LOGINภายในรถม้ามีคนสองคนกำลังนั่งอยู่ด้วยกันแต่ความรู้สึกภายในนั้นกลับต่างกันโดยสิ้นเชิง
คนที่มีแต่ความตื่นเต้นและดีใจที่จะได้เจอลูกสาวอย่างเซียวเฉิงคุนนั้นบีบมือเข้าหากันจนเหงื่อตก
แต่สำหรับซินหยานนั้นต่างกัน นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะแสดงสีหน้าอย่างไร ยิ้มแย้มเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นงั้นหรือ หรือนางจะต้องแสดงท่าทีสงบเสงี่ยมและปลีกตัวจากผู้อื่น
“อย่าไปโกรธท่านแม่ของเจ้าเลยนะ” คนแก่กว่าพูดอย่างกับสามารถอ่านใจของซินหยานได้
“ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ” ซินหยานระบายยิ้มเพื่อให้เขาสบายใจ
ต่อให้เบื้องหน้านางจะยิ้มกว้างแค่ไหนแต่ภายในใจกลับหาได้สงบไม่ กับคนอื่นๆที่พวกเขาทำร้ายนางนั้นซินหยานสามารถเกลียดพวกเขาได้อย่างสนิทใจ แต่อีกคนคือมารดาของนาง มันมีทั้งความโกรธเคืองและความผูกพันรวมอยู่ด้วยกัน
“ดีแล้วล่ะ เจินเจินรักเจ้ามากนะซินเอ๋อร์” ผู้เป็นตาทอดมองหลานสาวด้วยความเอื้อเอ็นดู
บุตรสาวของเขารักเด็กคนนี้มาก แต่เพราะรักมากจึงคาดหวังมากและสิ่งที่เด็กคนนี้ต้องแบกรับก็คงจะมากเกินไปจนทำให้สายสัมพันธ์แม่ลูกสั่นคลอน
‘รักมากจนอยากเอาไปทิ้งราวกับขยะไร้ค่างั้นหรือ’ นางทำได้แค่คิดมันในใจเพราะไม่อยากให้ท่านตาของนางต้องมารับรู้เรื่องราวเหล่านี้
รถม้าหยุดลงแล้ว ก่อนที่ประตูของรถม้าจะถูกเปิดออกภายในอกของเฉินซินหยานก็เต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ ลมหายใจหนักหน่วง ในหัวคิดไปต่างต่างนานา
“ไปกันเถิด” เฉิงคุนเดินออกไปก่อนและไปยืนรอหลานสาวของเขาอยู่ที่ด้านนอกนถม้า
“ข้าทำได้ ! ” ซินหยานพูดให้กำลังใจตัวเองพร้อมกับชูกำปั้นขึ้น
ช่วงเช้าท่านปู่ของนางจะต้องไปเข้าเฝ้า เรื่องที่จะต้องเจอหน้าเขานั้นยังไม่ต้องกังวล แต่กับคนอื่นๆไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร
“น้องหก ! น้องหกใช่หรือไม่” เสียงของเด็กผู้ชายตะโกนเรียกนางตั้งแต่ซินหยานยังขาไม่ถึงพื้น
ใบหน้าที่เคยก้มมองพื้นเพราะความกลัวก็เงยขึ้นมาทันที บนใบหน้าจิ้มลิ้มปรากฏรอยยิ้มกว้างจนตาแทบจะปิด
“พี่รอง ! ” ซินหยานรีบวิ่งลงจากรถม้าและพุ่งตัวไปกอดพี่ชายของนางไว้
การลำดับบรรดาพี่น้องนั้นจะเรียงลำดับตามลูกหลานทุกคน ต่อให้จะเป็นพี่น้องกันแต่ลำดับพี่น้องก็อาจจะไม่ติดกัน
ซินหยานมีพี่ชายพ่อแม่เดียวกันแค่คนนี้คนเดียวเท่านั้น เขาคือเฉินจงอิ้น
“ซินซิน จำพ่อได้หรือไม่” ชายวัยยี่สิบปลายๆถามเสียงทุ้ม ดวงตาของเขามีน้ำตาท่วมท้น
“ท่านพ่อ” ซินหยานหันมามองบิดาของนางน้ำตาเอ่อล้น แต่ก็ยังไม่ได้ปล่อยแขนจากอ้อมกอดของพี่ชาย
