LOGINกลางดึกในครัวของเรือนฮูหยินใหญ่ เสียงรื้อข้าวของจากเด็กน้อยวัยห้าหนาวสองคนเพื่อค้นหาวัตถุดิบทำกระเพาะปลาตบตาคนของท่านย่า แต่เมื่อตรวจดูแล้วกระเพาะปลาไม่มี แต่ว่ามีหนังหมูตากแผ่นเหมือนแคปหมูแผ่นใหญ่ที่ลักษณ์คล้ายกันพลันในใจก็กระหยิ่มยิ้มย่อง
‘ข้าไม่ต้องเป็นขโมยแล้ว’ เดิมหากว่าไม่มีของนางกับปี้ถังจะไปขโมยมาจากครัวใหญ่ในจวน แต่นึกไม่ถึงว่าจะมีของใช้ทดแทนกันได้
"เห็ดหอม หน่อไม้เส้นดอง เนื้อไก่แป้งมัน" นางเรียงของที่จำเป็นต้องใช้ออกมา ส่วนเครื่องปรุงนับว่าครัวเล็ก ๆ แห่งนี้มีพร้อมสรรพ
“เจ้าไปจุดไฟ ข้าจะเตรียมเนื้อไก่ต้มน้ำซุป” ฟู่อินเหยาเมื่อต้องตบตาย่อมต้องมีอาหารที่คล้ายกัน
ไม่นานไฟในครัวก็ถูกจุด แล้วน้ำซุปไก่ก็ถูกต้มจากนั้นนางก็มาต้มหนังหมูแผ่นที่ทอดกรอบขึ้นฟูให้นิ่มเหมือนกระเพาะปลา จากนั้นก็พักไว้ รอจนน้ำเดือดนางก็ใส่เครื่องปรุงต่าง ๆ เอาไว้จากนั้นเมื่อได้รสชาตินางจึงยกไว้ก่อนพรุ่งนี้ตอนอุ่นจะใส่แป้งมันลงไป หากใส่ตั้งแต่คืนนี้จะจับเป็นก้อนดูไม่น่ากินและอาจจะถูกจับได้
นางกับปี้ถังกลับเข้าห้องไปนอน จากนั้นก็รอเพียงรุ่งเช้ามาถึง ปี้ถังตื่นก่อนแล้วก็ปลุกคุณหนูใหญ่ให้ตื่นขึ้น นางล้างหน้าป้วนปากด้วยน้ำเกลือแล้วใช้รากไม้อะไรสักอย่างที่ปี้ถังส่งให้สีฟัน จากนั้นก็ไปจัดการกระเพาะปลาปลอมของตัวเองให้เสร็จ
หน้าตามันคล้ายเป็นอย่างมาก อาจจะรสชาติดีกว่าในเรือนนี้ด้วยซ้ำไป นางทำไว้หม้อใหญ่แล้วเก็บใส่หม้อรอคอยเพียงท่านย่ามาถึงจวนเท่านั้น
และแล้วยามซื่อสิ่งที่นางรอคอยก็มาถึง เมื่อท่านย่าและท่านป้าเขื่อเจี้ยเดินเข้ามา พร้อมกับให้สาวใช้ยกโถอะไรสักอย่างมาด้วย หากเดาไม่ผิดคงเป็นกระเพาะปลาเจือยาพิษสินะ
‘ดี...ดียิ่งนัก’
“คารวะท่านย่า” ฟู่อินเหยาอยู่ในชุดเรียบร้อยก็จริงแต่ที่ศีรษะยังคงมีผ้าพันบอกให้รู้ว่ายังเป็นแผลอยู่ และก็ได้รับสายตาดูไม่ค่อยจริงใจ มาจากท่านย่าใจร้ายแต่ไม่ทำให้นางเสียอกเสียใจอันใด ทั้งยังดีใจที่ท่านย่าแสดงออกอย่างชัดเจนเช่นนี้
เมื่อมองเลยไปด้านหลังเขื่อเจี้ยที่ถือโถใส่อาหารส่งยิ้มแสยะให้นาง นางก็เพียงแต่มองไปที่โถใบนั้นอย่างสนใจ
