Share

ตอนที่ 9 ราชสำนักสั่นสะเทือน

Penulis: Bosskerr
last update Tanggal publikasi: 2025-10-08 01:46:20

รุ่งเช้าที่วังหลวงแดดยังไม่แรงนัก แต่ท้องพระโรงกลับร้อนระอุด้วยบรรยากาศตึงเครียด ขุนนางแต่งชุดเต็มยศยืนเรียงแถวเป็นระเบียบ คลื่นสายตาหลายสิบคู่ทอดไปยังพระแท่นทองที่ฮ่องเต้ยังไม่ได้เสด็จมา เสียงกระซิบแผ่ว ๆ ดังก้องในอากาศ

“ได้ยินหรือยัง เสบียงในคลังหายไปตั้งหลายถัง”

“ได้ยินมาว่าว่าโยงไปถึงกรมกิจการพลเรือนกับกรมอาญาด้วยนะ”

“แต่ใครจะกล้ายืนยันล่ะ นี่มันเรื่องใหญ่เสียยิ่งกว่าสนมในวังแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันเสียอีก”

หลินอวิ๋นเอ๋อร์ก้าวเข้ามาในท้องพระโรงในชุดแพรสีงาเรียบสง่า สายตาหลายคู่หันมาจับจ้อง พระชายาหลินที่ใคร ๆ เคยครั่นคร้าม วันนี้กลับเป็นคนที่ทุกคนรอคอยจะได้ฟังถ้อยคำ นางไม่ได้ยืนชิดข้างท่านอ๋องห้า แต่เลือกยืนด้านหลังเล็กน้อยในตำแหน่งที่ไม่เด่นและไม่ห่างจนเกินไป

ไป๋เยี่ยนหรงในชุดครามเข้มยืนอีกฟาก นางยิ้มอ่อนหวานท่าทีสงบเยือกเย็น แต่หางตาเหลือบมองหลินอวิ๋นเอ๋อร์ไม่วาง ในใจพร่ำบอกกับตัวเองว่า วันนี้ต้องเป็นวันของนาง

เสียงกลองประกาศดังขึ้นหนักแน่น “ตึง! ตึง! ตึง!”

“ฝ่าบาทเสด็จ”

เสียงของขันทีใหญ่เอ่ยประกาศ ทุกคนต่างเอ่ยร้องถวายพระพรดังสนั่น ก่อนที่ความเงียบจะเข้ามาแทนที่

“เมื่อคืน ข้าได้รับฎีกามาว่ามีการลักลอบเสบียงในคลังหลวง” ฮ่องเต้ตรัสด้วยน้ำเสียงไม่ดังแต่ก้องไปทั่วทุกมุมของท้องพระโรง

“ให้กรมอาญาและกรมกิจการพลเรือนร่วมกันตรวจสอบ แต่ครั้งนี้ ข้าอยากฟังความจริงต่อหน้าทุกคน”

ขุนนางหลายคนรู้สึกใจหายวาบไปในอก บางคนหน้าก้มต่ำ บางคนเหงื่อผุดขึ้นทั้งที่อากาศก็ไม่ร้อน จ้าวเยี่ยนฝูก้าวออกมาหนึ่งก้าว คุกเข่าแล้วเงยหน้าขึ้น

“กระหม่อมได้ตรวจสอบเบื้องต้นแล้วพร้อมหลักฐานชัดเจน พบการส่งเสบียงออกนอกคลังผ่านช่องแคบที่ผนังทิศตะวันออก ผู้ร่วมขบวนการคือเสมียนของกรมกิจการพลเรือนนามว่าลู่เสวียนและมีหลักฐานโยงใยไปถึงหัวหน้าระดับรองพ่ะย่ะค่ะ”

เสียงฮือดังพรืดเดียว บางคนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ บางคนก็หันไปมองขุนนางตระกูลไป๋ด้วยความตกตะลึง

ไป๋เยี่ยนหรงก้มหน้านิ่ง แต่กลับในใจเต้นแรง นี่มันเร็วเกินกว่าที่คาดเอาไว้มาก หลินซินอวิ๋นเอ๋อร์! ต้องเป็นนางอีกแล้วแน่ ๆ ที่อยู่เบื้องหลังการขุดรากถอนโคนครั้งนี้

