Masuk1
หานฉงหรงลืมตาตื่นขึ้นในที่สุด ใบหน้างดงามเต็มไปด้วยเหงื่อผุดพราย ผสมผสานกับน้ำตาที่ไหลทะลักออกจากดวงตาจนมิอาจคาดเดาได้ว่าจะเหือดแห้งลงเมื่อใด ฉงหรงยกมือขึ้นทาบที่ทรวงอกตนเองเพื่อปลอบมิให้หัวใจที่กำลังเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่งสงบลง หลังจากตั้งสติได้ นางเหลียวมองซ้ายขวารอบตัว ทั้งเตียงตั่ง ฟูกไหม เครื่องเรือนเรียบง่ายทุกชิ้นที่ประดับประดาอยู่ในห้อง ทั้งหน้าต่างประตูที่เปิดรับอากาศบริสุทธิ์และกลิ่นดอกล่าเหมยที่ปลูกเอาไว้ตรงลานบ้านเข้ามา ทำให้บรรยากาศในห้องยิ่งทวีความคุ้นเคย จนรู้สึกว่ากลิ่นควันไฟและกลิ่นเนื้อไหม้นี่วนเวียนอยู่ที่ปลายจมูกเป็นสิ่งที่นางอุปาทานไปเอง ที่นี่มิใช่เรือนหลังน้อยที่อยู่ในจวนราชบุตรเขยเลวบัดซบผู้นั้น มิใช่เรือนหลังน้อยที่นางจุดไฟเผาจนตัวตายพร้อมลูกน้อยที่ยังแบเบาะ ที่นี่คือห้องพักส่วนตัวของนาง...เรือนหลังเก่าที่นางเคยอาศัยอยู่และเติบโตมา แสดงว่าสิ่งที่นางอธิษฐานก่อนสิ้นลมนั้นฟ้าดินรับรู้ จึงได้ให้นางย้อนเวลากลับมาแก้ไขความผิดพลาด ถ้า ณ ช่วงเวลานี้คืออดีต...ถ้าเช่นนั้น... “หรงเอ๋อร์ หรงเอ๋อร์” เสียงอบอุ่นอ่อนโยนนั้นปลุกหานฉงหรงให้ตื่นจากนิทรา ก็พบว่าอีกฝ่ายเป็นชายวัยกลางคนไว้หนวดเคราสีดำแซมขาวสวมชุดสีเขียวไข่กาท่าทางสุขุมทรงภูมิ หานฉงหรงเมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยเต็มสองตาพลันน้ำตาเอ่อรื้น ก่อนโผเข้ากอดอีกฝ่ายแน่นราวกับโหยหาอาวรณ์มาทั้งชีวิต “ท่านพ่อ หรงเอ๋อร์คิดถึงท่าน...คิดถึงเหลือเกิน” บิดาของหานฉงหรงหรืออีกนามหนึ่งคือ หานเซียงอวิ๋นที่จู่ๆ ถูกบุตรสาวก็ลุกพรวดพราดขึ้นมากอดเขาอย่างไม่ทันตั้งตัวพลันเบิกตาน้อยๆ ก่อนลูบศีรษะบุตรสาวอย่างรักใคร่เมตตา “คิดถึงอันใด เมื่อวานพวกเราก็ยังอยู่ด้วยกันมาตลอด เจ้าพูดเหมือนกับว่าพวกเราจากไปยังที่ๆ ไกลแสนไกลกระนั้น” ฉงหรงส่ายหน้าแรงๆ พร้อมกลืนก้อนสะอื้นลงคอ จะมิให้นางคิดถึงได้อย่างไรกัน ภาพจำสุดท้ายของคนตรงหน้า คือใบหน้าซูบซีดที่เกิดจากโรคระบาดค่อยๆ หมดลมหายใจไปต่อหน้าของนาง เสี้ยวเวลานั้นความรู้สึกนางปานเขาไท่ซานถล่ม เศร้าเสียใจแทบล้มประดาตาย