Se connecterผลไม้ที่กลิ้งไปกลิ้งมา
วันรุ่งขึ้น ตำหนักชิงเฟิง
หิมะที่โปรยปรายเมื่อวานยังคงทิ้งร่องรอยไว้บนพื้นหินนอกหน้าต่าง แต่ภายในห้องหนังสือกลับอบอุ่นด้วยเตาถ่านที่ลุกโชน องค์ชายสี่ฉีเฟิง — หรือพระนามเต็มว่าจูฉีเฟิง องค์ชายลำดับที่สี่แห่งราชวงศ์หมิง ลูกชายคนที่สี่ของจักรพรรดิว่านลี่กับพระสนมหลี่กุ้ยเฟย — นั่งเอนกายอย่างสบายอารมณ์บนเก้าอี้ไม้แกะสลักลายมังกร ถือพัดขนนกสีขาวโบกไปมาช้า ๆ แม้อากาศจะเย็นยะเยือก
องค์ชายสี่เกิดในปีที่สี่ของรัชกาลว่านลี่ ท่ามกลางความรุ่งเรืองของราชสำนัก แต่ชีวิตของพระองค์กลับไม่เหมือนพี่น้ององค์อื่น ๆ ที่มุ่งมั่นแย่งชิงบัลลังก์ พระองค์ถูกมองว่าเป็น “องค์ชายไร้สาระ” ตั้งแต่เด็ก เพราะชอบหลีกหนีการศึกษาราชการไปเล่นสนุกกับขันทีและนางกำนัล แกล้งขุนนางด้วยกลอุบายแปลก ๆ และใช้เวลาส่วนใหญ่ในตำหนักส่วนพระองค์ แม้จักรพรรดิจะเคยทรงตำหนิ แต่พระองค์ก็ยังคงทำตัวขี้เล่นกะล่อนต่อไป จริง ๆ แล้วภูมิหลังของพระองค์ซ่อนความฉลาดหลักแหลมและฝีมือ武藝ที่ได้ฝึกฝนลับ ๆ กับอาจารย์เก่าแก่ แต่พระองค์เลือกปกปิดเพื่อหลีกเลี่ยงการเมืองที่เต็มไปด้วยการหักหลัง
ในห้องหนังสือวันนี้ ไม่ได้มีเพียงองค์ชายและเสี่ยวอวิ๋นเท่านั้น แต่ยังมีนางกำนัลอีกสามคนที่ประจำการอยู่ตามมุมห้อง พวกนางแต่ละคนมีบุคลิกโดดเด่นแตกต่างกันอย่างชัดเจน
เสี่ยวหลิง หุ่นอวบอิ่ม หน้าตาน่ารักกลมโต อายุราวยี่สิบปี ยืนยิ้มแย้มใกล้โต๊ะองค์ชาย เธอเป็นคนขี้ประจบ ชอบหัวเราะคิกคักตามทุกคำพูดขององค์ชายเพื่อเอาใจ มือเธอมักจะถือถ้วยชาหรือของว่างไว้เสมอ พร้อมที่จะเสิร์ฟทันทีที่ถูกเรียก
เสี่ยวเหมย ผอมบาง หน้าตาธรรมดาแต่ดวงตาคมกริบ อายุยี่สิบสามปี ยืนเงียบขรึมใกล้ชั้นหนังสือ เธอเป็นคนทำงานเก่ง ละเอียดรอบคอบ ชอบจัดข้าวของให้เป็นระเบียบโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง ถ้าองค์ชายถามอะไร เธอจะตอบสั้น ๆ แต่ตรงประเด็นเสมอ
เสี่ยวฮวา หุ่นผอมเพรียว หน้าตาสดใส อายุสิบเก้าปี ยืนใกล้หน้าต่าง เธอเป็นคนขี้เล่น ชอบแซวองค์ชายเบา ๆ ด้วยคำพูดตลก ๆ มักจะหัวเราะร่าและชวนคนอื่นคุย แต่ไม่เคยเกินเลยธรรมเนียม
องค์ชายหันไปมองเสี่ยวอวิ๋นที่ยืนรอคำสั่งอย่างเงียบกริบในมุมห้อง เธอยืนตรง ใบหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิม ดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังพื้น ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ
