เข้าสู่ระบบภายในร้านเนื้อย่างระดับพรีเมียม บรรยากาศหรูหรานั้นแผ่ซ่านจนทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกเกร็งตั้งแต่ก้าวแรก พื้นหินอ่อนสีดำขลับสะท้อนแสงจากโคมไฟระย้าสีทองจนดูระยิบระยับราวกับดวงดาว กลิ่นหอมมันของเนื้อวากิวที่หยดลงบนเตาถ่านลอยคลุ้ง ปะปนกับกลิ่นอายจาง ๆ ของไวน์ราคาแพง อบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความ “ไฮคลาส” ที่นิยามคำว่าความมั่งคั่งได้อย่างชัดเจนพนักงานในทีม Smart City หลายคนตื่นตาตื่นใจจนเก็บอาการไม่อยู่“ร้านนี้สวยกว่าที่เห็นในรีวิวอีกนะเนี่ย...”“ได้ข่าวว่าต้องจองล่วงหน้าเป็นเดือนเลยนะ แถมเงินในบัญชีต้องถึงด้วย”“เหมือนหลุดเข้ามาในโลกของพวกมหาเศรษฐีเลยอะแก”เสียงซุบซิบดังขึ้นเบา ๆ ระหว่างที่พนักงานสาวหลายคนแอบยกมือถือขึ้นมาหามุมถ่ายรูปเพื่ออัปเกรดโปรไฟล์ของตัวเอง ทว่าไม่นานนัก สายตาทุกคู่ก็พลันหันไปทางประตูเป็นจุดเดียวสวีเนียนอัน เดินเข้ามาในชุดเดรสสีอ่อนที่เรียบง่ายแต่ดูสูงค่า ทว่าสิ่งที่ตรึงสายตาผู้คนไว้กลับเป็นชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีเข้มข้างกายเธอเจียงมู่เฉินเพียงแค่เขาก้าวเข้ามา รัศมีบางอย่างรอบตัวเขาก็ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ท่วงท่าการเดินที่สงบนิ่งและมั่นคง ผิดกับสายตาเร
หลังจากเนียนอันกลับมานั่งประจำที่ได้ไม่นาน เสียงแจ้งเตือนจากระบบภายในบริษัทก็ดังขึ้นเบาๆ[คุณถูกเพิ่มเข้าสู่กลุ่มโครงการ Smart City]ทันทีที่กดเข้าไป รายชื่อสมาชิกทีมก็ปรากฏหราเต็มหน้าจอ ทว่ายังไม่ทันได้ไล่ดูชื่อใคร ข้อความใหม่จากหัวหน้าทีมก็เด้งขึ้นมาเป็นคนแรก[โจวอวี่เผิง]: ทุกคนทำงานหนักช่วงนี้หน่อยนะครับ โปรเจกต์นี้สำคัญกับแผนกเรามากข้อความนั้นดูเป็นทางการและปกติทุกอย่าง แต่เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา หน้าต่างแชทส่วนตัวจากเขาก็เด้งขึ้นมาซ้อนอีกใบ[โจวอวี่เผิง]: ถ้าไม่เข้าใจตรงไหน ทักมาถามผมได้ตลอดนะ... ผมจะช่วยดูให้เป็นพิเศษเนียนอันจ้องมองคำว่า "เป็นพิเศษ" อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพิมพ์ตอบกลับสั้นๆ ตามมารยาท เธอพยายามจะไม่คิดอะไรมากไปกว่าเรื่องงาน แต่แล้วเสียงซุบซิบเบาๆ ราวกับยุงบินจากโต๊ะฝั่งตรงข้ามก็ลอยเข้ามากระทบโสตประสาท“เห็นไหมล่ะ...”“เริ่มอีกแล้วสินะ”พนักงานหญิงสองคนสบตากันอย่างมีเล่ห์นัยก่อนจะรีบหลบตาเมื่อเนียนอันเงยหน้าขึ้น หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินความนัยที่ซ่อนอยู่ในคำพูดเหล่านั้นช่วงเย็นแสงไฟในออฟฟิศเริ่มทยอยดับลงตามพนักงานที่ลากลับบ้าน จะเหลือก็
ภายในห้องทำงานของผู้อำนวยการแผนก ความเงียบเข้าปกคลุมจนผิดปกติ ไร้ซึ้งเสียงรัวแป้นพิมพ์หรือสัญญาณโทรศัพท์ที่ควรจะเป็น มีเพียงเสียงลมหายใจของเธอที่พยายามบังคับให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้จางหรูเหวิน ผู้อำนวยการหญิงวัยสามสิบห้า วางปากกาลงบนโต๊ะอย่างแช่มช้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเนียนอันด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา"คุณพอจะรู้เหตุผลที่ฉันเรียกคุณมาไหม?""