LOGIN“หนึ่งจูบ แลกแครอทหนึ่งหัว...แต่ถ้าอยากได้มากกว่านั้น เจ้าต้องจ่ายด้วย ‘ร่างกาย’ ของเจ้าเอง!” ทะลุมิติมาเป็นสัตว์เลี้ยงก้อนขนที่เขาบอกว่าจะไม่แตะต้อง กลับกลายเป็นโฉมงามใต้ชุดคลุมมังกรที่เขาอยากกลืนกินลงท้องวันละหลายๆ รอบ! หนี้แครอทเริ่มพอกพูน รอยรักสีกุหลาบเริ่มเต็มตัว แล้วไป๋ซินนางจะเอาตัวรอดจากการถูก ‘ลอกคราบ’ ต่อหน้าคนทั้งวังได้อย่างไร! “ฝ่าบาทขา...อย่ากินข้าเลยนะเจ้าคะ ข้าเนื้อไม่อร่อยหรอก!” “อร่อยหรือไม่...ข้าต้องชิมดูซ้ำๆ ให้แน่ใจเสียก่อน แล้วคืนนี้ข้าจะบอกเจ้าเองว่าควร ‘กลืน’ ตรงไหนก่อนดี”
View Moreท่ามกลางความมืดมิดที่ดูดกลืนสติสัมปชัญญะ เสียงสุดท้ายที่ 'ไป๋ซิน' จำได้คือเสียงเบรกของรถบรรทุกที่ดังสนั่นหวั่นไหว ร่างของเธอปลิวหวือไปในอากาศราวกับเศษใบไม้ที่หลุดปลิวออกจากขั้ว ความเจ็บปวดแล่นพล่านเพียงชั่วอึดใจก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลง นางยังจำความรู้สึกสุดท้ายก่อนสิ้นลมได้ดี...มันคือความเสียดาย เสียดายที่วันนี้พึ่งจะกดสั่งหมูย่างชุดใหญ่มาลงที่คอนโดแท้ๆ แต่ยังไม่ทันได้คีบเข้าปากแม้แต่ชิ้นเดียว ชีวิตนักแสดงสาวผู้บ้างานแต่รักการกินเป็นชีวิตจิตใจกลับต้องมาจบลงเช่นนี้หรือ?
สัมผัสเย็นชื้นที่ปลายจมูกทำให้นางต้องปรือตาขึ้นอย่างยากลำบาก
"อือ...เจ็บหัวจัง..."
ไป๋ซินพยายามจะส่งเสียงประท้วงความมึนงงที่ตีรวนอยู่ในหัว แต่น่าแปลกที่ลำคอของนางกลับแห้งผากและหดสั้นลงอย่างประหลาด แทนที่จะเป็นเสียงหวานใสที่คุ้นเคย กลับมีเพียงเสียง
"ปี๊ด! ปี๊ด!"
เล็กจิ๋วที่แผ่วเบาราวกับเสียงนกกระจิบออกมาจากลำคอ นางสะดุ้งสุดตัว ดวงตาที่ยังพร่ามัวรีบกวาดมองไปรอบกายด้วยสัญชาตญาณป้องกันตัว
ทัศนียภาพรอบข้างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะเป็นเพดานสีขาวของโรงพยาบาลหรือแสงไฟจากห้องฉุกเฉิน กลับกลายเป็นยอดหญ้าสีเขียวขจีที่สูงท่วมหัว กอหญ้าแต่ละใบดูหนาและแหลมคมราวกับใบหอก ต้นไม้โบราณขนาดมหึมาที่แผ่กิ่งก้านสาขาบดบังแสงตะวันจนบรรยากาศรอบกายดูสลัวลาง
"ที่นี่มัน...ป่า? แล้วทำไมทุกอย่างมันดู...ใหญ่โตขนาดนี้ล่ะ? หรือว่าเราจะตัวหดลง?"