“เสี่ยวอวิ๋น ปอกส้มให้ข้าสักลูกสิ ข้าอยากกิน” ฉีเฟิงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงขี้เล่น มือยังคงโบกพัดไม่หยุด
เสี่ยวหลิงหัวเราะคิกคักทันที “เพคะ ท่านองค์ชาย วันนี้ส้มสดมากเลยนะเพคะ ข้าน้อยจะปอกให้ไหมเพคะ”
“ไม่ต้อง เจ้าอยู่เฉย ๆ เถอะ ข้าอยากให้คนใหม่ลองดู” องค์ชายโบกมือไล่ แล้วหันไปมองเสี่ยวอวิ๋นต่อ
เสี่ยวอวิ๋นไม่ตอบอะไร เดินตรงไปยังตะกร้าผลไม้ที่วางไว้ใกล้ ๆ หยิบส้มลูกใหญ่ขึ้นมาหนึ่งลูก มีดเล่มเล็กที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อถูกดึงออกมาในชั่วพริบตา มือของเธอเคลื่อนไหวคล่องแคล่วราวกับสายลม เปลือกส้มถูกปอกออกเป็นเส้นยาวเส้นเดียวโดยไม่ขาดตอน แม้แต่กลิ่นหอมสดชื่นก็แผ่กระจายไปทั่วห้อง
เสี่ยวฮวาแซวขึ้นเบา ๆ “โอ้โห พี่เสี่ยวอวิ๋นปอกเก่งจังเลยนะเพคะ เร็วกว่าข้าน้อยอีก”
เสี่ยวเหมยเหลือบมองแต่ไม่พูดอะไร เพียงแค่ยืนจัดหนังสือบนชั้นให้เข้าที่
ฉีเฟิงมองการกระทำของเสี่ยวอวิ๋นด้วยความสนใจ ดวงตาวาบแวบ “ฝีมือดีนี่ ดูเหมือนเคยปอกให้เจ้านายคนเก่ามาเยอะเลยนะ”
“ข้าน้อยเพิ่งเข้ามาใหม่เพคะ” เธอตอบสั้น ๆ วางจานส้มที่ปอกเสร็จเรียบร้อยไว้ตรงหน้าเขา โดยไม่สบตา
ฉีเฟิงยื่นมือไปหยิบกลีบส้ม แต่จานนั้นกลับ “บังเอิญ” เอียงไปด้านข้าง จานหลุดจากมือเขากลิ้งตกลงพื้น ส้มกระจัดกระจายไปทั่วห้องราวกับถูกโยนทิ้ง
“โอ๊ย ตกหมดเลย” เขาทำหน้าตกใจเกินจริง มือยกขึ้นปิดปาก “เสี่ยวอวิ๋น ช่วยเก็บให้ข้าหน่อยสิ ข้าขี้เกียจก้ม”
เสี่ยวหลิงรีบก้มลงจะช่วยเก็บ แต่องค์ชายโบกมือ “ไม่ต้อง เจ้าทั้งสามคนอยู่นิ่ง ๆ ข้าอยากเห็นคนใหม่ทำงาน”
เสี่ยวอวิ๋นกำมือแน่นในแขนเสื้อจนข้อนิ้วขาวซีด แต่ใบหน้ายังคงเรียบเฉย เธอก้มลงเก็บส้มทีละลูกอย่างช้า ๆ เก็บได้ลูกหนึ่งก็เช็ดฝุ่นเบา ๆ ก่อนวางลงจานใหม่ ฉีเฟิงนั่งมองจากเก้าอี้ รอยยิ้มกริ่มผุดขึ้นที่มุมปาก
เมื่อเธอก้มลงเก็บลูกสุดท้ายที่กลิ้งไปใกล้เท้าเขา เขาก็แกล้งยื่นเท้าไปสะกิดเบา ๆ ส้มลูกนั้นกลิ้งห่างออกไปอีกทาง ราวกับถูกเตะเล่น
“อ้าว ขอโทษที มันกลิ้งอีกแล้ว” เขาพูดพร้อมหัวเราะในลำคอ
เสี่ยวฮวาหัวเราะร่า “ท่านองค์ชายขี้แกล้งจริง ๆ เลยเพคะ”
เสี่ยวหลิงยิ้มตาม “ใช่เพคะ ส้มลูกนี้ซนจริง ๆ”
เสี่ยวเหมยยังคงเงียบ แต่แอบขมวดคิ้วเล็กน้อย
เสี่ยวอวิ๋นเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาวาบแวบด้วยประกายโมโหเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมาเรียบเฉยดังเดิม “ไม่เป็นไรเพคะ”
เธอค่อย ๆ เดินไปเก็บลูกนั้น วางลงจานจนครบ แล้วยกจานใหม่มาวางตรงหน้าเขาอีกครั้ง คราวนี้เธอใช้สองมือกดจานไว้แน่น ราวกับกลัวมันจะกลิ้งหนีไปอีก