“เดินทางปลอดภัยนะลูก” เขาถามน้ำเสียงเอื้อเอ็นดู
“ปลอดภัยเจ้าค่ะ” นางพยักหน้ารับ
ทั้งสามมัวแต่กอดกันกลมจนลืมว่ายังมีชายชราอีกคนที่ยืนดูอยู่อีกมุมหนึ่ง
“ซงลั่ว” ท่านตาของซินหยานเอ่ยเรียกบิดาของนาง
“ขอรับท่านพ่อตา” ซงลั่วรับคำด้วยท่าทีเคารพนอบน้อม
“เจินเจินเล่า” เขามองหานางจนทั่วก็ไม่เห็นแม้แต่เงา
“เอ่อ...เจินเจินนาง....” ซงลั่วกลอกตาไปมาพยายามหาข้อแก้ตัว
ซินหยานที่ดีใจได้ไม่นานก็ต้องใจกระตุก นั่นสินะนางจะมัวมานั่งคิดมากเรื่องที่จะต้องเจอท่านแม่ของนางทำไมกัน อีกฝ่ายย่อมไม่ต้อนรับการกลับมาของขยะชิ้นนี้อยู่แล้ว
“เจินเจินคงไม่ว่างสินะ ไม่เป็นไรๆ” ชายชราโบกมือไปมาเป็นการบอกว่าให้ปล่อยเรื่องนี้ไป
“น้องหกของพี่โตขึ้นเยอะเลย อยู่ที่นู่นลำบากมากเลยใช่ไหม” จงอิ้นผละอ้อมกอดออกและจับตัวน้องสาวของเขาหมุนไปมาเพื่อสำรวจว่านางยังสมประกอบทุกประการ
“พี่รองท่านหยุดจับข้าหมุนได้แล้วข้าเวียนหัว” ซินหยานโวยวายแต่ก็ไม่ได้จริงจังนัก
“เจ้านี่มันไม่ได้เรื่องเลย ปล่อยลูกสาวข้าได้แล้วข้าก็คิดถึงนางเหมือนกัน” ซงลั่วโวยวายขึ้นมาบ้าง
การต้อนรับอย่างอบอุ่นของบิดาและพี่ชายทำให้ซินหยานรู้สึกอบอุ่นในใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
ในชาติที่แล้วกว่านางจะได้กลับมาเมืองหลวงก็อีกห้าปีหลังจากนี้ กว่าจะถึงตอนนั้นพี่ชายเพียงคนเดียวก็อายุสิบหกปีแล้ว
พี่รองในวัยสิบหกปีนั้นเป็นพี่ชายที่ดี แต่ซินหยานรับรู้ได้ถึงความห่างเหินในความสัมพันธ์พี่น้องของทั้งเขาและนาง เหตุผลส่วนใหญ่ก็คงเป็นเพราะนางเองที่ปิดกั้นตัวเองจากทุกคน
“ท่านพ่อตาเข้าไปพักผ่อนข้างในก่อนเถิดขอรับ พวกเราเตรียมเรือนรับรองไว้ให้แล้ว” ซงลั่วบอกกับพ่อตาของเขา
“อืม ขอบใจนะ”
ซินหยานสังเกตได้ว่าท่านตาของนางแปลกไป เขาคงเสียใจไม่น้อยที่บุตรสาวไม่ยอมออกมาพบหน้า แต่ซินหยานรู้ดีว่าเหตุผลคืออะไร
“ไปกันซินซิน พี่กับท่านพ่อเตรียมของที่เจ้าชอบไว้ให้เต็มเลย” จงอิ้นบอกน้ำเสียงร่าเริง
“อื้ม ไปกัน”
จวนสกุลเฉินนั้นมีขนาดที่ใหญ่และแทบจะเป็นจวนที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง ท่านปู่ของซินหยานเป็นถึงอัครมหาเสนาบดีมีอำนาจรองมาจากโอรสสวรรค์ แล้วไหนจะกิจการมากมายของตระกูลที่สืบต่อกันมาอีก
ซินหยานยังนึกแปลกใจไม่น้อยที่ท่านลุงของนางเคยผลาญสมบัติพวกนั้นจนมันหมดสิ้นได้อย่างไรกัน
หลังจากที่ย้ายของเข้าห้องจนหมดซินหยานก็ช่วยซือเจียจัดของเข้าที่ใช้เวลาแค่หนึ่งชั่วยามทุกอย่างก็เสร็จเรียบร้อย นางขนมาแค่ของจำเป็นและของมีค่าเท่านั้นเลยใช้เวลาไม่นาน
ก๊อก ! ก๊อก ! ก๊อก !
