Masuk3
ท่ามกลางป่ารก กระโจมทหารมากมาย ฝนห่าใหญ่ตกลงมาอย่างคาดไม่ถึง ทว่าทั้งค่ายกลับมีเพียงนางที่ยืนอยู่นอกกระโจม สายอสนีฟาดฝ่าลงกลางผืนฟ้าดำสนิทดุจสีหมึก ก่อนเข้านอนดวงจันทร์ยังทอแสงนวลตา ครู่เดียวก็แปรเปลี่ยนเป็นท้องฟ้ากลางพายุเช่นนี้
“มีผู้ใดอยู่หรือไม่” เยว่หลินตะโกนเรียกหลังเปิดเข้าไปในกระโจมกลับไม่เห็นผู้ใดอยู่เลย ค่ายชั่วคราวตั้งขึ้นใต้เชิงเขาอู่หลิงซึ่งอยู่ระหว่างรอยต่อเมืองชงหลิงกับเมืองอู๋เยี่ย
เยว่หลินเดินตามหาเหล่าสหายทหารอยู่นาน ปากก็ร้องตะโกนเรียกหาสิ่งมีชีวิตในบริเวณค่าย นอกจากไม่มีเสียงใดตอบกลับมา นางยังได้ยินเสียงครืนดังลั่น สายฟ้าผ่าลงบนยอดต้นไม้สูงที่ตีนเขา จากนั้นหน้าดินบนเชิงเขาทะลักไหลลงมาตามสายน้ำ หากดูจากน้ำที่เอ่อบนพื้นดินเกรงว่าฝนคงตกมานานนับชั่วยามแล้วกระมัง
เพียงพริบตาเดียวกระโจมมากมายถูกดินถล่มทับซ้อนอยู่ใต้โคลนของเชิงเขา หญิงสาวเบิกตากว้าง รีบวิ่งไปข้างหน้าเพื่อหนีดินถล่มไปให้ได้ หัวใจเต้นรัวเหมือนกำลังจะหลุดออกมาข้างนอก สองเท้าเหยียบย่ำบนน้ำฝนเจิ่งนอง แต่ไม่ว่าจะวิ่งอย่างไรก็ไปไม่พ้นจากที่ตั้งของค่ายเสียที
เยว่หลินจนใจกรีดร้องออกมาเสียงดังแล้วพุ่งตัวเข้าไปในกระโจมใหญ่ที่สุดตรงหน้า
“ฝันอีกแล้ว” ริมฝีปากสีชมพูอ่อนพึมพำขึ้น หลังสะดุ้งตื่น ใบหน้ากระดำกระด่างจากสีดินโคลนเต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดโต ร่างเล็กหอบหายใจเข้าด้วยความตื่นตระหนก สำหรับผู้อื่นฝันก็เป็นเพียงฝัน
ทว่าสำหรับนางมันคือการเตือนภัย ภัยที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดแต่นางมั่นใจว่าจะเป็นคืนนี้ เพราะภูเขาในฝันคือภูเขาอู่หลิง ซึ่งหากไม่เกิดขึ้นในคืนนี้ก็ไม่มีโอกาสเกิดขึ้นอีกแล้ว
นางต้องการคิดทบทวนเหตุการณ์ในฝันจึงลุกออกจากกระโจม เพียงเลิกม่านหน้ากระโจมขึ้น สายอสนีบาตเหมือนในฝันก็ฝ่าลงมา
นัยน์ตากลมโตเบิกค้างจ้องมองสายฟ้าฟาดด้วยใจระทึก มันคือสัญญาณเตือนเหมือนที่นางคิด นางไม่สามารถปล่อยให้ทุกอย่างเป็นเหมือนในฝันได้ แต่การจะปลุกทุกคนโดยใช้เหตุผลเพียงเพราะความฝันนาง ผู้ใดจะเชื่อถือเป็นไปไม่ได้แม้แต่น้อย
เช่นนั้นคงมีคนเพียงผู้เดียวที่จะทำให้ทั้งค่ายย้ายออกจากบริเวณเชิงเขา โดยไม่มีผู้ใดกล้าขัด...แม่ทัพหลงจวิน
คิดได้จึงมุ่งหน้าไปยังกระโจมใหญ่ ใกล้ต้นไม้สูงต้นหนึ่ง ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็สามารถมองเห็นได้ชัดเจน แม้จะยังไม่ได้ฝึกยุทธ์แต่ฝีเท้านางกลับเบาจนไม่ทำให้ทหารใหม่ตื่น
นางมาถึงด้านข้างของกระโจมแม่ทัพ หยาดพิรุณก็เริ่มโปรยปรายลงมา อีกไม่เกินสองชั่วยามดินจะต้องถล่มลงมาเป็นแน่ นางยืนนิ่งอยู่หน้ากระโจมชั่งใจว่าจะเข้าไปดีหรือไม่ เข้าไปก็ไม่รู้ว่าควรต้องพูดอย่างไร
ก้าวเท้าไปด้านหน้าหนึ่งก้าวจากนั้นถอยกลับมายืนที่เดิม ทำซ้ำไปมาอยู่สักพัก กระทั่ง...
