาจากถาดเครื่องมือ "ในเมื่อท่านอยากเห็นไส้เห็นพุงนัก... ข้าก็จะสงเคราะห์ให้ แต่ถ้าเห็นแล้วเกิดอาเจียนออกมา เลอะพื้นห้องข้า... ข้าจะให้ท่านเช็ดเอง"ภายในห้องเก็บศพที่มืดสลัวและอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือดผสมกลิ่นสมุนไพร อาหมิงขยับมือด้วยความเชี่ยวชาญราวกับกำลังร่ายรำ ปลายมีดผ่าตัดใบเล็กในมือของเขากรีดลงบนหน้าอกผอมแห้งของร่างไร้วิญญาณอย่างแผ่วเบาแต่แม่นยำฉับ...เสียงคมมีดแหวกผ่านชั้นผิวหนังดังขึ้นเบาๆ ก่อนที่เขาจะค่อยๆ เลาะชั้นกล้ามเนื้อและกระดูกซี่โครงที่หักยุบออก เผยให้เห็นอวัยวะภายในที่บอบช้ำเสียหาย ฉีเฟิงยืนกอดอกมองดูภาพนั้นด้วยใบหน้านิ่งเรียบ แม้ภาพตรงหน้าจะชวนสะอิดสะเอียนเพียงใด แต่เขากลับไม่กระพริบตาแม้แต่น้อย"หืม..." อาหมิงส่งเสียงในลำคอ คิ้วที่แทบไม่มีขนเลิกขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ "หัวใจ... ไม่ได้แตกเพ
ร่างผอมโซของเสี่ยวเป่าถูกทหารยามหามเข้ามาภายในเรือนเก็บศพท้ายกรมเมืองอย่างทุลักทุเล ก่อนจะถูกวางทิ้งลงบนเตียงไม้กระดานแข็งๆ อย่างไร้ความทะนุถนอม ราวกับเป็นเพียงถุงขยะใบหนึ่งที่รอการกำจัดฉีเฟิงเดินตามเข้ามาติดๆ สีหน้าของเขาเคร่งขรึมจนน่ากลัว สองมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำเข้าหากันแน่น เล็บจิกเข้าเนื้อจนเจ็บเพื่อระงับความรู้สึกผิดที่กำลังกัดกินหัวใจ หากเขาไม่รับข่าวสารจากเด็กคนนี้... หากเขาปกป้องเด็กคนนี้ให้ดีกว่านี้..."อะไรกันอีก?"เสียงแหบพร่าและยานคางดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง อาหมิง เจ้าหน้าที่ชันสูตรประจำกรมเมือง เดินลากเท้าออกมาจากเงามืด เขาปรายตามองร่างบนเตียงไม้แวบหนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความเบื่อหน่ายอย่างไม่ปิดบัง"แค่ขอทานตายคนเดียว... พวกเจ้าถึงกับต้องหามมาให้ข้าดูถึงในนี้เชียวรึ?" เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพหนุ่มผิวซีดบ่นพึมพำ พลางหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดมือที่เปื้อนคราบสมุนไพร "เปลืองพื้นที่ เปลืองเวลา... เอาเสื่อม้วนๆ แล้วโยนไปทิ้งที่ป่าเสียก็สิ้นเรื่อง จะฝังหรือจะให้หมากินก็ค่าเท่ากัน""ตรวจสอบเขาเดี๋ยวนี้" เสียงของฉีเฟิงดังแทรกขึ้น ทุ้มต่ำแต่เต็มไปด้วยอำนาจกดดัน "ข้าต้องการรู้