ฮ่องเต้เลิกคิ้วเล็กน้อย “มีผู้ใดคัดค้านบ้าง”

ความเงียบกดทับจนเหมือนมีมือใหญ่ ๆ บีบคอทุกคนเอาไว้ ไม่มีใครกล้าออกเสียงแม้แต่คนเดียว ทันใดนั้น หลินอวิ๋นเอ๋อร์ก็ก้าวออกมาหนึ่งก้าว นางคุกเข่าลง เอ่ยด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ

“หม่อมฉันขอทูลเสริมเพคะ”

ทุกสายตาหันไปจับจ้องที่นาง

“เมตตาเป็นสิ่งดี แต่หากถูกใช้เป็นข้ออ้างของคนชั่ว มันจะกลายเป็นบ่อเกิดของความอยุติธรรม” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบแต่หนักแน่น

“หม่อมฉันเห็นด้วยกับท่านอ๋องห้าที่ว่าต้องสืบจนถึงต้นสายปลายเหตุ มิฉะนั้นความเมตตาที่เรามอบให้ราษฎรจะกลายเป็นช่องโหว่ให้พวกโกงกินได้เพคะ”

เสียงซุบซิบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เสียงนินทาแต่เป็นเสียงยอมรับ ฮ่องเต้มองนางนิ่ง ก่อนแย้มพระสรวลบาง ๆ

“ชายาหลิน เจ้านี่ช่างพูดได้คมคายยิ่งนัก”

ไป๋เยี่ยนหรงเม้มริมฝีปากแน่นจนเลือดแทบซึม แต่ก็ยังต้องฝืนยิ้ม

เว่ยหลางก้าวออกมาถือบันทึกหลักฐาน วางลงตรงหน้าขุนนางกรมกิจการพลเรือน เหล่าขุนนางเบิกตากว้างเมื่อเห็นลายมือชื่อและตราประทับโยงใยกันเป็นเครือข่ายใหญ่ บรรยากาศหนักอึ้งจนแทบไม่มีใครหายใจได้เต็มปอด

จ้าวเยี่ยนฝูหันไปสบตากับหลินอวิ๋นเอ๋อร์เพียงชั่ววูบ ในดวงตาคมกริบนั้นมีแววบางอย่างที่ไม่ใช่แค่การยอมรับ แต่เป็นการเห็นค่าอย่างแท้จริง

นางเองก็รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนบางอย่างในอกที่ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่มันคือการเริ่มเชื่อใจที่ก่อตัวขึ้นมาแล้ว...

และนี่เพิ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของศึกใหญ่ที่จะตัดสินว่าใครคู่ควรจะยืนเคียงข้างท่านอ๋องห้าอย่างแท้จริง

เสียงกลองสามครั้งสุดท้ายดับลง ท้องพระโรงยังไม่คลายความอึดอัด เสียงซุบซิบของเหล่าขุนนางดังก้องราวกับคลื่นกระทบฝั่ง บางคนก้มหน้าจนแทบจรดพื้น บางคนก็แอบเหลือบตามองตระกูลไป๋ด้วยความระแวง

ไป๋เยี่ยนหรงยังยืนด้วยท่วงท่าสง่างามในชุดสีครามเข้ม รอยยิ้มละมุนไม่หายไปจากใบหน้า แต่ในอกกลับเหมือนมีกองไฟลุกโชนกำลังเผาไหม้

“ไม่! ข้าจะไม่ยอมเสียหน้าเช่นนี้” นางพึมพำ

ฮ่องเต้ทอดพระเนตรลงมา “ขุนนางไป๋ เจ้ามีสิ่งใดจะกล่าวแก้ตัวหรือไม่”

ไป๋เฟิงจื้อ เจ้ากรมกิจการพลเรือน บิดาของไป๋เยี่ยนหรงก้าวออกมา คุกเข่าลงพร้อมกับเอ่ยเสียงดังสนั่น

“ฝ่าบาท กระหม่อมจะไม่ปฏิเสธว่ามีเสมียนสังกัดของกระหม่อมเกี่ยวข้อง แต่กระหม่อมขอยืนยันว่าไม่ได้มีคำสั่งจากตระกูลไป๋โดยตรง กระหม่อมพร้อมให้สอบสวนทุกเรื่องด้วยความบริสุทธิ์ใจพ่ะย่ะค่ะ!”

เสียงฮือดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ปะปนกันทั้งความชื่นชมในความกล้าและสงสัยในความจริงใจ หลินอวิ๋นเอ๋อร์ก้าวออกไปเล็กน้อย นางยังคงรักษามารยาทไม่แทรกตรงกลาง แต่เอ่ยเสียงเรียบพอให้ได้ยินทั่วกัน

“ผู้ที่ลักเล็กขโมยน้อย ใช่แล้ว อาจเป็นแค่พวกบ่าวรับใช้ตัวเล็ก ๆ แต่ถ้าไม่มีใครหนุนหลัง คงไม่กล้าหยิบถังเสบียงออกจากคลังกลางได้อย่างเป็นระบบเช่นนี้หรอกกระมัง”

เสียงขุนนางบางคนอุทาน “จริงด้วย!”

ขุนนางบางคนพึมพำ “หลักฐานที่จับได้เมื่อคืนมันฟ้องว่านี่เกินกว่าจะเป็นเพียงเสมียนธรรมดา”

ฮ่องเต้ยกพระหัตถ์ขึ้น ทุกเสียงเงียบลง “ดี เช่นนั้นก็ให้กรมอาญาจัดการไต่สวนเต็มรูปแบบ ใครข้องเกี่ยว อย่าได้ละเว้น!”

“ฝ่าบาทเพคะ!” ไป๋เยี่ยนหรงเอ่ยขึ้นเสียงใส น้ำเสียงยังคงอ่อนหวาน แต่แฝงไปด้วยแรงกดดัน

“หม่อมฉันเพียงเป็นสตรี มิได้ข้องเกี่ยวกับราชกิจ แต่ที่พระชายาหลินได้กล่าวไปนั้น ก็ไม่ควรเหมารวมว่าผู้หญิงทุกคนในตระกูลไป๋ต้องรับผิดนะเพคะ!”

ทุกสายตาหันไปที่นาง มีทั้งสายตาที่เห็นใจอละสายตาที่คอยจับผิด หลินอวิ๋นเอ๋อร์ก้าวออกมาช้า ๆ สบตานางอย่างสงบ

“หม่อมฉันไม่ได้กล่าวว่าผู้หญิงตระกูลไป๋ทุกคนต้องรับผิดเพคะ หม่อมฉันเพียงสื่อให้เห็นว่าใครก็ตามที่ใช้คำว่าเมตตามาบังหน้าเพื่อยืดมือออกไปหยิบสิ่งที่ไม่ควรหยิบ ย่อมต้องแสดงตนออกมา”

น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดังมาก แต่ก็ดังพอที่จะก้องเข้าสู้โสตประสาทของทุกคน เหมือนเสียงระฆังที่ดังกังวาน ไป๋เยี่ยนหรงยิ้มบาง

“เช่นนั้น เราก็คงต้องรอดูกันต่อไป”

จ้าวเยี่ยนฝูที่ยืนอยู่เงียบมาตลอดก้าวออกมากล่าวเสียงทุ้มก้อง

“ต่อให้ใครหนุนหลัง ข้าก็จะลากคอมันออกมาประหารให้ได้!”

ดวงตาคมกริบตวัดไปทั่วทั้งท้องพระโรง น้ำเสียงเย็นชาเสียจนหลายคนขนลุกซู่ ฮ่องเต้พยักหน้า

“เอาตามที่จ้าวเยี่ยนฝูว่า”

หลังเลิกจากท้องพระโรง เสียงวิจารณ์ดังไปทั้งทางเดินหินอ่อน ขุนนางบางคนเดินเลี่ยงไปอีกทางเพราะไม่อยากปะทะกับคนฝั่งตระกูลไป๋ แต่บางคนกลับรีบเข้ามาทำความเคารพพระชายาหลินด้วยสายตาชื่นชม หลินอวิ๋นเอ๋อร์เดินออกมาอย่างเงียบ ๆ ม่ออี๋รีบเข้ามาประคอง

“พระชายาเพคะ วันนี้ท่านพูดได้เฉียบขาดยิ่งนัก บ่าวได้ยินพวกขุนนางพูดถึงกันไม่หยุดปาก!”