ฉีเฟิงหัวเราะเบา ๆ ยกมือขึ้นโบกพัด “เจ้าจะโกรธข้าแล้วใช่ไหม เสี่ยวอวิ๋น”
“ข้าน้อยไม่กล้าเพคะ” เธอตอบเสียงเรียบ แต่ในใจมีบางอย่างเดือดพล่านราวกับไฟที่ถูกจุด
“แต่หน้าตาเจ้าบอกว่ากล้า” เขาพูดพร้อมหยิบส้มกลีบหนึ่งขึ้นมากิน “อร่อยดี ปอกเก่งจริง ๆ คราวหลังปอกให้ข้าทุกวันนะ ถ้าเจ้าทำได้ดี ข้าจะให้รางวัลอะไรสักอย่าง”
เสี่ยวอวิ๋นไม่ตอบ ไม่แม้แต่จะสบตา แต่ในใจเธอคิดว่า ‘วันหนึ่งเจ้าจะต้องเสียใจที่มาแหย่ข้า องค์ชายสี่’
ห้องหนังสือยังคงอบอุ่น แต่บรรยากาศระหว่างทั้งสองกลับเย็นเยียบราวกับหิมะด้านนอก ขณะที่นางกำนัลอีกสามคนมองดูอย่างเงียบ ๆ แต่ละคนมีปฏิกิริยาต่างกันไป
ฉีเฟิง, เสี่ยวอวิ๋น, และเหลียงเหว่ยซุ่มโป่งรออยู่ใกล้ปากทางลับริมแม่น้ำฮวงโห ความมืดยามราตรีปกคลุมท่าเรือลับแห่งนี้อย่างหนาหนัก แสงจันทร์สีเงินแผ่วเบาสาดส่องลงมากระทบผิวน้ำที่ไหลเชี่ยวกราก ดั่งแผ่นกระจกดำมะเมื่อมที่สะท้อนเงาโกดังไม้ผุพังเรียงรายริมฝั่ง บรรยากาศเย็นยะเยือก ลมหนาวพัดมาจากแม่น้ำพาเอาความชื้นและกลิ่นโคลนตมคละคลุ้ง เสียงคลื่นกระทบเสาไม้เทียบท่าดังครอบ... ครอบ... เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับเสียงหัวใจที่กำลังเต้นรัวรอคอยอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา โกดังเก่าแก่บางแห่งประตูเปิดอ้า เผยให้เห็นกองกล่องสินค้าที่ถูกทิ้งร้างปกคลุมด้วยฝุ่นและใยแมงมุม เรือสินค้าขนาดเล็กผูกไว้กับหลักไม้ ลอยเอื่อย ๆ ตามกระแสน้ำ โคมไฟริบหรี่แกว่งไกวไปตามลม สร้างเงายาววูบไหวราวกับผีพรายที่กำลังแฝงตัวรอจังหวะโจมตี หนูและนกน้ำวิ่งพล่านไปมา เสียงกรอบแกรบดังแผ่วเบา ท่าเรือแห่งนี้ไม่ใช่แค่จุดจอดเรือ แต่เป็นดั่งประตูสู่อาชญากรรมที่ซ่อนเร้นไว้ใต้ความสงบผิวเผินปากทางลับที่เหลียงเหว่ยค้นพบซ่อนตัวห่างจากท่าเรือหลักไม่มากนัก เพียงไม่กี่ช่วงตึก ในพุ่มไม้หนาทึบริมฝั่งน้ำ ที่ซึ่งหินผาและรากต้นไม้เกาะเกี่ยวกันจนมองเห็นไ
หลังจากฝ่าความโกลาหลในหอเมามายออกมาได้ ฉีเฟิง เสี่ยวอวิ๋น ก็ไม่รอช้า พากันย่องมุ่งหน้าสู่ท่าเรือลับตามรหัสในกระดาษที่เหลียงเหว่ยยัดให้ ราตรีกาลยามนี้เมืองหลวงเงียบสงัด เหลือเพียงเสียงลมพัดใบไม้และเสียงคลื่นแม่น้ำฮวงโหกระทบฝั่งแผ่วเบา แต่ลึกเข้าไปในความเงียบนั้น ยังแฝงด้วยกลิ่นอายของการทรยศและแผนการมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามาท่าเรือลับแห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ห่างจากท่าเรือหลักไม่ไกลนัก