และเป็นสายใยสุดท้ายที่เหนี่ยวรั้งนางไว้ที่เมืองจี๋หลินแห่งนี้ก่อนที่จะได้รับจดหมายเรียกตัวจากสามีที่กลายเป็นจอหงวนให้มายังเมืองหลวงอันเป็นจุดจบในชีวิตในอนาคต "เอาล่ะ นิ่งซะ นิ่งเสีย ร้องไห้ตั้งแต่เช้าย่อมมิเป็นลางดี" หานเซียงอวิ๋นใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาให้บุตรสาว "พ่อมาปลุกเจ้าเพราะเห็นว่าสายมากแล้วเจ้ายังไม่ตื่น เกรงว่าจะไม่สบาย" "ฉงหรงสบายดี ขอโทษที่ทำให้ท่านพ่อเป็นห่วงเจ้าค่ะ" หานฉงหรงรีบเช็ดน้ำตาจนแห้ง แล้วคลี่ยิ้มให้อีกฝ่ายสบายใจ "ถ้าเช่นนั้นก็ดีแล้ว พ่อทำข้าวเช้าไว้ให้ รีบลุกมากินเสีย เดี๋ยวพ่อจะไปยังสถานศึกษาแล้ว" บิดาของนางกล่าวอย่างอารมณ์ดี บ้านอื่นอาจจะให้บุตรสาวหรือภรรยาตื่นขึ้นมาต้มน้ำและเตรียมอาหารเช้าไว้ให้บิดาหรือสามีรับประทาน แต่สำหรับบ้านที่มีอยู่กันเพียงสองพ่อลูกเช่นบ้านสกุลหานนั้น จะแบ่งวันกันทำหน้าที่ในบ้าน ไม่เคยคิดว่างานบ้านงานเรือนนั้นเป็นหน้าที่จำเพาะเจาะจงของผู้ใด หานฉงหรงพยักหน้า จากนั้นจึงลุกขึ้นไปล้างหน้าหวีผมแต่งตัวเรียบร้อยแล้วรีบเดินตรงไปที่โต๊ะอาหาร ซึ่งมีโจ๊กข้าวฟ่างใส่ไข่ขาวไข่เค็มลอยหน้าร้อนกรุ่น กับขนมจ้างไส้พุทราแดงที่ทำไว้ตั้งแต่เมื่อวานอีกคนละลูก ไม่ถึงอึดในสองพ่อลูกก็ร่วมกันรับประทานอาหารเช้าจนอิ่มหนำ บรรยากาศที่อบอุ่นคุ้นเคยเช่นนี้ทำให้ฉงหรงที่เพิ่งผ่านชะตากรรมอันโหดร้ายและความตายเมื่อครั้งก่อนนั้นต้องพยายามสะกดกลั้นน้ำตาแห่งความดีใจมิให้ไหลออกมา ขณะที่หานเซียงอวิ๋นกำลังเตรียมตัวออกไปข้างนอก หานฉงหรงที่กำลังเก็บถ้วยชามที่กินเสร็จเรียบร้อยก็อดถามออกมามิได้ "ท่านพ่อ เวลานี้คือรัชสมัยใดเจ้าคะ" หานเซียงอวิ๋นขมวดคิ้ว ทั้งฉิวทั้งขัน "บุตรสาวพ่ออายุไม่เท่าใดก็หลงลืมเสียแล้ว เวลานี้คือรัชสมัยเสวียนจิ้งที่สิบสี่" กล่าวจบก็เดินออกไปจากบ้าน ทิ้งให้ฉงหรงจ่อมจมกับสิ่งที่ได้รู้จากปากบิดา รัชสมัยเสวียนจิ้งที่สิบสี่...เวลานี้คือช่วงที่นางกับฉางซื่อหลางคบหาดูใจกระทั่งหมั้นหมาย และเป็นจุดเริ่มต้นของชะตาวิบัติของนางในอีกสองปีต่อมา เมื่อคิดได้ดังนั้น หานฉงหรงจึงรีบกลับไปที่ห้องของตน รื้อกล่องใส่เครื่องประดับบนโต๊ะประทินโฉมของตนออกมา แล้วหยิบปิ่นเงินรูปดอกเหมยประดับทับทิมแดงที่ห่อด้วยผ้าเนื้อนุ่มและเก็บแยกไว้ในกล่องอีกใบเพื่อไม่ให้กระทบกับเครื่องประดับอื่นเกิดรอย บ่งบอกว่านางทะนุถนอมปิ่นชิ้นนี้มากเพียงใด นี่คือของหมั้นหมายที่ฉางซื่อหลางมอบให้นางในวันหมั้น และใช้มันประดับมวยผมนางในพิธีหมายตาเจ้าสาว...