Masuk"คนเราจะหลงรักตัวเองได้มากขนาดไหนกันนะ?"
สวีเนียนอัน จ้องมองเงาสะท้อนในกระจกพลางยกยิ้มอย่างพึงใจ ดวงตาคู่งามฉายแววหยาดเยิ้มราวกับเธอกำลังตกหลุมรักผู้หญิงที่อยู่ในนั้นเสียเต็มประดา มือเรียวแตะไล่ไปตามโครงหน้าที่พระเจ้าบรรจงสร้าง "ทั้งสวย ทั้งหุ่นดีขนาดนี้... ผู้ชายเฮงซวยคนนั้นมันตาถั่วเองที่ไม่รักษาไว้" เธอกระซิบกับตัวเอง น้ำเสียงใส "ไม่เป็นไรนะเนียนอัน ต่อไปนี้ฉันจะดูแลเธอให้ดีที่สุดเอง" นี่สินะความรู้สึกของการมีความสุข... เธอหมุนตัวสำรวจความเรียบร้อย ชุดเชิ้ตสีฟ้าอ่อนขับผิวให้ดูสว่าง จับคู่กับกระโปรงทรงสอบสีดำยาวคลุมเข่า ดูเป็นพนักงานออฟฟิศขึ้นมาเลย ผมยาวสลวยถูกรวบตึงเป็นหางม้า เผยให้เห็นดวงหน้าสะอาดสะอ้านที่ไร้การปรุงแต่งจนเกินงาม เมื่อความมั่นใจเต็มเปี่ยม เธอก็พร้อมสำหรับก้าวแรก "ไปก่อนนะคะแม่" เธอร้องบอกพลางสวมรองเท้าส้นสูงคู่เก่ง "ขอให้โชคดีนะลูก สัมภาษณ์ให้ผ่าน ไร้อุปสรรคทั้งปวงนะ" เสียงให้พรของแม่ดังตามหลังมา กับบานประตูที่ปิดลง ปี 2026 ยังคงหางานยากไม่แพ้กับหาแฟนดี ๆ เด็กจบใหม่มีโอกาสตกงานสูงทำลายสถิติ เธอก็เป็นหนึ่งในนั้น ยุคที่เอไอแทนที่มนุษย์บางส่วน เธอคิดว่าการตลาดยังคงต้องการมนุษย์ "หรือเปล่านะ..." เธอจบจากมหาวิทยาลัย เรียนเกี่ยวกับ digital marketing เขากับยุคเอไอ เพื่อเพิ่มโอกาสรอดให้ตัวเอง ไม่คิดว่าสุดท้าย จะจบลงด้วยการเป็นแม่บ้าน ดูแลครอบครัวสามีจนตัวตาย แต่ไม่ใช่กับเธอคนใหม่แน่นอน ผู้ชายที่ดีจะไม่ทำให้ผู้หญิงที่เขารักต้องลำบาก เป็นเธอเองที่ตาบอดคิดไม่ได้ ... เสียงรองเท้าส้นสูงสีดำขลับกระทบพื้นหินอ่อนขัดเงาดังสะท้อนไปทั่วโถงล็อบบี้กว้างขวางของตึกระฟ้าใจกลางนครเซี่ยงไฮ้ สวีเนียนอันในชุดเชิ้ตสีฟ้าอ่อนดูราวกับหยาดน้ำค้างที่สดใสท่ามกลางทะเลสูทสีเข้มของเหล่าพนักงาน เธอมาที่เครือข่ายหมื่นเมฆา Wan Yun Group ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี AI ผนังห้องสัมภาษณ์เป็นจอโฮโลแกรมแสดงกราฟข้อมูลที่วิ่งขึ้นลงอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มในชุดลำลองแต่ดูภูมิฐานจ้องมองเธอผ่านแว่นตาอัจฉริยะ “ผลการประมวลผลจาก AI บอกว่าคุณมีบุคลิก ‘มั่นใจเกินเกณฑ์มาตรฐาน’ ซึ่งอาจสร้างปัญหาในทีม” ผู้สัมภาษณ์เอ่ยเสียงเรียบ “ทำไมเราต้องจ้างคนที่คิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่นล่ะ คุณสวี?” เนียนอันยกยิ้มมุมปาก ดวงตาหยาดเยิ้มที่เธอเคยใช้มองตัวเองในกระจกบัดนี้ฉายแววคมปลาบ “เพราะในโลกที่ AI ทำงานตาม ‘มาตรฐาน’ ได้ดีที่สุด คุณไม่ต้องการคนมาตรฐานหรอกค่ะ แต่คุณต้องการคนที่เป็น ‘ข้อยกเว้น’ ... และดิฉันคือข้อยกเว้นที่ AI ของคุณไม่มีวันคำนวณได้” พวกเขาฟังแล้วก็พยักหน้า หยิบแท็บเล็ตขึ้นมา กำลังให้คะแนนเธออยู่ พวกเขาก็ดูจะเห็นด้วยกับคำตอบ และ ท่าทีของทั้งสามคนก็น่าจะให้ผ่าน ทำไมชาติก่อนถึงถูกปัดตกล่ะ ต่อไปคือนิรันดร์พร็อปเพอร์ตี้ Eternal Estate อาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ ตัดมาที่ห้องทำงานไม้หอมกรุ่นกลิ่นชา ราคาแพงระยับเหนือชั้น 80 มองเห็นหอไข่มุกอยู่ระดับสายตา “เราขายวิมานบนดินให้พวกเศรษฐีใหม่” หญิงวัยกลางคนในชุดกี่เพ้าประยุกต์เอ่ยขณะที่ใช้สายตาตรวจเอกสารของเธอ “การตลาดของคุณจะทำยังไงให้คนพวกนั้นยอมควักเงินสิบล้านหยวนในเวลาห้านาที?” เนียนอันประสานมือวางบนตัก ท่วงท่าสง่างามราวกับนางพญา “คนรวยไม่ซื้อบ้านหรอกค่ะคุณผู้หญิง... พวกเขาซื้อ ‘ระยะห่าง’ ยิ่งสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งห่างจากความวุ่นวายด้านล่าง และดิฉันจะทำให้พวกเขารู้สึกว่า การจ่ายสิบล้านคือค่าธรรมเนียมในการซื้อโลกใบใหม่ที่ไม่มีใครเอื้อมถึง” ที่นี่ก็เหมือนกัน หญิงคนนั้นกล่าวชมเธอด้วยซ้ำ แต่เพราะอะไรถึงถูกปัดตกกันนะ สุดท้ายคือจักรกลแสงอาทิตย์ Solaris Motor ผู้นำยานยนต์ไฟฟ้า แสงไฟนีออนสีฟ้าขาวในโชว์รูมล้ำยุคสะท้อนผ่านดวงตาของเธอ รถสปอร์ตไฟฟ้าคันหรูตั้งเด่นอยู่เบื้องหลัง “คู่แข่งของเราใช้ AI เจนฯ โฆษณาได้สวยกว่าเรา ใช้งบถูกกว่าเรา... คุณจะสู้กับความสมบูรณ์แบบของอัลกอริทึมยังไง?” เนียนอันเดินไปแตะตัวรถเบาๆ สัมผัสความเย็นเยียบของเหล็กกล้า “AI สร้างภาพสวยได้ค่ะ แต่สร้าง ‘ความหลงใหล’ ไม่ได้ รถคันนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าอย่างเดียว แต่มันขับเคลื่อนด้วย ‘ความปรารถนา’ ของผู้ชายที่อยากเป็นพระเจ้าบนท้องถนน ดิฉันจะไม่ใช้โฆษณาที่สวยที่สุด แต่จะใช้โฆษณาที่ทำให้คนดูรู้สึก ‘กระหาย’ จนต้องมาที่นี่ค่ะ” สามบริษัทยักษ์ใหญ่มีสาขามากมาย ถ้าหากผ่านสัมภาษณ์เธอก็อาจได้เข้าทำงานในเครือบริษัทพวกเขา เธอต้องรอการพิจารณาครั้งสุดท้าย กึก... กึก... กึก... เสียงรองเท้าส้นสูงกึกก้องท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดงที่ฉาบไล้ตึกสูงจนกลายเป็นสีทอง สวีเนียนอันก้าวออกมาจากตึกสุดท้ายด้วยใบหน้าเรียบเฉย ทว่าพอนั่งลงบนเบาะหลังของแท็กซี่ เธอกลับพรั่งพรูลมหายใจยาวเหยียด เธอกดเปิดโทรศัพท์ มีข้อความสั้นๆ จากแม่ที่ส่งมาเมื่อชั่วโมงก่อน: ‘เหนื่อยไหมลูก กลับมาบ้านมีซุปที่หนูชอบนะ’ น้ำตาใส ๆ เล็ดออกมาเล็กน้อย แต่เธอกะพริบตาไล่มันออกไปอย่างรวดเร็ว เนียนอันหยิบกระจกพกมาส่องสำรวจความงามของตัวเองอีกครั้ง ลิปสติกยังเป๊ะ ผมยังสลวยไม่ฟู “ทำได้ดีมากเนียนอัน... พรุ่งนี้โลกทั้งใบจะเป็นของเธอ” เธอกระซิบบอกเงาสะท้อนในกระจก ขณะที่รถแท็กซี่พุ่งทะยานไปตามถนนสายเศรษฐกิจที่ไม่มีวันหลับใหลของเมืองใหญ่ ตอนนี้ทำดีที่สุดแล้วในเรื่องของการสัมภาษณ์ เธอเตรียมตัวมาดีมาก ความรู้สดใหม่ยังไม่ถูกฝังกลบ เธอมั่นใจว่ายังไงก็ต้องติดสักบริษัท ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด "ถึงแล้วครับ..." "ขอบคุณค่ะ..." เรียวขาสวยก้าวลงจากรถเดินตรงไปที่ร้านริมทางแห่งหนึ่ง หลังสัมภาษณ์งานอะไรจะดีไปกว่าดื่มชานมสักแก้ว กับของหวานที่ดีต่อใจ "ทางนี้ ๆ" "มาแล้วหรอคนสวย...ว้าววันนี้เธอสวยมากเลย แต่งตัวขนาดนี้จะไปอ่อยท่านประธานเหรอจ๊ะ" เพื่อนสองคนของเธอเอ่ยชม คนแรกคือเฉินลู่ และ จางเย่ว ทั้งสองจ้องมองใบหน้ามั่นใจเกินร้อย กับความสวยที่มากกว่าปกติของเธอ กลายเป็นว่าเธอทำให้หนุ่ม ๆ โต๊ะอื่นหันมาสนใจจนหมด เธอไม่เคยโดดเด่นเหมือนวันนี้เลย ปกติจะมีแค่คนสองคนแอบมอง "อุ๊ย...ตกหนุ่มได้ทั้งร้านแล้วสาว" "พูดอะไร...สั่งให้ยัง หิวจะแย่แล้ว" เธอไม่สนใจสายตาพวกนั้นหรอก เหมือนกับว่าไม่อยากจะคบหากับผู้ชายไปสักพักใหญ่เลย เธอกังวลว่าผู้ชายจะทำให้เสียใจอีก ยกเว้นคนหล่อและแสนดีเหมือนพระเอกซีรีส์ "เอา...ของเธอ เน้นไข่มุกเป็นพิเศษ แด่สาวออฟฟิศคนสวยในอนาคต" "ขอบใจจ้า" ชาไข่มุกหวานกำลังดี ไข่มุกเหนียวหนึบอร่อยจนต้องร้องขอชีวิต ราวกับเรื่องราวที่กำลังตีกันในหัวถูกหยุดเอาไว้ ดวงตาของสวีเนียนอันหวานหยาดเยิ้มจนหนุ่ม ๆ ใจละลายกันหมด "พรุ่งนี้ห้ามไม่ให้ผิดนัดนะ โดยเฉพาะดาวเด่นอย่างเธออันอัน" จางเย่วหันมามองเพื่อนที่สนใจแค่ขนมกับชาไข่มุก "เธอต้องมาให้ได้นะ พรุ่งนี้งานนัดบอดแบบกลุ่มกับรุ่นพี่ของเรา คณะบริหารธุรกิจ ได้ยินว่าจบไปแล้วสามปี มีหลายคนประสบความสำเร็จ มีบริษัทเป็นของตัวเอง ต้องรีบคว้าเอาไว้นะ" เฉินลู่เพิ่มรายละเอียดเข้าไปอีก "แน่นอน...