Mag-log inไม่นานมิณฑิราก็ยกน้ำดื่มออกมาเสิร์ฟแล้วก็ปลีกตัวออกไปแบบเงียบๆ ปล่อยให้พวกผู้ใหญ่คุยกัน แม้ในใจอยากจะอยู่ฟังเพราะอยากรู้ว่าผู้ใหญ่คุยอะไรกันก็ตาม
“คุณลุงมีธุระอะไร หรือเปล่าคะถึงมาหาวิถึงที่นี่”
“ก็ไม่มีอะไร ที่ฉันมาก็เพราะว่าจะมาทำตามคำสัญญาที่ฉันเคยให้ไว้กับพ่อของเธอไว้”
“สัญญาอะไรคะ” เธอย่นคิ้วนิดหน่อย ไม่เข้าใจว่าพ่อหล่อนไปให้คำสัญญากันตอนไหน เพราะวันที่พ่อตาย ท่านก็ไม่ได้สั่งเสียอะไรไว้
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอก ก็สัญญาที่ฉันรับปากว่าจะดูแลหลานของเขาให้ดีที่สุด”
“คุณลุงหมายถึง...”
วิภาไม่ได้เอ่ยอะไรออกมามากนัก แต่ชายชราก็พยักหน้ารับ ซึ่งเหมือนประโยคนั้นจะรู้กันเพียงแค่สองคนเท่านั้น ศิริณที่นั่งอยู่ข้างๆ เองก็ไม่เข้าใจความหมายก็คิดเพียงแค่ว่าเป็นสัญญาของคนเก่ารุ่นหลังเท่านั้น
“แล้วคุณลุงจะดูแลยังไงเหรอคะ ยัยมัสก็โตจนจะแต่งงานอยู่แล้ว คงไม่มีอะไรที่จะต้องเป็นห่วงหรอก”
“ก็เพราะโตจนจะแต่งงานแล้วนะสิฉันถึงมา เพื่อบอกกล่าวว่าอยากให้หลานฉันกับหนูมัสแต่งงานกัน”
วิภาถึงกับนั่งอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน แต่คนที่ตกตะลึงมากกว่าก็คือมัสสิกาที่เดินเข้ามาได้ยินประโยคนั้นพอดี
“อะไรนะคะ!”
ขาสั่นเดินเข้าไปหาโดยที่มีมิณฑิราเดินตามหลังไปห่างๆ หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาพร้อมกับยกมือขึ้นไหว้บุคคลทั้งสองที่อยู่ตรงหน้า แม้จะไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใครก็ตาม
ศิริณลอบมองหญิงสาวอย่างพิจารณา ใบหน้าหวาน คิ้วปากจมูกคางโค้งรับกัน ปากนิดจมูกหน่อย มารยาทก็พอใช้ได้ มีสัมมาคารวะ สวยแบบนี้เจ้าลูกชายก็น่าจะพอรับได้อยู่หรอก
“หนูได้ยินไม่ผิดหรอก ฉันอยากให้หนูมัสแต่งงานกับหลานชายฉันเพื่อเราจะได้มาเป็นทองแผ่นเดียวกัน”
“มัสไม่แต่งหรอกค่ะ มันเป็นสัญญาที่คุณตาให้กันไว้ก็จริงแต่นี่มันก็ผ่านมานานแล้ว มัสดูแลตัวเองได้ค่ะ”
“ฉันก็ไม่ได้บีบบังคับอะไร แต่ฉันมาทำตามสัญญาก็เท่านั้น แต่หลานชายฉันเขาก็ตกปากรับคำแล้วนะว่าจะยอมแต่งงานกับหนู”
“ใช่จ้ะ ลูกป้าเขายอมแต่งแล้ว อีกอย่างแต่งกันไปอยู่กันไปก็รักกันเองแหละ”