เรื่องปรับลดเงินเดือนของทีมค่ะ" เนียนอันตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา "ฉันอยากชี้แจงว่า...""ไม่ใช่เรื่องนั้น" จางหรูเหวินตัดบทสั้นเรียบ เธอลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่ ทอดสายตามองออกไปด้านนอกพลางหันหลังให้คู่สนทนา "ฉันแค่เกรงว่าคุณจะมี 'คนรู้จัก' อยู่ในบริษัทแม่หรือเปล่า"เนียนอันชะงักไปครู่หนึ่ง "ไม่ค่ะ""แน่ใจนะ?""แน่ใจค่ะ ฉันเพิ่งเริ่มงานได้ไม่นาน จะไปมีสายสัมพันธ์กับคนระดับนั้นได้อย่างไร"จางหรูเหวินหมุนตัวกลับมา มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ดูประหลาดพิกล มันไม่ใช่การเหยียดหยัน แต่คล้ายกับรอยยิ้มของคนที่กำลังเฝ้ามองละครตลกบทหนึ่งอย่างใจเย็น"คำสั่งหักเงินเดือนทีมเราส่งตรงลงมาจาก 'ชั้นบนสุด' ค่ะ... ไม่ผ่านมือผู้จัดการกลาง ไม่ผ่านฝ่ายบุคคล"
รถเลี้ยวเข้าสู่โซนร้านอาหารชื่อดังแถบชานเมือง บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนจากตึกสูงเป็นต้นไม้ร่มรื่น มู่เฉินค่อยๆ ลดความเร็วลงก่อนจะเลี้ยวเข้าจอดในที่จอดรถส่วนบุคคลของร้านอาหารป่าสไตล์โฮมเมดที่ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติฝีมือแม่ครัวรุ่นเก๋า"ถึงแล้วครับ ร้านนี้คุณแม่คุณน่าจะชอบ ปลาคังลวกจิ้มกับแกงส้มชะอมกุ้งที่นี่เด็ดมาก"เขากล่าวด้วยน้ำเสียงร่าเริงตามปกติพลางดับเครื่องยนต์ แต่เนียนอันยังคงนั่งนิ่ง ความเงียบภายในรถที่ไร้เสียงเครื่องยนต์กลับมาย้ำเตือนถึงความอึดอัดในใจเธออีกครั้ง มู่เฉินที่กำลังจะเปิดประตูรถชะงักไป เขาหันกลับมามองหญิงสาวข้างกายอย่างเต็มตา"อันอัน... คุณดูไม่โอเคเลย" เขาปล่อยมือจากที่เปิดประตูแล้วขยับตัวเข้าหาเธอเล็กน้อย "ถ้าคุณนายเจียงพูดอะไรที่ทำให้คุณไม่สบายใจ บอกผมตรงๆ ได้ไหมครับ? อย่าเก็บไว้คนเดียวเลย"เนียนอันหันไปสบตากับเขา แววตาของมู่เฉินในยามนี้ดูใสซื่อและเต็มไปด้วยความกังวลจนเธอเริ่มสับสน หรือเธอจะมองโลกในแง่ร้ายเกินไป? หรือความจริงแล้วเขาเองก็เป็นเพียง 'เบี้ย' ตัวหนึ่งในเกมของผู้ทรงอิทธิพลเหมือนกัน?"มู่เฉิน... คุณทำงานให้ตระกูลเจียงมานานแค่ไหนแล้วคะ?" เธอถามออกไปในที่
เนียนอันนั่งอยู่ในห้องรับรองนั้นเพียงลำพังอีกราวสิบนาที สายตาของเธอทอดนิ่งอยู่กับถ้วยน้ำชาที่กรุ่นไอจางๆ ประโยคสุดท้ายของคุณนายเจียงยังคงดังก้องอยู่ในมโนสำนึกราวกับแผ่นเสียงที่ตกร่อง'ถ้าวันไหนเขาทำตัวไม่ดี บอกฉันได้นะ จะจัดการให้เอง'คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นเข้าหากันโดยอัตโนมัติ คำพูดนั้นมันฟังดูสนิทสนมเกินกว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง 'เจ้าของบริษัท' กับ 'พนักงาน' มันมีร่องรอยของความเอ็นดู ความถือตนว่าเป็นเจ้าของชีวิต และความกุมอำนาจเหนือกว่าอย่างเด่นชัดเนียนอันลุกขึ้นหยิบกระเป๋าถือ เดินออกจากห้องรับรองผ่านโถงคาเฟ่ที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ใบหน้าของเธอยังคงเรียบเฉยตามนิสัย แต่สมองกลับทำงานอย่างหนักเพื่อประมวลผลชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายเลขาฯ ที่มารับเธอสวมสูทสั่งตัดที่มีตราสัญลักษณ์ของบริษัทใหญ่องค์กรที่กุมเศรษฐกิจเกือบครึ่งของเมืองนี้ และที่สำคัญที่สุดคือ ท่าทีของคุณนายเจียงตอนที่เธอเอ่ยคำว่า 'พนักงานขับรถ' ออกไปมันไม่ใช่การเหยียดหยาม... แต่มันคือแววตาที่เหมือนเห็นเรื่องตลกที่ขำไม่ออก แววตาของผู้ใหญ่ที่กำลังมองดูเด็กเล่นขายของเนียนอันหยุดฝีเท้าลงหน้าประตูทางเข้า กระแสลมเย็นปะทะใบหน้าช่วยให
เช้าวันถัดมาเนียนอันตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด แม้จะยังมึนงงกับเรื่อง "บริษัทปิดปรับปรุง" แต่เธอก็ถือโอกาสนี้เดินทางไปเยี่ยมพ่อที่โรงพยาบาลแต่เช้า หลังจากที่เจียงมู่เฉินอาสามาส่งถึงที่ ก่อนจะขับรถออกไปณ โถงทางเดินหน้าห้องพักฟื้นเนียนอันพูดคุยกับคุณหมอเรื่องอาการของพ่ออยู่พักใหญ่ เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีเธอจึงเดินออกมาเพื่อหาซื้อน้ำดื่ม ทว่าสายตาของเธอกลับเหลือบไปเห็นสตรีวัยกลางคนในชุดสูทสีงาช้างดูสง่างามยืนอยู่สุดทางเดิน อีกฝ่ายสวมแว่นกันแดดแบรนด์เนมและมีท่าทีที่ดู "สูงส่ง" จนผิดที่ผิดทางกับโรงพยาบาลรัฐแห่งนี้เนียนอันขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความคุ้นหน้า แต่พอกระพริบตาอีกที ผู้หญิงคนนั้นก็เดินหายเข้าไปในลิฟต์เสียแล้ว"คงตาฝาดไปเองมั้ง..." เธอพึมพำกับตัวเองเมื่อก้าวพ้นประตูโรงพยาบาลเพื่อจะกลับบ้าน ชายชุดสูทท่าทางเคร่งขรึมคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาขวางทางเธอไว้ เนียนอันชะงักพลางกระชับกระเป๋าสะพายแน่นด้วยความระแวดระวัง"คุณสวีเนียนอันใช่ไหมครับ?" เขาถามด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่เย็นชา"ใช่ค่ะ... คุณเป็นใครคะ?""เจ้านายของผมต้องการพบคุณครับ ท่านรออยู่ที่ร้านน้ำชาใกล้ๆ นี้ โปรดตามผ
เมื่อเปิดอ่านข้อความ เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินออกมาจากห้องประชุม ทั้งที่เป็นถึงเจ้าของบริษัทระดับประเทศทำไมเขาถึงให้ความสนใจข้อความของรุ่นน้องคนหนึ่งที่เคยกินข้าวด้วยกันเพียงครั้งสองครั้งนักดวงตาของเขาเหม่อลอยเมื่อภาพของหญิงสาวแก้มแดงระเรื่อที่หลับอยู่เบาะข้างย้อนกลับเข้ามาในหัว เข
เช้าวันนี้เธอออกไปช่วยพ่อเปิดร้าน ตอนบ่ายแม่มาช่วยด้วย ทำให้เบาแรงพ่อไปได้เยอะ ทั้งวันเธอแทบไม่ได้จับมือถือ เพราะกลัวว่าจะเผลอจดจ่อรออีเมลจากบริษัทมากเกินไปขณะที่เธอกำลังยืนเซ็ตโต๊ะอยู่ในร้าน เสียงเพื่อนสนิทก็ดังขึ้น“พวกเธอ... มาได้ไงเนี่ย”“ก็คิดถึงไง... สวัสดีค่ะคุณป้า”“สวัสดีค่ะ”ทั้งสองคนท
บอกตามตรงว่าเขาไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนที่กล้าสั่งสอนเขานอกจากคุณแม่ แต่ผู้หญิงตรงหน้ากลับกล้าเหลือเกิน ถึงกับบอกให้เขาประหยัด ทั้งที่สิ่งเดียวที่เขามีเยอะมากก็คือเงินนี่แหละ“เอ่อ…คือว่า”สายตาของเธอเลิ่กลั่กเมื่อถูกถามกลับ เธอพลั้งปากพูดไปตามนิสัยจนทำให้เขาไม่ค่อยพอใจหรือเปล่านะ แต่สายตาของเจียงม
พระเจ้าช่วย... ฉันทำอะไรลงไปเนี่ย... ขายหน้าชะมัดเลยสวีเนียนอันผู้น่ารัก กลายเป็นคนเมาแล้วเรื้อนไปซะได้!เธออยากจะร้องไห้ออกมาตรงนี้เหลือเกิน ถ้ามันสามารถแก้ไขอดีตได้ก็คงดี ใครจะรู้ว่าเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์แท้ ๆ ที่ทำให้เธอเสียคนจนถึงขั้นรุกหนักขอวีแชทติดต่อผู้ชายคนนั้น เขาหล่อจริงอันนี้ยอมรับ แต่นิ







