LOGIN“เอามือสกปรกของคุณออกไปจากคุณพ่อ ต่อให้คุณมานั่งคุกเข่าจนตายผมก็ไม่มีวันให้อภัย”
ศรัณย์เดินไปขวางแล้วก้มมอง มัสสิกาเห็นสายตานั้นแล้วก็รู้ดีว่าเขาคงเกลียดเธอมาก แต่ก็ไม่รู้ว่าเขามีความสัมพันธ์อย่างไรกับคนที่เสียชีวิต
“แต่ฉันรู้สึกผิดจริงๆ นะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
“คำว่าไม่ตั้งใจมันใช้สำหรับคนที่มีเหตุสุดวิสัยจริงๆ แต่สำหรับคุณมันไม่ใช่ ก็รู้อยู่แล้วว่าตัวเองดื่มหนัก ทำไมต้องขับรถ ทำไม ทำไมคุณต้องฆ่าแฟนผม ทำไม!”
ศรัณย์เขย่าหัวไหล่ของมัสสิกาที่นั่งอยู่จน วิภาต้องมารีบผลักออกแล้วดึงลูกสาวตัวเองมาไว้ทางด้านหลัง แต่สายตาที่ศรัณย์มองตามกลับน่ากลัวราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“อย่าทำอะไรลูกฉันนะ คุณคะ ฉันเป็นแม่ของยัยมัส เรายินดีจะรับผิดชอบทุกอย่างและจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ เรารู้สึกผิดจริงๆ เราขอโทษค่ะ”
วิภายกสองมือขึ้นไหว้ปลกๆ กนกมองแล้วได้แต่ปลงสุดท้ายแล้วพ่อแม่ทุกคนก็ต้องปกป้องลูกของตัวเอง แต่ชายแก่ก็มองผ่านไปไม่เอ่ยตอบสิ่งใดๆ ออกมาเพราะเขาเองก็ทำใจยอมรับกับการสูญเสียครั้งนี้ไม่ได้
“พอเถอะรัน พ่อเหนื่อยเราเข้าไปหาคุณตำรวจเถอะ จะได้กลับไปรับศพยัยมนต์ที่โรงพยาบาล”
กนกเอ่ยบอกศรัณย์พร้อมกับก้าวเท้าเดินนำหน้าไป ปล่อยให้สองแม่ลูกได้แต่ยืนมอง จนกระทั่งทนายเดินกลับออกมาบอกว่าทำเรื่องประกันตัวเรียบร้อยแล้ว
“แม่คะ พ่อรู้เรื่องนี้ไหม”
ยังไม่ทันที่มัสสิกาจะก้าวขาพ้นประตูบ้านเข้าไปเลย เธอดึงแขนแม่ตัวเองไว้ แล้วเอ่ยถาม วิภากำลังจะอ้าปากถามแต่น้ำเสียงทรงพลังของประมุขของบ้านก็ดังขึ้น
“แกคิดว่าเรื่องใหญ่ขนาดนี้ฉันจะไม่รู้เหรอ คนอย่างแกมันก็คอยสร้างแต่ปัญหาให้กับครอบครัว คราวนี้ถึงกับทำให้คนอื่นต้องตาย แกนี่มันตัวซวยจริงๆ”
“คุณคะ พูดกับลูกแรงเกินไปแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นมันก็เป็นอุบัติเหตุ ยัยมัสเองก็เสียใจมากพออยู่แล้วนะ”
“ก็เป็นเพราะคุณไง ที่คอยแต่ให้ท้ายลูก มันถึงทำตัวไม่มีประโยชน์ไปวันๆ ไม่เหมือนยัยมิณสักนิด แกเอาแบบอย่างน้องบ้างสิ อย่าสร้างแต่ปัญหาให้ฉันคอยหนักใจ”
มัสสิกาเงยหน้ามองพ่อตัวเอง ครั้งที่เท่าไรแล้วเธอก็ไม่ได้นับที่พ่อเธอคอยเปรียบเทียบเธอกับน้องสาว ไม่เคยไถ่ถามหรือเห็นเธออยู่ในสายตาสักครั้ง ตั้งแต่จำความได้เธอก็ถูกตีหรือดุด่าตลอด แต่โชคยังดีที่แม่ยังคอยปลอบใจเธอบ้าง แต่สิ่งที่เธอต้องการคือความห่วงใยจากพ่อบ้างก็เท่านั้น ใครบอกว่าพ่อแม่รักลูกเท่ากันมันไม่จริงเลยสักนิด
“ถ้ามัสเป็นลูกที่แย่ขนาดนั้น ทำไมไม่ฆ่ามัสให้ตายตั้งแต่เกิดเลยละคะ เพราะมัสเองก็ไม่ได้อยากเกิดมาเป็นลูกพ่อเหมือนกัน”
เพี๊ย!