“จะเข้ามาหรือไม่” เสียงทุ้มกังวานดังขึ้นราวกับอนุญาตให้ผู้ที่อยู่ภายนอกเข้ามา เยว่หลินสูดลมหายใจเดินเข้าไปอย่างรีบร้อน น้ำเสียงเมื่อครู่ไม่มีความขุ่นมัวหรือง่วงงุนแม้แต่น้อย
หมายความว่ายามนี้เขายังไม่หลับ นัยน์ตากระจ่างใสกวาดมองภายในกระโจมดูว่าเจ้าของนั่งอยู่ที่ใด เทียนถูกจุดไว้สองแห่งแต่นางกลับมองไม่เห็นเขาในบริเวณที่มีแสงสว่าง
เงาร่างสูงโปร่งคุ้นเคยอยู่ภายใต้เงามืดสลัว ร่างนั้นนั่งเท้าคางลงบนโต๊ะ จ้องมายังบุรุษร่างเล็กที่เพิ่งเข้ามา เขาไม่เอ่ยถามสิ่งใดแม้แต่ครึ่งคำ
จริงอยู่ที่นางฝีเท้าแผ่วเบาแต่ผู้ฝึกยุทธ์ซ้ำยังเก่งกาจเช่นเขาจะไม่รู้ได้อย่างไร อีกทั้งเขายังได้ยินสัญญาณจากจางผิงจึงมั่นใจได้ว่าผู้ที่อยู่ด้านนอกคือเยว่หลิน
“คารวะท่านแม่ทัพ ขออภัยที่มารบกวนแม่ทัพดึกถึงเพียงนี้”
“มีสิ่งใดก็พูดมา รบกวนหรือไม่ก็มาแล้ว”
“ข้ามีเรื่องอยากรบกวนท่านแม่ทัพ แม้ว่าจะไม่สมเหตุสมผลแต่ข้าอยากให้ท่านแม่ทัพเชื่อโดยไม่สงสัย” หญิงสาวคุกเข่าประสานมือตรงหน้า พูดจบก็กัดริมฝีปากตนเองกังวลอยู่ว่าหากเขาไม่เชื่อจะทำอย่างไร คำพูดของนางมันไม่มีเหตุผลเลย
“ข้าเชื่อเจ้าได้ แต่ไม่สงสัยไม่ได้”
“หากไม่รีบทำยามนี้เกรงว่าคงไม่ทันแล้ว” เรื่องฝันก็ไม่ใช่ว่าบอกไปไม่ได้ แต่เกรงว่าบอกไปแล้วเขาจะไม่เชื่อเท่านั้น ชายหนุ่มตรงหน้าลุกจากที่นั่งหยุดยืนตรงหน้านาง ใบหน้าเฉื่อยชาไร้อารมณ์แต่ดวงตากลับสุกใสเสียยิ่งกว่าดวงดารา
“หากเจ้าบอกเหตุผลได้ ข้าจะทำตาม” เยว่หลินลุกขึ้นยืนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบ เชื่องช้า ทว่าชัดเจนมั่นคง
“หากข้าบอกท่านแม่ทัพจะเชื่อหรือไม่”
“ลองบอกมา ข้าจะตัดสินเองว่าควรเชื่อหรือไม่” หญิงสาวนึกกังวลไม่น้อยกลัวว่าบอกไปเขาจะไม่เชื่อซ้ำยังถูกลงโทษ แต่หากไม่บอกก็จะมีการตายหมู่เกิดขึ้น นางไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นจึงไม่มีทางเลือกอื่น
“อีกไม่เกินสองชั่วยามที่นี่จะถูกดินถล่ม หากไม่รีบไปตอนนี้เกรงว่าคงหนีไม่ทันแล้ว”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าที่นี่จะถูกดินถล่ม หากหนีแล้วไม่เกิดจะทำอย่างไร”