ศิริณพูดด้วยท่าทีแบบไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิด วิภาเองก็ถึงกับอึ้งไม่คาดคิดว่าลูกคนโตจะต้องมาถูกบังคับแต่งงานแบบฟ้าผ่าแบบนี้
“แต่นี้มันเป็นการคลุมถุงชนเลยนะคะ แล้วหนูกับเขาจะรักกันได้ยังไง ก็ในเมื่อเราไม่ได้รู้จักกันเลย”
สีหน้าของมัสสิกาแสดงความลำบากใจออกมาให้เห็นอย่างได้ชัด เธออยากเป็นคนเลือกชีวิตคู่ด้วยตนเองไม่ใช่ถูกคนอื่นมาบังคับแบบนี้
“ทำไมเราจะไม่รู้จักกันล่ะ เรารู้จักกันดีเลย ไม่ใช่เหรอ”
เสียงทุ้มดังขึ้นจากทางด้านหลัง พร้อมกับร่างสูงของศรัณย์เดินเข้ามาโดยมีพิมุกเดินตามหลังมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มัสสิกาเมื่อเห็นว่าคนที่เดินเข้ามาเป็นใคร หัวใจเธอถึงกับหล่นลงไปกองอยู่แทบเท้า
ศรัณย์แสยะยิ้มให้ ดวงตาที่เขาทอดมองมามันช่างน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูกราวกับว่าเขาพร้อมจะฉีกร่างเธอออกเป็นชิ้นๆ
“คะ..คุณศรัณย์”
หญิงสาวเรียกชื่อเขาออกมาด้วยน้ำเสียงสั่น มือเรียวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ใบหน้าตื่นตกใจอย่างเห็นได้ชัด ไม่ต่างกันกับวิภาที่เบิกตากว้างเพราะเธอจำได้ว่าเขาคือคนรักของผู้หญิงที่มัสสิกาขับรถชนจนเสียชีวิต
“ขอบใจนะที่ยังจำกันได้”
เขาเดินไปทรุดตัวนั่งข้างคนศิริณ พร้อมกับจ้องมองเธอ
“นี่ลูกรู้จักกับหนูมัสด้วยเหรอ”
“รู้จักสิครับ รู้จักดีเลยล่ะ”
เขากระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อย แตกต่างกับมัสสิกาที่เธอเอาแต่ก้มหน้า เรียวมือจิกเข้าหากันจนห้อเลือด จนมินฑิราสังเกตเห็นแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ที่แน่ ๆ เธอถูกตาต้องใจชายหนุ่มรูปหล่อที่อยู่ตรงหน้ามากกว่า ถ้าพี่มัสปฏิเสธที่จะแต่ง เธอเองก็พร้อมเสียสละตัวเองแต่งแทนก็ได้นะ
“ก็อย่างที่ฉันบอกไปนั้นล่ะ ฉันไม่ได้บังคับอะไรหนูเลย”
“คุณปู่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ ยังไงคุณมัสสิกาก็ต้องแต่งงานกับผมด้วยความเต็มใจอยู่ดี”
ดวงตาคมกริบปราดมองไปที่มัสสิกา ก่อนจะเหลือบสายตามองไปที่พิมุกที่เอาแต่นั่งเงียบตั้งแต่เข้ามา พอเห็นสายตาที่ศรัณย์มองมาเขาก็ถึงหลบสายตานั้นทันที