พูดยังไม่ทันจบประโยคดีเสียด้วยซ้ำใบหน้านวลก็หันไปตามแรงฝ่ามือที่ตกกระทบบนใบหน้า พิมุกยกมือขึ้นดูพร้อมกับสลับมองหน้ามัสสิกา
“คุณ!คุณทำเกินไปแล้วนะ ยัยมันโตแล้วทำไมยังลงไม้ลงมืออยู่อีก”
วิภารีบเข้าไปยืนคั่นกลางระหว่างสองพ่อลูกแต่พิมุกมีใบหน้าเรียบเฉยต่างกับมัสสิกาที่น้ำตาไหลอาบสองแก้ม เหมือนมีก้อนอะไรสักอย่างมาจุกอยู่ที่ลำคอ
“ยัยมัส เป็นอะไรไหม”
วิภาจะเดินเข้าไปดูแต่มัสสิกากลับเลือกที่จะวิ่งหนีขึ้นไปบนห้องนอน ตอนนี้เธอรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไร้ค่า เป็นตัวปัญหาให้กับครอบครัวจริงๆ
เสียงสะอื้นไห้ของมัสสิกาดังออกมาจากในห้องนอนเบาๆ เธอปล่อยตัวเองให้ร้องไห้กับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นวันนี้ ความจริงเธอควรจะเคยชินได้แล้วกับสถานการณ์แบบนี้ ใช่ว่าจะเกิดขึ้นครั้งแรกเสียหน่อย สิ่งที่เธอต้องคิดคือเธอจะไถ่โทษกับครอบครัวของคนที่เธอขับรถชนเสียชีวิตยังไง
มัสสิกาพยายามนึกเรื่องที่เกิดขึ้นแต่ก็นึกไม่ออก แต่เธอจำได้ว่าเธอดื่มอยู่กับเพื่อนสนิท เพราะฉะนั้นเพื่อนเธอก็ต้องรู้บ้างแหละว่าเธอขับรถออกมาในสภาพที่เมาจนไม่ได้สติยังไง
การที่เมาแล้วขับมันไม่ใช่นิสัยเธอเลยสักนิดคิดได้ดังนั้น มัสสิกาจึงลุกขึ้นไปควานหาโทรศัพท์แต่หาเท่าไรก็ไม่เจอและก็นึกขึ้นได้ว่าเธอลืมมันไว้ในรถจึงรีบเดินลงไปเอาที่โรงรถทันที
แสงเงาวูบไหวหลังพุ่มไม้ทำให้มัสสิกาที่กำลังจะเดินเข้าบ้านต้องหยุดนิ่งเพื่อเพ่งมอง นั้นคนหรือผี เธอจะได้ทำตัวถูกหรือว่าจะเป็นวิญญาณของคนที่เธอขับรถชน
คิดได้แค่นั้นเธอถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจสองมือยกขึ้นพนมสวดมนต์ แล้วบอกกล่าวขอโทษว่าเธอจะไปทำบุญให้
“พี่มัส หยุด! นี่มิณเอง อย่าเสียงดัง เดี๋ยวพ่อกับแม่ได้ยิน”
มิณฑิราโผล่ออกมาจากความมืดพร้อมกับวิ่งมาเอามืออุดปากพี่สาวไว้ไม่ให้ร้องเอะอะโวยวาย แต่มัสสิกาก็สะบัดมือออก
“ไหนแม่บอกว่าแกนอนหลับไปแล้วไง ทำไมมาอยู่ตรงนี้ แต่งตัวแบบนี้ไปไหนมา”
มัสสิกามองน้องสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าที่แต่งตัวโชว์เนื้อหนังมังสาแทบจะเห็นไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว ไม่สมกับคำชมของพ่อเลยสักนิด