“ดินจะต้องถล่มลงมาภายในสองชั่วยาม หากหนีแล้วไม่เกิดข้ายินดีรับโทษทางทหาร ไม่ว่าจะเป็นโทษใด ขอเพียงท่านแม่ทัพยินยอมเชื่อและสั่งย้ายค่ายโดยเร็ว” แม่ทัพหนุ่มไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นจึงกล่าวกับหญิงสาวตรงหน้า
“เจ้ากลับไปที่กระโจม รีบเก็บข้าวของ”
“ขอบคุณท่านแม่ทัพ” พูดจบนางรีบปรี่ออกไปทันที คล้อยหลังครู่เดียวแม่ทัพหลงจวินก็เอ่ยเสียงเบาออกมา
“เฉินเฟยไปแจ้งหัวหน้าย้ายค่ายเก็บของให้เสร็จภายในครึ่งชั่วยาม”
“ท่านแม่ทัพ จะเชื่อนางจริงหรือขอรับ แม้ฝนจะตกหนักแต่ดินถล่มไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ เลย” เฉินเฟยยืนอยู่ในเงามืดตลอดจึงได้ยินสิ่งที่ผู้เป็นนายพูดกับหญิงบอบบางผู้นั้น เขาไม่เชื่อเลยแม้แต่น้อยว่าดินจะถล่มลงมาได้อย่างคำกล่าวของนาง
“เจ้ารีบไป” แต่เมื่อผู้เป็นนายออกคำสั่งเขาจะขัดได้อย่างไร เฉินเฟยประสานมือค้อมตัวแล้วจากไป จัดการแจ้งแก่หัวหน้าทั้งสามเพื่อให้เก็บของ เคลื่อนย้ายค่ายชั่วคราวโดยเร็ว
เขาเชื่อคำนางแต่กระนั้นก็ยังสงสัยว่าเหตุใดนางจึงมั่นใจมากถึงเพียงนี้ เรื่องดินฟ้าอากาศไหนเลยเชื่อได้เต็มที่ สำหรับเขาแล้วการย้ายค่ายไม่ยุ่งยากเท่ากับการที่ทหารทั้งค่ายถูกฝังทั้งเป็น
เช่นนั้นการเชื่อคำนางจึงไม่มีผลเสียกับเขา ดีกว่าไม่เชื่อแล้วถูกฝังกันขึ้นมาจริง ๆ อีกทั้งเขาเชื่อมั่นในตัวนาง
8ศาลาว่าการอำเภออู๋เยี่ยผู้ตรวจการลับจากเมืองหลวงมาถึงอู๋เยี่ยตั้งแต่เช้า เมื่อได้สติแม่ทัพหลงจวินจึงให้จางผิงส่งจดหมายถึงผู้ตรวจการลับให้มาตัดสินคดีที่ศาลาว่าการคนของนายอำเภอล่ายอี้ที่ล้อมหอเฟิงเยี่ยถูกจับกุมไว้ทั้งหมด หลักฐานสำคัญมู่ฉีก็ขโมยจากห้องเก็บของนายอำเภอแถบชานเมืองแล้ว สตรีเมื่อคืนก็ถูกขังไว้ในคุก รอเพียงการไต่สวนจากแม่ทัพหลงจวินเท่านั้นเขาจะตัดสินคดีนี้เองก็ทำได้เพียงแต่หากกราบทูล คงมีคนไม่น้อยหาทางโจมตีเขาด้วยเรื่องนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้นการเชิญผู้ตรวจการมาร่วมพิจารณาคดีนี้ด้วย ภายหลังยังมีแผนการรองรับ“ล่ายอี้เจ้ามีความผิดฐานยักยอกเสบียงหลวง ใช้เงินซื้อขายตำแหน่ง