“ไป๋เฟิ่นโยว่เป็นอย่างไรบ้าง” จิววั่งซูไม่ใช่มาเพื่อเป็นห่วงลูกสะใภ้ นางถามตามมารยาท เพื่อจะได้ทำเรื่องที่คิดมาให้สำเร็จก็เท่านั้น
แผนการของนางต้องรัดกุม นางจึงมาดูด้วยตนเอง
“ท่านแม่ยังไม่ตื่นเจ้าค่ะ” ฟู่อินเหยาขัดขวางขั้นที่หนึ่งด้วยการบอกว่าท่านแม่ยังไม่ตื้น เพื่อเป็นการตักเตือน “เหตุใดไม่ปลุกมากินข้าวกินยา เจ้าเป็นลูกประสาอะไร”
‘เอ้า...ข้าไม่ปลุกก็ผิดด้วย เป็นย่าประสาอะไร’
แต่เพียงแค่คิดในใจเท่านั้น เพราะหากต่อปากต่อคำมากกว่านี้เรื่องที่ท่านย่าคิดวางยาท่านแม่คงไม่ล้มเลิกง่าย ๆ มิสู้ให้ท่านย่าคิดว่าท่านแม่กินยาพิษนั้นไปเสีย จะได้เลิกตอแย ระหว่างนี้นางก็จะได้รอเพียงท่านพ่อกลับมาเท่านั้น
“ข้าไม่อยากรบกวนท่านแม่เจ้าค่ะ” ฟู่อินเหยากล่าวที่ตรงข้ามกับใจ แม้ในใจอยากจะพูดอีกอย่างก็ตาม
“ข้าให้คนทำกระเพาะปลามาบำรุงร่างกายของแม่เจ้า เจ้าปลุกนางเถิดกำลังร้อน ๆ อยู่เชียว” จิววั่งซูนั่งลงตรงโต๊ะรับแขก แล้วก็รอดูให้แน่ชัดว่านางได้กินกระเพาะปลาเข้าไปแล้วจริง ๆ
“ท่านป้าเขื่อเจี้ยส่งกระเพาะปลาให้กับปี้ถังเถิด ให้นางไปจัดใส่ถ้วยข้าจะได้ป้อนท่านแม่ได้สะดวกยิ่งขึ้น”
ฟู่อินเหยามองเห็นทางที่จะสลับกระเพาะปลาแล้ว เพราะว่าเขื่อเจี้ยไม่ได้จัดถ้วยมาให้ดังนั้นนางต้องรีบจัดการ
“มารับไปสิ” เขื่อเจี้ยอมยิ้ม งานนี้นางใส่ยาไว้เรียบร้อยแล้ว มีฮูหยินผู้เฒ่ามาคุมด้วยตัวเอง เด็ก ๆ พวกนี้ไม่กล้าก่อเรื่องเป็นแน่
ปี้ถังรับไปถืออย่างระวัง จากนั้นเข้าไปในครัวจัดการหยิบถ้วยจัดกระเพาะปลาที่คุณหนูใหญ่ทำไว้ พบว่าหน้าตาคล้ายคลึงกันอยู่เล็กน้อย หากไม่สังเกตก็คงไม่รู้
นางตักมาสองถ้วย เพื่อให้นายหญิงคุณหนูใหญ่ได้ทานด้วยกัน เมื่อนางเอากระเพาะปลาไปส่งแล้ว จึงนำกระเพาะปลาของนายหญิงผู้เฒ่าตรงไปยังเรือนครัว เมื่อเห็นแล้วว่ากระเพาะปลายังมีอยู่ในกระทะคงเป็นเหล่าแม่ครัวเก็บไว้กินกระมัง นางจึงเทกระเพาะปลารวมไปในนั้น ประจวบเหมาะกับมีสาวใช้เดินมาพอดี
“ท่านป้าเขื่อเจี้ยให้เจ้าเก็บกระเพาะปลาที่เหลือไว้ให้นาง เจ้าจัดการแล้วหรือไม่” สาวใช้ที่แอบกินกระเพาะปลารีบซุบซิบถาม
