LOGINลูน่าสะบัดหน้าหนีไปอีกทาง เธอใช้ความเงียบชืดเย็นชาเป็นอาวุธเดียวในการโต้ตอบ แววตาคู่สวยนิ่งเรียบว่างเปล่าไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ทว่ายิ่งเธอแสดงท่าทีต่อต้านเช่นนั้น ไซรัสกลับยิ่งเหยียดยิ้มอย่างนึกสนุก
ชายหนุ่มรู้ดีแก่ใจ... ตลอดเวลาสองปีที่ผ่านมา ต่อให้เขาจะพันธนาการเธอไว้ในคฤหาสน์ ร่างกายของเธอจะเป็นของเขาจนกระทั่งตั้งครรภ์และให้กำเนิดลูกชาย แต่ ‘หัวใจ’ ของลูน่ากลับไม่เคยตกเป็นของเขาเลยสักเสี้ยวเดียว
และเหตุผลสำคัญที่เขาไม่มีโอกาสได้แตะต้องตัวเธอเลยตลอดสองปีมานี้ ก็เพราะเด็กชายเซมัสที่มักจะนอนตระกองกอดผู้เป็นแม่ไว้ไม่เคยห่าง ประกอบกับงานใต้ดินและธุรกิจบังหน้าที่ไซรัสต้องรับภาระหนัก มันจึงกลายเป็นช่องว่างที่ทำให้เขาไม่ได้เข้าใกล้เธอจริงๆ เสียที
คฤหาสน์หรูหราหลังนี้ไม่ต่างอะไรจากกรงทองคำที่กักขังเสรีภาพของเธอไว้ ลูน่าถูกสั่งห้ามออกไปทำงาน ไร้ซึ่งอิสรภาพ และไม่มีสิทธิ์ย่างเท้าออกจากคฤหาสน์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเขา ที่สำคัญ... ทุกฝีก้าวของเธอจะต้องตกอยู่ภายใต้สายตาคมกริบของ ‘ฟีนิกซ์’ ผู้ช่วยส่วนตัวที่ไซรัสจ้างมาเพื่อจับตาดูและรายงานความเคลื่อนไหวของเธอโดยเฉพาะ
“คืนนี้มีงานเลี้ยง... ฉันหวังว่าเธอจะไม่ทำให้ฉันผิดหวัง และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี”
ไซรัสเอ่ยเสียงเรียบ น้ำเสียงทรงอิทธิพลสั่งการอย่างเด็ดขาด ก่อนจะปัดสายตาเย็นชาไปทางฟีนิกซ์ที่ยืนสงบนิ่งอยู่ไม่ไกล
“พาคุณนาย... ไปช็อปปิ้ง ฉันไม่ชอบให้ภรรยาของฉันแต่งตัวเปิดเผยเกินไป”
พูดจบแค่นั้น ไซรัสก็หมุนตัวเดินออกจากบ้านไปพร้อมกับ ‘เชน’ มือขวาคนสนิททันที ทิ้งมวลอากาศอึดอัดอันหนักอึ้งไว้เบื้องหลัง
ลูน่าถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อเงาของสามีลับสายตาไป เธอหันไปมอง ‘พี่นีน่า’ พี่เลี้ยงสาวที่ก้าวเข้ามาช่วยอุ้มเซมัสซึ่งกำลังหลับสนิทออกจากอ้อมอกของผู้เป็นแม่ด้วยความเบามือ
“พี่นีน่า ฝากเซมัสด้วยนะคะ” ลูน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง อ่อนโยนผิดกับตอนที่อยู่ต่อหน้าไซรัสราวกับเป็นคนละคน
“ไม่ต้องห่วงค่ะคุณนาย พี่จะดูแลอย่างดี”
เมื่อนีน่ารับคำพร้อมรอยยิ้มและอุ้มเซมัสขึ้นไปยังห้องนอน ลูน่าก็หยัดกายลุกขึ้นเต็มความสูง160 ปรับสีหน้ากลับมานิ่งเรียบ รอยยิ้มจางๆ มลายหายไป ก่อนจะหันไปสบตากับฟีนิกซ์ที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่
“พาฉันไป ONE DAY Cafe ก่อน... ค่อยไปซื้อชุด”
“ครับ คุณนาย”
น้ำเสียงนิ่งเรียบแต่แฝงความเด็ดเดี่ยวเอ่ยขึ้น ก่อนที่ร่างบางจะเดินนำออกไปขึ้นรถที่ถูกจอดเตรียมไว้ทันที โดยมีคาเฟ่แห่งนั้น... เป็นที่พักใจเดียวของเธอ
