LOGIN“อะ...อ้าวท่านป้าเขื่อเจี้ย ท่านง่วงนอนรึ” ฟู่อินเหยาเห็นสภาพสาวใช้โอหังของท่านย่าแล้วก็นึกขำนัก
เก่งกับข้ามันเร็วไปสิบปี
“คะ...คุณหนูใหญ่!!” เขื่อเจี้ยสะบัดเสื้อผ้าที่เปื้อนด้วยยา แล้วก็พ่นยาที่เผลอเข้าไปในปากบ้างเล็กน้อย ในขณะเดียวกันก็หันมาตวาดคุณหนูใหญ่
“ข้าเปล่านะ ท่านก็เห็นว่าข้ายืนอยู่หน้าท่าน” พูดเช่นนั้นปี้ถังก็ถอยหลังไปหลายก้าวจะได้ไม่ถูกสงสัย แต่คนอย่างเขื่อเจี้ยหรือจะโทษตัวเอง นางต้องโทษคนอื่นก่อนเสมอ เมื่อลุกขึ้นได้ก็หันมาหาเรื่องปี้ถังทันที
ปี้ถังที่ถือถ้วยโจ๊กร้อน ๆ อยู่จึงยกขึ้นบังใบหน้าฝ่ามือของท่านป้าเขื่อเจี้ยจึงปัดเข้าที่ถ้วยโจ๊กร้อน ๆ เข้า ทั้งถ้วยกระทบกันจนตกพื้นไม่พอ โจ๊กร้อน ๆ นั้นก็กระเซ็นโดนท่านป้าเขื่อเจี้ยจนกระโดดเหยงเพราะโดนลวก
“อ้าย...ร้อน ๆ ” เขื่อเจี้ยไม่คิดว่าตนเองจะพลาดท่าให้กับเด็กวัยห้าหนาวทั้งสอง อีกคนก็เป็นคุณหนูใหญ่ อีกคนก็แค่เด็กรับใช้ในเรือน
“ท่านป้าเขื่อเจี้ย เป็นอะไรหรือไม่ เช่นนั้นเอาน้ำล้างหน่อยเถอะจะได้คลายร้อน” ฟู่อินเหยาเห็นถังน้ำใกล้ ๆ ที่ปี้ถังน่าจะนำมาเช็ดตัวให้นางกับแม่ จึงใช้แรงที่มียกขึ้นแล้วสาดเข้าไปที่ร่างของท่านป้าเขื่อเจี้ย
ซ่า!!!
เสียงน้ำในถังไม้รดไปทั้งร่างของป้าเขื่อเจี้ย จนร่างกายเปียกมอล่อกมอแล่ก แล้วก็สร้างความขบขันให้ปี้ถังจนนางเก็บกลั้นเอาไว้ไม่อยู่
ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
เมื่อปี้ถังหัวเราะออกมาสุดเสียง ฟู่อินเหยาหรือจะเก็บอาการเอาไว้ได้ นางก็หัวเราะเช่นเดียวกัน มีเพียงป้าเขื่อเจี้ยที่ทำหน้าราวกับแค้นนางมาสิบชาติส่งมาหนึ่งสาย จากนั้นก็หุนหันลุกขึ้นแล้วก็เดินจากไปโดยที่แผนการของท่านย่าล้มเหลวไม่เป็นท่า
ไป๋เฟิ่นโยว่ที่ลุกไม่ไหว เห็นการกระทำทุกอย่างของลูกสาวกับปี้ถังนึกหนักใจ ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้แม่สามีจะมาไม้ไหนอีก กว่าจะถึงวันที่สามีของนางกลับมา นางคงต้องโดนระรานไม่น้อย