เป็นจุดที่เรือสินค้าขนาดเล็กจอดเทียบท่าโดยไม่ต้องผ่านด่านตรวจตรา ยามค่ำคืน ท่าเรือดูวังเวงยิ่งนัก แสงจันทร์สลัวสาดส่องลงมากระทบผิวน้ำที่ดำมืดราวหมึกพู่กัน โกดังไม้เก่าแก่เรียงรายริมฝั่ง บางแห่งประตูผุพังเปิดอ้าเผยให้เห็นกล่องสินค้าที่ถูกทิ้งร้าง ลมหนาวพัดมาจากแม่น้ำพาเอาความชื้นและกลิ่นโคลนตมคละคลุ้ง เสียงคลื่นกระทบเสาไม้เทียบท่าดังครอบ... ครอบ... เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับหัวใจที่กำลังเต้นรอคอยสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เรือเก่า ๆ ลอยล่องเอื่อย ๆ ผูกไว้กับหลักไม้ บางลำมีโคมไฟริบหรี่แขวนโหนแกว่งไกวไปตามลม เงาร่างของหนูและนกน้ำวิ่งพล่านไปมา บรรยากาศเงียบสงบแต่แฝงด้วยความลึกลับ เหมาะแก่การลักลอบทำธุรกรรมมืดยิ่งนัก ปากทางลั
เหลียงเหว่ยย่อตัวลง ตรวจสอบรอยเท้าและรอยลากกล่องบนพื้นชื้น ชัดเจนว่ามีการขนย้ายเมื่อไม่นานนี้ เขาจดรหัสลับและแผนที่คร่าว ๆ ลงบนกระดาษแผ่นเล็กอย่างรวดเร็ว ก่อนจะย่องออกจากอุโมงค์อย่างแผ่วเบา ร่างยักษ์ใหญ่เคลื่อนไหวราวกับเงา ไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้าหรือลมหายใจที่ดังพอให้ใครสังเกตเห็น เช่นเคยที่เขาทำภารกิจลับสำเร็จโดยไร้ร่องรอยด้านบน ในโถงหอเมามายที่ยังคงโกลาหลจากเงินที่ฉีเฟิงโปรย เหลียงเหว่ยโผล่ขึ้นมาจากมุมมืดอย่างแนบเนียน เขาเดินตรงไปหาฉีเฟิงที่กำลังแกล้งเมาอยู่กับเสี่ยวอวิ๋น ท่ามกลางฝูงชนที่กรูกันแย่งเงิน มือหนาของเขาล้วงกระดาษแผ่นนั้นยัดเข้าไปในอกเสื้อขององค์ชายอย่างรวดเร็วและแนบเนียน ไม่มีใครสังเกตเห็นแม้แต่เงาฉีเฟิงสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงกระดาษในอกเสื้อ เขาล้วงออกมาดูอย่างลับ ๆ ยิ้มมุมปากกว้าง "ดีมาก... เหล่าเหลียงไม่เคยทำให้ข้าผิดหวัง" เขาหันไปมองเสี่ยวอวิ๋นที่ยังแกล้งเอนตัวพิงไหล่เขาเพื่อให้ดูสมจริง "เสี่ยวอวิ๋น... เราชนะแล้วครึ่งทาง"แต่ก่อนที่เธอจะตอบ ฝูงชนที่เมามายก็เริ่มเบียดเข้ามาใกล้เพื่อแย่งเงินที่เหลือ เสี่ยวอวิ๋นถูกเบียดจนเซเข้าไปในอ้อมแขนของฉีเฟิงเต็ม ๆ ร่างเพรียวบ
ถึงตอนนี้แล้ว ฉีเฟิงก็ไม่รอช้า เขาหันไปมองเหลียงเหว่ยด้วยแววตาคมกริบ "เหล่าเหลียง... เจ้าจงไปหาเส้นทางลับในบ่อนแหเงินให้ได้ก่อนเที่ยงคืน คนคุ้มกันบ่อนส่วนใหญ่ไม่อยู่เพราะถูกเจ้าทุบปางตายไปเมื่อคืน แถมกวนซานยังรู้เรื่องแล้ว พวกมันต้องรีบย้ายเงินแน่... เจ้าเป็นคนหาทางลับและสืบข่าว ใช้สัญชาตญาณเฉียบคมของเจ้าสิ ห้ามพลาด!"