เสียงเครื่องยนต์อันเงียบสนิททว่าทรงพละกำลังของ Rolls-Royce Phantom สีดำเงากำลังขับเคลื่อนอย่างนุ่มนวลไปตามท้องถนนที่พลุกพล่าน ลูน่านั่งเหม่อมองออกไปนอกกระจกติดฟิล์มมืดสนิทด้วยแววตาว่างเปล่า ความอบอ้าวและอึดอัดที่ติดมาจากคฤหาสน์เดสมอนด์ยังคงเกาะกุมอยู่ในอก
จนกระทั่งตัวรถค่อยๆ จอดสนิทลงที่หน้าคาเฟ่จุดหมายปลายทาง
ฟีนิกซ์ก้าวลงจากเบาะหน้าด้วยความรวดเร็ว เดินอ้อมมาเปิดประตูรถให้ลูน่าตามหน้าที่ด้วยท่าทางนอบน้อมและสงบนิ่ง เท้าเรียวสวยก้าวลงจากรถ ลูน่าหันสายตามองผ่านบานกระจกใสของร้าน ก่อนที่หัวใจที่เคยเย็นชาจะกระตุกวูบ... เมื่อเห็นร่างสูงอันคุ้นเคยของชายหนุ่มกำลังยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์
รอยยิ้มบางๆ ที่แท้จริงและออกมาจากใจ ค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวย ลูน่าก้าวเท้าเข้าไปในร้าน เสียงกระดิ่งตรงประตูส่งเสียงกังวานเบาๆ สลัดคราบคุณนายเดสมอนด์ผู้สูงศักดิ์ทิ้งไปจนหมดสิ้น
“เอาอเมริกาโน่ใส่วิปครีมค่ะ”
เธอเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเริงร่าและสดใส น้ำเสียงที่ไม่เคยมีใครในตระกูลเดสมอนด์เคยได้สัมผัส
ชายหนุ่มเจ้าของร้านเงยหน้าขึ้นมาจากงานตรงหน้า ทันทีที่สายตาสบประสานกับเธอ รอยยิ้มอ่อนโยนอันอบอุ่นที่สามารถละลายความเย็นชาในใจของลูน่าได้เสมอ ก็จุดประกายขึ้นบนใบหน้าหวานคมคาย เขาพยักหน้ารับเบาๆ
“ได้ครับ... วันนี้ทานแบบเดิมอีกแล้วนะ”
‘นับหนึ่ง’ เอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทุ้มหวานชวนให้รู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด
“ก็ทานแต่ร้านนี้ ถูกใจอยู่ร้านเดียวเลยนี่คะ” ลูน่าเอ่ยกลั้วหัวเราะ ก่อนจะปัดสายตามมองไปรอบๆ ร้านที่ยังคงมีผู้คนจับจองที่นั่ง
“...ว่าแต่ วันนี้ลูกค้าเยอะเหรอคะ”
“เยอะครับ...” นับหนึ่งพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะสบตาเธอตรงๆ “...แต่สำหรับลูน่า ผมมีเวลาคุยด้วยเหมือนเดิมเสมอ”
คำตอบเรียบง่ายทว่าหนักแน่นนั้น มาพร้อมกับแววตาของนับหนึ่งที่มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกอันซับซ้อน... ที่ต้องซ่อนมันไว้ใต้ฐานะ 'เจ้าของคาเฟ่' กับ 'ลูกค้าคนสำคัญ'
ลูน่ายิ้มหวานออกมา ดวงตาคู่สวยส่องประกายความสุขชั่วครู่ที่ได้อยู่ใกล้เขา
“นับหนึ่งนี่... เป็นคนดีที่หนึ่งเลยจริงๆ นะคะ”
คำพูดของลูน่าที่ว่า ‘นับหนึ่งเป็นคนดีที่หนึ่ง’ มีความหมายซ่อนเล่นคำกับชื่อของเขา และแสดงถึงความรู้สึกอันบริสุทธิ์ที่ทั้งคู่มีให้กัน
นอกกระจกบานใสของร้าน ONE DAY Cafe...