ฉันต้องไปให้ได้" เธอต้องทำให้เรื่องที่สัมภาษณ์ไม่ผ่านในชาติก่อน เปลี่ยนแปลงให้ได้ มีแต่ต้องไปนัดบอดครั้งนี้ เพื่องานของเธอ "คนแรกคือ เฉิงอวี่โจว เปิดบริษัทเป็นของตัวเอง หน้าตาดี รวยด้วย เธอต้องจับให้ได้เลยนะ" "คนนี้ก็ไม่เลวนะ ลู่อันถิง มีบริษัทเหมือนกัน หล่อรวยครบเครื่องสุด ๆ เป็นเธอต้องเข้าตาพวกเขาแน่ ดีไม่ดีอาจจะแย่งกันก็ได้" "ก็เพื่อนฉันสวยขนาดนี้" สายตาของเธอสั่นไหวเมื่อได้ยินชื่อเฉิงอวี่โจว ตอนแรกเขาก็เป็นสุภาพบุรุษ ให้เกียรติเธอ ต่อมาค่อย ๆ ออกลายแสดงตัวตนที่แท้จริงของเขาออกมา "แน่นอน...พวกเขาน่าสนใจมากจริง ๆ"ภายในร้านเนื้อย่างระดับพรีเมียม บรรยากาศหรูหรานั้นแผ่ซ่านจนทำให้ผู้มาเยือนรู้สึกเกร็งตั้งแต่ก้าวแรก พื้นหินอ่อนสีดำขลับสะท้อนแสงจากโคมไฟระย้าสีทองจนดูระยิบระยับราวกับดวงดาว กลิ่นหอมมันของเนื้อวากิวที่หยดลงบนเตาถ่านลอยคลุ้ง ปะปนกับกลิ่นอายจาง ๆ ของไวน์ราคาแพง อบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความ “ไฮคลาส” ที่นิยามคำว่าความมั่งคั่งได้อย่างชัดเจนพนักงานในทีม Smart City หลายคนตื่นตาตื่นใจจนเก็บอาการไม่อยู่“ร้านนี้สวยกว่าที่เห็นในรีวิวอีกนะเนี่ย...”“ได้ข่าวว่าต้องจองล่วงหน้าเป็นเดือนเลยนะ แถมเงินในบัญชีต้องถึงด้วย”“เหมือนหลุดเข้ามาในโลกของพวกมหาเศรษฐีเลยอะแก”เสียงซุบซิบดังขึ้นเบา ๆ ระหว่างที่พนักงานสาวหลายคนแอบยกมือถือขึ้นมาหามุมถ่ายรูปเพื่ออัปเกรดโปรไฟล์ของตัวเอง ทว่าไม่นานนัก สายตาทุกคู่ก็พลันหันไปทางประตูเป็นจุดเดียวสวีเนียนอัน เดินเข้ามาในชุดเดรสสีอ่อนที่เรียบง่ายแต่ดูสูงค่า ทว่าสิ่งที่ตรึงสายตาผู้คนไว้กลับเป็นชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีเข้มข้างกายเธอเจียงมู่เฉินเพียงแค่เขาก้าวเข้ามา รัศมีบางอย่างรอบตัวเขาก็ทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ท่วงท่าการเดินที่สงบนิ่งและมั่นคง ผิดกับสายตาเร
หลังจากเนียนอันกลับมานั่งประจำที่ได้ไม่นาน เสียงแจ้งเตือนจากระบบภายในบริษัทก็ดังขึ้นเบาๆ[คุณถูกเพิ่มเข้าสู่กลุ่มโครงการ Smart City]ทันทีที่กดเข้าไป รายชื่อสมาชิกทีมก็ปรากฏหราเต็มหน้าจอ ทว่ายังไม่ทันได้ไล่ดูชื่อใคร ข้อความใหม่จากหัวหน้าทีมก็เด้งขึ้นมาเป็นคนแรก[โจวอวี่เผิง]: ทุกคนทำงานหนักช่วงนี้หน่อยนะครับ โปรเจกต์นี้สำคัญกับแผนกเรามากข้อความนั้นดูเป็นทางการและปกติทุกอย่าง แต่เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา หน้าต่างแชทส่วนตัวจากเขาก็เด้งขึ้นมาซ้อนอีกใบ[โจวอวี่เผิง]: ถ้าไม่เข้าใจตรงไหน ทักมาถามผมได้ตลอดนะ... ผมจะช่วยดูให้เป็นพิเศษเนียนอันจ้องมองคำว่า "เป็นพิเศษ" อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพิมพ์ตอบกลับสั้นๆ ตามมารยาท เธอพยายามจะไม่คิดอะไรมากไปกว่าเรื่องงาน แต่แล้วเสียงซุบซิบเบาๆ ราวกับยุงบินจากโต๊ะฝั่งตรงข้ามก็ลอยเข้ามากระทบโสตประสาท“เห็นไหมล่ะ...”