เหลียงเหว่ยพยักหน้ารับคำหนักแน่น "รับทราบขอรับคุณชาย... ข้าจะหาเส้นทางลับนั้นให้เจอให้ได้" เขาหันหลังเดินออกจากโถงทันที ร่างยักษ์ใหญ่หายลับไปในแสงแดดยามเช้า ทิ้งไว้เพียงเสียงฝีเท้าที่ดังก้องฉีเฟิงหันมาหาเสี่ยวอวิ๋น ยิ้มเจ้าเล่ห์ตามสไตล์ "ส่วนเรา... ต้องแกล้งไปเที่ยวหอเมามายใกล้บ่อนแหเงิน ทำทีเป็นคู่รักเมาเหล้าเพื่อเบี่ยงเบนสายตาและแอบฟังข่าวจากพวกพ่อค้า ถ้าพวกโจรดอกเหมยรู้เส้นทางลับนี้จริง เราก็จะได้ยินพวกมันคุยกันแน่... พร้อมไหม เสี่ยวอวิ๋น?"เสี่ยวอวิ๋นเลิกคิ้วสูง หน้าแดงระเรื่อด้วยความอายแต่แกล้งทำเป็นเย็นชา "ข้าไม่ใช่เด็ก... แต่ถ้าต้องแกล้งเป็นคู่รักกับท่าน ข้าต้องทำยังไงไม่ให้ดูปลอม? อย่าบอกนะว่าต้องโอบกอดกัน..." นางหันหน้าหนี แต่ในใจเต้นแรงกับไอเดียนี้ฉีเฟิงหัวเร
แสงอรุณยามเช้าสาดส่องลงมายังลานฝึกยุทธของกรมเมืองแต่ทว่า... บรรยากาศในเช้านี้กลับผิดแปลกไปจากทุกวันอย่างสิ้นเชิงปกติแล้วเวลานี้ควรจะอื้ออึงไปด้วยเสียงตะโกนฝึกซ้อม เสียงดาบปะทะกัน และเสียงฝีเท้าของเหล่ามือปราบที่วิ่งวุ่นเตรียมออกตรวจตรา แต่เช้านี้... ทุกอย่างกลับเงียบกริบราวกับป่าช้า ลานฝึกว่างเปล่า โต๊ะทำงานหลายตัวไร้คนจับจอง มีเพียงลมหนาวพัดใบไม้แห้งกลิ้งผ่านไปมา"นี่มันเกิดอะไรขึ้น?" ฉีเฟิงเดินก้าวเข้ามาในโถงบัญชาการ กวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความงุนงง "ทำไมวันนี้กรมเมืองถึงเงียบเป็นเป่าสากแบบนี้? หรือว่ามีวันพิเศษที่ข้าไม่รู้?"นายกองคนหนึ่งที่นั่งเฝ้าเวรอยู่ รีบวิ่งเข้ามารายงานด้วยท่าทางกระย่องกระแย่ง แขนข้างหนึ่งมีผ้าพันแผลพันไว้ลวกๆ "ระ... เรียนคุณชาย.. เอ่อ... วันนี้มือปราบกว่าครึ่งกรมพร้อมใจกันลาป่วยและลากิจขอรับ""พร้อมกันครึ่งกรมเนี่ยนะ?" คิ้วเรียวของเสี่ยวอวิ๋นขมวดมุ่น "โรคระบาดหรือไง?""เอ่อ... จะว่าอย่างนั้นก็... ก็คงได้ขอรับ" นายกองตอบอึกอัก ไม่กล้าสบตาเหลียงเหว่ยฉีเฟิงหรี่ตามองนายกองคนนั้น สังเกตเห็นรอยช้ำม่วงคล้ำที่โผล่พ้นขอบเสื้อ และท่าทางการเดินที่ดูขัดยอก สมองอันปราดเ
หลังจากแยกทางกับกวนซานและส่งตัวจูเอ๋อร์ไปแล้ว ทั้งสามคนก็เดินเท้ากลับไปยังกรมเมือง ท่ามกลางความเงียบสงัดของราตรีกาลอากาศยามดึกเริ่มเย็นลง น้ำค้างเริ่มจับตัวบนยอดหญ้า ฉีเฟิงเดินเอามือไพล่หลัง ฮัมเพลงเบาๆ อย่างอารมณ์ดีที่ภารกิจลุล่วง (และรอดตายจากท่านลุงกวนมาได้) ส่วน เหลียงเหว่ย เดินรั้งท้ายด้วยท่าทางสงบเสงี่ยมผิดปกติ รอยฟกช้ำตามตัวเริ่มปรากฏชัดขึ้น แต่ดูเหมือนจิตใจเขาจะล่องลอยไปที่อื่น"นี่... พี่ชายเหลียง" จู่ๆ ฉีเฟิงก็หยุดเดิน แล้วหันกลับมาถามด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า "ถามจริงๆ เถอะ... ตอนที่ข้าแอบหนีออกมา แล้วปล่อยให้เจ้าเฝ้าหน้าห้องอยู่นั่นน่ะ... เจ้าได้ใช้เวลาช่วงนั้น 'คุ้มค่า' หรือไม่?"