INICIAR SESIÓNก้นของชิงเฟยกระแทกเข้ากับพื้นอย่างจังตรงแทบเท้าของมู่หานจวิน ชิงเฟยร้องโอ๊ยพลางยกมือขึ้นกุมสะโพก หน้าตาเหยเกด้วยความเจ็บ ทั้งที่เป็นผี แต่แรงกระแทกกลับรู้สึกได้เต็มๆ ซะงั้น ผีก็เจ็บได้หรอกรึ
"เจ้าร้องโวยวายเล่นละครอะไรอีก..."
มู่หานจวินขมวดคิ้ว เตรียมจะต่อว่า แต่คำพูดก็ต้องกลืนลงคอไปทันทีเมื่อสายตาสบเข้ากับตรงระหว่างข้อมือขวาของชิงเฟยกับข้อมือซ้ายของมู่หานจวิน... มีประกายแสงสีทองระยิบระยับเป็นเส้นยาว
"นั่น... นั่นมันอะไรกันน่ะ ทำไมมีเชือกมาผูกข้อมือข้าไว้กับขาหน้าท่านเอ๊ยข้อมือท่านได้ล่ะ" ชิงเฟยตาโต ยื่นข้อมือออกไปดูแล้วพยายามกระชาก
มู่หานจวินเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ใบหน้าคมคายฉายแววตระหนกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เช้ง…
มู่หานจวินชักกระบี่ออกจากฝักอย่างรวดเร็ว ประกายกระบี่คมกริบวูบวาบ ตวัดคมกระบี่ฟันฉับลงบนเชือกสีทองเส้นนั้นเต็มแรง
ทว่าคมกระบี่กลับตัดผ่านเส้นเชือกไปราวกับฟันใส่ลม เชือกสีทองเรืองแสงไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน มันยังคงเชื่อมต่อข้อมือของทั้งสองไว้เช่นเดิม
มู่หานจวินรีบเก็บกระบี่ลงฝัก แล้วเปลี่ยนมาใช้มือทั้งสองข้างดึงออกคราวนี้กลับได้ผล จึงพยายามจะแกะและคลายปมเชือกสีทองที่พันรอบข้อมือของตนเองออกอย่างร้อนรน แต่นิ้วมือของเขากลับสัมผัสได้เพียงความว่างเปล่าและความอุ่นวาบของแสง ทั้งที่ตัวเชือกกลับเหนี่ยวรั้งข้อมือของเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย จับเชือกได้แต่แกะหรือตัดไม่ได้
"แกะไม่ออก มันคือสิ่งใดกันแน่"
ชิงเฟยเอียงคอพิจารณาท่าทางร้อนรนของเขาด้วยความสนใจ นัยน์ตากลมโตฉายแววขี้เล่น ก่อนจะหลุดยิ้มกวนประสาทและเอ่ยเย้าเสียงระรื่น
"ท่านจะพยายามแกะไปทำไมกัน ไม่สงสารข้าบ้างหรือ หากหลุดไปข้ามิกลายเป็นผีเร่ร่อนหรอกหรือแบบประมาณว่าผีไม่มีญาติอะไรประมาณนี้"
มู่หานจวินหยุดมือที่กำลังดึงเชือก สายตาคมกริบตวัดมองผีสาวตรงหน้า มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบชวนให้สันหลังวาบ
"ผีเร่ร่อนรึ ดีสิ"
ยังไม่ทันที่ชิงเฟยจะได้ตั้งตัว มือปราบหนุ่มก็ออกแรงกระชากเชือกสีทองเพื่อให้เชือกขาดแต่เปล่าเลยกลับดึงเข้าหาตัว
แรงดึงนั้นทรงพลังเสียจนร่างวิญญาณของชิงเฟยปลิวหวือลอยละลิ่วเข้าหาเขา ร่างวิญญาณชิงเฟยถูกดูดกลืนหลอมรวมเข้าไปในร่างของมู่หานจวิน รู้สึกถึงสัมผัสจากกายเนื้อและจังหวะหัวใจที่เต้นระรัวด้วยความตกใจ
ชิงเฟยยกมือทั้งสองข้างขึ้นดู ขยับนิ้วเรียวยาวแข็งแรงของบุรุษด้วยความตื่นเต้น นัยน์ตาพราวระยับ อะหรือว่า...