“ไปเที่ยวผับกับเพื่อนมา”
“แกจะสอบอยู่แล้วนะ ทำไมไม่อ่านหนังสือ ถ้าพ่อรู้ล่ะจะทำยังไง”
“โอ๊ย พี่มัสอย่ามาทำตัวเหมือนพ่อได้ปะ ลำพังแค่พ่อคนเดียวมิณก็อึดอัดจะแย่ ต้องมานั่งเล่นละครเป็นลูกที่แสนดี บางทีมิณก็อยากทำตัวไม่มีประโยชน์แบบพี่บ้าง”
มิณฑิราจีบปากจีบคอพูดจาเหน็บแนม แล้วก้มลงถอดรองเท้าส้นสูงออก หากใส่เดินในบ้านมีหวังพ่อกับแม่ได้ยินแน่ ๆ
“เดี๋ยว! นี่แกว่าฉันแล้วจะเดินลอยหน้าลอยตาขึ้นบ้านไปง่ายๆ แบบนี้เหรอ”
มัสสิกาคว้าแขนของน้องสาวไว้แล้วกระชากเบาๆ จนเธอหันมา แต่สิ่งที่น่าตกใจกว่าก็คือมีคราบเลือดติดอยู่เสื้อเต็มไปหมด แถมตรงริมหน้าผากก็มีปลาสเตอร์ยาติดอยู่
“ตายแล้ว ยัยมิณแกไปทำอะไรมา บาดเจ็บตรงไหน แล้วนี่หัวแกไปโดนอะไรมา เจ็บมากหรือเปล่า”
“พี่มัส บอกว่าอย่าเสียงดังไง มิณไม่ได้เป็นอะไร เลือดที่เปื้อนเสื้อเลือดเพื่อนมิณเอง มันไปมีเรื่องกับโต๊ะข้างๆ เลยถูกฟาดกระบาลจนหัวแตกเลือดมันก็เลยกระเด็นมาถูกเสื้อ ส่วนแผลที่หัวน่ะ โดนพลักไปโดนขอบโต๊ะตอนที่เข้าไปห้ามไม่ให้พวกมันทะเลาะกัน พอใจยัง”
มิณฑิราพูดจบก็สะบัดแขนเล็กของพี่สาวที่เกาะกุมออกแล้วเดินหนีไป มัสสิกาได้แต่ถอนหายใจ เพราะมีเพียงแค่เธอที่รู้ว่านิสัยจริงๆ ของน้องสาวนั้นไม่ได้แสนดีหรือเรียบร้อยเหมือนคำชมที่พ่อกับแม่ชอบบอกกับใครๆ เลยสักนิด
มัสสิกาเดินตรงขึ้นบันไดกลับไปยังห้องนอน โดยที่ไม่รู้เลยว่ามีสายตาของมิณฑิรานั้นแอบมองอยู่ เธอยังไม่ได้ขึ้นห้องนอนอย่างที่มัสสิกาเข้าใจ
สายตาที่มิณฑิรามองตามหลังคนเป็นพี่สาวนั้นมันช่างแฝงไปด้วยความชิงชัง เธอกำสายรองเท้าแน่น ปากแดงเม้มเข้าหากัน ก่อนจะแสยะยิ้มมุมปากเหมือนโล่งใจอะไรสักอย่าง แล้วก็เดินกลับไปยังห้องนอนตัวเอง
หลังจากที่กลับขึ้นมาบนห้องนอนแล้วมัสสิกากดสายโทรออก หาเพื่อนสนิทอย่างกรรณวิกา แต่กดโทรไปเท่าไรเพื่อนเธอก็ไม่รับสาย
หากพอเหลือบมองดูนาฬิกาบนฝาผนังเข็มนาฬิกาก็ชี้ว่าเป็นเวลาเกือบตีสาม ป่านนี้เพื่อนเธอคงหลับไปแล้ว
มัสสิกาจึงทำได้แค่เพียงทิ้งข้อความนัดเจอกันไว้ให้เพื่อนตอบกลับ เพราะเธอมีเรื่องด่วนที่จะคุยด้วยจริงๆ พร้อมกับนัดสถานที่และเวลาไว้ให้เรียบร้อย...