เมื่อป้าเขื่อเจี้ยกลับไปแล้ว ปี้ถังก็ไปหยิบผ้ากับไม้กวาดมาจัดการเช็ดถูให้สะอาด แล้วก็ไปตักโจ๊กที่ยังมีอยู่ในกระทะมาให้นายหญิงกับคุณหนูใหญ่ได้กินกันเสียก่อน ส่วนนางก็กลับไปเอาถ้วยเทยาที่ได้ที่แล้วมาให้นายหญิงและคุณหนูดื่ม นับว่าโชคดีที่ตัวยาของทั้งคุณหนูและนายหญิงเป็นตำรับเดียวกัน จึงไม่ต้องต้มหลายหม้อ
เมื่อถ้วยยาที่มีกลิ่นขมลอยโชยเตะเข้าจมูก ฟู่อินเหยาที่กำลังตักโจ๊กเป่าให้มารดาได้กินรองท้องก็ถึงกับบีบจมูก เมื่อหันไปเห็นสีของมันแล้วก็รู้สึกไม่เจริญอาหารขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
“ปี้ถังนี่ข้าต้องกินด้วยรึ” ฟู่อินเหยาอยากลาตายเมื่อเห็นยาขมเช่นนี้ สาบานว่าอยู่ในยุคโบราณนี้นางจะไม่ทำให้ตัวเองป่วยเด็ดขาด
“ใช่เจ้าคะ”
ไป๋เฟิ่นโยว่เห็นสีหน้าบุตรสาวแล้วก็อมยิ้ม จากเดิมที่เห็นลูกสาวเปลี่ยนไปก็นึกประหลาดใจอยู่แล้ว แต่มีหนึ่งสิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนไปคืออาการกินยายากของนาง จนนางต้องเก็บเอาน้ำตาลดอกกุ้ยฮัวเอาไว้ใช้ตอนให้ลูกสาวดื่มยา
“ปี้ถังเอาน้ำตาลกุ้ยฮัวมาสองก้อนเถิด”
แค่ได้ยินว่าน้ำตาลดอกกุ้ยฮัว ดวงตาของฟู่อินเหยาก็เปล่งประกายราวกับมีทางออกของชีวิตอันแสนอาภัพของนางแล้ว
หลังจากป้อนโจ๊กมารดาเสร็จ ฟู่อินเหยาก็ยกถ้วยยาให้มารดาดื่มทันที ส่วนตัวเองรอน้ำตาดอกกุ้ยฮัวเท่านั้นถึงจะกิน
ปี้ถังหยิบจานดินเผาเล็ก ๆ มาให้ในนั้นมีน้ำตาลสีอำพันอยู่สองก้อน นางจึงยกถ้วยยาดื่มทีเดียวหมดถ้วยแล้วคว้าน้ำตาลกุ้ยฮัวอมทันที
ใบหน้าของนางที่เบ้จากกลืนยาขมทำให้ปี้ถังอมยิ้มปิดปาก
“หึ...เจ้ายิ้มอะไร” ฟู่อินเหยานึกไม่ชอบใจปี้ถังเสียแล้ว คิดว่านางอยากกินยาขมพวกนี้หรือไง มันขมจะตายไป
“คุณหนูไม่ว่ากี่ครั้งที่ต้องกินยาก็เป็นอย่างนี้ทุกที”
“หรือเจ้าไม่ขมกันเล่า”
“ขมแต่อดทนเจ้าค่ะ”
ใช่ถึงขมก็อดทน ยุคนี้ไม่มียาเม็ดให้กินสักหน่อยถึงจะได้ไม่ขม นางล่ะนับถือคนที่ทนได้จริง ๆ อย่างท่านแม่ไม่ได้มีอาการอะไรนัก
“ปี้ถังเจ้าทำงานเหนื่อยแล้วไปกินข้าวเสียเถิด ข้ากับท่านแม่จะพักกันแล้ว ปิดประตูหน้าเรือนไม่ต้องต้อนรับคนแล้ว” นางกำชับเพราะกลัวว่าท่านย่าจะมาหาเรื่องอีก วันนี้นางเหนื่อยแล้ว หากเป็นพรุ่งนี้นางคงมีแรงต่อกรได้สักหน่อย