“เริ่มอีกแล้วสินะ”พนักงานหญิงสองคนสบตากันอย่างมีเล่ห์นัยก่อนจะรีบหลบตาเมื่อเนียนอันเงยหน้าขึ้น หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินความนัยที่ซ่อนอยู่ในคำพูดเหล่านั้นช่วงเย็นแสงไฟในออฟฟิศเริ่มทยอยดับลงตามพนักงานที่ลากลับบ้าน จะเหลือก็
ภายในห้องทำงานของผู้อำนวยการแผนก ความเงียบเข้าปกคลุมจนผิดปกติ ไร้ซึ้งเสียงรัวแป้นพิมพ์หรือสัญญาณโทรศัพท์ที่ควรจะเป็น มีเพียงเสียงลมหายใจของเธอที่พยายามบังคับให้ราบเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้จางหรูเหวิน ผู้อำนวยการหญิงวัยสามสิบห้า วางปากกาลงบนโต๊ะอย่างแช่มช้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเนียนอันด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา"คุณพอจะรู้เหตุผลที่ฉันเรียกคุณมาไหม?""เรื่องปรับลดเงินเดือนของทีมค่ะ" เนียนอันตอบกลับอย่างตรงไปตรงมา "ฉันอยากชี้แจงว่า...""ไม่ใช่เรื่องนั้น" จางหรูเหวินตัดบทสั้นเรียบ เธอลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่ ทอดสายตามองออกไปด้านนอกพลางหันหลังให้คู่สนทนา "ฉันแค่เกรงว่าคุณจะมี 'คนรู้จัก' อยู่ในบริษัทแม่หรือเปล่า"เนียนอันชะงักไปครู่หนึ่ง "ไม่ค่ะ""แน่ใจนะ?""แน่ใจค่ะ ฉันเพิ่งเริ่มงานได้ไม่นาน จะไปมีสายสัมพันธ์กับคนระดับนั้นได้อย่างไร"จางหรูเหวินหมุนตัวกลับมา มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ดูประหลาดพิกล มันไม่ใช่การเหยียดหยัน แต่คล้ายกับรอยยิ้มของคนที่กำลังเฝ้ามองละครตลกบทหนึ่งอย่างใจเย็น"คำสั่งหักเงินเดือนทีมเราส่งตรงลงมาจาก 'ชั้นบนสุด' ค่ะ... ไม่ผ่านมือผู้จัดการกลาง ไม่ผ่านฝ่ายบุคคล"
รถเลี้ยวเข้าสู่โซนร้านอาหารชื่อดังแถบชานเมือง บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนจากตึกสูงเป็นต้นไม้ร่มรื่น มู่เฉินค่อยๆ ลดความเร็วลงก่อนจะเลี้ยวเข้าจอดในที่จอดรถส่วนบุคคลของร้านอาหารป่าสไตล์โฮมเมดที่ขึ้นชื่อเรื่องรสชาติฝีมือแม่ครัวรุ่นเก๋า"ถึงแล้วครับ ร้านนี้คุณแม่คุณน่าจะชอบ ปลาคังลวกจิ้มกับแกงส้มชะอมกุ้งที่นี่เด็ดมาก"เขากล่าวด้วยน้ำเสียงร่าเริงตามปกติพลางดับเครื่องยนต์ แต่เนียนอันยังคงนั่งนิ่ง ความเงียบภายในรถที่ไร้เสียงเครื่องยนต์กลับมาย้ำเตือนถึงความอึดอัดในใจเธออีกครั้ง