เสียงเคาะประตูดังขึ้นทำให้ซินหยานและซือเจียต้องหันไปมอง ซินหยานพยักหน้าซือเจียออกไปดู
“ป้ามู่หัวหน้าสาวใช้เจ้าค่ะคุณหนู” ซือเจียหันไปบอกกับคุณหนูของนาง
“ป้ามู่มาหาข้ามีธุระด่วนอันใดกัน” ซินหยานเอ่ยถามแต่ก็ยังไม่ยอมออกไปเจอหน้า
ในความทรงจำของซินหยานหญิงชราคนนี้ไม่ได้เลวร้ายมากนัก แต่ก็ไม่ใช่คนใจดี ป้ามู่มักจะดุนางอยู่บ่อยๆแต่ก็ไม่ได้รังแกนางเหมือนคนอื่น
นึกแล้วก็น่าขันคุณหนูสกุลใหญ่ที่แม้แต่บ่าวไพร่ยังกล้ารังแกคงมีแค่นางเท่านั้นในเมืองหลวงแห่งนี้
“ท่านมหาเสนาบดีสั่งไว้เจ้าค่ะว่าให้จัดหาบ่าวไพร่ไว้ให้คุณหนูหก ป้าจึงพาพวกนางมาให้ช่วยจัดของ” ป้ามู่บอกเสียงเรียบ
“ไม่จำเป็น ข้าเคยอยู่กับซือเจียแค่สองคนก็อยู่ได้” ซินหยานเอ่ยปากปฏิเสธเสียงเรียบ
ถ้ารับมาก็มีแต่จะสร้างปัญหาให้นางเพิ่มเสียมากกว่า
“เป็นคำสั่งของนายท่านเกรงว่าคุณหนูคงจะปฏิเสธไม่ได้” ป้ามู่กล่าวเสียงเข้มเพื่อตัดบท
ซือเจียหันหน้าไปด้านหลังเล็กน้อยเพื่อขอความเห็นจากซินหยาน ในท้ายที่สุดซินหยานก็พยักหน้ายอม
“เชิญ” ซือเจียผายมือให้พวกนางทั้งสามคนเข้ามา
ซินหยานจำหน้าคนพวกนี้ไม่ค่อยได้เสียเท่าไหร่ เพราะในชาติก่อนนางมีสาวใช้ส่วนตัวแค่ซือเจียเท่านั้น คงจะต้องรอดูไปก่อนว่าคนพวกนี้จะไว้ใจได้หรือไม่
“พวกเจ้าชื่ออะไรกันบ้างล่ะ” ซินหยานถามใบหน้าเรียบนิ่ง
เฉินซินหยานเลือกที่จะไม่แสดงอารมณ์ใดๆให้คนมาใหม่ทั้งสามได้เห็น ที่จวนแห่งนี้นางจะเชื่อใจใครง่ายๆไม่ได้
“ข้ามีนามว่ารั่วเหวย นี่น้องสาวข้าหรูเหวย และอีกคนคือหลินฮวาเจ้าค่ะ” คนที่คุกเข่าอยู่ใกล้ซินหยานที่สุดเป็นคนเอ่ยแนะนำ
รั่วเหวยนั้นดูเป็นคนมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมจนมันแทบจะล้นออกมา
หรูเหวยดูเป็นคนนิ่งๆและเย็นชา อาจจะเพราะพึ่งเจอกันครั้งแรก
คนสุดท้ายคือหลินฮวา ดูเป็นคนขี้กลัวและขี้อายนางไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองซินหยาน แถมยังสั่นไปทั้งตัวเป็นลูกนกเลย
“ป้าขอตัวนะเจ้าคะ” ป้ามู่ที่ทำตามคำสั่งเสร็จก็แยกตัวออกไป
“วันนี้ไม่มีอะไรให้ทำพวกเจ้ากลับไปเถอะ” ซินหยานพูดจบก็ทิ้งตัวนั่งอีกครั้ง
“แต่พวกเรา...” รั่วเหวยกำลังจะพูดบางอย่างแต่ก็โดนขัดก่อน