และยังคงประดับเรือนผมเรื่อยมาตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ยิ่งหญิงสาวคิดถึงกระกระทำสุดชั่วช้าของผู้ที่มอบปิ่นให้มาก็ยิ่งกำปิ่นในมือแน่นขึ้น กำแน่นจนมือสั่นระริก กระทั่งรู้สึกเจ็บเพราะดอกไม้ไหวที่ประดับปิ่นทิ่มแทงฝ่ามือก็ไม่คิดผ่อนแรงลง ราวกับปิ่นชิ้นนั้นเป็นตัวแทนของความแค้นที่นางคอยย้ำเตือนไม่ให้ตนเองได้หลงลืมไป "เมื่อได้โอกาสแก้ไข ก็อย่าได้เดินผิดพลาดอีก" กล่าวจบนางก็โยนปิ่นในมือทิ้งไปราวกับสลัดผ้าขี้ริ้วเก่าขาดผืนหนึ่ง ทั้งยังใช้แขนเสื้อเช็ดมืออีกครั้งราวกับยังมีสิ่งสกปรกติดค้าง หลังจากสงบสติอารมณ์ได้สักพักนางก็เริ่มเรียบเรียงความคิดของตน สองปีก่อนที่นางจะตายจากพร้อมเลือดในอกของตนยังมีเวลาอีกสองปี เวลาเหล่านี้มากพอที่จะศึกษาหาวิธีรับมือกับโรคระบาดและเขี่ยฉางซื่อหลางออกไปจากชีวิต เรื่องโรคระบาด ถ้ารู้อาการและสาเหตุย่อมรับมือไม่ยาก ทว่าฉางซื่อหลางเป็นบุรุษสับปลับ ต่อหน้ามะพลับลับหลังตะโก ถ้าเกิดนางป่าวประกาศถึงโฉมหน้าที่แท้จริงไปในตอนนี้ก็คงไม่มีใครเชื่อถือ นางต้องรอบคอบให้มากกว่านี้...ภายในจวนที่ยังคงครึกครื้น ย่อมตระหนกไม่น้อยเมื่อเห็นเกี้ยวเจ้าสาวตรงไปยังเรือนหลัง หานเซี่ยงอวิ๋นที่เห็นเพียงแว่บหนึ่งจึงเอ่ยถามหลีรั่วที่เดินเข้ามาในโถงจัดเลี้ยง “แม่นางหลี เกิดอันใดขึ้นหรือ หรงเอ๋อร์เป็นอันใดไป”หลีรั่วอธิบายเสียงนุ่ม “มิมีอันใดร้ายแรง คุณหนูเพียงพักผ่อนน้อย เลยไม่ค่อยสบาย ตอนนี้เรียกท่านหมอมาดูอาการแล้ว ให้พักผ่อนสักชั่วยามสองชั่วยามก็ดีขึ้นเจ้าค่ะ เพียงแต่ว่าฤกษ์นี้คงไม่สะดวกเสียแล้ว ไว้ท่านอ๋องจะไปทูลขออภัยทางจากฝ่าบาทและพระนางไทโฮ่วภายหลัง”“ข้าอยากไปดูว่าหรงเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง” กล่าวจบหานเซี่ยงอวิ๋นทำท่าจะลุกขึ้นยืน ทว่าอารามรีบร้อนจึงซวนเซจะล้ม ดีที่มือยังยันเก้าอี้ไม้หนานเนื้อทองที่นั่งอยู่เอาไว้ได้ หลีรั่วรีบประคอง ท่าทางร้อนใจ “หานปั๋วซื่อ ท่านเองก็สุขภาพไม่แข็งแรง ควรถนอมร่างกายของตนเองก่อนเถิดเจ้าค่ะ ตอนนี้ท่านหมอรักษาคุณหนูแล้ว ท่านปล่อยให้นางพักผ่อนก่อน ไว้นางตื่นเมื่อใดข้าจะพาท่านไปหาคุณหนูด้วยตนเอง”หานเซี่ยงอวิ๋นยังคงกังวลมิคลาย ทำท่าจะลุกขึ้นอีกครั้ง ทว่าอวิ๋นรุ่นที่เข้ามาเห็นพอดีจึงเอ่ย “ท่านพ่อตา ท่านไม่ต้องกังวล หรงเอ๋อร์ยังสาว ร่างกายแข็งแรง เ
“ขบวนเจ้าสาวมาถึงแล้ว!” เสียงของเหวินซิ่วดังกังวานกลบเสียงปะทัดที่ถูกจุดดังสนั่นหน้าจวนเป่ยหนานอ๋อง ท่าทีของเขายินดีปรีดาอย่างไม่มิด ในขณะที่อวิ๋นรุ่นผู้เป็นนายในชุดเจ้าบ่าวกลับเพียงอมยิ้มน้อยๆ เพื่อรักษาท่าทีสุขุมสง่างามของท่านอ๋องผู้ทรงเกียรติ ทว่าดวงตาที่เป็นประกายอิ่มเอมในความสุขนั้นกลับมิอาจปกปิดได้เลยแม่สื่อที่นำขบวนเจ้าสาวมีใบหน้าอวบกลมอิ่มเอิบแย้มยิ้มด้วยริมฝีปากแต้มชาดสีแดงสดก่อนจีบปากจีบคอร้องบอกคนในเกี้ยว “ฉงหรงจวิน ลงจากเกี้ยวได้แล้วเจ้าค่ะ”ทว่าภายในเกี้ยวกับไร้เสียงขานรับหรือการขยับตัวที่ทำให้รู้ว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่ข้างใน คราแรกแม่สื่อคิดว่าอีกฝ่ายอย่างกลั่นแกล้งเจ้าบ่าว จึงเรียกซ้ำอีกครั้ง พอครั้งที่สามสีหน้าของแม่สื่อรวมไปถึงเหล่าผู้ที่มายืนรอหน้าจวนก็เริ่มเลิ่กลั่ก เหวินซิ่วหันไปกระซิบกับอวิ๋นรุ่น “ท่านอ๋อง หรือว่าหรงเอ๋อร์จะไม่สบาย เรารีบไปดูนางกันเถิด”อวิ่นรุ่นขมวดคิ้ว สังหรณ์ร้ายแล่นขึ้นเป็นริ้ว ชายหนุ่มเดินเข้าไปใกล้เกี้ยวเจ้าสาว พลันเห็นของเหลวสีเข้มจนเกือบดำไหลซึมมาจากประตูเกี้ยว อารามร้อนใจดั่งไฟลนทำให้อวิ๋นรุ่นกระชากม่านเกี้ยวเจ้าสาวออกอย่างแรง ม่านเกี้ยวเจ้
ยามซี่หวีละเอียดหวีที่เรือนผมของหานฉงหรงแต่ละครั้งพร้อมคำอวยพรที่ขอให้ชีวิตสมรสราบรื่นเป็นสุข มีบุตรหลานสืบสกุล นางหวนระลึกถึงบิดามารดาของตน แม้ท่านแม่จะสิ้นบุญไปตั้งแต่หานฉงหรงยังเป็นเด็ก แต่ก็สัมผัสได้ถึงความรักของทั้งสองสามีภรรยาที่รักใคร่ปรองดอง ได้แต่หวังอย่างเต็มหัวใจว่าชีวิตสมรสของตนในภายภาคหน้านี้ก็จะราบรื่นสดใสเช่นเดียวกับบุพการีทั้งสององค์หญิงใหญ่เผิงเฉิงมองไทโฮ่วหวีผมเงียบๆ ก่อนเอ่ยถามเสียงเรียบ “ก่อนที่ข้ากับไทโฮ่วเสด็จมา