นางพยายามจะหยัดกายลุกขึ้นยืนตามความเคยชิน แต่แล้วความโกลาหลก็บังเกิด เมื่อมือที่เคยเรียวยาวและคุ้นเคยกับการจิ้มมือถือ กลับกลายเป็นอุ้งเท้าสั้นป้อมสีขาวนวลที่มีขนฟูฟ่องปกคลุมไปถึงข้อเท้า ไป๋ซินชะงักงัน นางก้มลงมองพุงกะทิสีขาวที่ป่องออกมาจนบังเท้าตัวเองมิด แผ่นหลังของนางหนักอึ้งด้วยขนหนานุ่มสีหิมะ และที่ร้ายที่สุด...เมื่อนางขยับศีรษะ สิ่งหนึ่งที่ยาวปัดแก้มซ้ายก็คือ 'หู' ที่ยาวตกห้อยลงมาอย่างน่าเวทนาข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างกลับตั้งเด่ชี้ฟ้าสั่นพั่บๆ ตามจังหวะการหายใจ
"ปี๊ด!!! (พระเจ้าช่วย! นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น!)"
นางรีบตะเกียกตะกายไปยังแอ่งน้ำขังใต้โคนไม้ใหญ่เดี๋ยวนั้นด้วยใจที่เต้นรัวยิ่งกว่ากลองรบ เงาที่สะท้อนกลับมาทำให้ไป๋ซินแทบอยากจะสลบไปอีกรอบเพื่อให้ตื่นมาพบว่านี่คือฝันร้าย ในเงาน้ำนั้นไม่ใช่นักแสดงสาววัยยี่สิบปลายๆ ผู้โฉบเฉี่ยวคนเดิม แต่เป็น 'กระต่าย' ตัวหนึ่ง! และไม่ใช่กระต่ายป่าที่ดูปราดเปรียวเสียด้วย แต่นางคือกระต่ายพันธุ์พื้นเมืองที่ดูอ้วนถ้วนสมบูรณ์จนเหมือนก้อนแป้งข้าวเหนียวที่ถูกปั้นจนกลมเกลี้ยง ขนสีขาวสะอาดสะอ้าน ดวงตากลมโตสีทับทิมฉายแววตื่นตระหนกสุดขีด จมูกสีชมพูเล็กจิ๋วสั่นระริกไม่หยุด
"นี่ฉันเกิดใหม่เป็นกระต่ายงั้นเหรอ? กระต่ายนุ่มนิ่มที่วันๆ เอาแต่เคี้ยวหญ้าเนี่ยนะ!?"
ไป๋ซินรับไม่ได้อย่างรุนแรง นางไม่อยากยอมรับชะตากรรมที่ต้องกลายเป็นเบี้ยล่างในห่วงโซ่อาหาร เป็นอาหารว่างของหมาป่าหรือเหยี่ยว นางพยายามฮึดสู้ด้วยการยืดตัวขึ้น ยืนด้วยสองขาหลังแบบมนุษย์เพื่อกู้คืนศักดิ์ศรีและความเป็นผู้นำของสปีชีส์
"เอ้า...หนึ่ง...สอง...ยืดเข้าไว้ไป๋ซิน!"
ตุบ!
ขาหลังที่สั้นกว่านิ้วก้อยของนางในชาติก่อนไม่อาจรับน้ำหนักพุงพลุ้ยๆ และก้นกลมมนได้ ร่างกลมป้อมล้มหน้าคะมำลงบนกองใบไม้แห้ง ขาสั้นๆ สี่ข้างชี้โด่เด่กลางอากาศอย่างหมดสภาพ นางพยายามกลิ้งตัวไปมาเพื่อจะพลิกกลับแต่พุงเจ้ากรรมกลับทำให้เดินเหินลำบากเหลือเกิน
"ปี๊ด...(เจ็บเป็นบ้าเลย พุงหนอพุง ทำไมต้องมาอ้วนในร่างนี้ด้วย)"
ในขณะที่กำลังสิ้นหวัง ความเงียบของป่าก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ พร้อมกับกลิ่นหอมบางอย่างที่ลอยมาปะทะจมูก จมูกเล็กๆ สีชมพูของนางเริ่มขยับฟุตฟิตโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณของสัตว์วิเศษที่แฝงอยู่ในร่างนี้เริ่มทำงาน กลิ่นนั้นมันไม่ใช่กลิ่นหญ้าแห้งหรือใบไม้ผุ แต่มันคือกลิ่นหอมเย็นสดชื่นที่รุนแรงและเย้ายวนใจที่สุดเท่าที่นางเคยได้กลิ่นมา กลิ่นนั้นเหมือนดอกไม้ที่บานกลางหิมะ ผสมกับความหวานฉ่ำของพรรณไม้สวรรค์ที่ชวนให้น้ำลายสอ
ความหิวโหยเข้าจู่โจมท้องกิ่วๆ ของนางทันที พลังงานจางๆ ในร่างกายเรียกร้องให้นางมุ่งหน้าไปตามกลิ่นนั้น
นางตัดสินใจเลิกพยายามเดินสองขา แล้วเปลี่ยนมาใช้การกระโดดกึ่งกลิ้งไปตามพื้นดิน ท่วงท่าของนางดูเหมือนก้อนฝ้ายที่กลิ้งขลุกขลักไปบนพื้นหญ้า ยิ่งเข้าใกล้ต้นตอของกลิ่น บรรยากาศรอบข้างก็เริ่มแปรเปลี่ยนไป ต้นไม้รกๆ เริ่มถูกจัดแต่งอย่างมีระเบียบ จนกระทั่งนางมาหยุดอยู่หน้ากำแพงสีแดงชาดที่สูงตระหง่านมั่นคง ราวกับกำแพงเมืองที่ไม่มีวันล่มสลาย
"ที่นี่มันที่ไหนกัน? วังหลวงงั้นเหรอ?"