ใช้อำนาจข่มเหงประชา ใส่ร้ายขุนนางในราชสำนัก เพียงโทษยักยอกเสบียงหลวงก็เพียงพอให้ตัดหัวของเจ้าแล้วรู้หรือไม่ ทุกสิ่งที่เจ้ากระทำต่อให้ประหารเจ็ดชั่วโคตรก็ไม่ถือว่ามากไป” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยอย่างไม่รีบร้อน พูดจบก็ลุกจากตำแหน่งของผู้ตัดสินโทษประจำศาลาว่าการ ร่างสูงสง่าหยุดยืนเบื้องหน้าน
7หลังโรงเตี้ยมท้ายตรอกเยว่หลินมาถึงก่อนผู้อื่นในอาภรณ์สตรีจากหอเฟิงเยี่ย นางสวมชุดของสตรีจึงหลบออกมาอย่างง่ายดาย ทั้งหมดแยกกันหนีเพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจแล้วนัดมาพบกันที่นี่“เหตุใดจึงมาช้านัก คงไม่ได้เกิดสิ่งใดกระมัง” เจ้าของเสียงหวานพึมพำกับตนเองแผ่วเบา ขณะนั่งเฝ้าม้าของแม่ทัพหนุ่มนางมาถึงก่อนจึงถือโอกาสเปลี่ยนเป็นชุดบุรุษตัวเดิม“เจ้ามาทำสิ่งใดที่ม้าของผู้อื่น” หญิงสาวตกใจจึงโยนหญ้าแห้งในมือทิ้ง ชูสองมือแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าตนเองไม่ได้ทำสิ่งใดแปลก ๆ กับม้า คนพูดเห็นท่าทางตกใจราวสตรีของเขาก็หัวเราะออกมา“ตกใจราวสตรี” เขาพูดด้วยน้ำเสียงขบขันพลางเอนหลังพิงเสาไม้ของโรงฝากม้ามู่ฉีไม่ชอบคบค้ากับผู้อื่นเพราะมักถูกชมหน้าตาที่โดดเด่น จึงทำตัวลึกลับไม่ติดต่อผู้คนมากนัก ทว่าเมื่อเห็นเยว่หลินในอาภรณ์บุรุษแต่ยังไม่ได้ทาผิวด้วยน้ำดินน้ำโคลนก็รู้สึกถูกชะตาขึ้นมานางมีผิวพรรณขาวเนียนละเอียดดุจหิมะแรก ใบหน้าก็งดงามไม่ต่างจากสตรี ทำให้เขาสนใจไม่น้อย
6มีดสั้นที่เหน็บอยู่ตรงเอวถูกชักออกมา ก่อนจะปักลงอย่างแม่นยำกลางฝ่ามือใหญ่ ชั่วขณะหนึ่งตอนมีสติเขาคิดใช้ความรู้สึกเจ็บปวดบรรเทาพิษจากกำยานปลุกกำหนัด“ไม่ได้ผลหรอกเจ้าค่ะคุณชาย มิสู้ชมเชยเรือนร่างข้าเพื่อบรรเทาพิษดีกว่าหรือ” นางกล่าวเชิญชวน เขากำลังจะหมดสติรับรู้สำนึกผิดชอบชั่วดีแล้วจริง ๆเฉินเฟยข้าให้เจ้าไปขโมยบัญชีต้องใช้เวลานานถึงเพียงนี้เลยหรือชายหนุ่มคิดในใจก่อนจะเอนกายลงบนพื้นตามที่ถูกการกระทำของสตรีตรงหน้าชักนำ นางตามมาคร่อมทับร่างกายสูงใหญ่อย่างเชี่ยวชำนาญ ก้มหน้าหมายจะจุมพิตดับสำนึกดีของเขาให้หมดสิ้น“ไร้ยางอาย” สิ้นเสียงเล็กร่างหญิงสาวผู้นั้นล้มลง