"ฮ่าๆๆ ที่แท้สวรรค์ก็มีตา ข้าไม่ได้ถูกส่งมาเข้าร่างคุณหนูอ่อนแอ แต่ต้องมาเข้าร่างหมอนี่เพื่อเดินเรื่องต่างหากเล่า ฮะฮ่าาาๆๆๆๆ นิยายเรื่องนี้ต้องชื่อว่าอะไรนะ ข้ามมิติทั้งทีดันเข้าร่างมือปราบหล่อซะได้ เอาวะชื่อนี้ก็ดีไม่น้อย"
ยังไม่ทันที่ชิงเฟยจะได้ดีใจจนจบ สีหน้าของมู่หานจวินนั้นพลันแปรเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงดุดัน คิ้วเข้มขมวดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มู่หานจวินยึดการควบคุมคืน แล้วเอ่ยขู่เสียงเข้มดุ
"ออกไปจากร่างข้าเดี๋ยวนี้เจ้าผีร้าย ไม่อย่างนั้นข้าจะไปหาซินแสมาทำพิธีสะกดวิญญาณ แล้วไล่เจ้าไปลงนรกหรือไม่ก็ไปผุดไปเกิดเสีย"
ชิงเฟยไม่เพียงไม่กลัว แต่กลับยิ้มเผล่ราวกับถือไพ่เหนือกว่า พยายามชิงการควบคุมร่างบางส่วนไว้ พลางทำตาปริบๆ อย่างเจ้าเล่ห์ ยักคิ้วหลิ่วตา หันไปมองกระจกที่โต๊ะเครื่องแป้งของคุณหนูจ้าว
"อย่ามาปากดีไปหน่อยเลยน่า ยอมรับชะตากรรมเสียเถอะท่านมือปราบ..." ชิงเฟยก้มมองลงต่ำใต้สะดือพลางหัวเราะคิกคักในลำคอ
"ข้ารู้สึกได้นะ...ของท่านเนี่ย ใหญ่ไม่ใช่เล่นเลยนี่นาาา หากท่านยังดื้อดึง ข้าจะสั่งให้ขาคู่นี้เดินออกไปข้างนอก แล้วปลดเชือกกางเกงถอดออก อวดของลับของท่านให้คนทั้งเมืองหลวงได้ชมเป็นบุญตา ดีไหมน้าาา"
"อย่าาาานะ"
มู่หานจวินโพล่งออกมาอย่างลืมตัว ใบหน้าคมคายแดงเถือกด้วยความอับอายและโทสะจนเลือดขึ้นหน้า คนระดับมือปราบผู้ทระนงตนจะมาเสียชื่อเพราะโดนผีสาวถอดกางเกงประจานไม่ได้เด็ดขาด
"เจ้า... เจ้ามันผีลามกไร้การอบรม ไร้ยางอาย"
"เอาน่าๆ" ชิงเฟยยิ้มกว้าง ยอมผ่อนคลายการควบคุมลงเล็กน้อย
"แค่อนุญาตให้ข้าอยู่ด้วยดีๆ รับรองเลยว่าข้าจะเป็นผีที่ดี ไม่ดื้อ ไม่ซน และจะช่วยท่านสืบคดีอย่างเต็มที่แน่นอน ฮิๆๆๆๆ"
ชิงเฟยยังคงเจรจาต่อด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีสุดๆ
"นอกจากนี้ ท่านลองคิดดูสิพวกเราถูกเชือกอะไรไม่รู้ผูกติดกันไว้ขนาดนี้ แล้วท่านจะทำอะไรได้อีกนอกจากยอมๆ ไปซะ ในเมื่อตัดไม่ขาด แก้ไม่ออก ก็ต้องยอมรับชะตากรรมสิ แค่ท่านเซ่นไหว้อาหารดีๆ ให้ข้าวันละสามมื้อ ข้าก็พร้อมจะให้ความร่วมมือ และเป็นผีว่าว่าง่ายแล้วแท้ๆ"
มู่หานจวินกัดฟันกรอด ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงจนเขียวคล้ำ แม้ในใจจะไม่ยินยอมพร้อมใจอย่างยิ่ง แต่ก็จำต้องยอมรับความจริงอันเลวร้ายว่าเขาสลัดผีสาวตัวป่วนนี้ไม่ออกจริงๆ