“คุณหนูสั่งไม่ได้ยินหรือไง” ซือเจียบอกเสียงเข้ม นางเหมือนแม่นกที่กางปีกปกป้องลูกนกสุดกำลังทำให้ซินหยานนึกขำอยู่ในใจ ตัวก็เล็กแค่นั้นจะไปสู้อีกฝ่ายได้อย่างไร
บทที่ 19 ท่านไม่เคยเปลี่ยนไปเลย ผ้าไหมกองพะเนินถูกนำมาวางไว้บนเตียงของซินหยาน โดยมีซือเจียคอยจัดแยกตามสีของพวกมัน “ท่านมหาเสนาบดีคงเอ็นดูคุณหนูมากเลยนะเจ้าคะ” ซือเจียยิ้มดีอกดีใจที่คุณหนูได้รับความรักจากคนในครอบครัว “คงทั้งเอ็นดูและสงสารนั่นแหละ” ซินหยานเหยียดยิ้มแต่มันกลับดูเป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา ซินหยานลูบสัมผัสเนื้อผ้าไหมแต่ละผืนในหัวก็คิดถึงสิ่งที่พึ่งเห็น ไม่ว่านางจะเปลี่ยนแปลงตัวเองแค่ไหนก็ไม่สามารถลดความเกลียดชังที่ท่านแม่มีต่อนางได้ “คุณหนู” ซือเจียเรียกเสียงละห้อย “ช่างมันเถอะ ฝากเจ้าจัดการผ้าพวกนี้ทีนะข้าจะนอนแล้ว” ซินหยานบอกเสียงเรียบ เมื่อซือเจียนำผ้าทั้งหมดไปเก็บแล้วพวกนางก็เข้านอนตามปกติ ซินหยานนอนพลิกตัวไปมาทั้งคืนไม่สบายตัว กว่าจะหลับจริงๆก็เกือบเช้า เช้าวันถัดมาซินหยานยังไม่ทันได้ล้างหน้าก็มีบ่าวมาแจ้งว่าท่านพ่อและท่านแม่ของนางให้ไปพบในอีกครึ่งชั่วยาม เมื่อซินหยานเดินมาถึงห้องรับรองในเรือนของบิดาก็พบว่ามีคนหลายคนรออยู่ก่อนแล้ว ทั้งป้าสะใภ้ ท่านแม่ ท่านป้ารอ
บทที่ 18 ความสุขเพียงชั่วครู่ ซินหยานและพี่ชายพากันเดินเข้าร้านนู้นออกร้านนี้จนของเต็มมือ และมาถึงร้านที่ให้ทายปริศนาโคมไฟ “ข้าเข้าไปเล่นได้ไหมเจ้าคะท่านปู่” ซินหยานเขย่ามือท่านปู่ของนางเพื่อขออนุญาต ถึงโคมไฟเหล่านี้จะไม่ได้วิเศษกว่าโคมไฟทั่วไป แต่วิธีการที่ได้มันมาต่างหากที่ทำให้มันมีคุณค่า คนหลายสิบคนที่แย่งกันตอบปริศนายิ่งทำให้มันน่าเข้าร่วมการแข่ง “ไปสิ” “พี่รอง ไปกันเจ้าค่ะ” ซินหยานปล่อยมือจากท่านปู่ของนางและลากพี่ชายของนางเข้าไปในหมู่ผู้คน ชายชรายืนรอหลานๆของเขาอยู่ด้านนอก ดวงตาทอดมองความร่าเริงของหลานสาวแล้วก็พลอยทำให้เรื่องเครียดที่สะสมไว้เหมือนจะเบาลง “รางวัลปริศนาอันต่อไปคือโคมไฟอันนี้ ทุกท่านพร้อมหรือยังขอรับ” เจ้าของร้านกำลังถือโคมไฟที่จะเป็นรางวัลอันต่อไปอยู่ในมือ “พร้อม ! ” เสียงคนเกือบร้อยคนพูดพร้อมกัน “พี่รอง ท่านต้องแย่งมาให้ได้นะเจ้าคะ” ซินหยานหันไปบอกกับพี่ชายน้ำเสียงจริงจัง “อยากได้ขนาดนั้นเลยหรือ ให้ท่านปู่ซื้อให้ก็ได้นี่” “มันไม่เหมื