“อย่าอยากให้เขาพูดถึงเรามากนักเลย” หลินอวิ๋นเอ๋อร์หัวเราะเบา ๆ “ให้เขาพูดถึงกฎเกณฑ์จะดีกว่า”

เย็นวันเดียวกันที่โรงครัวหลวง พวกชาวบ้านยังคงต่อแถวเป็นระเบียบ ข่าวในท้องพระโรงกระจายเร็วยิ่งกว่าควันไฟ หลายคนมองพระชายาหลินด้วยแววตาใหม่ จากที่เคยหวาดกลัวนางก็กลับกลายเป็นยกย่องนาง

“พระชายาหลิน ขอบพระทัยที่ทำให้พวกข้าน้อยได้กินอิ่ม!”

“พระชายาหลินมีเมตตาจริง ๆ”

“พระชายาหลินช่างยุติธรรม พวกเราได้กินอิ่มนอนหลับเพราะท่านจริง ๆ”

เสียงหัวเราะและคำขอบคุณดังไม่ขาดสาย หลินอวิ๋นเอ๋อร์ยิ้มรับโดยไม่พูดโอ้อวด ทัพพีในมือตักข้าวต้มลงถ้วยต่อเนื่องอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย

ไป๋เยี่ยนหรงที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามยังคงยิ้มหวานเช่นเดิม แต่แววตาลึก ๆ กลับเต็มไปด้วยความไม่ยอมแพ้ นางสาบานในใจว่าต้องหาทางพลิกเกมให้ได้!

และในเงาไกลออกไป จ้าวเยี่ยนฝูยืนกอดอกมองภาพหญิงสาวที่ตักข้าวต้มแจกจ่ายชาวบ้าน ดวงตาที่เคยว่างเปล่าเริ่มมีแสงบางอย่างวูบวาบขึ้นโดยไม่รู้ตัว นางไม่ใช่เพียงพระชายาหลินที่ใครต่อใครต่างก็บอกว่าจิตใจอำมหิตอีกต่อไป แต่เป็นสตรีที่หัวใจเขาเริ่มหันไปมองแล้วจริง ๆ...

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ย้อนเวลาไปเป็นชายาอ๋องผู้ร้ายกาจ   ตอนที่ 38 พบกันอีกครั้ง

    เช้าวันนัด บนท้องฟ้ามีเมฆบาง ๆ เคลื่อนช้าเหมือนใครตั้งใจยืดเวลาออกให้นานที่สุด ลมหลังฝนพัดเย็นจนใส่สูทแล้วพอดี หลินอวิ๋นเอ๋อร์ยืนหน้ากระจกในห้อง ทำผมหางม้าสูงเรียบร้อย ลองยิ้มเบา ๆ ที่ไม่ตึงเกินและไม่อ่อนปวกเปียกเกินไป จากนั้นสูดลมหายใจยาว ครั้งหนึ่งเพื่อบอกหัวใจว่า นี่คือโลกของความจริง ไม่ใช่วังหลังที่เธอเคยไปอยู่เธอสวมต่างหูมุกเม็ดเล็ก เหลือบมองสมุดไดอารี่ปกผ้าลินินบนโต๊ะ“ไปด้วยกันนะ”เธอเอ่ยกับสมุดเหมือนคุยกับเพื่อนทั้งที่รู้ว่ามันเป็นแค่สมุด ก่อนจะหยิบแล็ปท็อปสีน้ำตาลเข้ม กอดแฟ้มเอกสารไว้แน่น เธอพร้อมแล้วสำหรับวันนี้...ย่านธุรกิจยังไม่ถึงชั่วโมงเร่งด่วนเต็มกำลัง รถยังไหล เธอลงจากแท็กซี่หน้าตึกบริษัท อินฟินิตี้ เกม สตูดิโอ จำกัด ตึกกระจกสูงสะท้อนเมฆสีเทาอ่อนเหมือนผืนไหมแผ่ปกท้องฟ้า เสี้ยววินาทีที่ยกหน้าเงย เธอได้ยินเสียงหัวใจตัวเองดังเหมือนเสียงกลองยามล็อบบี้หินอ่อนกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ให้ความมั่นใจแปลก ๆ เสียงรองเท้าหนังของผู้คนจังหวะต่างกันสับสน แต่ทุกคนมีทิศทางของตัวเอง บนผนังหน้าจอแอลอีดีฉายฉากไฮไลต์จากเกมดัง“คุณหลินอวิ๋นเอ๋อร์ใช่ไหมคะ” เลขาหน้าตาคมในชุดสูทครีมก้าวเข้ามาหา ยิ้