ไป๋ซินใช้สายตาอันสั้นของกระต่ายมองหาทางเข้า นางพบรอยแยกเล็กๆ ที่ฐานกำแพงซึ่งมีเถาวัลย์หนาทึบปกคลุมไว้ กลิ่นแครอทหิมะที่แสนเย้ายวนลอยออกมาจากรอยแยกนั้นอย่างชัดเจน
"เอาวะ...เพื่อความอยู่รอด สิทธิสตรีและศักดิ์ศรีของคนต้องวางไว้ก่อน ตอนนี้ข้าคือกระต่าย และกระต่ายที่หิวโหยย่อมไร้ขีดจำกัด!"
นางมุดหัวเข้าไปในรูนั้นทันที ทว่า...ช่วงหัวนั้นผ่านสะดวก แต่ช่วง 'พุง' กลับติดแหง็กเข้าจนได้! นางพยายามตะกุยเท้าหน้ากับพื้นดิน ขาหลังถีบยันกับขอบหินอย่างบ้าคลั่ง ก้นกลมๆ สั่นระริกอยู่ข้างกำแพงอยู่นานสองนาน จนกระทั่ง...
ป๊อป!
ร่างทั้งร่างหลุดกระเด็นเข้าไปยังอีกฝั่งดั่งลูกธนูที่ถูกยิงออกจากคันศร นางกลิ้งหล่นลงบนพื้นดินที่ร่วนซุยและมีกลิ่นหอมของปุ๋ยชั้นเลิศ เมื่อเงยหน้าขึ้นไป๋ซินก็ต้องตาค้าง ภาพตรงหน้าคืออุทยานที่งดงามราวกับสรวงสวรรค์ แสงอาทิตย์ยามอัสดงอาบไล้ไปทั่วสวนผักที่ถูกจัดวางอย่างวิจิตร และที่กลางสวนนั้นเอง...หัวผักกาดและแครอทสีขาวนวลปานหยก เปล่งประกายจางๆ ราวกับมีแสงในตัวเองกำลังชูช่อสีเขียวเข้มเรียกหานางอยู่
"แครอทหิมะ! ของจริงด้วย!"
ไป๋ซินน้ำลายสอ นางลืมคำเตือนเรื่อง 'เขตหวงห้าม' หรือ 'เจ้าของสวนผู้โหดเหี้ยม' ไปเสียสิ้น ความตะกละนำพานางกระโดดเข้าหาหัวแครอทที่ใหญ่ที่สุดเดี๋ยวนั้น นางฝังคมเข็มเล็กๆ ลงบนเนื้อแครอทที่กรอบหวาน รสชาติทิพย์แผ่ซ่านไปทั่วปากจนนางเคลิบเคลิ้ม
โดยไม่รู้เลยว่า...เหนือขึ้นไปบนศาลาหินแปดเหลี่ยมไม่ไกลนัก เงาร่างสูงใหญ่ในชุดฉลองพระองค์สีดำปักลายมังกรทองกำลังประทับนั่งจิบชาด้วยท่าทีเย็นชา สายตาคมปลาบคู่หนึ่งที่ใครเห็นเป็นต้องสั่นประสาทจับจ้องมาที่ 'ก้อนขนสีขาว' ที่กำลังขโมยของล้ำค่าของเขาอย่างโจ่งแจ้ง
"เจ้าก้อนเนื้อนั่น...มาจากไหน?"