บทที่ 17 ไปเทศกาลโคมไฟกันเถอะ เฉินซินหยานไปชวนพี่ชายของนางไปเที่ยวเทศกาลหยวนเซียวด้วยกัน พี่ชายก็ชวนท่านพ่อกับท่านแม่ และก็ชวนกันต่อไปเป็นทอดๆทำให้ตอนนี้รถม้าของสกุลเฉินถูกนำออกมาใช้ครบทุกคัน ท่านปู่ของนางมีบุตรทั้งหมดสี่คนประกอบด้วยลุงใหญ่ ป้ารอง ท่านพ่อ และท่านอา ท่านอามีอายุต่างจากพี่น้องคนอื่นเกินสิบปีเป็นคนที่ซินหยานสนิทใจด้วยที่สุดในบรรดาพี่น้องของพ่อ ลุงใหญ่มีลูกชายและลูกสาวอย่างละคน ป้ารองมีฝาแฝดชายหญิง และท่านอาของนางนั้นยังไม่มีบุตร โชคยังเข้าข้างซินหยานที่ท่านปู่ของนางให้นั่งรถม้าคันเดียวกัน เด็กสาวจึงลากพี่ชายของตัวเองมานั่งด้วยกัน “ท่านพี่ไม่สบายหรือเปล่าเจ้าคะ” ซินหยานถามด้วยความเป็นห่วง ด้วยความกังวลซินหยานจึงเอามือทาบหน้าผากพี่ชายเพราะเขามีท่าทีแปลกๆ ตั้งแต่ขึ้นรถม้าก็ก้มหน้าตลอดทาง และสีหน้าก็ไม่ค่อยดี “ปะ...เปล่า” จงอิ้นตอบตะกุกตะกัก แต่ก็ยังไม่ยอมสบตาใคร “แล้วทำไมสีหน้าของท่าน” ซินหยานยังคงไม่วางใจ “พี่ไม่ได้เป็นอะไร แค่นอนไม่หลับเลยเพลียๆ” เขาบ่ายเบี่ยงเพราะอ
บทที่ 16 รางวัลของหลานสาว ระหว่างการประชุมมีขุนนางบางคนที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดของเด็กสาวตัวน้อยที่นั่งก้มหน้าอ่านตำราเหมือนเมื่อครู่ไม่ได้ก่อเรื่องใหญ่หลวงเอาไว้ สิ่งที่น่าขันคือผู้เป็นใหญ่ที่สุดในห้องอย่างอัครมหาเสนาบดียอมเชื่อและทำตามคำของเด็กตัวแค่นี้ เขารีบสั่งการส่งม้าเร็วไปสำรวจพื้นที่นั้นทันที “กว่าจะได้คำตอบคงเป็นพรุ่งนี้เช้า พวกเราก็แยกย้ายกันก่อน” เสียงทรงอำนาจออกคำสั่ง “แต่นี่คือเรื่องเร่งด่วนนะขอรับใต้เท้าเฉิน ถ้าพวกเราไม่รีบเคลื่อนทัพตอนนี้จะกลายเป็นพวกเราที่เสียเปรียบ” อัครมหาเสนาบดีเฉินตวัดสายตามองคนพูดทันควัน เหมือนคนพวกนี้จะลืมไปแล้วว่าเขาเป็นใคร “แล้วถ้าทหารนับพันนับหมื่นต้องล้มป่วยเพราะความใจร้อนของเจ้า เจ้าจะรับผิดชอบอย่างไร” เฉินรุ่ยเซียวถามเสียงเย็น ท่าทางน่าเกรงขามของเขาทำให้คนอื่นๆในห้องต้องปิดปากเงียบไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรขึ้นมาอีก ซินหยานกำลังรื้อฟื้นความทรงจำที่เคยเรียนในบทเรียนเมื่อชาติที่แล้ว นางอาจจะไม่เคยรับรู้ตอนที่เกิดสงครามแต่ได้มาเรียนประวัติของแคว้นในตอนโต