“ตายจริงข้ายังไม่ได้เก็บเลย แบ่งจากของนายหญิงผู้เฒ่าออกมาอุ่นดีหรือไม่ แล้วค่อยตักแบ่งเป็นสองที่”
ปี้ถังได้ฟังดังนั้นก็ขำขันในใจ ดีเช่นกันให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัว
ปี้ถังที่ตัวเล็ก แอบมุมช่องข้างห้องเก็บฟืนออกมา จากนั้นก็รีบกลับไปยังเรือนฮูหยินใหญ่เพื่อไม่ให้ใครจับได้ แต่ระหว่างทางนางพบเข้ากับอนุฮัน ที่เดินมากับคุณหนูรอง จึงหลบใกล้พุ่มไม้ ไม่อยากให้คนเหล่านั้นเห็นนาง
ฟู่หลิงหยวนที่เห็นปี้ถังวิ่งไหว ๆ ก็รีบพาท่านแม่เดินไปอีกฝั่ง หวังเพียงว่าเรื่องเมื่อคืนจะช่วยพี่ใหญ่ได้กระมัง
ในเรือนฮูหยินใหญ่...ฟู่อินเหยาตักกระเพาะปลาทีละคำเป่าให้อุ่นจากนั้นก็ป้อนท่านแม่ และนี่เป็นกระเพาะปลาสูตรของนาง ที่ใครได้กินย่อมต้องติดใจ ทั้งวัตถุดิบยังหาไม่ยากและราคาถูกอีกด้วย ทั้งมีไก่ฉีกโรยหน้าบำรุงร่างกายให้ท่านแม่แข็งแรงอีกด้วย
นางหันกลับมาเห็นท่านย่ายิ้มดีใจที่ท่านแม่กินกระเพาะปลาเสียได้ แต่หารู้ไม่ว่านี่คือกระเพาะปลาของนางไม่ใช่จากห้องครัวของตระกูล
“ท่านแม่เจ้าคะ รสชาติกระเพาะปลายอดเยี่ยมเช่นนี้ ท่านให้พ่อครัวคนใหม่ทำหรือเจ้าคะ”
จิววั่งซูหันไปมองสาวใช้คนสนิท ทั้งขยิบตาให้นางจากนั้นจึงกล่าวขึ้นราวกับเป็นคนละคนกับที่เคยลงโทษนาง
“แม่ย่อมคัดเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เจ้าได้กิน อีกหน่อยลีหยวนกลับมาจะได้ไม่ว่าข้าเอาได้ ว่าดูแลเจ้าไม่ดี”
ฟู่อินเหยาอยากจะอ้วกเสียจริง ทุกครั้งเคยดูแลดีด้วยรึ กดขี่สารพัด ยิ่งกว่าทาสใช้แรงงานเสียอีก หากไม่คิดว่าท่านแม่เป็นฮูหยิน นางคิดว่าเป็นสาวใช้ที่ซื้อมาด้วยซ้ำ
“ท่านแม่ก็กินด้วยกันสิเจ้าคะ” ไป๋เฟิ่นโยว่เชิญชวนอย่างมีน้ำใจ นั่นสร้างรอยยิ้มเต็มใบหน้าให้กับฟู่อินเหยาจนนึกบางอย่างออก
“จริงเจ้าค่ะ อีกถ้วยนี้ท่านก็ทานเถอะ ท่านย่าต้องบำรุงสุขภาพให้มาก” นางหันมาหยิบถ้วยกระเพาะปลาที่เปลี่ยนแล้วยื่นให้ท่านย่า แต่ทว่าท่านย่าดูมีพิรุธอย่างยิ่ง
“ข้าเก็บไว้ที่เรือนแล้ว นี่สำหรับเจ้า กินให้มาก ๆ”
“กระเพาะปลานี้ของท่านย่านี่เจ้าคะ ท่านย่าก็ทานเถอะ ปี้ถังบอกว่าในครัวยังมีเหลือ ข้าไปตักใหม่ก็ได้”