บริเวณหน้าบริษัทมัสสิกาให้กรรณวิกามาส่งพร้อมกับอุ้มเจ้าตัวเล็กในอก ก่อนจะหันไปบอกให้เพื่อนกลับไปก่อนได้เลยดวงตาแหงนมองตึกสูงระฟ้าพร้อมกับหยอกเย้าลูกไปด้วยว่าที่นี่แหละที่พ่อของหนูอยู่ เราไปหาพ่อกันนะคะ“อะไรนะ มัสกับลูกรอฉันอยู่เหรอ”หลังจากเลิกประชุมที่เคร่งเครียดหลายชั่วโมง ดวงตาคมเปล่งประกายทันทีที่ภวิทย์บอกว่าคนที่อยู่ในความคิดถึงมาหาเขาถึงที่นี่ แฟ้มงานที่อยู่ในมือถูกโยนกลับไปให้คนเป็นลูกน้องสองขายาวก้าวเร็วกลับไปที่ห้องทำงานแต่พอเปิดประตูเข้าไปกลับพบเจอแต่ความว่างเปล่า“ไหนแกบอกฉันว่ามัสกับลูกมาหาฉันกลับลูกไง” ตาคมตวัดมองคนเป็นลูกน้องที่ยืนทำหน้าเป็นอยู่ไม่ไกล“ใช่ครับ แต่ว่าตอนนี้อยู่แผนกการตลาด”“แล้วทำไมแกไม่บอกฉัน”“เอ้า กำลังจะอ้าปากบอกก็เห็นเดินเอ้าๆ นึกว่าจะรู้ ว่าคุณมัสอยู่ที่ไหน”ภวิทย์ตอบกลับโดยไม่มีท่าทีเกรงกลัว“เดี๋ยวนี้ ปีกกล้าขาแข็ง ย้อนฉันเก่งจังเลยนะ”“จะไล่ออกก็ได้นะ ผมไม่ติด” ภวิทย์แสยะยิ้มมุมปากท้าทายเพราะรู้ดีว่าศรัณย์ไม่กล้าทำ อีกทั้งตอนนี้คนที่ให้ท้ายเขาก็คือมัสสิกา“ไม่ไล่ แกจะทำไม ถ้าฉันไล่แกออก จะมีใครรู้ใจฉันเท่าแกอีก ฉันไม่คุยกับแกแล้ว เสียเวลา ไปหา
“หนูมัส คนนั้นสามีหนูจริงๆ เหรอ”ป้านาวบุ้ยหน้าไปทางศรัณย์ที่นั่งคุยอยู่กับลุงชิตและชาวบ้านอยู่ที่โต๊ะหน้าบ้าน หญิงสาวไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรทำได้เพียงแค่พยักหน้าให้ก่อนหน้านี้ที่เธอย้ายมาอยู่ก็มีหลายๆ คนถามถึงพ่อของลูก แต่เธอก็พยายามบ่ายเบี่ยงที่จะตอบมาตลอด จนมีข่าวลือไปทั่วหมู่บ้านว่าเธอท้องไม่มีพ่อ แต่เพราะความดีของพ่อที่ช่วยเหลือชาวบ้านข่าวลือพวกนั้นก็หายไป“ส่วนใหญ่แล้วพืชไร่ที่นี่ส่วนใหญ่ เอาไปขายที่ไหนกันเหรอครับ”ศรัณย์เอ่ยถามชาวบ้านหลังจากที่พวกเขาสาธยายว่าแต่ละฤดูปลูกอะไรบ้าง และก็เห็นว่าบางอย่างบริษัทในเครือของตนสามารถรับซื้อได้“ก่อนหน้านี้ก็จะมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วเขาเห็นว่ากดราคาของไม่ได้เหมือนแต่ก่อน เพราะคุณกนกมาเจรจาราคาให้ใหม่ ตอนแรกพวกเขาก็ยอม แต่พอตอนนี้ก็พากันหายไป เราก็เลยเดือดร้อนไปด้วย”หนึ่งในชาวบ้านเล่าด้วยสีหน้าไม่สู้ดี หากฟังกลายๆ เขาคงคิดว่าชาวบ้านกำลังคิดโทษกนกที่ทำให้พ่อค้าคนกลางไม่มารับซื้อสินค้า แม้ว่าแต่ก่อนจะโดนกดราคาแต่อย่างน้อยมันก็ขายออกจนหมด“ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ พืชผลบางอย่างผมให้บริษัทในเครือผมเป็นคนรับซื้อโดยตรงโดยให้ร