หากไม่ถูกดึงคงล้มทับร่างของแม่ทัพหนุ่มไปแล้ว คนตีนางปัดมือแรง ๆ เหมือนกำจัดสิ่งสกปรก ก่อนจะข้ามร่างสตรีบนพื้นไปหาบุรุษที่ไม่รู้สติ“ท่านเป็นอย่างไรบ้าง” เยว่หลินประคองเขาขึ้นมาพร้อมกับตีแก้มเขาเพื่อเรียกสติแผ่วเบา“ท่านแม่ทัพได้ยินหรือไม่” จางผิงถามด้วยความเป็นห่วง หากมาไม่ทันไม่รู้ว่าป่านนี้แม่ทัพของเขาจะถูกข่มเหงอย่างไร เคราะห์ดีที่เยว่หลินยืนกรานหนักแน่นแม้ไม่มั่นใจแต่ก็อดหวั่นใจไม่ได้สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับท่าทางมั่นอกมั่นใจร
5ฟ้าสางขบวนทหารออกเดินทางเข้าสู่เมืองอู๋เยี่ย พ้นเขตภูเขาอู่หลิงเป็นที่ราบหินจึงไม่เฉอะแฉะหลังฝนตก นับว่าเหมาะแก่การตั้งค่าย ค่ายชั่วคราวถูกตั้งขึ้นโดยใช้เวลาไม่นาน และยังวางทหารลาดตระเวนไว้มากเพื่อคอยดูความปลอดภัยรอบค่ายนอกจากนี้ยังส่งทหารสอดแนมไปตรวจดูความเรียบร้อยของเส้นทางล่วงหน้า“ท่านแม่ทัพ เส้นทางข้างหน้าถูกตัดขาดเพราะน้ำท่วม กว่าน้ำจะลดคงใช้เวลาอีกสองถึงสามวัน” โจวต้าเป็นหัวหน้า เมื่อทหารสอดแนมกลับมาแจ้งข่าวแก่หัวหน้าตน เช่นนี้จึงเป็นหน้าที่ของโจวต้ามารายงานต่อแม่ทัพของค่าย“พักที่นี่ก่อน พาทหารใหม่ฝึกเบื้องต้นไปก็แล้วกัน” ไม่คิดเลยว่าฝนที่ตกเพียงสองชั่วยามจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันเช่นนี้ได้ นี่ก็นับว่าสวรรค์เข้าข้างเพราะเขาต้องทำการตรวจสอบที่ว่าการเมืองอู๋เยี่ย“ข้าจะอ่านรายงาน อย่าให้ผู้ใดมารบกวน ทุกอย่างในค่ายให้เจ้าตัดสินใจ” ชายหนุ่มกล่าวจบก็เข้ากระโจมตนเองไป ไม่รอให้โจวต้าเอ่ยทัดทานหรือสอบถามสิ่งใดอีก นี่เป็นโอกาสดีเขาจะออกไปสืบข่าวด้วยตนเองเครื่องแบบทหารถูกปลดออกเปลี่ยนเป็นอาภรณ์ธรรมดาสีเขียวอ่อนไม่สะดุดตา แต่ก็ไม่ซอมซ่อจนเกินไป ตอนฟ้ายังไม่สางเขาให้มู่ฉีไปสืบข่าวที่ห