“เจ้าค่ะ” ปี้ถังรับคำแล้วก็ไปจัดการปิดเรือนลงกลอนให้แน่น จากนั้นก็ไปดับไฟในครัวให้เรียบร้อย ก่อนจะกินโจ๊กที่เหลือจากนายหญิงและคุณหนู
เรือนฮูหยินผู้เฒ่าฟู่ หลังจากเขื่อเจี้ยกลับไปรายงานถ้วยชาและจานใส่ขนมก็ถูร่อนลงพื้นจนแตกกระจายระบายโทสะของผู้เป็นนาย เหล่าบ่าวไพร่ต่างสะดุ้งทั้งก้มหน้านิ่งไม่กล้าพูดสิ่งใดออกมาเพื่อให้เจ้าของจวนรำคาญใจ
“อวดดีจริง ๆ หลานข้าผู้นี้ ถึงกับทำแผนการของข้าพังไม่เป็นท่า” จิววั่งซูไม่คิดว่าแผนการที่จะให้นางท้องบุตรไม่ได้จะล้มเหลวเพียงนี้ นางมีเวลาอีกไม่มากแล้วก่อนที่บุตรชายคนโตจะกลับมา
ต่อให้บุตรชายของนางจะไม่ได้ไยดีสตรีใดในจวนสักคนเดียว แต่หากนางกล่อมดี ๆ ฮันซู่จิ่นก็อาจจะได้ขึ้นมาเป็นฮูหยินใหญ่ เมื่อนั้นการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างตระกูลก็จะง่ายขึ้น ทั้งตระกูลฟู่มีอำนาจทางการทหาร ได้กำลังสนับสนุนจากอำนาจของเสนาบดีเหลียง รวมกันแล้วก็จะเป็นตระกูลอันดับหนึ่งที่มีคนกริ่งเกรงไม่ใช่น้อย
ไม่ได้การพรุ่งนี้นางต้องไปจัดการด้วยตัวเอง!
“เตรียมกระเพาะปลาเอาไว้พรุ่งนี้ ใส่ยาลงไปข้าจะให้นางชูคอต่อไปอีกไม่ได้ นางต้องโดนปลดอย่างน้อย ๆ ก็เป็นอนุหรือไม่ก็ออกจากจวนไปก็ยิ่งดี” จิววั่งซูเดิมก็ไม่ชอบตระกูลไป๋นัก เพียงแต่มีสัญญาแต่งงาน ลูกชายของนางแทนที่จะได้แต่งกับท่านหญิงที่ส่งเสริมอำนาจให้มากกว่านี้ กลับต้องแต่งให้ตระกูลชนชั้นกลางขุนนางปลายแถว
ไป๋เฟิ่นโยว่ขัดขวางอำนาจวาสนาของลูกชายนาง นางต้องกำจัดทิ้งเสีย
เขื่อเจี้ยรับคำก่อนจะไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วก็เข้าไปกำชับห้องครัว โดยไม่รู้ว่าฟู่หลิงหยวนนั้นแอบฟังพวกผู้ใหญ่คุยกัน
นางทำให้พี่สาวอย่างฟู่อินเหยาต้องเจ็บตัว เดิมก็กลัวจะถูกทำโทษ จนพี่ชายเหลียงจื่อเพ่ยเข้ามา ทุกอย่างเขารับผิดแทนนาง แต่นางรู้ดีว่าพี่ฟู่อินเหยารู้ว่าเรื่องราวทั้งหมดนั้นเป็นเพราะท่านแม่ของนางสั่ง เดิมนางไม่อยากทำแต่ขัดไม่ได้ ภายในใจของเด็กน้อยรู้สึกผิดจึงเข้ามาดูเหตุการณ์ แต่เมื่อรู้ว่าท่านย่ากำลังจะทำบางอย่างนางก็รีบวิ่งออกไปจากเรือนท่านย่า เป้าหมายคือเรือนของพี่ใหญ่
ข้าต้องไปเตือนพี่ใหญ่!
