LOGINเสียงประทัดดังสนั่นอยู่หน้าบ้านจ้าว ควันสีขาวลอยคลุ้งไปทั่วลานบ้าน เด็ก ๆ ในหมู่บ้านต่างวิ่งเก็บเศษประทัดด้วยความสนุกสนาน ขณะที่ผู้ใหญ่ต่างพากันยกถ้วยเหล้าขึ้นกล่าวอวยพรให้บ่าวสาว
“ขอให้ครองรักกันจนแก่เฒ่า”
“รีบมีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง”
“ชิงหราน ช่างมีวาสนาดีจริงๆ”
คำอวยพรดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย ซ่งฉางเยว่ยกแก้วเหล้าขึ้นดื่มตอบทุกคน แม้เขาจะดื่มไม่เก่ง แต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธน้ำใจของชาวบ้าน ส่วนจ้าวชิงหรานนั่งอยู่ข้างเขา ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
ชาติที่แล้ว... เธอจำได้ว่าวันแต่งงานถูกยกเลิกอย่างน่าอับอาย วันรุ่งขึ้นบ้านสกุลจ้าวของเธอจากที่เพิ่งจะยกเลิกงานแต่งงานไปก็ต้องจัดงานศพแทน บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าทำให้คนที่เคยพูดจาดูถูกเธอไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีก เสียงร้องไห้ของพ่อแม่และพี่ชาย ทำให้ไม่มีใครกล้าพูดจาซ้ำเติม สิ่งเดียวที่พวกเขาพูดออกมาก็คือคำว่า
“เวรกรรมจริงๆ”
แต่วันนี้กลับแตกต่างไปจากชาติที่แล้วโดยสิ้นเชิง
แม้ซ่งฉางเยว่จะประหม่า มือไม้เก้งก้างจนทำแก้วแทบหล่นหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่มีคนกล่าวอวยพร เขาจะหันมามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสุข ราวกับไม่อยากเชื่อว่าทุกอย่างเป็นความจริง
แค่ได้เห็นสายตาของเขา เพียงเท่านี้...หัวใจของเธอก็อบอุ่นแล้ว
เมื่อพระอาทิตย์คล้อยต่ำ แขกเหรื่อทยอยกลับบ้าน ธรรมเนียมของหมู่บ้านชายทะเลแห่งนี้เรียบง่าย หลังเสร็จพิธีที่บ้านของเจ้าบ่าวแล้ว แล้วบ่าวสาวก็จะเข้าห้องหอ แต่วันนี้งานพิธีจัดที่บ้านของเจ้าสาว เมื่อเลี้ยงฉลองเสร็จแล้วจ้าวชิงหรานก็ต้องเตรียมตัวย้ายไปที่บ้านของซ่งฉางเยว่เพื่อเข้าหอตามธรรมเนียม
แม่ของจ้าวชิงหรานช่วยจัดข้าวของจำเป็นใส่ห่อผ้าใบเล็กเตรียมเอาไว้แล้ว ของที่เตรียมเอาไว้มีไม่มาก ประกอบไปด้วย
เสื้อผ้าไม่กี่ชุด
ผ้าห่มผืนหนึ่ง
หมอนหนึ่งใบ
และกล่องไม้ใบเล็กที่เก็บเครื่องประดับเงินของแม่ไว้เป็นสินเดิมให้ลูกสาวเธอลูบใบหน้าของจ้าวชิงหรานเบา ๆ