ข้าบอกไว้เลยว่ากินอันนี้อาจจะปลอดภัย แต่หากกินที่เรือนของท่านอาจจะได้กระเพาะปลาที่ท่านตั้งใจทำให้ท่านแม่ของข้ากินก็เป็นได้ ป่านนี้ปี้ถังยังไม่กลับแต่คิดว่าน่าจะสำเร็จตามแผนที่วางเอาไว้แน่นอน
“แม่เจ้ากินเถอะ” จิววั่งซูพยายามคะยั้นคะยอถ้วยกระเพาะปลานี้ให้กับลูกสะใภ้ที่ไม่โปรดกินเสีย ฤทธิ์ยาจะได้ออกเร็ว ๆ เหลือเวลาอีกไม่นานแล้วด้วย
แต่ใครจะคาดระหว่างที่กำลังผลักกระเพาะปลาเจ้าปัญหานี้ให้กับท่านแม่ของนาง คนที่ไม่คิดว่าจะกลับมาก็มายืนอยู่ด้านหน้าประตูและเสียงที่เปล่งออกมาทำให้ทั้งสามสตรีตะลึงเป็นตาเดียว
“กระเพาะปลามีปัญหารึ!”
เสียงที่คุ้นเคยดีนั้นทำให้จิววั่งซูรีบหันไปมองต้นเสียงจากนั้นนางจึงรีบส่ายหน้าทันที
“มะ...ไม่...ไม่มี...”
“เช่นนั้นข้าก็กินได้ใช่หรือไม่”
ผู้มาใหม่ไม่พูดเปล่าทั้งเดินมาหยิบถ้วยกระเพาะปลานั้นขึ้นเป่า แต่แล้วก็ถูกท่านย่าห้ามปรามเอาไว้
“ไม่...กินไม่ได้ เจ้ากินไม่ได้”
“ทำไม?” คิ้วที่ขมวดแน่นของคนที่จับช้อนยกขึ้นจนถึงปากแล้ว แต่กลับถูกขัดขวางการชิมกระเพาะปลาถ้วยนี้
ฟู่อินเหยาแม้เกิดเรื่องไม่คาดฝัน ไม่คิดว่านางจะได้พบเขาผู้นี้รวดเร็วกว่าที่นิยายเขียนไว้ แต่ความทรงจำของนางคือเขาช่างเป็นคนเย็นชาเสียจนคิดว่าไร้หัวใจด้วยซ้ำ แต่ก็รู้สึกสนุกไม่น้อยกับการแก้ตัวของท่านย่า นางจึงกล่าวเสริมอีกหน่อย
“กระเพาะปลานี้ของท่านไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงกินไม่ได้เล่า แต่มารดาข้ากินได้ผู้เดียว”
“พี่เขย...หยุดเดี๋ยวนี้นะ นั่นมันของสะสมของข้า”อินจื้อกลับจากชายแดนหอบหีบของสะสมมามากมาย แต่เมื่อเขากำลังจะเข้าไปชื่นชมหยกสีชมพูที่ตนเองประมูลมาได้ พี่เขยตัวแสบกลับขโมยมันออกมาเสียนี่ “อินจื้ออะไรกันโวยวายแต่เช้า” อินเหยานั่งตรวจบัญชีอยู่ในห้อง เพราะหอเริงรมย์ของอินจื้อทำรายได้อย่างงาม จนต้องนำบัญชีมาคิดแบ่งให้น้องชายผู้เก่งกาจการค้า จึงทำให้ได้ยินเสียงตีกันระหว่างสามีกับน้องชายคนเล็ก “ก็พี่เขยน่ะสิ ขโมยหยกสีชมพูของข้าไป ข้าตั้งใจจะทำปิ่นให้กับหลานสาวของข้านะ” อินจื้อที่โดนกลั่นแกล้งบ่อยครั้ง