ข้าเห็นว่าหานไฉเหรินเพิ่งออกจากตรงนี้ไป นางมาทำอันใดที่นี่หรือ”หวงไทโฮ่วหยุดมือเล็กน้อย “นางมาที่นี่หรือ”หานฉงหรงพยักหน้า สบตาหวงไทโฮ่วพลางเอ่ยเสียงซื่อ “เพคะ เมื่อครู่หานไฉเหรินมาที่นี่ บอกว่านำของขวัญของหานฟูเหรินและจวงหมิ่นกั๋วฟูเหรินมามอบให้ จวงหมิ่นกั๋วฟูเหรินกับหม่อมฉันเคยช่วยเหลือองค์หญิงเวินอี๋จัดงานเลี้ยงฉลองพระราชสมภพให้กับฝ่าบาทเมื่อหลายเดือนก่อน จึงอาศัยโอกาสนี้แสดงความยินดีที่หม่อมฉันแต่งงานและขอบคุณหม่อมฉันไปพร้อมๆ กันเท่านั้นเพคะ”องค์หญิงใหญ่เผิงเฉิงคลี่ยิ้ม “ถ้าเป็นเช่นนั้นก็แล้วไปเถิด ตอนนี้พวกเจ้าผูกมิตรกันได้ แต่ตั้งแต่พรุ่งนี้เจ้าก
วันเวลาผ่านไป จนกระทั่งผ่านช่วงเทศกาลฉงหยางไปหลายวัน รสชาติหวานล้ำของสุราเบญจมาศยังอวลในปากและหัวใจของประชาชนไม่ทันจาง วังหลวงและจวนเป่ยหนานก็ได้เปิดไหสุรานารีแดง ดื่มฉลองพิธีเสกสมรสของเป่ยหนานอ๋อง อวิ๋นรุ่นและฉงหรงจวิน หานฉงหรง สองหนุ่มสาวที่หนึ่งบุรุษนั้นเป็นพระอนุชาที่ฮ่องเต้ไว้วางพระทัยมากที่สุด ส่วนหนึ่งสตรีนั้นก็เป็นที่โปรดปรานเอ็นดูของหวงไทโฮ่วทางฝ่ายในเลือกวันดีวันหนึ่งในช่วงเวลาที่อากาศหนาวเย็นไม่มากเตรียมงานเสกสมรสตั้งแต่เช้าตรู่ ตำหนักไท่หยางเต็มไปด้วยอักษรมงคลและสีแดงชาดของแถบแพรที่ประดับตกแต่งโดยรอบ หานฉงหรงตื่นมาแต่เช้ามืดเพื่อให้เหล่ากูกูช่วยเกล้าผมประทินโฉม โดยมีหลานชุ่ยที่หวงไทโฮ่วมอบให้เป็นนางกำนัลส่วนตัวของนางคอยส่งเครื่องประดับให้พลางส่งเสียงเจื้อยแจ้ว “คุณหนู ท่านทราบหรือไม่ กองสินเดิมที่หวงไทโฮ่วประทานให้แต่แรกตอนนี้มีมากขึ้นเป็นเท่าตัวจากสินเดิมที่องค์หญิงใหญ่เผิงเฉิงร่วมประทานให้ ทำให้ในห้องโถงกลางของตำหนักไท่หยางดูคับแคบลงไปถนัดตาเลยเจ้าค่ะ และข้ายังได้ยินว่าจะมีของขวัญมากมายจากเหล่าเชื้อพระวงศ์ส่งไปยังจวนอ๋องเป่ยหนานด้วย”“นั่นเพราะว่าท่านอ๋องเป็นที่รักของทุ