"ก็ได้ แต่ต้องมีกฎ ไว้เสร็จเรื่องตรงนี้เมื่อไหร่ ข้าจะคิดกฎมาควบคุมเจ้าแน่" มือปราบหนุ่มถอนหายใจยาวอย่างหัวเสีย
"ไม่มีปัญหาจ้าาาท่านผู้ร่วมชะตากรรม" ชิงเฟยยิ้มร่า
ทว่า ในระหว่างที่ร่างของมู่หานจวินกำลังทำสีหน้าประหลาดๆ สลับไปมาระหว่างดุดันกับยิ้มร่าเริงอยู่นั้นเอง...
"ใต้เท้าขอรับ...ท่านเจอแมลงหรือขอรับโวยวายใหญ่เลย"
เสียงของต้าหยงที่ยืนเฝ้าประตูอยู่ห่างๆ ตะโกนแทรกเข้ามา เพราะคนข้างนอกได้ยินเสียงมู่หานจวินพูดเสียงเข้มทรงพลัง เดี๋ยวทำเสียงแหลมเล็กและโวยวายสักพักใหญ่แล้ว
มู่หานจวินสะดุ้งตัวโหยง รีบปรับสีหน้าให้ขรึมเหมือนเดิมโดยไว
"นี่ๆ ท่านเป็นมือปราบใช่ไหมล่ะ ให้ข้าช่วยงานท่านสืบคดีสิ ข้าจะบอกอะไรให้นะ ชาติก่อนข้าน่ะมีประสบการณ์ไขคดีฆาตกรรมปริศนามาแล้วเป็นพันๆ คดีเลยนะขอบอก"
หึๆ ถึงส่วนใหญ่จะเป็นการนั่งดูโคนัน กับเปิดฟังเคสฆาตกรรมในยูทูบตอนกินข้าวก็เหอะ แต่มันก็ถือเป็นประสบการณ์แน่นปึ้กเหมือนกันนั่นแหละ ชิงเฟยคิดในใจอย่างภาคภูมิใจสุดขีด
มู่หานจวินเบิกตากว้าง
"อะ... อะไรนะ เป็นพันคดีเลยรึ"
แม้สมองเก้าในสิบส่วนจะไม่เชื่อน้ำหน้าผีสาวท่าทางติ๊งต๊องตนนี้เลยสักนิด... แต่ตัวเลขหนึ่งพันคดีมันก็ฟังดูล้ำลึกจนทำให้เขาเริ่มลังเลขึ้นมาเสียอย่างนั้น
"อย่างศพของคุณหนูจ้าวอวี้หลันนี่ก็ดูไม่ธรรมดาเหมือนกันใช่ไหมล่ะ มาๆ เดี๋ยวข้าจัดการเอง"
ภายในตำหนักขององค์หญิงเก้า ม่านหนี่ ร่างบอบบางยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียงมานานนับปี ใบหน้างดงามซีดเซียวแทบไร้สีเลือด แม้ลมหายใจยังคงสม่ำเสมอ แต่ดวงตาคู่นั้นไม่เคยเปิดขึ้นมาอีกเลยขันทีหนุ่มผู้ดูแลองค์หญิงมาตลอดเดินเข้ามาพร้อมถาดไม้เล็กๆ บนถาดมีเตากำยานใบหนึ่ง เขาวางมันไว้ไม่ไกลจากเตียง ก่อนจะจุดกำยาน กลิ่นหอมอ่อนๆ ค่อยๆ ลอยกระจายไปทั่วห้อง ช่วยขับความอับชื้นของตำหนักที่แทบไม่มีผู้ใดเข้าออกฮองเฮานั่งอยู่ข้างเตียง จับมือของม่านหนี่เอาไว้แน่น ดวงตาแดงก่ำจากการเฝ้ามองบุตรสาวที่ไม่เคยตอบสนองมานานถึงหนึ่งปี “หนึ่งปีแล้ว...ม่านหนี่ยังไม่ฟื้น มีวิธีไหนหรือไม่ที่จะทำให้นางกลับมาได้?”