และทุกครั้งก็มักจะฟ้องพี่สาวเสมือนเช่นตอนเด็ก ทำให้อินเหยาส่ายหน้า ทั้งมองไปยังสามีที่ชอบแหย่รังแตน รู้ทั้งรู้ว่าของในห้องสมบัติเจ้าน้องชายตัวแสบนั้นหวงแหนเพียงใด “ท่านพี่คืนอินจื้อไป” อินเหยาสั่งเสียงเฉียบ ทำให้คนที่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ลอยหน้าลอยตาราวกับคนว่างงาน ไร้สิ่งใดทำ เพราะรับตำแหน่งอ๋องกินเมืองอย่างสุขสบาย ชอบหาเรื่องกลั่นแกล้งน้องชายเป็นงานอดิเรก “อาเหยา เจ้านี่รีดไถข้าไปเท่าไหร่ แค่ข้าอยากได้หยกมาทำเครื่องประดับให้เจ้าเขาทำงก” “จื้อไม่ใช่คนงก
หลังจากงานอภิเษกของหลิงหยวนกับองค์ชายรอง อินหยาต้องเดินทางไปยังแคว้นฉินโดยพาลูกชายของนางอันหลานไปเยี่ยมเสด็จปู่และเสด็จย่า รวมทั้งเดินทางเป็นเพื่อนองค์หญิงสามในการจัดงานอภิเษกสมรสระหว่างองค์ชายรองหรือว่าที่องค์รัชทายาทคนใหม่ของแคว้นฉิน แม้องค์หญิงสามจะพูดว่าไม่ตื่นเต้น แต่ทว่านางเข้าใจความรู้สึกในช่วงใกล้แต่งงานดีที่สุด “องค์หญิงสาม ท่านนอนแล้วหรือ” อินเหยาเดินออกมาจากกระโจมพักของตัวเองและสามี ยามนี้อันหลานของนางหลับไปแล้ว เนื่องจากเดินทางตลอดทั้งวันทำให้เขาอ่อนเพลีย นางจึงเดินมาดูองค์หญิงสามเสียหน่อย “ยังหรอก เจ้าเข้ามาเถอะ” ซานลู่รู้สึกใจหายอยู่ไม่น้อย ที่ต้องจากบ้านเกิดเมืองนอน บ้านที่นางเล่นซนแต่กลับไม่เคยมีใครดุด่านางจริงจัง นอกเสียจากเสด็จแม่ บ้านที่นางดื้ออย่างไรก็ได้ แต่ไปแคว้นฉินคราวนี้ นางไปในฐานะว่าที่ชายาองค์ชายรอง ไม่รู้ว่าที่นั่นจะต้อนรับนางหรือไม่ ในใจยังกังวลไม่น้อย “เจ้ากลัวหรือไม่” อินเหยานั่งด้านข้างจับมือสหายของตนเพื่อให้กำลังใจ “บอกไม่กลัวข้าคงโกหก วางใจเถอะข้าน่ะต้องอยู่ให้ได้” ซานลู่บอกสหายอย่างเข้มแข็ง ทั้งที่ใจอ่อนยวบ ไม่รู้
งานปักปิ่นของลูกสาวคนที่สามของตระกูลฟู่จัดยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน และครั้งนี้ดูเหมือนเหล่าพี่เขยของหลิงหยวนต่างเอาใจนางถึงขนาดหาของขวัญอันแสนงดงามมาให้นางจนเต็มเรือน “พี่สามท่านชอบหรือไม่” อินจื้อหาของขวัญล้ำค่าจากชายแดนที่หาไม่ได้ในเมืองหลวง