น้ำเสียงทุ้มต่ำและเย็นเฉียบเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่มันกลับทำให้องครักษ์ที่ยืนอยู่รอบข้างถึงกับเสียวสันหลังวาบ
ไป๋ซินของเรายังคงเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างมีความสุข โดยไม่รู้เลยว่าชะตากรรม 'กระต่ายตุ๋นยาจีน' กำลังคืบคลานเข้ามาหาในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า!
แสงทองอร่ามของยามเช้าสาดส่องลงเหนือหลังคากระเบื้องเคลือบของพระราชวังหลวง บรรยากาศในวันนี้เต็มไปด้วยความปีติยินดีที่แฝงไปด้วยความโกลาหลเล็กน้อยตามฉบับของว่าที่ฮองเฮาองค์ใหม่ เสียงแตรสังข์และระฆังทองดังกังวานไปทั่วเก้าประตูวัง บ่งบอกถึงจุดเริ่มต้นของพระราชพิธีสถาปนาฮองเฮาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อาณาจักรมังกรภายในตำหนักรับรอง ไป๋ซิน ยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ที่เคยใช้ฝึกวิชา นางถูกห้อมล้อมด้วยนางกำนัลนับสิบคนที่กำลังช่วยกันสวมชุดพิธีการสีแดงเพลิง ปักลวดลายหงส์ทองสยายปีกด้วยดิ้นทองคำแท้ น้ำหนักของชุดและมงกุฎหงส์เก้ากษัตริย์ที่ประดับด้วยมุกราตรีทำเอาไป๋ซินถึงกับลอบกลืนน้ำลาย“อดทนหน่อยนะเพคะ”นางกำนัลคนสนิทกระซิบ“ความสง่างามต้องแลกมาด้วยความหนักเพคะ”ไป๋ซินพยายามทรงตัวให้ตรง หูกระต่ายที่เคยพุ่งพรวดออกมาตามอารมณ์บัดนี้ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้จิตที่นิ่งสนิทดุจผิวน้ำในถ้ำเหมันต์ นางมองดูเงาตัวเองในกระจกแล้วยิ้มบางๆ'จากนักแสดงสาวผู้บ้างานที่มาโผล่ในร่างกระต่ายป่
ภายในห้องบรรทมส่วนพระองค์ที่เคยเงียบเหงาจนน่าใจหายมาตลอดเจ็ดราตรี บัดนี้ถูกเติมเต็มด้วยไอความร้อนจากอ่างน้ำวนขนาดใหญ่ที่สลักจากหยกขาวเนื้อดี กลิ่นหอมของน้ำมันกุหลาบป่าและเครื่องหอมอวลไปทั่วห้อง ผสมผสานกับกลิ่นอายมังกรที่เข้มข้นขึ้นตามแรงอารมณ์ที่พุ่งสูงของเจ้าของห้อง เย่จวินเหยียนยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ร่างแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามสมส่วนยังมีร่องรอยของดินโคลนแห้งกรังจากการ "ทำศึกวัชพืช" ประปราย ทว่าสายตาคมกริบของเขากลับจับจ้องเพียงร่างระหงที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยความโหยหาที่แทบจะล้นทะลัก“ข้าบอกแล้วไงเจ้าคะ...ว่าข้าจะช่วยท่านอาบน้ำเอง ท่านตรากตรำถอนหญ้ามาตั้งเจ็ดวัน ให้ข้าปรนนิบัติท่านเถิด”ไป๋ซินกระซิบบอกพลางเดินเข้าใกล้ เสียงของนางนุ่มนวลทว่ากังวานด้วยอำนาจของเซียนที่เพิ่งผ่านการฝึกปรือมาอย่างหนัก นางไม่ได้เขินอายเหมือนวันวานอีกต่อไป ดวงตากลมโตที่เคยหลบสายตาบัดนี้กลับจ้องมองมังกรหนุ่มอย่างท้าทายและเต็มไปด้วยความรักมือเรียวขาวผ่องค่อยๆ เอื้อมไปปลดสายรัดเอวที่เลอะโคลนของเย่จวินเหยียนออกอย่างเชื่องช้า สัมผัสจากปลายนิ้วที่เย็นเยียบดุจหิมะแตะต้องลงบนผิวเนื้อที่ร้อนระอุของมังกรหนุ่ม ทำให้เขาถ