ขันทีหนุ่มก้มหน้าลงครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “ไม่ใช่ว่าจะไม่มีวิธีพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่วิธีที่ว่าค่อนข้างจะต้องอาศัยเวลา และไม่มีผู้ใดรับรองได้ว่าจะได้ผลเมื่อใด”ฮองเฮาหันขวับไปมอง “วิธีไหน”ขันทีหนุ่มเหลือบมององค์หญิงที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้และลดเสียงลงอีก “มีวิธีหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ แต่ต้องทำอย่างต่อเนื่องทุกคืนพระจันทร์เต็มดวง และต้องรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสมเสียก่อน...หากทำสำเร็จ อาจช่วยเรียกสต
มู่หานจวินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “คุยกับตัวเองพ่ะย่ะค่ะ”หลงเหวินมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนจะส่ายหน้าไปมา “เจ้านี่เป็นเอามากจริงๆ ผีองค์หญิงเก้าคงตามหลอกหลอนเจ้าจนเสียสติไปแล้วสินะ มู่หานจวิน”มู่หานจวินไม่ได้ตอบ เพียงถอนหายใจเบาๆ แล้วเหลือบมองชิงเฟยที่กำลังยืนกุมท้องอยู่ข้างโต๊ะหลงเหวินกลับทำท่าครุ่นคิดขึ้นมา ก่อนจะตบโต๊ะเบาๆ “เดี๋ยวก่อน ความจริงแล้ว...พวกเราควรเดินทางไปแคว้นเซี่ยสักครั้ง”มู่หานจวินเลิกคิ้ว ก่อนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “ก็ดีพ่ะย่ะค่ะ จะได้ไขข้อข้องใจเสียที”ชิงเฟยที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับอ้าปากค้าง หันขวับมองมู่หานจวิน “เดี๋ยวนะ...นี่ท่านไม่ปฏิเสธหรือ”มู่หานจวินเหลือบมองนาง ชิงเฟยรีบพูดต่อ “ปกติถ้าฝ่าบาทพูดเรื่องข้า ท่านต้องรีบปฏิเสธทุกอย่างไม่ใช่หรือ คราวนี้กลับเห็นด้วยเสียอย่างนั้น”มู่หานจวินถอนหายใจ “เพราะครั้งนี้ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าคือใครกันแน่”ชิงเฟยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมา “เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”มู่หานจวินเงียบไปครู่หนึ่งแล้วตอบ “กระหม่อมก็คิดเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”ชิงเฟยยกมือขึ้นอย่างร่าเริง “ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน
ทันทีที่มู่หานจวินก้าวเข้ามาในวังหลวง หลงเหวินก็รีบลุกจากบัลลังก์เดินลงมาหาอย่างรวดเร็ว ราวกับรอเขามานานแล้ว “ท่านมือปราบมาแล้วหรือ เร็วเข้า ขันที นางกำนัล ยกเครื่องเสวยมาให้ข้าเดี๋ยวนี้”มู่หานจวินชะงัก “ฝ่าบาทเรียกกระหม่อมมาเพราะเรื่องหญิงในภาพมิใช่หรือ”“เรื่องนั้นก็สำคัญ แต่เจ้ามาถึงทั้งทีต้องกินอะไรเสียหน่อย” หลงเหวินตอบอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะพามู่หานจวินไปยังศาลาริมน้ำที่อยู่ไม่ไกลนัก