แสงแรกแห่งอรุณรุ่งสาดส่องลงมากระทบหลังคากระเบื้องสีเขียวมรกตของมหานครอันรุ่งโรจน์ ปลุกให้เมืองใหญ่ตื่นจากนิทรา เสียงล้อเกวียนบดถนนหินและเสียงจอแจของผู้คนเริ่มดังระงมขึ้นทีละน้อย เป็นสัญญาณของการดิ้นรนเพื่อปากท้องที่วนเวียนเป็นวัฏจักรไม่จบสิ้นในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยแสงสีและความศิวิไลซ์เช่นนี้... ความตายไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใดทุกเช้าตรู่ ตามตรอกซอกซอยที่มืดมิดหรือใต้สะพานที่ชื้นแฉะ มักจะปรากฏร่างไร้วิญญาณให้เห็นจนชินตา บ้างเป็นขี้เมาที่ดื่มจนตับวาย บ้างเป็นนักเลงที่ถูกล้างแค้น หรือบ่อยครั้งที่สุด ก็เป็นเพียงศพของขอทานยากไร้ที่หนาวตายเพราะทนพิษลมหนาวเมื่อคืนไม่ไหวผู้คนเดินผ่านร่างเหล่านั้นด้วยสายตาที่ด้านชา ไร้ความเวทนาหรือตื่นตระหนก ราวกับมองเห็นเพียงกองขยะกองหนึ่งที่รอให้ทางการมาเก็บกวาด การตายของขอทานคนหนึ่งในเมืองใหญ่นับล้านชีวิต จึงเป็นเรื่องสามัญธรรมดาเสียยิ่งกว่าใบไม้ร่วงหล่นจากต้นทว่า... ร่างไร้วิญญาณที่ปรากฏขึ้นในเช้าวันนี้ กลับทำให้ฝูงชนต้องหยุดชะงักและเพ่งมองด้วยความประหลาดใจระคนหวาดหวั่นไม่ใช่เพราะสภาพศพที่ดูสยดสยอง หรือเสื้อผ้าขาดวิ่นสกปรกมอมแมมที่บ่งบอกสถานะขอทาน
ณ ชานเมืองหลวงที่ห่างไกลจากแสงไฟและความวุ่นวายของตลาดโต้รุ่ง ศาลเจ้าเก่าแก่แห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางป่าละเมาะ หลังคากระเบื้องแตกหักเสียหายจนแสงจันทร์สาดส่องลงมาได้ รูปปั้นเทพเจ้าภายในผุกร่อนเหลือเพียงครึ่งตัว บรรยากาศโดยรอบวังเวงและเต็มไปด้วยกลิ่นอับชื้นของตะไคร่น้ำและซากไม้ผุแต่ในค่ำคืนนี้ ศาลเจ้าร้างกลับไม่ได้ไร้ซึ่งผู้คนภายใต้เงาของรูปปั้นเทพเจ้าองค์ใหญ่ มีร่างในชุดดำรัดกุมสี่ร่างยืนประจำการอยู่อย่างเงียบเชียบ ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของความมืด สามคนในนั้นมีรูปร่างสูงใหญ่กำยำ ยืนคุมเชิงอยู่บริเวณประตูทางเข้าที่พังทลาย มือวางทาบด้ามดาบด้วยท่าทีระแวดระวังส่วนร่างที่สี่... ยืนสงบนิ่งอยู่หน้าแท่นบูชาที่ว่างเปล่า ร่างนี้ดูเพรียวบางกว่าคนอื่นๆ เล็กน้อย สวมชุดดำสนิทตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้าถูกปกปิดด้วยผ้าคลุมหน้าสีดำผืนบาง เผยให้เห็นเพียงดวงตาคู่คมกริบที่ส่องประกายวาววับในความมืด ราวกับตาของเหยี่ยวรัตติกาลแม้จะยืนอยู่นิ่งๆ แต่บรรยากาศรอบตัวคนผู้นี้กลับแผ่รังสีแห่งอำนาจที่ทำให้ลูกน้องทั้งสามไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังขึ้นที่ด้านนอก ก่อนที่เงาร่าง