เช้าวันที่เจ็ด...ทั่วทั้งพระราชวังหลวงดูเหมือนจะตกอยู่ในความเงียบงันที่ผิดปกติ ลมหนาวจากยอดเขาเร้นลับพัดพาม่านหมอกสีขาวบริสุทธิ์ให้ม้วนตัวเป็นเกลียว ลอยต่ำปกคลุมไปตามทางเดินหินอ่อนราวกับแดนสุขาวดี ทันใดนั้น เสียงครืนครั่นของกลไกหินโบราณก็ดังสนั่นไปทั่วหุบเขา ประตูหินหนาหนักของ “ถ้ำเหมันต์พันปี” ที่ปิดสนิทมาตลอดเจ็ดทิวาราตรีค่อยๆ เลื่อนเปิดออกอย่างช้าๆ ส่งไอเย็นจัดที่แปรเปลี่ยนเป็นละอองน้ำแข็งพวยพุ่งออกมาดุจม่านไหมร่างระหงในชุดผ้าไหมสีขาวเรียบง่ายทว่าดูสูงศักดิ์ก้าวออกมาจากความมืดมิด ไป๋ซินในยามนี้ดูราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ผิวพรรณของนางที่เคยขาวนวลบัดนี้ดูผุดผ่องมีรัศมีสีเงินจางๆ ปกคลุมราวกับไข่มุกที่เพิ่งถูกขัดเงา ดวงตากลมโตที่เคยฉายแววซุกซนและเลิ่กลั่ก บัดนี้กลับดูสุขุม เยือกเย็น และลุ่มลึกขึ้นอย่างน่าประหลาดทว่าสิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุดคือ...ไม่ว่าลมหนาวจะพัดแรงเพียงใด หรือในใจของนางจะตื่นเต้นที่จะได้พบ "ใครบางคน" มากแค่ไหน หูกระต่ายเจ้าปัญหาก็ไม่พุ่งพรวดออกมาให้กวนใจอีกต่อไป นางสามารถควบคุมกระแสปราณในกายได้อย่างสมบูรณ์ กายเซียนและจิตมนุษย์หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างมั่นคง“เจ้
ภายในถ้ำเหมันต์ที่ลึกซึ้งที่สุด แสงสีครามจากผลึกน้ำแข็งเริ่มหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นโอบล้อมร่างของไป๋ซินไว้ ราวกับดักแด้ที่กำลังจะลอกคราบ ผิวพรรณของนางที่เคยขาวนวลบัดนี้ดูผุดผ่องมีรัศมีสีเงินจางๆ ปกคลุม หูกระต่ายที่เคยพุ่งพรวดออกมาตามอารมณ์ บัดนี้สงบนิ่งและหดหายไปเองโดยที่นางไม่ต้องพยายามกดข่ม“เจ้าทำได้ดีมาก ไป๋ซิน”เสด็จแม่ (พระพันปี) ตรัสชมขณะมองดูสมาธิที่แน่วแน่ของนาง“ความลับของการคุมปราณเซียนไม่ใช่การกักขัง แต่นำมันมาหลอมรวมกับธรรมชาติ หากใจเจ้าเย็นดุจน้ำแข็ง ต่อให้ความร้อนแรงของปราณมังกรจะดุดันเพียงใด เจ้าก็จะยังคงเยือกเย็นและเป็นฝ่ายควบคุมมันได้”ไป๋ซินลืมตาขึ้น ดวงตาของนางส่องประกายเย็นตาแต่แฝงด้วยพลัง“ข้ารู้สึกเหมือนร่างกายเบาหวิว...ความร้อนปั่นป่วนในกายหายไปหมดแล้วเพคะเสด็จแม่”ทว่าในขณะที่การฝึกกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ สัมผัสถึง “อายมังกร” ที่คุ้นเคยแต่วุ่นวายก็พุ่งเข้ามาถึงหน้าถ้ำ ณ บริเวณหน้าถ้ำเหมันต์“ฝ่าบาท! เสด็จกลับเถิดพ่ะย่ะค่ะ พระพันปีทรงกำชับไว้หนาหูว่าห้ามใครรบกวน!”กงกงพยายามวิ่งเอาตัวเข้าขวาง แต่เย่จวินเหยียนในชุดลำลองกระฉับกระเฉงกลับไม่สนใจ เขาแบกตะกร้าที่เต็มไปด