“แต่งออกไปแล้วก็ต้องดูแลสามีดี ๆ”
“อย่าเอาแต่ใจเหมือนตอนอยู่บ้าน”
จ้าวชิงหรานพยักหน้า ก่อนจะกอดแม่ของเธอแน่น
“แม่...หนูจะดูแลตัวเองค่ะ”
น้ำเสียงของเธอนุ่มนวล จนผู้เป็นแม่รู้สึกตื้นตัน ลูกสาวที่เคยดื้อรั้น วันนี้กลับสุขุมราวกับเป็นคนละคน จ้าวชิงเฉิงเดินเข้ามาแบกห่อผ้าไว้บนบ่า ก่อนจะหัวเราะเสียงดัง
“เอาล่ะ ๆ หากร้องไห้กันต่อไป ฉางเยว่คงรอจะจนพระจันทร์ขึ้น เรื่องเข้าหอคงไม่ได้ทำกันแล้ว”
คำพูดของเขาทำให้ทุกคนหัวเราะออกมา ซ่งฉางเยว่รีบก้าวเข้ามา
“ฉะ...ฉันถือเอง นายไม่ต้องไปส่งหรอก”
เขารีบรับห่อผ้าจากจ้าวชิงเฉิงอย่างเกรงใจ จ้าวชิงเฉิงยกมือตบบ่าของซ่งฉางเยว่เบา ๆ
“ต่อจากนี้น้องสาวของฉันคงต้องฝากให้นายดูแลแล้ว”
ซ่งฉางเยว่พยักหน้าอย่างจริงจัง
“ฉันจะดูแลชิงหรานด้วยชีวิต”
คำตอบสั้น ๆ แต่หนักแน่นของซ่งฉางเยว่ ทำให้จ้าวชิงหรานหันไปมองเขาอีกครั้ง เธอเชื่อมั่นว่าคำพูดที่เขาพูดออกมานั้น เขาจะต้องทำได้ตามที่พูดออกมาอย่างแน่นอน
บ้านตระกูลซ่งอยู่ริมทะเล ห่างจากหมู่บ้านออกไปเล็กน้อย เป็นบ้านไม้เก่าหลังเล็กที่สร้างจากไม้สน หลังคามุงกระเบื้องเก่า แม้จะดูทรุดโทรม แต่สะอาดสะอ้าน
ทันทีที่เดินมาถึงหน้าบ้าน ซ่งฉางเยว่ก็เปิดประตูบ้านแล้วเดินเข้าไปด้านใน เขานำข้าวของที่จ้าวชิงหรานนำติดตัวมาด้วยไปวางลงบนโต๊ะ เขาจึงได้หันมามองเธอ
จ้าวชิงหรานเดินเข้าไปสำรวจรอบๆ ภายในตัวบ้าน บ้านไม้หลังนี้ไม่ได้แตกต่างไปจากความทรงจำในชาติที่แล้วของจ้าวชิงหรานนัก แม้ว่าจะเก่าไปสักหน่อยแต่ก็สะอาดมากสำหรับผู้ชายที่อาศัยอยู่เพียงคนเดียวอย่างซ่งฉางเยว่
พ่อและแม่ของเขาตายจากไปนานหลายปีแล้ว บ้านหลังนี้จึงมีเขาพักอาศัยอยู่คนเดียว ข้าวของเครื่องใช้ก็ล้วนมีเท่าที่จำเป็น ห้องนอนสองห้องที่มีอยู่ในบ้าน ห้องหนึ่งกลายเป็นห้องเก็บของไปแล้ว ส่วนอีกห้องคือห้องนอนของซ่งฉางเยว่ และคืนนี้... ห้องนั้นจะกลายเป็นห้องหอของเขาและเธอ
เมื่อเข้าไปด้านในห้อง จ้าวชิงหรานอดพยักหน้าอย่างพึงพอใจไม่ได้ ภายในห้องสะอาดจนแทบไม่มีฝุ่น
โต๊ะไม้ถูกเช็ดจนขึ้นเงา
แม้แต่หน้าต่างยังถูกเช็ดถูจนไร้ฝุ่นเกาะ
ส่วนเตียงไม้... ปูด้วยผ้าปูสีแดงผืนใหม่ที่เห็นได้ชัดว่าเพิ่งจะปูลงไปอย่างเร่งรีบ
ซ่งฉางเยว่เกาศีรษะเขิน ๆ