“นี่แกหมายความว่ายังไง ตารัน แม่กับปู่ไม่เข้าใจ”
ศิริณหันไปมองหน้าลูกชายด้วยความงงงวย ทำไมดูท่าทางลูกชายเธอมั่นอกมั่นใจได้เพียงนั้น
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ ก็แค่ผมมั่นใจแบบนั้นเอง อีกอย่างผมว่าเรากลับกันดีกว่าครับเผื่อว่าคนในครอบครัวเขามีอะไรจะต้องปรึกษากัน”
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มสูบ แล้วยกมือไหว้ “ผมขอตัวนะครับ สวัสดีครับ”
ฐากูรเองก็หันไปบอกลาวิภา ก่อนที่ศิริณจะเดินเข้าไปพยุงแล้วทั้งคู่ก็พากันกลับไป ปล่อยให้มัสสิกานั่งหน้าเครียดคิดไม่ตก
เป็นไปไม่ได้ เธอจะแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักได้อย่างไร อีกอย่างเขาเกลียดเธออย่างกับอะไร การแต่งงานกับเขามันก็ไม่ต่างอะไรกับการตกนรกทั้งเป็นเลยสักนิด
“พวกแกทั้งสองคนขึ้นห้องไปก่อนได้ไหม พ่อมีเรื่องจะคุยกับแม่แกสักหน่อย”
คล้อยหลังที่ครอบครัวนั้นกลับไป พิมุกก็เอ่ยปากบอกลูกสาวให้ขึ้นไปบนห้องก่อน เพราะมีเรื่องอยากคุยกับวิภากันเพียงแค่สองคน
ตอนแรกมัสสิกาจะอยู่คุยด้วย แต่พอพิมุกขึ้นเสียงใส่ มิณฑิราเห็นว่าไม่ดีจึงลากพี่สาวขึ้นห้องไป ปล่อยให้พ่อกับแม่คุยกันเพียงลำพัง
[ผมไม่ได้มีตัวเลือกให้คุณพิมุกมากมายหรอกนะครับ แค่ลูกสาวคุณแต่งงานกับผม โปรเจ็กงานที่ได้ไปก็ยังคงอยู่ แค่สองปีเท่านั้นที่เราจะแต่งงานกัน ส่วนเหตุผลก็ตามที่ผมเล่าไปเลย ผมขัดใจปู่ไม่ได้ แต่ถ้าคุณเลือกที่จะปฏิเสธ คุณรู้ใช่ไหมว่าบริษัทของคุณจะเกิดอะไรขึ้น ไหนจะลูกน้องคุณอีก]
คำพูดทุกคำของศรัณย์ยังคงดังเข้ามาในโซนประสาทหู เขาจึงตัดสินใจเล่าเรื่องนี้ให้คนเป็นภรรยาฟัง
วิภาได้ยินก็ถึงกับตกใจ แม้ว่าทั้งคู่จะไม่เห็นด้วย กับเรื่องแต่งงาน แต่ก็ไม่มีทางเลือกอะไร จึงเห็นพ้องต้องกันว่าจะให้มัสสิกาแต่งงานกับศรัณย์
การแต่งงานครั้งนี้มันก็ไม่ได้ถึงกับแย่ขนาดนั้น เพราะลูกสาวเธอเองก็ได้แต่งงานกับผู้ดีมีเงิน คงมีเงินใช้อยู่ไม่น้อย แต่ก็ติดอยู่ที่ว่าลูกสาวเธอเคยขับรถชนคนรักของเขาตายนี่สิ แล้วทำไมถึงยอมแต่งงานง่ายดายนัก ใช้เหตุผลว่าปู่บังคับก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะว่าวันนี้ท่านก็เป็นคนพูดเองว่าไม่ได้บังคับอะไรเลยสักนิด...