  • ย้อนเวลาไปเป็นชายาอ๋องผู้ร้ายกาจ   ตอนที่ 37 เสนองานใหม่

    เช้าวันฝนตก เมฆครึ้มเหนือเมืองหลวงทอเงาหนาแน่นไปทั่วตึกสูงเรียงราย ถนนใหญ่เต็มไปด้วยรถที่เคลื่อนช้า ๆ ฝนโปรยละอองบางจนกระจกแท็กซี่พราวน้ำ หลินอวิ๋นเอ๋อร์นั่งเบาะหลัง กำเอกสารแฟ้มสีน้ำเงินแน่น แล็ปท็อปถูกเก็บอยู่ในกระเป๋าหนังสีน้ำตาลเรียบหรูที่เธอเพิ่งซื้อเพื่อโอกาสนี้โดยเฉพาะหัวใจเต้นแรงทุกครั้งที่รถเคลื่อนผ่านตึกสูง จนกระทั่งแท็กซี่หยุดหน้าสำนักงานใหญ่ของบริษัท อินฟินิตี้ เกม สตูดิโอ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้พัฒนาเกมระดับท็อปของภูมิภาค ตึกกระจกสูงกว่าสี่สิบชั้นสะท้อนท้องฟ้าสีหม่น แต่โลโก้สีทองรูปมังกรพันวงล้อเกมกลับเปล่งประกายชัดเจนเหนือประตูใหญ่ เธอลงจากรถ สูดลมหายใจลึก พยายามบอกตัวเองให้ใจเย็น ๆ“หลินอวิ๋นเอ๋อร์ วันนี้ไม่ใช่แค่วันธรรมดา แต่คือวันที่อาจเปลี่ยนชีวิตเธอไปทั้งชีวิต สู้ ๆ นะ”โถงล็อบบี้โอ่อ่าตกแต่งด้วยหินอ่อน เงากระจกใสสะท้อนภาพพนักงานในชุดสูทยุคใหม่สลับกับจอแอลอีดีขนาดใหญ่ที่ฉายตัวอย่างเกมดัง ๆ ของบริษัท เสียงพนักงานต้อนรับเอ่ยทักพร้อมรอยยิ้ม“คุณหลินอวิ๋นเอ๋อร์ใช่ไหมคะ? เชิญที่ชั้น 15 ห้องประชุมใหญ่เลยค่ะ ทีมพัฒนารออยู่”“ขอบคุณค่ะ”เธอยกมือไหว้เล็กน้อยก่อนก้าวเข้าสู่ล