“เครื่องนอนนี้เตรียมเอาไว้นานแล้ว ตอนที่พี่กลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้า กลัวเธอจะรังเกียจเครื่องนอนเก่าก็เลยรีบลงมือเปลี่ยนใหม่เอาไว้รอเธอ”
เมื่อพูดจบเขาก็รีบเดินออกจากห้องไป ทิ้งจ้าวชิงหรานเอาไว้ในห้องคนเดียว จ้าวชิงหรานยิ้มออกมาพลางเดินไปลูบผ้าปูเตียงเบา ๆ แม้จะเป็นผ้าฝ้ายราคาถูก แต่สะอาดสะอ้าน แม้ว่าจะมีรอยพับที่บ่งบอกว่าเพิ่งจะคลี่ออกมาปู แต่ก็บ่งบอกให้รู้ว่าเขาใส่ใจเธอมากเพียงใด
ซ่งฉางเยว่ยืนตัวแข็งอยู่หน้าประตู ทั้งชีวิตเขาไม่เคยอยู่ตามลำพังกับหญิงสาวมาก่อน ยิ่งหญิงสาวคนนั้นเป็นภรรยาของตนเอง เขายิ่งทำตัวไม่ถูก
จ้าวชิงหรานหันกลับมา เห็นเขายืนเกร็งราวกับท่อนไม้ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
“พี่ยังจะยืนอยู่ตรงนั้นอีกหรือ”
ซ่งฉางเยว่สะดุ้ง
“อ่ะ...อ้อ”
เขารีบเดินเข้ามา แต่เพราะรีบร้อนเกินไป หัวเข่ากลับชนมุมโต๊ะไม้ดัง “ปึก”
“โอ๊ย!”
จ้าวชิงหรานหลุดหัวเราะเสียงใส เสียงหัวเราะของเธอดังกังวานไปทั่วห้องซ่งฉางเยว่หน้าแดงตั้งแต่ใบหูจนถึงต้นคอ เขารู้สึกว่าตัวเองช่างน่าขายหน้ายิ่งนัก แต่เมื่อเห็นรอยยิ้มสดใสของภรรยา เขาก็ยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว
จ้าวชิงหรานมองใบหน้าซื่อ ๆ ของเขา ก่อนจะค่อย ๆ เดินเข้าไปจับมือที่เต็มไปด้วยรอยด้านจากการออกทะเล มือคู่นี้หยาบกร้าน แข็งแรง และเต็มไปด้วยบาดแผล แต่สำหรับเธอ... มันคือมือที่จะสร้างอนาคตให้ครอบครัวของพวกเขา
เธอกำมือเขาแน่น แล้วยิ้มอย่างอ่อนโยน
“พี่ฉางเยว่... ต่อจากนี้ไป พวกเราจะสร้างชีวิตที่ดีไปด้วยกันนะ”
ซ่งฉางเยว่มองมือของทั้งสองที่กุมกันอยู่ หัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก
เขาพยักหน้าช้า ๆ
“อืม พวกเราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป"
คำพูดเรียบง่ายของชายหนุ่ม ทำให้จ้าวชิงหรานยิ้มออกมาทั้งน้ำตา เพราะเธอรู้ดีว่า...ผู้ชายคนนี้ ไม่เคยผิดคำพูดเลยสักครั้ง
ค่ำคืนแรกของการแต่งงาน ไม่ได้มีถ้อยคำบอกรักอันหวานซึ้ง มีเพียงคำมั่นสัญญาว่าจะใช้ชีวิตที่ดีไปด้วยกันเพียงเท่านั้น ซ่งฉางเยว่ค่อยๆ ก้มใบหน้าลงมาหาเธอ เมื่อเห็นว่าจ้าวชิงหรานไม่ได้หลบเลี่ยงเขาก็ก้มหน้าลงมาจุมพิตริมฝีปากอันอ่อนนุ่มของเธอเบาๆ