มู่เฉินที่กำลังจะเปิดประตูรถชะงักไป เขาหันกลับมามองหญิงสาวข้างกายอย่างเต็มตา"อันอัน... คุณดูไม่โอเคเลย" เขาปล่อยมือจากที่เปิดประตูแล้วขยับตัวเข้าหาเธอเล็กน้อย "ถ้าคุณนายเจียงพูดอะไรที่ทำให้คุณไม่สบายใจ บอกผมตรงๆ ได้ไหมครับ? อย่าเก็บไว้คนเดียวเลย"เนียนอันหันไปสบตากับเขา แววตาของมู่เฉินในยามนี้ดูใสซื่อและเต็มไปด้วยความกังวลจนเธอเริ่มสับสน หรือเธอจะมองโลกในแง่ร้ายเกินไป? หรือความจริงแล้วเขาเองก็เป็นเพียง 'เบี้ย' ตัวหนึ่งในเกมของผู้ทรงอิทธิพลเหมือนกัน?"มู่เฉิน... คุณทำงานให้ตระกูลเจียงมานานแค่ไหนแล้วคะ?" เธอถามออกไปในที่
เนียนอันนั่งอยู่ในห้องรับรองนั้นเพียงลำพังอีกราวสิบนาที สายตาของเธอทอดนิ่งอยู่กับถ้วยน้ำชาที่กรุ่นไอจางๆ ประโยคสุดท้ายของคุณนายเจียงยังคงดังก้องอยู่ในมโนสำนึกราวกับแผ่นเสียงที่ตกร่อง'ถ้าวันไหนเขาทำตัวไม่ดี บอกฉันได้นะ จะจัดการให้เอง'คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นเข้าหากันโดยอัตโนมัติ คำพูดนั้นมันฟังดูสนิทสนมเกินกว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง 'เจ้าของบริษัท' กับ 'พนักงาน' มันมีร่องรอยของความเอ็นดู ความถือตนว่าเป็นเจ้าของชีวิต และความกุมอำนาจเหนือกว่าอย่างเด่นชัดเนียนอันลุกขึ้นหยิบกระเป๋าถือ เดินออกจากห้องรับรองผ่านโถงคาเฟ่ที่ตกแต่งอย่างหรูหรา ใบหน้าของเธอยังคงเรียบเฉยตามนิสัย แต่สมองกลับทำงานอย่างหนักเพื่อประมวลผลชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายเลขาฯ ที่มารับเธอสวมสูทสั่งตัดที่มีตราสัญลักษณ์ของบริษัทใหญ่องค์กรที่กุมเศรษฐกิจเกือบครึ่งของเมืองนี้ และที่สำคัญที่สุดคือ ท่าทีของคุณนายเจียงตอนที่เธอเอ่ยคำว่า 'พนักงานขับรถ' ออกไปมันไม่ใช่การเหยียดหยาม... แต่มันคือแววตาที่เหมือนเห็นเรื่องตลกที่ขำไม่ออก แววตาของผู้ใหญ่ที่กำลังมองดูเด็กเล่นขายของเนียนอันหยุดฝีเท้าลงหน้าประตูทางเข้า กระแสลมเย็นปะทะใบหน้าช่วยให
เช้าวันถัดมาเนียนอันตื่นขึ้นด้วยความรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด แม้จะยังมึนงงกับเรื่อง "บริษัทปิดปรับปรุง" แต่เธอก็ถือโอกาสนี้เดินทางไปเยี่ยมพ่อที่โรงพยาบาลแต่เช้า หลังจากที่เจียงมู่เฉินอาสามาส่งถึงที่ ก่อนจะขับรถออกไปณ โถงทางเดินหน้าห้องพักฟื้นเนียนอันพูดคุยกับคุณหมอเรื่องอาการของพ่ออยู่พักใหญ่ เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีเธอจึงเดินออกมาเพื่อหาซื้อน้ำดื่ม