บริเวณหน้าบริษัทมัสสิกาให้กรรณวิกามาส่งพร้อมกับอุ้มเจ้าตัวเล็กในอก ก่อนจะหันไปบอกให้เพื่อนกลับไปก่อนได้เลยดวงตาแหงนมองตึกสูงระฟ้าพร้อมกับหยอกเย้าลูกไปด้วยว่าที่นี่แหละที่พ่อของหนูอยู่ เราไปหาพ่อกันนะคะ“อะไรนะ มัสกับลูกรอฉันอยู่เหรอ”หลังจากเลิกประชุมที่เคร่งเครียดหลายชั่วโมง ดวงตาคมเปล่งประกายทันทีที่ภวิทย์บอกว่าคนที่อยู่ในความคิดถึงมาหาเขาถึงที่นี่ แฟ้มงานที่อยู่ในมือถูกโยนกลับไปให้คนเป็นลูกน้องสองขายาวก้าวเร็วกลับไปที่ห้องทำงานแต่พอเปิดประตูเข้าไปกลับพบเจอแต่ความว่างเปล่า“ไหนแกบอกฉันว่ามัสกับลูกมาหาฉันกลับลูกไง” ตาคมตวัดมองคนเป็นลูกน้องที่ยืนทำหน้าเป็นอยู่ไม่ไกล“ใช่ครับ แต่ว่าตอนนี้อยู่แผนกการตลาด”“แล้วทำไมแกไม่บอกฉัน”“เอ้า กำลังจะอ้าปากบอกก็เห็นเดินเอ้าๆ นึกว่าจะรู้ ว่าคุณมัสอยู่ที่ไหน”ภวิทย์ตอบกลับโดยไม่มีท่าทีเกรงกลัว“เดี๋ยวนี้ ปีกกล้าขาแข็ง ย้อนฉันเก่งจังเลยนะ”“จะไล่ออกก็ได้นะ ผมไม่ติด” ภวิทย์แสยะยิ้มมุมปากท้าทายเพราะรู้ดีว่าศรัณย์ไม่กล้าทำ อีกทั้งตอนนี้คนที่ให้ท้ายเขาก็คือมัสสิกา“ไม่ไล่ แกจะทำไม ถ้าฉันไล่แกออก จะมีใครรู้ใจฉันเท่าแกอีก ฉันไม่คุยกับแกแล้ว เสียเวลา ไปหา
“หนูมัส คนนั้นสามีหนูจริงๆ เหรอ”ป้านาวบุ้ยหน้าไปทางศรัณย์ที่นั่งคุยอยู่กับลุงชิตและชาวบ้านอยู่ที่โต๊ะหน้าบ้าน หญิงสาวไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรทำได้เพียงแค่พยักหน้าให้ก่อนหน้านี้ที่เธอย้ายมาอยู่ก็มีหลายๆ คนถามถึงพ่อของลูก แต่เธอก็พยายามบ่ายเบี่ยงที่จะตอบมาตลอด จนมีข่าวลือไปทั่วหมู่บ้านว่าเธอท้องไม่มีพ่อ แต่เพราะความดีของพ่อที่ช่วยเหลือชาวบ้านข่าวลือพวกนั้นก็หายไป“ส่วนใหญ่แล้วพืชไร่ที่นี่ส่วนใหญ่ เอาไปขายที่ไหนกันเหรอครับ”ศรัณย์เอ่ยถามชาวบ้านหลังจากที่พวกเขาสาธยายว่าแต่ละฤดูปลูกอะไรบ้าง และก็เห็นว่าบางอย่างบริษัทในเครือของตนสามารถรับซื้อได้“ก่อนหน้านี้ก็จะมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้วเขาเห็นว่ากดราคาของไม่ได้เหมือนแต่ก่อน เพราะคุณกนกมาเจรจาราคาให้ใหม่ ตอนแรกพวกเขาก็ยอม แต่พอตอนนี้ก็พากันหายไป เราก็เลยเดือดร้อนไปด้วย”หนึ่งในชาวบ้านเล่าด้วยสีหน้าไม่สู้ดี หากฟังกลายๆ เขาคงคิดว่าชาวบ้านกำลังคิดโทษกนกที่ทำให้พ่อค้าคนกลางไม่มารับซื้อสินค้า แม้ว่าแต่ก่อนจะโดนกดราคาแต่อย่างน้อยมันก็ขายออกจนหมด“ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ พืชผลบางอย่างผมให้บริษัทในเครือผมเป็นคนรับซื้อโดยตรงโดยให้ร