“ชิงหราน เธอคือภรรยาของพี่แล้ว”
คำพูดที่เต็มไปด้วยการหยั่งเชิงของเขาทำให้จ้าวชิงหรานพยักหน้า เธอไม่ได้หลบเลี่ยงและไม่ได้ปฏิเสธเขา ซ่งฉางเยว่จึงจุมพิตริมฝีปากของเธออีกครั้งและครั้งนี้ทั้งยาวนานและดูดดื่มเป็นอย่างยิ่ง
ริมฝีปากอันหวานล้ำและหอมกรุ่นของจ้าวชิงหรานทำให้ลมหายใจของซ่งฉางเยว่พลันติดขัดขึ้นมา ความรุ่มร้อนโอบล้อมร่างของคนทั้งคู่เอาไว้ สุดท้ายเขาก็ทนไม่ไหว ย่อตัวลงอุ้มร่างอันเบาหวิวของจ้าวชิงหรานขึ้นแล้วนำร่างของเธอไปวางลงบนเตียงใหญ่ของเขา ตอนที่เขาแนบร่างลงไปบนร่างของเธอ เขาพยายามสังเกตสีหน้าของเธออย่างระมัดระวังเมื่อไม่มีการต่อต้านเขาจึงได้ลงมือทำตามหัวใจตนเองอย่างอ่อนโยน
“ไม่ต้องกลัวนะพี่จะไม่ทำให้เธอเจ็บปวด”
แม้จะพูดเช่นนี้แต่จ้าวชิงหรานก็ยังน้ำตาไหลเพราะความเจ็บปวดอยู่ดี แต่เมื่อเห็นว่าเขาเองก็พยายามควบคุมตนเองอย่างเต็มที่ สีหน้าที่เต็มไปด้วยความอดกลั้นของเขาทำให้จ้าวชิงหรานพยักหน้าพลางพยายามโอนอ่อนผ่อนตามไปกับเขา เธอเคยได้ยินมาว่าครั้งแรกของผู้หญิงมักจะเป็นเช่นนี้ หากเธอเดาไม่ผิดครั้งนี้ก็น่าจะเป็นครั้งแรกของซ่งฉางเยว่ด้วยเช่นกัน ดังนั้นเธอจึงไม่คิดจะผลักไสเขาออกไป ยินดีที่จะเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์ในยามค่ำคืนระหว่างสามีภรรยาไปด้วยกันกับเขาอย่างเต็มอกเต็มใจ
หลายสิบปีผ่านไป... กาลเวลาได้เปลี่ยนเส้นผมสีดำให้กลายเป็นสีดอกเลา เปลี่ยนใบหน้าที่เคยอ่อนเยาว์ให้มีริ้วรอยแห่งวัย แต่กลับไม่อาจพรากรอยยิ้ม ความรัก และความอบอุ่นของครอบครัวนี้ไปได้แม้แต่น้อยค่ำคืนนี้... แสงจันทร์สีเงินทอดยาวเหนือผืนทะเล คลื่นยังคงซัดเข้าฝั่งเป็นจังหวะไม่ต่างจากวันแรกที่จ้าวชิงหรานได้ย้อนกลับมามีชีวิตใหม่หญิงชราผู้หนึ่งนั่งอยู่บนโขดหินริมชายหาด แม้อายุจะล่วงเลยมาหลายสิบปี แต่แววตาของจ้าวชิงหรานยังคงอ่อนโยนเหมือนเดิม เธอเพิ่งเดินทางกลับจากปักกิ่ง การไปครั้งนี้ใช้เวลานานกว่าทุกครั้งเพราะ... ซ่งซีห่าว ลูกชายคนโตของเธอ เพิ่งได้เป็นพ่อคน หลิวซือหน่วน ลูกสะใภ้คนโตให้กำเนิดลูกชายคนแรกของตระกูลซ่งในฐานะคุณย่า... จ้าวชิงหรานจึงอยู่ช่วยดูแลลูกสะใภ้ เลี้ยงหลานชาย และจัดการทุกอย่างจนกระทั่งงานเลี้ยงครบเดือนเสร็จสิ้น