กลางดึกแล้วแต่ทว่าประตูเรือนด้านนอกได้ยินเสียงเคาะประตูจนปี้ถังรำคาญ จึงเดินออกไปดูว่าผู้ใดกันที่มารบกวนการพักผ่อนของนายหญิงและคุณหนูใหญ่
เมื่อนางดูช่องที่ส่องด้านนอกพบว่าเป็นคุณหนูรองที่มายืนเคาะที่หน้าประตูจึงถามออกไป
“คุณหนูรองมาทำอันใดเจ้าคะ” ปี้ถังไม่ไว้ใจ นางระแคะระคายมาบ้างแล้วว่าคุณหนูรองมีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้คุณหนูใหญ่ได้รับบาดเจ็บ แต่กลับไม่ถูกสอบสวน ทั้งทำให้ฮูหยินใหญ่ต้องโดนลงโทษอย่างไร้ความเป็นธรรม
“ปี้ถังข้าต้องการพบพี่ใหญ่” ฟู่หลิงหยวนยืนหอบหายใจ นางวิ่งมาตั้งไกล เพื่อจะมาบอกข่าวแต่ประตูจวนของฮูหยินใหญ่ปิดเสียแล้ว
“คุณหนูใหญ่กับนายหญิงหลับไปแล้วเจ้าค่ะ”
“ปลุกเร็วข้ามีข่าวท่านย่าจะมาบอก”
ปี้ถังลังเลใจ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี แต่เรื่องนายหญิงผู้เฒ่าก็สำคัญเช่นกัน และไม่รู้ว่าคุณหนูรองไปรู้อะไรมา
แต่ขณะที่นางกำลังตัดสินใจอยู่นั้น ด้านหลังคุณหนูใหญ่ก็เดินมาคงจะได้ยินเสียงที่นางคุยกับคุณหนูรองกระมัง
“ปี้ถังมีอะไร”
“คุณหนูรองมาหาท่านบอกว่ามีเรื่องด่วนเจ้าค่ะ”
ฟู่อินเหยาหรี่ตามองใช้สมองคิดพิจารณา ในเรื่องตอนเด็กน้องสาวของนางยังไม่มีเรื่องหมางใจกับนาง ไม่แน่ว่าที่นางพูดอาจจะมีความจริงอยู่ เช่นนั้นนางก็รับฟังเถิด
“เปิดประตูให้นางเข้ามา” ฟู่อินเหยาอยากจะรู้ว่านางมีเรื่องอันใด แค่ฟังนางก็พอที่เหลือค่อยตัดสินใจว่าจะเชื่อดีหรือไม่
“พรุ่งนี้ท่านย่าจะมาที่เรือนท่าน เอากระเพาะปลาที่ใส่บางอย่างมา ท่านอย่ากินนะเจ้าคะ” ฟู่หลิงหยวนรู้สึกผิดที่ทำให้พี่สาวบาดเจ็บจึงเอาเรื่องนี้มาบอก
ฟู่อินเหยาได้ฟังแล้วก็รู้สึกสนใจ นางเอกอย่างไรก็เป็นนางเอกสินะ แสนดีขนาดนี้ไม่น่าเล่าโดนนางร้ายอย่างข้าจัดการเสียอยู่หมัด
เอาเถอะในเมื่อเกิดมาชาตินี้ไม่คิดเอาชนะนางอยู่แล้ว ก็จะเชื่อนางสักครั้ง
“กระเพาะปลาหรือน่าสนใจ” ฟู่อินเหยาทำกระเพาะปลาเป็นเช่นเดียวกัน แต่ไม่รู้ว่าในครัวของท่านแม่มีของพวกนี้หรือไม่
“เจ้าค่ะ ท่านย่าโมโหที่ไม่สามารถนำยามาให้ฮูหยินใหญ่ดื่ม จึงหาทางอื่นท่านต้องระวังตัวนะเจ้าคะ ข้าไปก่อน” ฟู่หลิงหยวนรีบวิ่งออกไปก่อนที่จะมีคนเห็นว่านางแอบมาที่เรือนของพี่ใหญ่
ฟู่อินเหยากดยิ้มมุมปาก แล้วก็ชวนปี้ถังเข้าไปในครัว ในเมื่อต้องการจัดการท่านแม่ของนางเพียงนี้ นางไม่จัดการกลับเห็นทีจะไม่ได้การ