  • ย้อนเวลาไปเป็นชายาอ๋องผู้ร้ายกาจ   ตอนที่ 36 ลาออกเพื่อหนีความเศร้า

    หลังจากที่ตัดสินใจอยู่นาน ในที่สุดหลินอวิ๋นเอ๋อร์ก็ตัดสินใจยื่นใบลาออก เธอพยายามอย่างเต็มที่ที่จะลืมเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เธอได้เผชิญมา แต่ก็ไม่สามารถทำได้เลย การลาออกไปพักกายพักใจ อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้ บางทีการได้ไปสถานที่ใหม่ ๆ ทำสิ่งใหม่ ๆ อาจจะช่วยให้หายเศร้าไก้บ้าง ถึงแม้ว่าหัวหน้าของเธอจะพยายามบอกให้เธอตัดสินใจใหม่ แต่หลินอวิ๋นเอ๋อรก็ยังคงยืนกรานคำเดิม“ฉันตัดสินใจดีแล้วค่ะหัวหน้า ฉันจะอยู่ทำงานต่ออีก 2 สัปดาห์ เคลียร์งานที่ค้างอยู่ให้เสร็จค่ะ”“ในเมื่อเธอตัดสินใจแล้ว งั้นก็โชคดีนะอวิ๋นเอ๋อร์ เธอเป็นคนเก่ง ไม่ว่าเธอจะทำอะไรก็ต้องสำเร็จแน่”“ขอบคุณนะคะหัวหน้าที่เข้าใจฉัน และก็ขอบคุณที่ดูแลอย่างดีมาตลอดค่ะ”เวลา 2 สัปดาห์มาถึงอย่างรวดเร็ว โต๊ะทำงานถูกเก็บอย่างเรียบร้อย เธอเอ่ยลาเพื่อนร่วมทีมทีละคน“ไว้เจอกันนะ”“ไปพักให้เต็มที่ อย่าคิดถึงที่นี่ก็กลับมาได้เสมอ” หัวหน้าเอ่ยกับเธออีกครั้ง“ส่งรูปทะเลมาอวดด้วยนะ” เพื่อนอีกคนเอ่ยแซวหลังจากกอดลาทุกคนเสร็จแล้ว เธอก็เดินไปยังหน้าลิฟต์ได้อย่างไม่โหวกเหวก แต่พอประตูลิฟต์ปิดลง เธอก็เห็นภาพสะท้อนของตัวเอง หญิงสาวร่างบางเล็กที่กำล

  • ย้อนเวลาไปเป็นชายาอ๋องผู้ร้ายกาจ   ตอนที่ 35 ความว่างเปล่า

    ค่ำคืนที่ออฟฟิศปิดไฟหมดแล้ว มีเพียงแสงจากจอมอนิเตอร์สาดลงบนใบหน้าซีดของเธอ นิ้วพิมพ์ไปเรื่อย ๆ น้ำตาก็หยดลงบนคีย์บอร์ด เธอหัวเราะทั้งน้ำตา“หลินอวิ๋นเอ๋อร์ เธอนี่บ้าจริง ๆ ถึงขนาดคิดถึงคนที่ไม่มีอยู่จริงไปซะได้”เช้าวันจันทร์ฝนพรำ รถไฟฟ้าแน่นขนัดจนเธอต้องขยับเท้าตามแรงเบียด เหงื่อคนอื่นผสมกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ลอยปะทะ เธอตรึงสายตาไว้กับประกาศสีฟ้า “สถานีถัดไป” เหมือนตั้งใจจ้องอะไรสักอย่างเพื่อไม่ให้ใจหลุดไปไกลกว่านี้ แต่ระหว่างเสียงรถลากรางโลหะ เธอกลับได้ยินเสียงกลองยามเสียดขึ้นแทรกมาในหัวอย่างดื้อดึง จังหวะนั้นเองที่เธอก้มลงมองมือขวาของตัวเอง มือที่ครั้งหนึ่งเคยถูกกุมแน่นไว้ใต้ศาลาดอกเหมย แล้วรีบชักสายตาหนี ราวกับการมองนานจะทำให้ความทรงจำกลายเป็นจริงขึ้นมาอีกประตูรถเปิด ชุดทำงานพรืดไหลลงชานชาลา เธอก้าวเร็ว ๆ ฝนเม็ดเล็กกระทบแก้ม เธอแอบขำกับตัวเอง ฝนในโลกนี้ก็เย็นเหมือนฝนในโลกนั้น แต่ทันทีที่วูบนึกถึงคำว่า “โลกนั้น” หัวใจเธอก็ร่วงวูบเหมือนยืนอยู่บนโถงหินว่างเปล่าทันทีออฟฟิศกระจกสูงสะท้อนท้องฟ้า บัตรแตะประตูดังติ๊ด ไฟสีเขียวสว่างขึ้น เธอฝืนยิ้มทักทีม“อรุณสวัสดิ์ค่ะ”เธอกล่าวทักทายเพื่อนร่