เธอยิ้มเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น… ภายในงานเลี้ยงครบเดือน แขกเหรื่อแน่นขนัดไปทั้งคฤหาสน์ ทุกคนต่างผลัดกันอุ้มเหลนคนแรกของตระกูลซ่งด้วยความเอ็นดู จ้าวชิงหรานกำลังอุ้มหลานชายอยู่ขณะนั้นเอง... ซ่งฉางเยว่ก็เดินเข้ามา เขามองหลานชายเพียงครู่เดียว ก่อนหันไปหาลูกชาย“ซ
สายลมทะเลยามเย็นพัดเอื่อย ๆ กลิ่นอายเค็มของทะเลยังคงเหมือนเดิม… แต่ทุกสิ่งทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้กู้หมิงเจ๋อเดินช้า ๆ ไปตามถนนคอนกรีตสายใหม่ของหมู่บ้าน ดวงตาคู่เดิมทอดมองบ้านเรือนสองข้างทางด้วยความรู้สึกซับซ้อนบ้านไม้เก่า ๆ หลายหลังถูกแทนที่ด้วยบ้านอิฐสองชั้น หน้าบ้านแต่ละหลังมีรถบรรทุกจอดอยู่หลายคันเด็ก ๆ วิ่งเล่นอย่างร่าเริง สวมเสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน ต่างจากเมื่อสิบกว่าปีก่อนที่ทุกคนต้องปะชุนเสื้อผ้าจนแทบไม่เหลือผืนเดิมริมท่าเรือ... เรือประมงขนาดใหญ่จอดเรียงรายเป็นแถวโกดัง ห้องเย็น โรงงานแปรรูปอาหารทะเล และสำนักงานของบริษัทฉงซินไคว่เล่อตั้งตระหง่านอยู่ริมชายฝั่งชายวัยกลางคนที่เดินผ่านเห็นเขาก็เอ่ยขึ้น“มาหาใครหรือ”กู้หมิงเจ๋อยิ้มบาง ๆ“ผมแค่กลับมาเยี่ยมบ้านครับ”ชายคนนั้นพยักหน้า“ช่วงหลายปีมานี้หมู่บ้านของพวกเราเปลี่ยนไปเยอะมากจริงๆ”กู้หมิงเจ๋อพยักหน้าช้า ๆ อย่างเห็นด้วย“เปลี่ยนแปลงไปมากจริง ๆ”อีกฝ่ายยิ้มภูมิใจ“ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้คุณซ่งกับคุณนายซ่ง ถ้าไม่มีสองคนนั้น พวกเราก็คงยังจนเหมือนเดิม ทุกวันนี้ลูกหลานในหมู่บ้านแทบไม่ต้องออกไปทำงานไกลบ้านแล้ว อ
กาลเวลา... ผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปสิบปีแล้ว จากเด็กชายตัวน้อยที่เดินโซเซอยู่ในอ้อมแขนของพ่อแม่ วันนี้ซ่งซีห่าวเติบโตเป็นเด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ฉลาด กล้าคิดกล้าทำ และมีแววความเป็นผู้นำไม่ต่างจากซ่งฉางเยว่ส่วนน้องสาวของเขา... ซ่งซีเยว่ ก็กลายเป็นแก้วตาดวงใจของคนทั้งบ้านเด็กหญิงหน้าตางดงามราวกับแกะออกมาจากจ้าวชิงหราน รอยยิ้มหวานสดใสทำให้ใครพบเห็นก็อดเอ็นดูไม่ได้จ้าวชิงเฉิงกับหวังฮุ่ยเหมยเองก็มีลูกสาวและลูกชายเพิ่มขึ้นอีกอย่างละหนึ่งคน