‘มาเถอะ...ข้าจะสั่งสอนให้ท่านรู้ว่านางร้ายเช่นข้า ร้ายได้มากกว่าที่ท่านคาดคิด’
“พี่เขย...หยุดเดี๋ยวนี้นะ นั่นมันของสะสมของข้า”อินจื้อกลับจากชายแดนหอบหีบของสะสมมามากมาย แต่เมื่อเขากำลังจะเข้าไปชื่นชมหยกสีชมพูที่ตนเองประมูลมาได้ พี่เขยตัวแสบกลับขโมยมันออกมาเสียนี่ “อินจื้ออะไรกันโวยวายแต่เช้า” อินเหยานั่งตรวจบัญชีอยู่ในห้อง เพราะหอเริงรมย์ของอินจื้อทำรายได้อย่างงาม จนต้องนำบัญชีมาคิดแบ่งให้น้องชายผู้เก่งกาจการค้า จึงทำให้ได้ยินเสียงตีกันระหว่างสามีกับน้องชายคนเล็ก “ก็พี่เขยน่ะสิ ขโมยหยกสีชมพูของข้าไป ข้าตั้งใจจะทำปิ่นให้กับหลานสาวของข้านะ” อินจื้อที่โดนกลั่นแกล้งบ่อยครั้ง และทุกครั้งก็มักจะฟ้องพี่สาวเสมือนเช่นตอนเด็ก ทำให้อินเหยาส่ายหน้า ทั้งมองไปยังสามีที่ชอบแหย่รังแตน รู้ทั้งรู้ว่าของในห้องสมบัติเจ้าน้องชายตัวแสบนั้นหวงแหนเพียงใด “ท่านพี่คืนอินจื้อไป” อินเหยาสั่งเสียงเฉียบ ทำให้คนที่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ลอยหน้าลอยตาราวกับคนว่างงาน ไร้สิ่งใดทำ เพราะรับตำแหน่งอ๋องกินเมืองอย่างสุขสบาย ชอบหาเรื่องกลั่นแกล้งน้องชายเป็นงานอดิเรก “อาเหยา เจ้านี่รีดไถข้าไปเท่าไหร่ แค่ข้าอยากได้หยกมาทำเครื่องประดับให้เจ้าเขาทำงก” “จื้อไม่ใช่คนงก
หลังจากงานอภิเษกของหลิงหยวนกับองค์ชายรอง อินหยาต้องเดินทางไปยังแคว้นฉินโดยพาลูกชายของนางอันหลานไปเยี่ยมเสด็จปู่และเสด็จย่า รวมทั้งเดินทางเป็นเพื่อนองค์หญิงสามในการจัดงานอภิเษกสมรสระหว่างองค์ชายรองหรือว่าที่องค์รัชทายาทคนใหม่ของแคว้นฉิน แม้องค์หญิงสามจะพูดว่าไม่ตื่นเต้น แต่ทว่านางเข้าใจความรู้สึกในช่วงใกล้แต่งงานดีที่สุด “องค์หญิงสาม ท่านนอนแล้วหรือ” อินเหยาเดินออกมาจากกระโจมพักของตัวเองและสามี ยามนี้อันหลานของนางหลับไปแล้ว เนื่องจากเดินทางตลอดทั้งวันทำให้เขาอ่อนเพลีย นางจึงเดินมาดูองค์หญิงสามเสียหน่อย “ยังหรอก เจ้าเข้ามาเถอะ” ซานลู่รู้สึกใจหายอยู่ไม่น้อย ที่ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอน บ้านที่นางเล่นซนแต่กลับไม่เคยมีใครดุด่านางจริงจัง นอกเสียจากเสด็จแม่ บ้านที่นางดื้ออย่างไรก็ได้ แต่ไปแคว้นฉินคราวนี้ นางไปในฐานะว่าที่ชายาองค์ชายรอง ไม่รู้ว่าที่นั่นจะต้อนรับนางหรือไม่ ในใจยังกังวลไม่น้อย “เจ้ากลัวหรือไม่” อินเหยานั่งด้านข้างจับมือสหายของตนเพื่อให้กำลังใจ “บอกไม่กลัวข้าคงโกหก วางใจเถอะข้าน่ะต้องอยู่ให้ได้” ซานลู่บอกสหายอย่างเข้มแข็ง ทั้งที่ใจอ่อนยวบ ไม่รู้