  • ย้อนเวลาไปเป็นชายาอ๋องผู้ร้ายกาจ   ตอนที่ 34 ตื่นจากความฝัน

    เสียงพัดลมคอมหมุนเบา ๆ ภายในห้องเงียบงัน ต่างกับเมื่อครู่ที่ยังเต็มไปด้วยเสียงกลองและเสียงเอ่ยถวายบังคม เธอก้มลงกอดเข่า น้ำตาไหลพรั่งพรู“นี่มันแค่ความฝันจริง ๆ หรือว่า ข้าจะไม่ได้เจอท่านอีกแล้วใช่ไหม ท่านอ๋อง...”หน้าจอสี่เหลี่ยมวาวแสงสีฟ้าจาง ๆ สะท้อนเงาใบหน้าซีดของหลินอวิ๋นเอ๋อร์ ดวงตาแดงฉ่ำชื้นด้วยน้ำตา ขนตาเปียกชิดกันเป็นแพ เธอยังนั่งท่าเดิม มือซ้ายคาเหนือแป้นพิมพ์ มือขวาวางทับเมาส์ เหมือนโลกทั้งใบเพิ่งถูกหยุดเวลาไว้ตอนที่เธอยังหายใจเข้าไม่สุดเธอเหลือบสายตาไปมุมจอ นาฬิกาดิจิทัลบอกเวลา 03:17 น. ตัวเลขนิ่งสนิทจนทำให้หัวใจเจ็บยิ่งขึ้น เพราะเวลาตี 3 ของโลกนี้ ไม่ใช่ยามสามของวังหลังที่เธอเคยได้ยินเสียงฆ้องยามจากหอระฆังดังกังวานก้องบนหน้าจอเกมเล่ห์รักวังบุปผาค้างอยู่ที่ฉากสุดท้าย กล่องข้อความกรอบทองหม่นกึ่งโปร่งปรากฏอยู่กลางจอ ปุ่มยืนยันกะพริบเป็นจังหวะช้า ๆ เหมือนจงใจกลั่นแกล้ง สายตาเธอถูกตรึงด้วยบรรทัดเดียวที่เย็นชากว่าดาบ“จบสิ้นแล้ว”เธอขยับนิ้วโป้งไถแป้นเมาส์เล็กน้อย ความเคยชินบอกให้ลองคลิก คลิกเพื่อย้อน คลิกเพื่อหาเส้นทางลับ คลิกเพื่อเปิดอะไรสักอย่างที่พาเธอกลับไป แต่หน้าจอกลับ

  • ย้อนเวลาไปเป็นชายาอ๋องผู้ร้ายกาจ   ตอนที่ 33 การเผชิญหน้าครั้งสุดท้าย

    ท้องพระโรงวันนี้แตกต่างจากทุกครั้ง เสียงกลองดังขึ้นสามครั้ง ฮ่องเต้เสด็จมาประทับบนบัลลังก์ ขุนนางน้อยใหญ่เรียงรายตามลำดับชั้น จ้าวเยี่ยนฝูและหลินอวิ๋นเอ๋อร์ยืนเคียงกันต่อหน้าพระพักตร์ สายตาผู้คนจับจ้องพวกเขาเต็มไปด้วยความคาดหมายเว่ยหลางก้าวออกมากลางลาน ก้มคำนับแล้วรายงาน“กระหม่อมได้หลักฐานยืนยันจากกรมอาญาและหมอหลวง ว่ากระปุกยาที่พบในเรือนของพระชายา ไม่ใช่ยาพิษร้ายแรง หากแต่เป็นเพียงยาล่อให้คนเข้าใจผิด อีกทั้งพบปิ่นปักผมของสาวใช้สกุลไป๋ ที่กำแพงฝั่งตะวันตก นอกจากนี้ เซวียนเอ๋อร์สาวใช้คนสนิทของคุณหนูไป๋ก็ได้สารภาพแล้วว่าทุกสิ่งที่ทำเป็นคำสั่งของนาง”เสียงฮือฮาดังก้องไปทั่วท้องพระโรง ประตูด้านข้างถูกเปิดออก ไป๋เยี่ยนหรงถูกนำตัวเข้ามา นางยังคงแต่งกายงดงามแต่ใบหน้าเคร่งเครียด สายตาแดงกร้าวจ้องหลินอวิ๋นเอ๋อร์อย่างไม่ปิดบัง“เป็นเจ้า! นังสารเลว! นังคนชั่วที่มาแย่งสิ่งที่ควรเป็นของข้า!” เสียงของนางก้องสะท้อน สั่นไปทั่วท้องพระโรงหลินอวิ๋นเอ๋อร์ไม่หวั่นไหว นางก้าวออกมายืนกลางลาน ใบหน้าอ่อนโยนแต่สายตาแน่วแน่“สิ่งที่เจ้าพยายามไขว่คว้ามาแต่ต้นคือหัวใจของเขา แต่หัวใจไม่ใช่สิ่งที่จะปล้นหรือบังคั