ทว่าสายตาของเธอกลับเหลือบไปเห็นสตรีวัยกลางคนในชุดสูทสีงาช้างดูสง่างามยืนอยู่สุดทางเดิน อีกฝ่ายสวมแว่นกันแดดแบรนด์เนมและมีท่าทีที่ดู "สูงส่ง" จนผิดที่ผิดทางกับโรงพยาบาลรัฐแห่งนี้เนียนอันขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความคุ้นหน้า แต่พอกระพริบตาอีกที ผู้หญิงคนนั้นก็เดินหายเข้าไปในลิฟต์เสียแล้ว"คงตาฝาดไปเองมั้ง..." เธอพึมพำกับตัวเองเมื่อก้าวพ้นประตูโรงพยาบาลเพื่อจะกลับบ้าน ชายชุดสูทท่าทางเคร่งขรึมคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาขวางทางเธอไว้ เนียนอันชะงักพลางกระชับกระเป๋าสะพายแน่นด้วยความระแวดระวัง"คุณสวีเนียนอันใช่ไหมครับ?" เขาถามด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่เย็นชา"ใช่ค่ะ... คุณเป็นใครคะ?""เจ้านายของผมต้องการพบคุณครับ ท่านรออยู่ที่ร้านน้ำชาใกล้ๆ นี้ โปรดตามผ
เมื่อเปิดอ่านข้อความ เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินออกมาจากห้องประชุม ทั้งที่เป็นถึงเจ้าของบริษัทระดับประเทศทำไมเขาถึงให้ความสนใจข้อความของรุ่นน้องคนหนึ่งที่เคยกินข้าวด้วยกันเพียงครั้งสองครั้งนักดวงตาของเขาเหม่อลอยเมื่อภาพของหญิงสาวแก้มแดงระเรื่อที่หลับอยู่เบาะข้างย้อนกลับเข้ามาในหัว เข
เช้าวันนี้เธอออกไปช่วยพ่อเปิดร้าน ตอนบ่ายแม่มาช่วยด้วย ทำให้เบาแรงพ่อไปได้เยอะ ทั้งวันเธอแทบไม่ได้จับมือถือ เพราะกลัวว่าจะเผลอจดจ่อรออีเมลจากบริษัทมากเกินไปขณะที่เธอกำลังยืนเซ็ตโต๊ะอยู่ในร้าน เสียงเพื่อนสนิทก็ดังขึ้น“พวกเธอ... มาได้ไงเนี่ย”“ก็คิดถึงไง... สวัสดีค่ะคุณป้า”“สวัสดีค่ะ”ทั้งสองคนท
บอกตามตรงว่าเขาไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนที่กล้าสั่งสอนเขานอกจากคุณแม่ แต่ผู้หญิงตรงหน้ากลับกล้าเหลือเกิน ถึงกับบอกให้เขาประหยัด ทั้งที่สิ่งเดียวที่เขามีเยอะมากก็คือเงินนี่แหละ“เอ่อ…คือว่า”สายตาของเธอเลิ่กลั่กเมื่อถูกถามกลับ เธอพลั้งปากพูดไปตามนิสัยจนทำให้เขาไม่ค่อยพอใจหรือเปล่านะ แต่สายตาของเจียงม
พระเจ้าช่วย... ฉันทำอะไรลงไปเนี่ย... ขายหน้าชะมัดเลยสวีเนียนอันผู้น่ารัก กลายเป็นคนเมาแล้วเรื้อนไปซะได้!เธออยากจะร้องไห้ออกมาตรงนี้เหลือเกิน ถ้ามันสามารถแก้ไขอดีตได้ก็คงดี ใครจะรู้ว่าเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์แท้ ๆ ที่ทำให้เธอเสียคนจนถึงขั้นรุกหนักขอวีแชทติดต่อผู้ชายคนนั้น เขาหล่อจริงอันนี้ยอมรับ แต่นิ