งานปักปิ่นของลูกสาวคนที่สามของตระกูลฟู่จัดยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน และครั้งนี้ดูเหมือนเหล่าพี่เขยของหลิงหยวนต่างเอาใจนางถึงขนาดหาของขวัญอันแสนงดงามมาให้นางจนเต็มเรือน “พี่สามท่านชอบหรือไม่” อินจื้อหาของขวัญล้ำค่าจากชายแดนที่หาไม่ได้ในเมืองหลวง เป็นผ้าทอจากเส้นไหมทองคำที่สิบปีจะเกิดสักครั้ง และนั่นย่อมนำมาตัดชุดที่งดงามได้แน่นอน “ย่อมชอบ ขอบใจเจ้ามากที่ยังคงนึกถึงพี่สาม” ส่วนคนอื่น ๆ ก็ให้ปิ่นล้ำค่า ไข่มุกหายากเครื่องประดับสวยงาม แต่มีชิ้นหนึ่งที่นางคงจะละเลยไม่ได้ก็คือของขวัญจากว่าที่สามี ที่เป็นเชือกถักที่เขาทำด้วยตัวเองพร้อมกับกระซิบบอกนาง “เชือกถักนี้ถือเป็นของที่ใช้ถือในวันแต่งงาน นั่นหมายถึงว่าข้าพร้อมรักใคร่กลมเกลียวกับเจ้าแล้ว” ใบหน้าของหลิงหยวนแดงก่ำทันทีที่ฟังจบ พลันในหัวคิดถึงเพียงแต่วันนั้นที่นางได้แตะสวรรค์ชั้นเซียนเป็นครั้งแรกด้วยปากของเขา ใช่ด้วยปาก เขาก็ยังคงอยากเก็บส่วนที่สำคัญที่สุดเอาไว้ในคืนเข้าหอสินะ เมื่อนั่งอมยิ้มอยู่ในห้องลำพังได้เพียงชั่วครู่ เสียงคนเดินเข้ามาด้านในจนทำให้นางหยุดคิดและไปดูว่าด้านนอกมีอะไรก
สองปีผ่านไป น้องชายคนเล็กของอินเหยาเป็นพ่อค้าที่น่าจับตามอง แม้ว่าเขาอายุเพียง 12 หนาว แต่ทว่าด้วยรูปร่างสูงใหญ่จนโตเป็นหนุ่มแล้ว จึงทำให้เขาดูน่าเกรงขาม เป็นคุณชายที่ทำการค้าได้เก่งกาจ และไม่มีใครกล้าเอาเปรียบด้วยความละเอียดรอบคอบ ตอนนี้ทั้งอินเหยาและปี้ถังต่างเป็นแม่คนแล้ว ปี้ถังมีลูกสาวหนึ่งคน ส่วนอินเหยามีลูกชายหนึ่งคน และใบหน้าคลับคล้ายกับอินจื้อเป็นพิเศษ โดยเฉพาะดวงตาเจ้าเล่ห์ “อันหลาน เจ้าจะเหมือนท่านน้าเล็กเจ้าไม่ได้นะ” ฉินอันจวินที่รับตำแหน่งอ๋องแล้วมาหยอกล้อกับบุตรชายอันหลาน เป็นนามที่เสด็จแม่ของเขาตั้งให้ และลุ่มหลงหลานชายคนแรกนี้ที่สุด “ท่านพี่ท่านก็เอาแต่ต่อว่า ยิ่งว่าก็ยิ่งเหมือนเห็นหรือไม่ น้าชายของเขาฉลาดปราดเปรื่อง เหมือนน้าจื้อย่อมเป็นเรื่องมงคล” ฉินอันจวินไร้คำจะกล่าว อีกไม่นานก็ต้องพบเจ้าอ้วนตัวแสบแล้วสินะ “อาจื้อของเจ้าจะกลับมาเมื่อไหร่กัน ข้าจะได้พาลูกชายไปที่อื่น” “ก็อีกวันน่าจะถึง” อินเหยาตอบสามี เพราะว่าถึงงานปักปิ่นของหลิงหยวนแล้ว เหล่าบุรุษตระกูลฟู่ที่ออกไปอยู่ชายแดนต้องกลับมาร่วมงาน “เห