บ้านจ้าวเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ อยู่ทุกวันขณะที่หลิวต้าไห่กับลู่หงอิง ก็มีลูกสาวหนึ่งคนและลูกชายอีกหนึ่งคน เด็กทั้งเจ็ดคนเติบโตมาด้วยกัน มีความสนิทสนมกันราวกับเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกัน ยกเว้นซ่งซีห่าวเพียงเท่านั้นที่ชอบทำตัวแก่แดดประกาศต่อหน้าทุกคนว่าเขาคือว่าที่ลูกเขยคนโตของหลิวต้าไห่ วันหน้าหลิวซือหน่วนจะต้องเป็นเจ้าสาวของเขาคำพูดของซ่งซีห่าวทำให้หลิวต้าไห่หัวฟัดหัวเหวี่ยงแทบจะทุกวัน บอกกับซ่งฉางเยว่ว่าเมื่อก่อนเขาไม่น่าพูดจาล้อเล่นว่าจะจับจองซ่งซีห่าวเป็นลูกเขยของเขา ตอนนี้หัวผักกาดที่เขาเฝ้าฟูมฟักทะนุถนอมทุกเมื่อเชื่อว
เวลาผ่านไปราวกับสายน้ำที่ไม่ไหลย้อนกลับ กิจการของ ฉงซินไคว่เล่อ เติบโตเร็วกว่าที่จ้าวชิงหรานเคยคาดคิดเอาไว้ห้องเย็นแห่งแรกประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จนต้องขยายพื้นที่จัดเก็บเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว เรือประมงจากหลายเมืองเริ่มนำสินค้าเข้ามาฝากเก็บที่คลังของพวกเธอ ขณะที่โรงงานแปรรูปอาหารทะเลเองก็เดินเครื่องแทบตลอดทั้งวันตราสินค้า “ฉงซินไคว่เล่อ” ไม่ได้เป็นเพียงชื่อของอาหารทะเลแปรรูปอีกต่อไปแต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของอาหารทะเลแปรรูปที่มีคุณภาพสูง บรรดาพ่อค้าและผู้บริโภคต่างให้ความไว้วางใจฉงซินไคว่เล่อสิ่งที่ทำให้จ้าวชิงหรานยินดีที่สุด ไม่ใช่ตัวเลขผลกำไรที่เพิ่มขึ้นทุกเดือน แต่เป็นเพราะแผนการบริหารทั้งหมดที่เธอวางรากฐานเอาไว้ตั้งแต่แรก เริ่มผลิดอกออกผลแล้วกิจการทุกส่วนถูกแบ่งหน้าที่อย่างเป็นระบบ โรงงานมีผู้จัดการ ห้องเย็นมีหัวหน้าคลังสินค้า ฝ่ายขนส่งมีผู้รับผิดชอบโดยเฉพาะ บัญชีมีหวังฮุ่ยเหมยช่วยดูแล ส่วนซ่งฉางเยว่ก็คอยกำหนดทิศทางการลงทุนในระยะยาว ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม จนเจ้าของกิจการอย่างจ้าวชิงหรานแทบไม่ต้องวิ่งวุ่นเหมือนในอดีตหลายครั้ง... เธอมีเวลานั่งดื่มชากับแม่จ