4ครึ่งชั่วยามผ่านไปทหารทั้งค่ายพากันตั้งแถวออกจากบริเวณเชิงเขาอู่หลิง ทหารบางนายแม้ไม่แสดงออกแต่ภายในไม่พอใจแม่ทัพหลงจวินอยู่มาก การเดินทางทั้งวันทำให้เมื่อยล้าอยู่แล้ว ทว่ายังนอนไม่เพียงพอก็ถูกปลุกให้เดินทางต่ออีก ฝนก็ยังตกลงมาไม่หยุด สายฟ้าผ่าหนแล้วหนเล่าน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึง ทั้งที่เป็นต้นเหมันต์ไม่ควรมีพายุหนักเช่นนี้“เจ้าว่าท่านแม่ทัพคิดสิ่งใดอยู่จึงเร่งให้เดินทางยามฝนตกเช่นนี้” เสี่ยวกวงเอ่ยถามเยว่หลินซึ่งขณะนี้เดินอยู่ข้างกัน“ท่านแม่ทัพคงกลัวว่าดินจะถล่มกระมัง” เสียงที่ถูกดัดให้ทุ้มต่ำกล่าวแผ่วเบาพลางส่งยิ้มเล็ก ๆ ให้สหายใหม่“จะเป็นไปได้อย่างไร ฝนเพิ่งตกเพียงชั่วยามเดียวไหนเลยจะทำให้เกิดดินถล่มได้” ทหารหนุ่มร่างกำยำเอ่ยขึ้นหลังได้ฟังความคิดของสหายร่างบอบบางข้างน้องชายตนเอง เยว่หลินมิได้ตอบสิ่งใดออกไปเพียงหัวเราะเบา ๆ คล้ายเห็นด้วยกับที่เสี่ยวหานกล่าวหลังออกเดินมาจากบริเวณเชิงเขาหนึ่งก้านธูปแม่ทัพก็สั่งให้หยุดพักเพื่อรอฟ้าสาง ทหารใหม่และทหารประจำกองทัพพากันพักผ่อนตามคำสั่ง กระโจมและข้าวของยังคงถูกเก็บไว้เนื่องจากใกล้เวลาฟ้าสางแล้วแม่ทัพจึงไม่ได้ให้ตั้งกระโจม“แย่แล้ว ๆ” ทหา
3ท่ามกลางป่ารก กระโจมทหารมากมาย ฝนห่าใหญ่ตกลงมาอย่างคาดไม่ถึง ทว่าทั้งค่ายกลับมีเพียงนางที่ยืนอยู่นอกกระโจม สายอสนีฟาดฝ่าลงกลางผืนฟ้าดำสนิทดุจสีหมึก ก่อนเข้านอนดวงจันทร์ยังทอแสงนวลตา ครู่เดียวก็แปรเปลี่ยนเป็นท้องฟ้ากลางพายุเช่นนี้“มีผู้ใดอยู่หรือไม่” เยว่หลินตะโกนเรียกหลังเปิดเข้าไปในกระโจมกลับไม่เห็นผู้ใดอยู่เลย ค่ายชั่วคราวตั้งขึ้นใต้เชิงเขาอู่หลิงซึ่งอยู่ระหว่างรอยต่อเมืองชงหลิงกับเมืองอู๋เยี่ยเยว่หลินเดินตามหาเหล่าสหายทหารอยู่นาน ปากก็ร้องตะโกนเรียกหาสิ่งมีชีวิตในบริเวณค่าย นอกจากไม่มีเสียงใดตอบกลับมา นางยังได้ยินเสียงครืนดังลั่น สายฟ้าผ่าลงบนยอดต้นไม้สูงที่ตีนเขา จากนั้นหน้าดินบนเชิงเขาทะลักไหลลงมาตามสายน้ำ หากดูจากน้ำที่เอ่อบนพื้นดินเกรงว่าฝนคงตกมานานนับชั่วยามแล้วกระมังเพียงพริบตาเดียวกระโจมมากมายถูกดินถล่มทับซ้อนอยู่ใต้โคลนของเชิงเขา หญิงสาวเบิกตากว้าง รีบวิ่งไปข้างหน้าเพื่อหนีดินถล่มไปให้ได้ หัวใจเต้นรัวเหมือนกำลังจะหลุดออกมาข้างนอก สองเท้าเหยียบย่ำบนน้ำฝนเจิ่งนอง แต่ไม่ว่าจะวิ่งอย่างไรก็ไปไม่พ้นจากที่ตั้งของค่ายเสียทีเยว่หลินจนใจกรีดร้องออกมาเสียงดังแล้วพุ่งตัวเข้าไปในก