อินจ้านและอินจื้อ เดิมบิดาอยากให้ทั้งสองรับหน้าที่เป็นแม่ทัพต่อจากตน แต่ทว่านางห้ามปรามเอาไว้ คิดว่าให้น้องชายทั้งสองเป็นผู้เลือกเองเถิดว่าอยากเป็นบัณฑิต เป็นพ่อค้า หรือเป็นทหาร แต่สามีของนางนี่สิมันน่าตีนักบอกให้ลองไปฝึกดูก่อน หากไม่ชอบก็ไม่สาย และนางต้องห่างจากอินจื้อและอินจ้านชั่วคราวทำให้นางเจ็บปวดใจนัก “พี่ใหญ่ พี่เขยรังแกข้า ให้ท่านพ่อส่งข้าไปห่างไกลท่าน อย่างไรท่านควรสั่งสอนเขาให้ดีกว่านี้สักหน่อย” อินจื้อ คือบุรุษเจ้าสำอาง แน่นอนว่าเขาไม่อยากเดินทางห่างจากจวนเลยสักนิด “พี่ใหญ่ไปคุยกับท่านพ่ออีกทีดีหรือไม่” เมื่อต้องห่างจากน้องชายที่เลี้ยงมากับมือ ใจของอินเหยาก็เริ่มสั่นไหว ทั้งเป็นห่วง ทั้งคิดถึง ไม่รู้ว่าอยู่ชายแดนจะเป็นเช่นไร “พี่ใหญ่อย่าดีกว่า” อินจื้อแม้ไม่อยากไป แต่พี่เขยตัวแสบน่ะสิปรามาสเขาไว้ว่า อยู่ได้แค่วันเดียวก็ต้องวิ่งกลับเมืองหลวงแล้ว คอยดูเขาจะอยู่ให้ครบสามเดือนให้ได้ “พี่ว่าเจ้าคิดดี ๆ อีกทีก็ไม่สาย” อินเหยาเกลี้ยกล่อมน้องชาย แต่กลับโดนสามีห้ามเอาไว้ “เหยาเอ๋อร์ปล่อยให้เขาไปเผชิญความลำบากบ้าง จะได้ฝึกความอดทน
หนึ่งคำนับฟ้าดิน... สองคำนับบิดามารดา... สามเจ้าบ่าวเจ้าสาวคำนับกันและกัน... เสร็จพิธีเข้าหอได้.... เสียงสิ้นสุดพิธีการแต่งงานที่จัดยิ่งใหญ่ โดยจัดรวมกันที่วังหลวง เพราะว่าสามารถรับรองคนได้เยอะ รวมทั้งรักษาความปลอดภัยของคนสำคัญของแคว้นทั้งสอง เพราะมีทั้งฮ่องเต้แคว้นฉินและฮองเฉา รวมทั้งองค์ชายอีกสองคนมาร่วมงาน แต่เข้าหอก็ยังมาเข้าหอที่เรือนหอที่สร้างเอาไว้ โดยอินเหยาจะไปรออยู่ห้องหอของเรือนหอหลังใหม่ ส่วนปี้ถังจะเข้าหอที่เรือนหอของตระกูลเหลียง เนื่องจากมีบุตรชายเพียงคนเดียว ทำให้เสนาบดีเหลียงกับฮูหยินอยากให้อยู่ที่ตระกูลเหลียงเป็นบ้านหลัก ส่วนเจ้าบ่าวทั้งสองนั้น...ถูกเหล่าบุรุษกักตัวเอาไว้ในงานเลี้ยงที่วังหลวง “พี่เขย...ดื่ม! วันนี้ไม่เมาไม่เลิก” อินจื้อต้องมอมพี่เขยให้เมาจะได้ขัดขวางความสุขของพี่เขยสักเล็กน้อย แม้ว่าหลายวันที่ผ่านมาเขารีดไถไปเยอะแล้ว แต่นั่นยังไม่พอหรอกนะ “อินจื้อข้าจะไปหาพี่สาวเจ้า” ฉินอันจวินปวดขมับทีเดียว เมื่อเจ้าน้องชายตัวแสบของภรรยาคิดจะมอมเหล้าเขาให้ตายไปข้างหนึ่ง ทั้งที่เขาหลบเลี่