  • ย้อนเวลาไปเป็นชายาอ๋องผู้ร้ายกาจ   ตอนที่ 31 คำว่ารักและความในใจยังคงต้องรอเวลา

    ท่ามกลางความมืดที่ยังเต็มไปด้วยเล่ห์กล ความรักของทั้งสองกลายเป็นแสงจุดเล็ก ๆ ที่เดินหน้าส่องทางให้พวกเขาไม่หลงทาง แต่การเดินยังยาวไกล และศัตรูยังคงซ่อนหน้าอยู่ในหมอกควันของวังหลังเช้าวันถัดมา วังหลวงเต็มไปด้วยเสียงครหา ข่าวเรื่องยาพิษในเรือนพระชายาถูกปล่อยกระจายไปทั่วราวกับไฟลามทุ่ง ทั้งที่หมอหลวง

  • ย้อนเวลาไปเป็นชายาอ๋องผู้ร้ายกาจ   ตอนที่ 25 ออกโรงปกป้อง

    ช่วงค่ำวันเดียวกัน หลังงานสอบสวนคดีเผาคลังสิ้นสุดลง จ้าวเยี่ยนฝูกลับมาที่เรือน เห็นหลินอวิ๋นเอ๋อร์กำลังจัดตำรับยาใหม่ให้บ่าวไพร่ เขาเดินเข้าไปเงียบ ๆ ก่อนเอื้อมมือหยิบพู่กันจากมือนางอีกครั้ง“เจ้าจะไม่พักเลยหรือ”หลินอวิ๋นเอ๋อร์เงยหน้ามองเขา ใจนางสั่นเหมือนเมื่อคืน ก่อนหลุดปากถามเสียงเบา“ท่านอ๋องท

  • ย้อนเวลาไปเป็นชายาอ๋องผู้ร้ายกาจ   ตอนที่ 10 เมื่อตำแหน่งกลายเป็นเดิมพัน

    ลมยามค่ำพัดเอื่อย เสียงจิ้งหรีดขับขานก้องอยู่รอบเรือน เงาจันทร์ทอดยาวบนลานศิลา ภายในเรือนพักของพระชายาหลิน บ่าวไพร่วุ่นอยู่กับการจัดเตรียมตำรับสมุนไพรและถังน้ำร้อนสำหรับอาบ ม่ออี๋เดินเข้ามาพร้อมถาดผลไม้ ใบหน้าสว่างไสว“วันนี้ข่าวลือเต็มเมืองเลยเพคะ ต่างก็บอกว่าพระชายากลายเป็นผู้มีเมตตา ทั้งยังช่วยฝ

  • ย้อนเวลาไปเป็นชายาอ๋องผู้ร้ายกาจ   ตอนที่ 8 โรงครัวหลวงวันที่สอง ความเมตตาไม่ใช่ข้ออ้าง

    ช่วงใกล้เที่ยง เว่ยหลางเดินเข้ามาที่ฉากหลังอย่างแนบเนียน วูบหนึ่ง หลินอวิ๋นเอ๋อร์สังเกตเห็นชายหนุ่มสวมชุดชาวบ้านรับถุงเล็กจากเด็กวัยรุ่นตรงท้ายกระโจมแล้วหายไปหลังกำแพง ลายมือที่มุมถุงสะดุดตานางเหมือนเคยเห็นในสมุดบัญชีคลัง สัญญาณในหัวดังปิ๊ง! เสมียนของกรมกิจการพลเรือน อีกแล้ว นางยิ้มบาง ทำเป็นไม่รู้

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status