Masukเมื่อต
ทันใดนั้นดวงตาของรัชทายาทก็หรี่ลงเล็กน้อย “ว่ามา” “บุตรีสกุลเฉินที่กระหม่อมพามาเมื่อสักครู่นี้รู้ตำแหน่งที่กองทัพของคนผู้นั้นจะปรากฏตัว” เซียวซู่หยางนึกถึงเบาะแสการขุดอุโมงค์ที่เฉินอวี้หลันเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ “ถ้าเรานำคนไปบุกโจมตีก่อน จำนวนคนของทางนั้นก็จะลดลง และเราก็จะได้เปรียบมากขึ้น แต่วิธีนี้ก็ติดปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง” รัชทายาทได้ฟังแล้วก็กล่าวออกมาทันที “กองทัพหลวงกับกองทัพขุนนางสินะ” แม่ทัพหนุ่มพยักหน้าเป็นคำตอบ “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็นำคนไปลงมือเถิด ส่วนข้าจะรับมือกองทัพหลวงกับกองทัพขุนนางเอง” รัชทายาทออกค
เซียวซู่หยางขี่อาชาสีขาวไปยังเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็บังคับให้มันมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่หนึ่งในเขตเหนือทันที จนกระทั่งตำหนักขนาดใหญ่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ฝีเท้าของมันก็ค่อยๆ ลดลง “เปิดประตู” องค์รักษ์ที่เฝ้ายามอยู่เห็นใบหน้าของผู้มาเยือนก็รีบเปิดประตูทันที เพราะพวกเขาได้รับคำสั่งมาก่อนหน้านี้แล้ว เซียวซู่หยางพยักหน้า ก่อนจะขี่ม้าเข้าไปข้างในโดยไม่รอช้า ส่วนเฉินอวี้หลันที่มองเห็นภาพที่แสนคุ้นตาก็ได้แต่เอ่ยออกมาเบาๆ อย่างไม่รู้ตัว “ตำหนักรัชทายาท...” เซียวซู่หยางเลิกคิ้วอย่างแปลก
อู๋ม่อมองดูจิ้งผิงอย่างดูแคลน “เจ้าเคยพ่ายแพ้ต่อข้าไปแล้วครั้งหนึ่ง ยังอาจหาญมายืนต่อหน้าข้าอีกหรือ?” เขาอยากจะหัวเราะออกมา การรับมือสตรีผู้นี้ง่ายกว่าบุรุษคนก่อนหน้ายิ่งนัก “เช่นนั้นก็รับมือ” สิ้นคำนางก็พุ่งเข้าใส่ร่างของอู๋ม่อทันที ทางด้านเซียวซู่หยางที่เดินไปกับเฉินอวี้หลันรู้สึกว่าข้างในอุโมงค์นี้ไม่มีอะไรอยู่เลย ทั้งคู่จึงเร่งฝีเท้าเดินเร็วขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ระหว่างทางนางก็อดที่จะถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ “เกิดอะไรขึ้นกับท่าน เหตุใดถึงมีข่าวว่าท่านเสียชีวิตในสนามรบล่ะ” เซียวซู่หยางไม่แปลกใจกับคำถามของนางเลยแม้แต่น้อย “ข้ากำลังทำภารกิจที่วำคัญอย่างมาก แต
เฉินอวี้หลันหันไปมองแผ่นหลังของผู้ที่เข้ามาช่วยชีวิตนางไว้ด้วยสีหน้าแปลกใจแกมยินดี แต่ยังไม่ทันได้เห็นว่าเขาเป็นใคร สายตาของนางก็เห็นจ้าวหย่งเซิงกับจิ้งผิงยืนอยู่ในระยะที่สามารถช่วยเหลือนางได้พอดี “แม่นางเฉิน!” จิ้งผิงรีบวิ่งเข้ามาหานาง ก่อนจะประคองนางให้ถอยออกมาจากบริเวณนั้นทันที “ท่านปลอดภัยดีใช่หรือไม่?” “ข้าปลอดภัยดี” นางพยักหน้า ก่อนจะหันไปมองจ้าวหย่งเซิงที่วิ่งเข้ามาเช่นกัน “เจอหลักฐานหรือไม่?” จ้าวหย่งเซิงส่ายหน้าเบาๆ “มีร่องรอยว่าหลักฐานเคยอยู่ที่นี่จริงๆ แต่ดูเหมือนจะถูกขนย้ายไปจนหมดแล้ว”
ทันใดนั้นเฉินอวี้หลันที่ถูกลากอยู่ก็ใช้ฟันกัดไปที่แขนของเขาอย่างแรงจนเขาเผลอปล่อยมือออกจากนาง “เจ้า!” บุรุษท่าทางน่ากลัวโมโหจนเกือบจะลงมือ แต่เพราะผู้เป็นนายกำชับมาว่าอย่าเพิ่งลงมือ เขาจึงได้แต่เก็บความโกรธนั้นไว้ก่อนจะลงมือฉีกแขนเสื้อของตัวเองออกและใช้เศษผ้านั้นอุดปากนางไว้แล้วค่อยลากนางที่กำลังคลานไปยังห้องขังกลับมา เขาใช้สายตาอำมหิตจ้องนาง “อย่าทำอะไรโง่ๆ เพราะข้าจะไม่เมตตาเจ้าเป็นครั้งที่สอง” เฉินอวี้หลันจ้องกลับไปด้วยสายตาดุดัน แต่นางก็สู้แรงของเขาไม่ได้อย่างสิ้นเชิง สุดท้ายนางก็ถูกลากไปจนถึงห้องโถงหลักที่โอหยางจ้าวหุยรออยู่&nb
หลังจากที่โอหย่างจ้าวหุยเดินออกไป เฉินอวี้หลันก็นั่งพิงกำแพงด้วยท่าทางใจเย็น แต่นางก็ยังหวาดกลัวซากศพตรงมุมด้านในอยู่ดีจึงได้แต่หันหน้ามองออกไปข้างนอกลูกกรงเท่านั้น ทันใดนั้นเงาร่างสีดำสนิทก็วูบไหวผ่านหน้าของนางไป ทำให้นางอดที่จะรู้สึกขนลุกไปทั่วทั้งตัวไม่ได้ ต่อให้ยืนอยู่ต่อหน้าโอหยางจ้าวหุยที่หมายจะเอาชีวิตนาง นางก็ยังไม่กลัวเท่านี้ เพราะสิ่งที่นางกลัวที่สุดในชีวิตคือเรื่องวิญญาณผีสางต่างหาก ทันใดนั้นเงาร่างดำก็ลอยมาหยุดที่เบื้องหน้าของนาง พร้อมกับเสียงครางต่ำๆ ที่ชวนสยดสยอง “ข้าเอง” เงาร่างสีดำ