รถยนต์เคลื่อนตัวมาตามเส้นทางเปลี่ยวที่สองข้างทางมีต้นไม้หลากชนิดปลูกเรียงราย ศรัณย์หันไปมองผู้หญิงที่นั่งเคียงข้างมาเอาแต่ทำหน้าบึ้งไม่พูดไม่จา แต่พอเธอหันออกไปมองนอกหน้าต่างก็พบว่าเป็นทางเข้าบ้านตัวเอง“คุณรู้ได้ยังไงว่าบ้านฉันอยู่ที่นี่” เขาขับรถมาโดยไม่ถามทางเธอสักคำ“ภวิทย์เป็นคนบอก” ชายหนุ่มตอบหน้าตาเฉย ที่เขาให้ภวิทย์ไปส่งกนกก็เพราะแบบนี้อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าบ้านเธออยู่ที่ไหนเมื่อรถจอดมัสสิกากำลังจะเปิดประตูก้าวขาลงแต่มันก็ช้าศรัณย์ที่รีบวิ่งอ้อมมาเปิดประตูให้และประคองเธอลง คราวนี้ปฏิเสธความช่วยเหลือไม่ได้เพราะเธอลงเดินไม่ถนัดจริงๆ“คุณกลับไปได้แล้วค่ะ” เธอออกปากไล่เขาทันทีเมื่อเท้าก้าวเข้ามาถึงบ้าน“ผมไม่กลับ ก็บอกแล้วว่าอยากอยู่ดูแลคุณกับลูก”“ที่ผ่านมาฉันก็ดูแลตัวเองได้ ฉันไม่ติดนะคะที่คุณจะแวะมาเยี่ยมลูกได้ เพราะยังไงคุณก็เป็นพ่อของเขา”ชายหนุ่มยังไม่ทันจะอ้าปากพูดอะไรต่อเลยเธอก็ตัดบทด้วยการเดินหันหลังกลับเข้าบ้านไป สงสัยงานนี้จะไม่หมูอย่างที่คิดเลยแฮะ“คุณต้องอดทนให้มากๆ นะคุณศรัณย์ จากที่ผมรู้จักลูกสาวผม เธอเหมือนวลัยมาก ท่าทางใจดีแต่ใจแข็ง คุณต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
เป็นไปอย่างที่ศรัณย์คิดไม่มีผิด เมื่อภวิทย์ให้ผู้บริหารฝ่ายโรงพยาบาลนำชื่อของมัสสิกาไปตรวจสอบก็เห็นประวัติการฝากครรภ์จริงๆ อย่างที่ศรัณย์บอก“เรารู้แล้วนะครับว่าคุณมัสสิกาอยู่ที่ไหน”ภวิทย์รีบมารายงานทันทีเมื่อได้รับรายงาน ศรัณย์ลุกขึ้นจากเก้าอี้แสดงความดีใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“เอารถออกเลยไอ้วิทย์ฉันจะไปตามเมียกลับบ้าน”“อ้าว แล้วประชุมผู้บริหารตอนบ่ายละครับ”“เลื่อนไปก่อน ไม่งั้นก็โทรตามปู่ฉันมาประชุมแทนแล้วกัน”ปากสั่งงานลูกน้องแต่มือก็พะวิงกับการหยิบเสื้อสูทมาใส่ด้วยความกระตือรือร้น“เดี๋ยวครับท่านรอง ถ้าคุณใจร้อนไปหาแบบนี้ ไม่กลัวว่าคุณมัสสิกาจะหนีไปอีกเหรอครับ”มือที่ง่วนอยู่กับการใส่เสื้อถึงกับชะงัก เขาหันไปหาเลขาเพื่อนสนิทช้าๆ“จริงด้วย แกมีวิธีง้อผู้หญิงไหมวะ”ภวิทย์ถึงกับพ่นลมหายใจออกมา เขาจะไปรู้ได้ไงว่าต้องง้อยังไง เพราะไม่เคยมีเมียมาก่อน“งั้นเอาแบบนี้ไหมครับ ถ้าอยากรู้ว่าบ้านคุณมัสอยู่ที่ไหนไม่ยากเลยครับ เราไปแอบรอที่โรงพยาบาลวันที่คุณมัสไปตรวจครรภ์ ท่านรองก็แค่สะกดรอยตามไป”“เออ ความคิดนายดี ถ้าฉันเดินดุ่มๆ เข้าไปมีหวังเธอได้หนีฉันไปอีกแน่ ๆ”หลัง
“หนูมีอะไรจะบอกค่ะ”เธอเอื้อมมือไปจับมือเหี่ยวย่นขึ้นมากุม “มีอะไร ทำไมหน้าดูลังเล”“คือว่า เอ่อ ....” เธอไม่รู้จะเริ่มยังไงดี กนกหรี่ตามองลูกสาว“จะบอกกับพ่อ ว่าท้องใช่ไหม”“ทะ...ทำไมคุณพ่อทราบคะ” เธอเบิกตาขึ้น“พ่อเป็นพ่อคนนะ ทำไมจะไม่รู้ ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงลูกเอาแต่อาเจียน ข้าวปลาก็ไม่กิน กินแต่ของหมักของดอง”“มัสขอโทษนะคะ ที่ไม่ได้บอกพ่อตั้งแต่ทีแรก” เป็นครั้งแรกที่มัสสิกาเอ่ยปากเรียกกนกว่าพ่อ จนทำหน้าให้เขาถึงกับน้ำตาคลอดีใจ“ไม่เป็นไรเลยลูก ว่าแต่คุณศรัณย์เขารู้เรื่องนี้ไหม”“ไม่ค่ะ มัสไม่ได้บอกใครเลย เขาเคยบอกว่าไม่อยากมีลูกกับมัส”มัสสิกาฝืนยิ้มทั้งน้ำตา กนกรู้สึกสงสารลูกสาวจับใจและนึกโทษตัวเองที่ตอนนั้นไม่มีความรับผิดชอบที่ทิ้งให้วลัยเผชิญกับเรื่องท้องลูกด้วยตัวเอง ถึงคราวแล้วที่เขาจะชดเชย“ไม่เป็นไรนะลูก อย่างน้อยก็ยังมีพ่อ หลานคนเดียวพ่อช่วยเลี้ยงเอง”กนกโอบกอดลูกสาวแล้วลูบหัวเบาๆ เขารู้ดีว่ามัสสิการักศรัณย์แต่ก็เลือกที่จะเดินจากมาเพราะคิดว่าศรัณย์นั้นไม่ได้รักอีกทั้งอยากปกป้องครอบครัวที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กๆ อีกด้วยหลายเดือนผ่านไปสภาพร่างกายศรัณย์เองก็ไม่ต่างจากซากศพเด
สวัสดีค่ะ คุณศรัณย์ มัสเองนะคะ ขณะที่คุณได้รับจดหมายนี้ฉันคงไม่อยู่แล้ว ขอโทษนะคะที่ไม่ได้อยู่ลาด้วยตัวเอง ที่ผ่านมาฉันขอโทษสำหรับทุกอย่าง และคิดว่าได้ชดใช้ให้คุณหมดแล้ว หวังว่าคุณคงให้อภัยช่วงเวลาที่ผ่านมาฉันเคยคิดว่าฉันเกลียดคุณ ที่ทนอยู่เพราะอยากชดใช้กับเรื่องที่ผ่านมา แต่นั้นมันก็คือข้ออ้าง มันตรงข้ามกับความรู้สึกตัวเองจริงๆ ฉันรักคุณนะคะ ฉันรู้ว่าคุณไม่ได้รู้สึกเหมือนกัน มันจึงเป็นอีกเหตุผลที่ฉันต้องไป ใบหย่าฉันวางให้คุณบนโต๊ะแล้ว ไม่ต้องตามหาฉันนะคะ เมื่อถึงเวลาเราคงได้เจอกัน คุณอย่าโกรธอย่าเกลียดฉันเลยนะคะ มัสสิกา....