บทที่ 15 คุณหนูหกเฉิน คุณหนูหกสกุลเฉินยืนถือถ้วยยารออยู่หน้าห้องทำงานของผู้เป็นปู่อย่างท่านอัครมหาเสนาบดีเฉินมาได้สักพักจนรู้สึกได้ว่ามือกำลังสั่นเล็กๆ “คุณหนู มาทำอะไรขอรับ” อวี้หลางที่ได้รับการแจ้งว่ามีคนขอเข้าพบนายท่านของเขาเปิดประตูออกมาก็เจอซินหยานยืนรออยู่ “ข้าเอายาบำรุงมาให้ท่านปู่เจ้าค่ะ” ซินหยานบอกเสียงสดใสพร้อมรอยยิ้ม “เอ่อ นายท่านกำลังคุยเรื่องสำคัญอยู่ขอรับ” อวี้หลางมีสีหน้าลำบากใจ ตามปกติแล้วในเวลาแบบนี้จะไม่อนุญาตให้คนอื่นเข้าไปเด็ดขาดเพราะเรื่องที่พูดคุยกันนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่สายตาวิบวับของเด็กน้อยตรงหน้าก็ทำให้เขาเหมือนจะใจอ่อน “ข้าต้มยามาให้ท่านปู่ ถ้านานกว่านี้ยาก็จะเย็น ทำยังไงดีอวี้หลาง” เฉินซินหยานทำหน้าสลด ดวงตาที่เคยวาววับก็หม่นลง “คุณหนูรอสักครู่นะขอรับ” ท้ายที่สุดอวี้หลางก็ยอมใจอ่อน เขาเข้าไปในห้องนั้นได้ไม่นานก็ออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม “เชิญขอรับคุณหนู” อวี้หลางผายมือให้ซินหยานเข้าไปด้านในและเดินตามหลังนางเข้าไป ซินหยานก้มหัวให้คนอื่นๆที่นั่ง
บทที่ 14 ลืมสนิท หลังจากมื้ออาหารที่ไม่มีใครได้แตะแม้แต่ตะเกียบจบลงทุกคนก็แยกย้ายกลับเรือนของตนเองโดยไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไรออกมาอีกแม้แต่คำเดียว “คุณหนูไม่เป็นอะไรนะเจ้าคะ” ซือเจียรีบปรี่เข้าหาคุณหนูของนางด้วยความเป็นห่วง “ไม่ต้องห่วง ข้าสบายดี” นางโกหก เจอเรื่องแบบนี้มาคงไม่มีใครสบายใจได้หรอก ถึงภายในจะบอบช้ำแค่ไหนแต่การแสดงความอ่อนแอก็ไม่ได้ช่วยอะไรเช่นกัน น้ำตาไม่ได้ช่วยเยียวยาบาดแผลทางใจ “คุณหนู” ซือเจียพึมพำเสียงอ่อน แววตาทอความเวทนา “เดิมทีข้าก็ไม่ได้มาที่นี่เพื่อเรียกร้องความรักจากใครอยู่แล้ว เป้าหมายของข้าใหญ่กว่านั้นมาก” ซินหยานบอกน้ำเสียงจริงจัง ต่อให้พยายามทำตัวเข้มแข็งแค่ไหนแต่ตัวนางก็รู้ดี แม้แต่ร่างกายของนางยังประท้วงกับสิ่งที่นางพูด ในอกมีความรู้สึกหน่วงจนเจ็บ “คุณหนูอยากทำอะไรเจ้าคะบอกซือเจียได้หรือไม่ ซือเจียอยากช่วยคุณหนูจริงๆ ทุกเรื่องที่คุณหนูแบกไว้ให้ซือเจียช่วยดีไหมเจ้าคะ” ซือเจียเอื้อมมือไปกอบกุมมือเล็กๆของเจ้านายไว้ ในความคิดของซือเจียนั้นซินหยานก็เหมือนน้อ