บนชั้นสองของอาคาร ห้องทำงานของจ้าวชิงหรานตกแต่งอย่างเรียบง่าย ชั้นหนังสือเรียงรายอยู่เต็มผนัง ทั้งตำราการค้า การบริหาร และหนังสือภาษาต่างประเทศ ลู่หงอิงมองรอบห้องด้วยความชื่นชม“คุณจ้าวขยันกว่าที่ฉันคิดอีก”หลิวต้าไห่ยิ้ม“ฉางเยว่เล่าให้ผมฟังว่า เธออ่านหนังสือแทบทุกคืน ถึงจะสร้างกิจการใหญ่โตได้ขนาดนี้แล้ว ก็ยังไม่เคยหยุดเรียนรู้”ลู่หงอิงพยักหน้าเบา ๆ“ไม่น่าแปลกใจเลย... ที่เธอประสบความสำเร็จ”หลิวต้าไห่เดินไปหยิบสมุดบันทึกบนโต๊ะหนังสือ ก่อนยื่นให้เธอ“เล่มนี้น่าจะใช่แล้วนะครับ”หญิงสาวรับมาเปิดดู“ใช่แล้วล่ะค่ะ”เธอกำลังจะปิดสมุด แต่สายตากลับสะดุดกับแบบร่างระบบห้องเย็นด้านใน“ละเอียดมาก...”“ฉันไม่คิดเลยว่ากิจการแห่งนี้จะมีการวางแผนล่วงหน้าอย่างละเอียดขนาดนี้”หลิวต้าไห่ยิ้มบาง“ชิงหรานเป็นคนออกความคิดทุกอย่าง”“ส่วนฉางเยว่ก็ลงมือทำ”“สองคนนี้... เหมือนเกิดมาเพื่อเป็นคู่หูและคู่ชีวิตของกันและกัน”ลู่หงอิงหัวเราะเบา ๆ“อิจฉาพวกเขานิดหน่อยนะคะ”คำพูดนั้นทำให้หลิวต้าไห่ชะงักไป ก่อนจะรวบรวมความกล้าเอ่ยขึ้น“คุณลู่...”หญิงสาวเงยหน้ามอง“คะ”เขาสูดลมหายใจลึก“วันนั้น... ที่บ้านตระกูลลู่ ผ
ซ่งฉางเยว่เดินเข้ามาข้างภรรยา“ยิ้มอะไร”“ดูสิคะ”จ้าวชิงหรานพยักพเยิดไปทางคนทั้งสอง“คุยกันตั้งนานแล้ว”ซ่งฉางเยว่แอบมองก่อนหัวเราะ“เหมือนจะเข้ากันได้”“ใช่ไหมล่ะ”จ้าวชิงหรานยิ้มอย่างภูมิใจ“ฉันบอกแล้วว่าสร้างวาสนาได้”“ยังไม่ทันสร้างอะไรเลย”ซ่งฉางเยว่แกล้งแซว“แค่ให้เขาเดินชมโรงงานด้วยกันเอง”“นั่นแหละคือการสร้างวาสนา”หญิงสาวยักคิ้ว“คนสองคนถ้าไม่มีโอกาสได้คุยกัน ต่อให้ถูกลิขิตให้เป็นเนื้อคู่ก็คงเดินสวนกันไปเฉย ๆ”ซ่งฉางเยว่หัวเราะจนส่ายหน้า“พี่เริ่มสงสารต้าไห่แล้ว”“ทำไมคะ”“ถ้าเขาแต่งงานเมื่อไร... คงต้องถูกแม่สื่ออย่างเธอทวงบุญคุณอย่างแน่นอน”จ้าวชิงหรานหัวเราะเสียงใส“ถ้าพวกเขาได้แต่งงานกันจริงๆ ฉันจะเรียกค่าตอบแทนเป็นค่าอาหารมื้อเย็นของพวกเราตลอดหนึ่งปี”“โลภมากจริง ๆ”“ก็ฉันเป็นพ่อค้านี่คะ”ทั้งสองหัวเราะไปพร้อมกันขณะเดียวกัน... ภายในห้องเย็นหลัก ลู่หงอิงมองไอเย็นสีขาวที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ภายในห้อง ก่อนเผลอเดินเข้าไปใกล้เครื่องทำความเย็นมากเกินไปพื้นคอนกรีตที่มีละอองน้ำแข็งเกาะบาง ๆ ทำให้รองเท้าส้นเตี้ยของเธอลื่นโดยไม่ทันตั้งตัว“อ๊ะ!”ร่างบางเสียหลักทันที หลิวต้าไห่ที่เดิน