ขันทีและนางกำนัลรีบยกอาหารตามมาเป็นพรวนชิงเฟยที่ลอยตามมาเงียบๆ สังเกตตั้งแต่เมื่อครู่ว่าหลงเหวินไม่ได้หันมามองทางตนแม้แต่น้อย จึงลองโบกมือผ่านหน้าเขาไปหนึ่งครั้ง อีกครั้ง แล้วอีกครั้ง ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ชิงเฟยเบิกตากว้างอย่างโล่งใจ “เห็นไหมล่ะ ตอนนี้มองไม่เห็นข้าแล้วจริงๆ”เมื่อเห็นว่าปลอดภัย ชิงเฟยจึงรีบลอยตามมู่หานจวินไปยังศาลาริมน้ำทันที แต่พอเห็นโต๊ะที่เต็มไปด้วยอาหาร นางกลับชะงักอยู่กลางอากาศ ดวงตาจับจ้องจานอาหารตรงหน้าอย่างไม่วางตาหลงเหวินไม่รอช้า รีบหันมาพูดกับมู่หานจวินทันที “ท่านมือปราบ ข้าพบนางแล้ว”มู่หานจวินขมวดคิ้ว “พบใครหรือ”“หญิงงามที่ติดตามท่านอย่างไล่าท่านมือปราบ” ” หลงเหวินลด
“ข้าน้อยจำได้พ่ะย่ะค่ะ” ชายผู้นั้นรีบกล่าว หลงเหวินชะงัก “ที่แคว้นเซี่ย องค์หญิงเก้าแว่าแต่ทำไมข้าไม่เคยรู้เรื่องนี้”“พ่ะย่ะค่ะ หญิงผู้นี้คือองค์หญิงเก้าแห่งแคว้นเซี่ย...องค์หญิงม่านหนี่จริงๆ นางงดงามเกินใครอาจเพราะงดงามเกินใครจึงถูกซ่อนไว้ในวังพ่ะย่ะค่ะ”หลงเหวินขมวดคิ้วแน่น พลางหยิบภาพวาดขึ้นมามองอีกครั้ง “องค์หญิงเก้าอย่างนั้นหรือ แล้วเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ปรากฏกายให้ข้าเห็นได้”“เรื่องนั้นข้าน้อยไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ แต่ข้าน้อยจำไม่ผิดแน่นอน ใบหน้าขององค์หญิงเก้ากับหญิงในภาพเหมือนกันทุกประการ”หลงเหวินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสั่งขันทีเสียงดัง “ส่งทูตไปแคว้นเซี่ยเดี๋ยวนี้ แล้ว ให้เขาวาดภาพเหมือนขององค์หญิงม่านหนี่มาให้ข้า ข้าต้องการเห็นด้วยตาตัวเองว่าเป็นคนเดียวกับหญิงในภาพหรือไม่”“พ่ะย่ะค่ะ”“แล้วให้รีบไปรีบกลับ ข้าแทบจะอดใจไม่ไหวแล้วที่จะได้เห็นใบหน้าขององค์หญิงเก้า” หลงเหวินกำภาพวาดแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความอยากรู้ชายผู้ให้ข้อมูลรีบก้มหน้าลง ขณะที่หลงเหวินยังคงจ้องภาพหญิงงามไม่วางตา ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “อ้อ จริงสิ ส่งคนไปแจ้งท่านมือปราบมู่หานจวินด้วย”ขันทีชะงัก “แจ้ง