รถยนต์เคลื่อนตัวมาตามเส้นทางเปลี่ยวที่สองข้างทางมีต้นไม้หลากชนิดปลูกเรียงราย ศรัณย์หันไปมองผู้หญิงที่นั่งเคียงข้างมาเอาแต่ทำหน้าบึ้งไม่พูดไม่จา แต่พอเธอหันออกไปมองนอกหน้าต่างก็พบว่าเป็นทางเข้าบ้านตัวเอง“คุณรู้ได้ยังไงว่าบ้านฉันอยู่ที่นี่” เขาขับรถมาโดยไม่ถามทางเธอสักคำ“ภวิทย์เป็นคนบอก” ชายหนุ่มตอบหน้าตาเฉย ที่เขาให้ภวิทย์ไปส่งกนกก็เพราะแบบนี้อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าบ้านเธออยู่ที่ไหนเมื่อรถจอดมัสสิกากำลังจะเปิดประตูก้าวขาลงแต่มันก็ช้าศรัณย์ที่รีบวิ่งอ้อมมาเปิดประตูให้และประคองเธอลง คราวนี้ปฏิเสธความช่วยเหลือไม่ได้เพราะเธอลงเดินไม่ถนัดจริงๆ“คุณกลับไปได้แล้วค่ะ” เธอออกปากไล่เขาทันทีเมื่อเท้าก้าวเข้ามาถึงบ้าน“ผมไม่กลับ ก็บอกแล้วว่าอยากอยู่ดูแลคุณกับลูก”“ที่ผ่านมาฉันก็ดูแลตัวเองได้ ฉันไม่ติดนะคะที่คุณจะแวะมาเยี่ยมลูกได้ เพราะยังไงคุณก็เป็นพ่อของเขา”ชายหนุ่มยังไม่ทันจะอ้าปากพูดอะไรต่อเลยเธอก็ตัดบทด้วยการเดินหันหลังกลับเข้าบ้านไป สงสัยงานนี้จะไม่หมูอย่างที่คิดเลยแฮะ“คุณต้องอดทนให้มากๆ นะคุณศรัณย์ จากที่ผมรู้จักลูกสาวผม เธอเหมือนวลัยมาก ท่าทางใจดีแต่ใจแข็ง คุณต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
เป็นไปอย่างที่ศรัณย์คิดไม่มีผิด เมื่อภวิทย์ให้ผู้บริหารฝ่ายโรงพยาบาลนำชื่อของมัสสิกาไปตรวจสอบก็เห็นประวัติการฝากครรภ์จริงๆ อย่างที่ศรัณย์บอก“เรารู้แล้วนะครับว่าคุณมัสสิกาอยู่ที่ไหน”ภวิทย์รีบมารายงานทันทีเมื่อได้รับรายงาน ศรัณย์ลุกขึ้นจากเก้าอี้แสดงความดีใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน“เอารถออกเลยไอ้วิทย์ฉันจะไปตามเมียกลับบ้าน”“อ้าว แล้วประชุมผู้บริหารตอนบ่ายละครับ”“เลื่อนไปก่อน ไม่งั้นก็โทรตามปู่ฉันมาประชุมแทนแล้วกัน”ปากสั่งงานลูกน้องแต่มือก็พะวิงกับการหยิบเสื้อสูทมาใส่ด้วยความกระตือรือร้น“เดี๋ยวครับท่านรอง ถ้าคุณใจร้อนไปหาแบบนี้ ไม่กลัวว่าคุณมัสสิกาจะหนีไปอีกเหรอครับ”มือที่ง่วนอยู่กับการใส่เสื้อถึงกับชะงัก เขาหันไปหาเลขาเพื่อนสนิทช้าๆ“จริงด้วย แกมีวิธีง้อผู้หญิงไหมวะ”ภวิทย์ถึงกับพ่นลมหายใจออกมา เขาจะไปรู้ได้ไงว่าต้องง้อยังไง เพราะไม่เคยมีเมียมาก่อน“งั้นเอาแบบนี้ไหมครับ ถ้าอยากรู้ว่าบ้านคุณมัสอยู่ที่ไหนไม่ยากเลยครับ เราไปแอบรอที่โรงพยาบาลวันที่คุณมัสไปตรวจครรภ์ ท่านรองก็แค่สะกดรอยตามไป”“เออ ความคิดนายดี ถ้าฉันเดินดุ่มๆ เข้าไปมีหวังเธอได้หนีฉันไปอีกแน่ ๆ”หลัง
“หนูมีอะไรจะบอกค่ะ”เธอเอื้อมมือไปจับมือเหี่ยวย่นขึ้นมากุม “มีอะไร ทำไมหน้าดูลังเล”“คือว่า เอ่อ ....” เธอไม่รู้จะเริ่มยังไงดี กนกหรี่ตามองลูกสาว“จะบอกกับพ่อ ว่าท้องใช่ไหม”“ทะ...ทำไมคุณพ่อทราบคะ” เธอเบิกตาขึ้น“พ่อเป็นพ่อคนนะ ทำไมจะไม่รู้ ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงลูกเอาแต่อาเจียน ข้าวปลาก็ไม่กิน กินแต่ของหมักของดอง”“มัสขอโทษนะคะ ที่ไม่ได้บอกพ่อตั้งแต่ทีแรก” เป็นครั้งแรกที่มัสสิกาเอ่ยปากเรียกกนกว่าพ่อ จนทำหน้าให้เขาถึงกับน้ำตาคลอดีใจ“ไม่เป็นไรเลยลูก ว่าแต่คุณศรัณย์เขารู้เรื่องนี้ไหม”“ไม่ค่ะ มัสไม่ได้บอกใครเลย เขาเคยบอกว่าไม่อยากมีลูกกับมัส”มัสสิกาฝืนยิ้มทั้งน้ำตา กนกรู้สึกสงสารลูกสาวจับใจและนึกโทษตัวเองที่ตอนนั้นไม่มีความรับผิดชอบที่ทิ้งให้วลัยเผชิญกับเรื่องท้องลูกด้วยตัวเอง ถึงคราวแล้วที่เขาจะชดเชย“ไม่เป็นไรนะลูก อย่างน้อยก็ยังมีพ่อ หลานคนเดียวพ่อช่วยเลี้ยงเอง”กนกโอบกอดลูกสาวแล้วลูบหัวเบาๆ เขารู้ดีว่ามัสสิการักศรัณย์แต่ก็เลือกที่จะเดินจากมาเพราะคิดว่าศรัณย์นั้นไม่ได้รักอีกทั้งอยากปกป้องครอบครัวที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กๆ อีกด้วยหลายเดือนผ่านไปสภาพร่างกายศรัณย์เองก็ไม่ต่างจากซากศพเด
สวัสดีค่ะ คุณศรัณย์ มัสเองนะคะ ขณะที่คุณได้รับจดหมายนี้ฉันคงไม่อยู่แล้ว ขอโทษนะคะที่ไม่ได้อยู่ลาด้วยตัวเอง ที่ผ่านมาฉันขอโทษสำหรับทุกอย่าง และคิดว่าได้ชดใช้ให้คุณหมดแล้ว หวังว่าคุณคงให้อภัยช่วงเวลาที่ผ่านมาฉันเคยคิดว่าฉันเกลียดคุณ ที่ทนอยู่เพราะอยากชดใช้กับเรื่องที่ผ่านมา แต่นั้นมันก็คือข้ออ้าง มันตรงข้ามกับความรู้สึกตัวเองจริงๆ ฉันรักคุณนะคะ ฉันรู้ว่าคุณไม่ได้รู้สึกเหมือนกัน มันจึงเป็นอีกเหตุผลที่ฉันต้องไป ใบหย่าฉันวางให้คุณบนโต๊ะแล้ว ไม่ต้องตามหาฉันนะคะ เมื่อถึงเวลาเราคงได้เจอกัน คุณอย่าโกรธอย่าเกลียดฉันเลยนะคะ มัสสิกา....