เหลียงเหว่ยสะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมองเจ้านายด้วยความงุนงง "คุ้มค่า? หมายถึงอะไรหรือขอรับ? ข้าก็นั่งขัดดาบเฝ้าระวังภัยให้ท่าน...พอทราบว่าท่านหายไปก็ตามหาให้วุ่นวาย" "โธ่... อย่ามาทำไขสือ" ฉีเฟิงยิ้มกริ่ม แววตาเจ้าเล่ห์เป็นประกาย "ข้ารู้นะว่าตอนที่ข้าไม่อยู่ แม่นางเสี่ยวหลิงนางแวะเวียนเอาซาลาเปามาส่งให้เจ้าตั้งหลายรอบ... แหม บรรยากาศหน้าห้องเงียบๆ สองต่อสอง... ได้คุยกระหนุงกระหนิง หรือได้จ้องตากันบ
ครึ่งชั่วยามต่อมา ณ ร้านเหล้าเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ห่างจากบ่อนเบ็ดเงินออกไปหลายช่วงตึก ร้านนี้ซ่อนตัวอยู่ในตรอกลึก บรรยากาศเงียบสงบและมืดสลัว มีเพียงแสงเทียนวูบไหวบนโต๊ะไม้เก่าๆ ลูกค้าบางตาจนแทบจะนับหัวได้ เหมาะแก่การเจรจาความลับเป็นที่สุดกวนซานนั่งจิบสุรารสแรงด้วยท่วงท่าสง่างาม แม้จะอยู่ในร้านซอมซ่อ แ
ฉีเฟิงหอบหิ้วถุงเงินใบเขื่องพร้อมกับจูงมือเด็กสาว วิ่งกระหืดกระหอบขึ้นมาจนถึงหน้าทางเข้าหอเมามายหน่ายโลกาที่เป็นฉากหน้าของบ่อน"แฮ่ก... แฮ่ก... รอดแล้ว!" ฉีเฟิงหยุดยืนพิงกำแพง ทรุดตัวลงนั่งหอบหายใจพลางตบถุงเงินปุๆ อย่างภูมิใจ "เห็นไหมเสี่ยวอวิ๋น! ข้าบอกแล้วว่าข้าคืออัจฉริยะ! ได้ทั้งเงิน ได้ทั้งคน แ
เสียงร้องไห้ปานจะขาดใจของเด็กสาว และแววตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังยามถูกผู้เป็นพ่อผลักไสไล่ส่ง ราวกับเป็นเพียงสิ่งของไร้ค่า... ภาพเบื้องหน้าทำให้มือที่กำลังหมุนพัดเล่นของฉีเฟิงชะงักค้างนัยน์ตาของเขาเหม่อลอยไปชั่ววูบ ภาพความทรงจำเมื่อสามปีก่อนผุดขึ้นมาซ้อนทับกับเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างแจ่มชัด... ย้อน
เสียงลูกเต๋ากระทบถ้วยเซรามิกดัง กริ๊ก... กริ๊ก... ก่อนจะจบลงด้วยเสียงกระแทกกับโต๊ะดัง ปัง!"สูง! ออกสูง!" เจ้ามือขานแต้มเสียงดังฉีเฟิงกวาดชิปกองเล็กๆ เข้ามาหาตัวด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งความยินดียินร้าย ผิดกับบรรดาผีพนันรอบข้างที่เฮลั่นจนตัวโก่งหรือสบถด่าทอด้วยความหัวเสียเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งก้าน

![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