ด้านหลังจวนตระกูลหลี่ในยามเย็น ชายคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมสีเข้มเดินลัดเลาะมาตามกำแพงด้วยท่าทีมีพิรุธ เขาหยุดมองซ้ายทีขวาทีหลายครั้ง พอแน่ใจว่าไม่มีใครจึงเคาะประตูเล็กด้านหลังเบาๆ สามครั้งเหมือนการส่งซิกไม่นานประตูก็เปิดออก ฮูหยินหลี่ก้าวออกมา นางเหลียวมองไปรอบด้าน ก่อนรีบยื่นห่อผ้าสีน้ำตาลขนาดพอดีมือให้ชายคนนั้น “เอาไป แล้วรีบไปเสีย อย่าให้ใครเห็นเจ้า”ชายคนนั้นรับห่อมาอย่างลนลาน “ฮูหยิน เรื่องที่ท่านสั่ง...”“ข้าบอกให้รีบไปพูดมากอยู่ได้” ฮูหยินหลี่ตวาดเสียงต่ำ “หากเรื่องนี้ถูกเปิดโปง ไม่ใช่แค่เจ้าที่เดือดร้อน ข้าเองก็หนีไม่พ้น”ชายคนนั้นหน้าซีด รีบเก็บห่อผ้าไว้ในอกเสื้อแล้วหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว แต่เพิ่งพ้นมุมกำแพงไปไม่กี่ก้าว ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากเงามืด“จะรีบไปไหนหรือ”ชายคนนั้นชะงักกึก หลัวเฟิงก้าวออกมาจากด้านหน้า ขณะที่ฉินอู๋ปรากฏตัวด้านหลัง ปิดทางหนีเอาไว้พอดี ทั้งสองคนได้รับคำสั่งให้เฝ้าตระกูลหลี่ไว้เห็นชายคนนี้ลอบมาที่หลังจวนตั้งแต่แรก จึงซ่อนตัวเฝ้าดูอยู่เงียบๆชายคนนั้นหน้าถอดสี รีบหันกลับจะวิ่ง แต่ฉินอู๋คว้าคอเสื้อไว้ได้ก่อน“ปล่อยข้า ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดเสียหน่อย”ห
กรมมือปราบแทบกลายเป็นสนามรบย่อมๆ ไปแล้ว หญิงสองคนยืนประจันหน้ากันกลางกรม คนหนึ่งคือฮูหยินหลี่ สตรีร่างอวบที่ยังหอบจากการปะทะเมื่อครู่ ส่วนอีกคนเป็นหญิงสาวรูปร่างผอมเพรียว แต่งกายงดงาม แม้เส้นผมจะยุ่งไปเล็กน้อยก็ยังเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมแพ้“เจ้ามีสิทธิ์อะไรมายุ่งกับสมบัติของสามีข้า” ฮูหยินหลี่ตวาด “ท่านพี่แต่งข้าเข้าบ้านอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม ข้าคือภรรยาของเขา เจ้าต่างหากที่เป็นใครก็ไม่รู้!”หญิงสาวหัวเราะเย็นๆ “ใครก็ไม่รู้หรือ ก่อนเขาจะตาย สามีเจ้าสัญญาว่าจะยกบ้านหลังนี้กับร้านค้าให้ข้า เขายังบอกด้วยว่าจะไม่ปล่อยให้ข้ากับลูกต้องลำบาก เจ้าคิดว่าข้าจะยอมให้เจ้ากวาดทรัพย์สินทั้งหมดไปคนเดียวหรือ ก่อนนั้นข้ากับลูกติดตามเขาไปแคว้นเซียบ่อยๆ เจ้าเคยได้รับโอกาสนั้นไหม”“ลูก” ฮูหยินหลี่ตาโต “เจ้าพูดถึงลูกของใคร”“ลูกของท่านพี่ต้าฟู่สิ จะลูกของใครได้อีก”เสียงฮือฮาจากชิงเฟยดังขึ้นทันทีชิงเฟยที่ลอยอยู่ระหว่างหญิงทั้งสองถึงกับเบิกตากว้าง นางรีบวนรอบคนหนึ่งที รอบอีกคนที ราวกับกำลังนั่งดูละครสนุกที่สุดในชีวิต “เดี๋ยวนะ...มีลูกด้วย แล้วทำไมเพิ่งรู้กันตอนคนตายไปแล้ว หรือว่าคนตายมีความลับเยอะก