เป็นผ้าทอจากเส้นไหมทองคำที่สิบปีจะเกิดสักครั้ง และนั่นย่อมนำมาตัดชุดที่งดงามได้แน่นอน “ย่อมชอบ ขอบใจเจ้ามากที่ยังคงนึกถึงพี่สาม” ส่วนคนอื่น ๆ ก็ให้ปิ่นล้ำค่า ไข่มุกหายากเครื่องประดับสวยงาม แต่มีชิ้นหนึ่งที่นางคงจะละเลยไม่ได้ก็คือของขวัญจากว่าที่สามี ที่เป็นเชือกถักที่เขาทำด้วยตัวเองพร้อมกับกระซิบบอกนาง “เชือกถักนี้ถือเป็นของที่ใช้ถือในวันแต่งงาน นั่นหมายถึงว่าข้าพร้อมรักใคร่กลมเกลียวกับเจ้าแล้ว” ใบหน้าของหลิงหยวนแดงก่ำทันทีที่ฟังจบ พลันในหัวคิดถึงเพียงแต่วันนั้นที่นางได้แตะสวรรค์ชั้นเซียนเป็นครั้งแรกด้วยปากของเขา ใช่ด้วยปาก เขาก็ยังคงอยากเก็บส่วนที่สำคัญที่สุดเอาไว้ในคืนเข้าหอสินะ เมื่อนั่งอมยิ้มอยู่ในห้องลำพังได้เพียงชั่วครู่ เสียงคนเดินเข้ามาด้านในจนทำให้นางหยุดคิดและไปดูว่าด้านนอกมีอะไรก
สองปีผ่านไป น้องชายคนเล็กของอินเหยาเป็นพ่อค้าที่น่าจับตามอง แม้ว่าเขาอายุเพียง 12 หนาว แต่ทว่าด้วยรูปร่างสูงใหญ่จนโตเป็นหนุ่มแล้ว จึงทำให้เขาดูน่าเกรงขาม เป็นคุณชายที่ทำการค้าได้เก่งกาจ และไม่มีใครกล้าเอาเปรียบด้วยความละเอียดรอบคอบ ตอนนี้ทั้งอินเหยาและปี้ถังต่างเป็นแม่คนแล้ว ปี้ถังมีลูกสาวหนึ่งคน ส่วนอินเหยามีลูกชายหนึ่งคน และใบหน้าคลับคล้ายกับอินจื้อเป็นพิเศษ โดยเฉพาะดวงตาเจ้าเล่ห์ “อันหลาน เจ้าจะเหมือนท่านน้าเล็กเจ้าไม่ได้นะ” ฉินอันจวินที่รับตำแหน่งอ๋องแล้วมาหยอกล้อกับบุตรชายอันหลาน เป็นนามที่เสด็จแม่ของเขาตั้งให้ และลุ่มหลงหลานชายคนแรกนี้ที่สุด “ท่านพี่ท่านก็เอาแต่ต่อว่า ยิ่งว่าก็ยิ่งเหมือนเห็นหรือไม่ น้าชายของเขาฉลาดปราดเปรื่อง เหมือนน้าจื้อย่อมเป็นเรื่องมงคล” ฉินอันจวินไร้คำจะกล่าว อีกไม่นานก็ต้องพบเจ้าอ้วนตัวแสบแล้วสินะ “อาจื้อของเจ้าจะกลับมาเมื่อไหร่กัน ข้าจะได้พาลูกชายไปที่อื่น” “ก็อีกวันน่าจะถึง” อินเหยาตอบสามี เพราะว่าถึงงานปักปิ่นของหลิงหยวนแล้ว เหล่าบุรุษตระกูลฟู่ที่ออกไปอยู่ชายแดนต้องกลับมาร่วมงาน “เห