“รีบไปที่ตำหนักหลักเถิด อย่าปล่อยให้เสด็จแม่รอนาน” ชายหนุ่มสำทับกับนางอีกคราพร้อมกุมมือนางเอาไว้แน่น ท่าทีสนิทสนมชิดใกล้พาให้ข้ารับใช้ที่พบเห็นพลอยอมยิ้มอย่างมีความสุขตามเนื่องจากมีการทำความสะอาดลานตำหนักไท่หยาง ทำให้มีการเปิดกระตูตำหนักเช็ดถูทำความสะอาด ขันทีน้อยใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดบานประตูสีแดงชาดอย่างตั้งอกตั้งใจ กระทั่งหมุดทองเหลืองที่ประดับประตูก็ขัดเสียเงาวับ ทอประกายรังรองสะท้อนแสงตะวัน รับกับแมกไม้ที่ประดับอยู่ด้านนอก เนื่องจากเป็นฤดูใบไม้ร่วง ทางฝ่ายคัดสรรพืชพรรณจึงสร้างร้านขึ้นมาแล้วนำต้นเฟื่องฟ้าสายพันธุ์จากหนี่ปั๋ว[1] มาปลูกตั้งแต่ช่วงฤดูร้อน ปล่อยให้มันเลื้อยพันขึ้นเป็นพุ่มใหญ่แล้วหมั่นให้คนตกแต่งมิให้เลื้อยระพื้นจนเสียรูปทรง พอเข้าฤดูใบไม้ร่วงจึงผลิดอกเบ่งบานสะพรั่ง ปลิวไสวไปตามสายลมดุจม่านไหมทองในห้องหอของดรุณีแรกรุ่น“เจ้าหยุดอันใด” อวิ่นรุ่นเห็นนางหยุดเดินจึงเอ่ยถาม เมื่อมองตามก็ร้องอ้อ “เฟื่องฟ้าสายพันธุ์นี้นอกจากสีดอกเป็นสีทองอมส้มคล้ายกับสีอาภรณ์พิธีการของเสด็จแม่ งดงามหาใดเปรียบ ยังไร้หนามให้ทิ่มตำเนื้อหรือเกี่ยวเสื้อผ้าให้รำคาญใจ ไม่ว่าจะสนมนางในหรือฮ่องเต้ที่ได้มาเ
เหตุการณ์ในงานเลี้ยงผ่านไปไม่กี่วัน ตำหนักไท่หยางก็ได้ต้อนรับอาคันตุกะมาใหม่อีกสองคน เสียงของทั้งสองเจื้อยแจ้วสดใสขนาดที่ทำให้ตำหนักปีกที่หานฉงหรงกำลังนั่งอ่านตำราอยู่เงียบกลายเป็นรังนกกระจอกขึ้นมาทันที“พี่สาว! ข้าคิดถึงท่านยิ่งนัก”เป็นหย่งเยี่ยกับเสี่ยวมี่นั่นเอง พวกเขาสองคนแข่งกันวิ่งมาหาข้าที่ตำหนักปีกอย่างไม่มีใครยอมใคร หานฉงหรงรีบเดินออกมาต้อนรับพอดีกับที่เด็กชายตัวแสบพุ่งมากอดนางเต็มรัก หญิงสาวแม้จะดีใจที่มีคนรู้จักมาเยี่ยมเยียนแต่ก็อดเอ็ดเสียงอ่อนมิได้ “องค์ชาย ที่นี่เป็นพระราชฐานชั้นใน อีกทั้งยังเป็นที่ประทับของพระนางไทโฮ่ว ส่งเสียงดังเช่นนี้จะเป็นการรบกวนพระนางนะเพคะ”หย่งเยี่ยใช้ใบหน้าซุกหน้าท้องของหญิงสาวพลางเอ่ยอู้อี้ “เสด็จย่าอนุญาตให้ข้าเสียงดังได้แล้ว อีกทั้งพี่สาวเอาแต่อ่านหนังสือ ข้าวิ่งเสียงดังขนาดนี้ยังไม่สนใจจะเงยหน้ามอง ข้าเลยต้องส่งเสียงดังเช่นนี้”หานฉงหรงส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “แล้วกัน ไฉนกลายเป็นหม่อมฉันที่ผิดไปได้เล่า”ว่าจบก็พินิจร่างเล็กๆ ที่ดูจะเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะลูบแก้มยุ้ยๆ นั้นเล่น “ไม่พบเพียงหนึ่งเดือน ทั้งองค์ชายและเสี่ยวมี่ก็สูงขึ้นอีกห