ทุกบรรทัดทุกตัวอักษรศรัณย์อ่านมันด้วยความเจ็บปวด น้ำตาลูกผู้ชายค่อยๆ ไหลออกมา เพราะความแค้นที่คอยบังตาจึงทำให้เขาต้องพบเจอแต่ความเจ็บปวดแบบนี้ แล้วเรื่องอะไรที่เขาจะยอมเสียเธอไปล่ะศรัณย์ตัดสินใจไปหากรรณวิกาที่เป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธอทันที“คุณศรัณย์มาหาวิกามีอะไรหรือเปล่าคะ”“คุณรู้ใช่ไหมว่ามัสสิกา เขาไม่ได้อยู่แล้ว”ดวงตาคมปราดมอง หญิงสาวพ่นลมหายใจออกมาแล้วจ้องหน้าเขากลับ“ทราบค่ะ แต่ฉันว่
“ไม่แต่งค่ะ ยังไงมัสก็ไม่แต่ง!”“แต่ถ้าแกไม่แต่ง บริษัทพ่อก็ล้ม แล้วลูกน้องพ่อกับครอบครัวเขาอีกล่ะ พ่อจะรับผิดชอบยังไง”พิมุกมองหน้าลูกสาวเหมือนขอความเห็นใจเพื่อช่วยกิจการของครอบครัว“และความสุขของมัสล่ะคะ ใครจะรับผิดชอบ ทุกคนก็รู้ว่าหนูเคยทำอะไรไว้กับตัวเขาบ้าง ถ้าหนูแต่งงานไป พ่อกับแม่คิดว่าเขาจะ
“2ปีถ้าแกแต่งงานกับหนูมัสได้2ปี ฉันถึงจะยอมยกหุ้น20% ให้กับแก”ฐากูรว่าพลางวางแก้วกาแฟในมือลงบนโต๊ะอาหารมื้อเช้า ทำเอาศรัณย์ถึงกับตาตื่น“ทำไมละครับ ผมก็ยอมแต่งแล้วไง ทำไมปู่ถึงตั้งเงื่อนไขขึ้นมาอีกทีหลัง”“แกคิดว่าฉันโง่หรือไงเจ้ารัน ฉันเป็นปู่แกไง แกก็คิดแค่จะแต่งงานให้เสร็จๆไป พอได้หุ้นบริษัทแล้
“ปู่ครับ ปู่!”ปากร้องตะโกนเรียกหา สายตาก็คอยสอดส่องไปทั่วบริเวณสวนหย่อม เมื่อเห็นชายชรากำลังฮัมเพลงพร้อมกับตัดแต่งกิ่งไม้อยู่ไม่ไกล เขาก็รีบสาวเท้ายาวๆ เข้าไปหา“มีอะไรเจ้ารัน ร้องเรียกปู่มาแต่ไกล”“จะเรื่องอะไรล่ะครับ ที่คุณแม่พูดให้ผมฟังว่าปู่จะยกหุ้นบริษัทให้ใครก็ไม่รู้ถ้าผมไม่ยอมแต่งงาน”เขาทำ
[จริงหรือเปล่าคะ ที่พี่มัสขับรถชนคนตาย”][เมาแล้วขับทำไมคะ][ไม่รู้สึกเสียใจบ้างเหรอคะ ที่ทำลายชีวิตคนคนหนึ่ง][ฉันเคยซื้อของคนแบบนี้ไปได้ยังไง][นั้นก็เรื่องส่วนตัวปะ ขายของไม่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัว สู้ๆนะคะ][ซื้อของไม่ลง ฆาตกร]ความคิดเห็นจากลูกเพจร้านค้าออนไลน์ที่มัสสิกากำลังไลฟ์ขายของเด้งขึ้นต