อินจ้านและอินจื้อ เดิมบิดาอยากให้ทั้งสองรับหน้าที่เป็นแม่ทัพต่อจากตน แต่ทว่านางห้ามปรามเอาไว้ คิดว่าให้น้องชายทั้งสองเป็นผู้เลือกเองเถิดว่าอยากเป็นบัณฑิต เป็นพ่อค้า หรือเป็นทหาร แต่สามีของนางนี่สิมันน่าตีนักบอกให้ลองไปฝึกดูก่อน หากไม่ชอบก็ไม่สาย และนางต้องห่างจากอินจื้อและอินจ้านชั่วคราวทำให้นางเจ็บปวดใจนัก “พี่ใหญ่ พี่เขยรังแกข้า ให้ท่านพ่อส่งข้าไปห่างไกลท่าน อย่างไรท่านควรสั่งสอนเขาให้ดีกว่านี้สักหน่อย” อินจื้อ คือบุรุษเจ้าสำอาง แน่นอนว่าเขาไม่อยากเดินทางห่างจากจวนเลยสักนิด “พี่ใหญ่ไปคุยกับท่านพ่ออีกทีดีหรือไม่” เมื่อต้องห่างจากน้องชายที่เลี้ยงมากับมือ ใจของอินเหยาก็เริ่มสั่นไหว ทั้งเป็นห่วง ทั้งคิดถึง ไม่รู้ว่าอยู่ชายแดนจะเป็นเช่นไร “พี่ใหญ่อย่าดีกว่า” อินจื้อแม้ไม่อยากไป แต่พี่เขยตัวแสบน่ะสิปรามาสเขาไว้ว่า อยู่ได้แค่วันเดียวก็ต้องวิ่งกลับเมืองหลวงแล้ว คอยดูเขาจะอยู่ให้ครบสามเดือนให้ได้ “พี่ว่าเจ้าคิดดี ๆ อีกทีก็ไม่สาย” อินเหยาเกลี้ยกล่อมน้องชาย แต่กลับโดนสามีห้ามเอาไว้ “เหยาเอ๋อร์ปล่อยให้เขาไปเผชิญความลำบากบ้าง จะได้ฝึกความอดทน
หนึ่งคำนับฟ้าดิน... สองคำนับบิดามารดา... สามเจ้าบ่าวเจ้าสาวคำนับกันและกัน... เสร็จพิธีเข้าหอได้.... เสียงสิ้นสุดพิธีการแต่งงานที่จัดยิ่งใหญ่ โดยจัดรวมกันที่วังหลวง เพราะว่าสามารถรับรองคนได้เยอะ รวมทั้งรักษาความปลอดภัยของคนสำคัญของแคว้นทั้งสอง เพราะมีทั้งฮ่องเต้แคว้นฉินและฮองเฉา รวมทั้งองค์ชายอีกสองคนมาร่วมงาน แต่เข้าหอก็ยังมาเข้าหอที่เรือนหอที่สร้างเอาไว้ โดยอินเหยาจะไปรออยู่ห้องหอของเรือนหอหลังใหม่ ส่วนปี้ถังจะเข้าหอที่เรือนหอของตระกูลเหลียง เนื่องจากมีบุตรชายเพียงคนเดียว ทำให้เสนาบดีเหลียงกับฮูหยินอยากให้อยู่ที่ตระกูลเหลียงเป็นบ้านหลัก ส่วนเจ้าบ่าวทั้งสองนั้น...ถูกเหล่าบุรุษกักตัวเอาไว้ในงานเลี้ยงที่วังหลวง “พี่เขย...ดื่ม! วันนี้ไม่เมาไม่เลิก” อินจื้อต้องมอมพี่เขยให้เมาจะได้ขัดขวางความสุขของพี่เขยสักเล็กน้อย แม้ว่าหลายวันที่ผ่านมาเขารีดไถไปเยอะแล้ว แต่นั่นยังไม่พอหรอกนะ “อินจื้อข้าจะไปหาพี่สาวเจ้า” ฉินอันจวินปวดขมับทีเดียว เมื่อเจ้าน้องชายตัวแสบของภรรยาคิดจะมอมเหล้าเขาให้ตายไปข้างหนึ่ง ทั้งที่เขาหลบเลี่