ท่ามกลางเสียงจอแจของผู้คนและความอร่อยของเกี๊ยวกุ้ง เสี่ยวอวิ๋นแสร้งทำเป็นก้มหน้าซดน้ำซุป แต่สายตาอันคมกริบลอบมองเงาสะท้อนเลือนรางบนช้อนโลหะในมือ ที่มุมตึกฝั่งตรงข้าม หลังแผงขายผ้าแพร... มีเงาร่างตะคุ่มของชายสวมหมวกปีกกว้างยืนนิ่งสนิทราวกับรูปปั้น แต่สิ่งที่ไม่อาจซ่อนเร้นได้ คือประกายสังหารที่แผ่ออกมาจางๆ และมือขวาที่วางทาบอยู่บนด้ามดาบตลอดเวลา"อิ่มแล้วหรือ?" ฉีเฟิงเอ่ยถามเมื่อเห็นนางวางตะเกียบลง ทั้งที่ยังกินไม่หมด "เสียดายของนะ ถ้าไม่กิน ข้าจะแย่งกลับคืนมาแล้วนะ"องค์ชายสี่สังเกตุเห็นแล้ว ฉีเฟิงชะงักตะเกียบไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมาคีบหมูเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ต่อด้วยท่าทีสบายอารมณ์เหมือนเดิม แต่ดวงตาขี้เล่นคู่นั้นกวาดมองไปรอบตัวอย่างรวดเร็ว...ทันใดนั้น สายตาของเขาก็ไปสะดุดเข้ากับร่างตุ้ยนุ้ยและร่างผอมเกร็งในชุดเครื่องแบบกรมเมืองสีน้ำเงิน "เจ้าอ้วนกับเจ้าผอม" คู่เดิมที่เพิ่งจะไล่พวกเขาออกมา กำลังเดินวนเวียนตรวจตราความเรียบร้อยอยู่หน้าร้านขายซาลาเปาถัดไปไม่ไกลมุมปากของฉีเฟิงกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ "อืม... ดูท่าคืนนี้มื้อดึกของเราจะย่อยยากเสียแล้วสิ" เขาพึมพำเบาๆ ก่อนจะวา
"เกือบไปแล้วนะเนี่ย... โชคดีที่ข้าไหวพริบดี ว่าแต่... ท่านตัวหอมเหมือนกันนะเนี่ย แม่นางเสี่ยว..."ปึก!ยังไม่ทันที่ฉีเฟิงจะพูดจบ ท่อนไม้ไผ่ในมือเสี่ยวอวิ๋นก็กระแทกเข้าที่ปลายเท้าของเขาอย่างจัง ไม่แรงถึงขั้นกระดูกหัก แต่ก็เจ็บจนน้ำตาเล็ดฉีเฟิงยิ้มแหยๆ ยกมือยอมแพ้ แต่แววตายังคงพราวระยับด้วยความขบขัน "ข้าช่วยท่านไว้นะ! นั่นเรียกว่าการแสดงชั้นยอด... เอาน่าๆ อย่าเพิ่งโกรธ รีบไปกินบะหมี่กันเถอะ ข้าหิวจนตาลายเห็นไม้ไผ่เป็นน่องไก่แล้วเนี่ย!"เขาไม่รอให้นางด่าซ้ำ รีบเดินนำลิ่วไปที่ร้านบะหมี่ทันที เสี่ยวอวิ๋นมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นไป นางกำไม้ไผ่ในมือแน่น อยากจะหวดลงบนหัวเขาสักทีให้หายแค้น... แต่สุดท้าย มุมปากของนางกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่แทบมองไม่เห็น‘คนกะล่อน...’ดูเหมือนราตรีนี้จะสว่างไสวในบัดดลสำหรับนาง"เถ้าแก่! บะหมี่เกี๊ยวกุ้งชามใหญ่พิเศษ! เพิ่มหมูแดง เพิ่มผัก เพิ่มไข่ต้ม! เอาแบบที่กินแล้วอิ่มไปถึงชาติหน้าเลยนะ!"เสียงสั่งอาหารอันดังลั่นของฉีเฟิงเรียกสายตาของลูกค้าโต๊ะข้างๆ ให้หันมามองเป็นตาเดียว เขาฉีกยิ้มกว้างอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ก่อนจะหันมาพยักพเยิดหน้าให้เสี่ยวอวิ๋น "แล้วของแ