ทุกบรรทัดทุกตัวอักษรศรัณย์อ่านมันด้วยความเจ็บปวด น้ำตาลูกผู้ชายค่อยๆ ไหลออกมา เพราะความแค้นที่คอยบังตาจึงทำให้เขาต้องพบเจอแต่ความเจ็บปวดแบบนี้ แล้วเรื่องอะไรที่เขาจะยอมเสียเธอไปล่ะศรัณย์ตัดสินใจไปหากรรณวิกาที่เป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธอทันที“คุณศรัณย์มาหาวิกามีอะไรหรือเปล่าคะ”“คุณรู้ใช่ไหมว่ามัสสิกา เขาไม่ได้อยู่แล้ว”ดวงตาคมปราดมอง หญิงสาวพ่นลมหายใจออกมาแล้วจ้องหน้าเขากลับ“ทราบค่ะ แต่ฉันว่
“2ปีถ้าแกแต่งงานกับหนูมัสได้2ปี ฉันถึงจะยอมยกหุ้น20% ให้กับแก”ฐากูรว่าพลางวางแก้วกาแฟในมือลงบนโต๊ะอาหารมื้อเช้า ทำเอาศรัณย์ถึงกับตาตื่น“ทำไมละครับ ผมก็ยอมแต่งแล้วไง ทำไมปู่ถึงตั้งเงื่อนไขขึ้นมาอีกทีหลัง”“แกคิดว่าฉันโง่หรือไงเจ้ารัน ฉันเป็นปู่แกไง แกก็คิดแค่จะแต่งงานให้เสร็จๆไป พอได้หุ้นบริษัทแล้
“ปู่ครับ ปู่!”ปากร้องตะโกนเรียกหา สายตาก็คอยสอดส่องไปทั่วบริเวณสวนหย่อม เมื่อเห็นชายชรากำลังฮัมเพลงพร้อมกับตัดแต่งกิ่งไม้อยู่ไม่ไกล เขาก็รีบสาวเท้ายาวๆ เข้าไปหา“มีอะไรเจ้ารัน ร้องเรียกปู่มาแต่ไกล”“จะเรื่องอะไรล่ะครับ ที่คุณแม่พูดให้ผมฟังว่าปู่จะยกหุ้นบริษัทให้ใครก็ไม่รู้ถ้าผมไม่ยอมแต่งงาน”เขาทำ
[จริงหรือเปล่าคะ ที่พี่มัสขับรถชนคนตาย”][เมาแล้วขับทำไมคะ][ไม่รู้สึกเสียใจบ้างเหรอคะ ที่ทำลายชีวิตคนคนหนึ่ง][ฉันเคยซื้อของคนแบบนี้ไปได้ยังไง][นั้นก็เรื่องส่วนตัวปะ ขายของไม่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว สู้ๆนะคะ][ซื้อของไม่ลง ฆาตกร]ความคิดเห็นจากลูกเพจร้านค้าออนไลน์ที่มัสสิกากำลังไลฟ์ขายของเด้งขึ้นต
“ยัยมัส ไปยืนทำอะไรตรงนั้น ทำไมไม่รีบไปขึ้นรถ”ปากพูดแต่เท้าก็เดินเข้าไปหา แต่พอเห็นสภาพเพื่อนเท่านั้นแหละ เธอถึงกับอุทานออกมาด้วยความตกใจ“ตายแล้ว ทำไมตัวแกมีแต่แผลแบบนี้ละ ไอ้รถคันเมื่อกี้มันชนแกแล้วหนีใช่ไหม ฉันจะไปดูกล้องไปแจ้งความจับมัน ในศาลก็ไม่เว้น หนีไปได้ยังไง”“ไม่ต้องวิกา อย่าไป”มัสสิก