ร่างสูงใหญ่ของฟีนิกซ์ยืนสงบนิ่งอยู่ในมุมอับสายตา เขาสวมชุดสูทสากลสีดำ เรียบกริบไร้รอยย่น สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวผ่านแว่นกันแดดสีชาจับจ้องเข้าไปภายในร้านอย่างไม่คลาดสายตา
ฟีนิกซ์ทำงานให้ตระกูลเดสมอนด์มานานพอที่จะรู้ว่า ผู้หญิงทุกคนที่เข้าหาไซรัสมักจะมีแววตาแห่งความโลภ หวังเงินทอง อิทธิพล หรือยศถาบรรดาศักดิ์ แต่สำหรับ ลูน่า... เธอแตกต่างออกไปสิ้นเชิง
ตลอดสองปีที่เขาได้รับหน้าที่เป็นสายตาให้ไซรัส คอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของคุณนายเดสมอนด์คนนี้ ฟีนิกซ์เห็นเพียงหญิงสาวที่ไร้ชีวา ดวงตาว่างเปล่าไร้ความรู้สึก เธอเหมือนดวงวิญญาณที่ล่องลอยอยู่ในคฤหาสน์หรูหรา
ทว่า... ภาพตรงหน้าในยามนี้กลับทำให้เขาต้องขมวดคิ้วเบาๆ
รอยยิ้มหวานที่ออกมาจากใจ แววตาสดใสส่องประกายเป็นประกาย และเสียงหัวเราะอย่างเป็นธรรมชาติของลูน่า... เธอไม่เคยมีสิ่งเหล่านี้ยามอยู่ต่อหน้าไซรัสเลยสักครั้ง
ชายเจ้าของร้านกาแฟรูปร่างสูงชะลูดราว188คนนั้น เพียงแค่ยืนคุยและยิ้มให้เธออย่างนุ่มนวล กลับสามารถปลุกชีวิตที่ตายไปแล้วของลูน่าให้ฟื้นคืนมาได้อย่างน่าประหลาด
ฟีนิกซ์เม้มริมฝีปากแน่น สัญชาตญาณมืออาชีพบอกเขาว่าบรรยากาศระหว่างสองคนนี้ไม่ปกติ มันไม่ใช่แค่ความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับเจ้าของร้าน แต่มันเต็มไปด้วยมวลความรู้สึกบางอย่างที่ลึกซึ้งและเงียบเชียบ...
ครืด... ครืด...
แรงสั่นสะเทือนจากโทรศัพท์เครื่องหรูในกระเป๋าเสื้อสูทดึงสติของฟีนิกซ์กลับมา หน้าจอแสดงสายเรียกเข้าที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี
‘ไซรัส เดสมอนด์’
ฟีนิกซ์กดรับสายทันทีด้วยน้ำเสียงนอบน้อมและราบเรียบ
“ครับ นายท่าน”
(“อยู่ไหน”)
น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะหงุดหงิดและเต็มไปด้วยอำนาจดังมาจากปลายสาย ไซรัสโทรมาเช็กความเคลื่อนไหวของลูน่าเช่นนี้ทุกวัน ประหนึ่งความระแวงและแรงหึงหวงไร้ที่มามันสลักลึกอยู่ในจิตวิญญาณของเขา
(“คุณนายทำอะไรอยู่... อยู่กับใคร”)
ฟีนิกซ์ปัดสายตากลับไปมองผ่านกระจกใสอีกครั้ง เห็นลูน่ากำลังรับแก้วกาแฟจากมือของนับหนึ่ง ปลายนิ้วของทั้งคู่แตะกันเบาๆ ชั่วครู่ ก่อนที่ลูน่าจะส่งรอยยิ้มอย่างมีความสุขส่งไปให้ชายหนุ่มคนนั้น
“คุณนายอยู่ที่ ONE DAY Cafe ครับ นายท่าน" ฟีนิกซ์ตอบเสียงนิ่ง ไร้ซึ่งความลนลาน “กำลังสั่งกาแฟ ก่อนที่จะเดินทางไปร้านเสื้อผ้าตามสั่งครับ”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง เสียงลมหายใจหนักๆ ของไซรัสลอยมาตามสาย ราวกับเขากำลังจับสังเกตสิ่งผิดปกติ
(“คาเฟ่นั้นอีกแล้วงั้นเหรอ... ไปบ่อยเป็นปีๆ”)
“คุณนายบอกว่าเป็นร้านประจำที่รสชาติถูกปากครับ” ฟีนิกซ์เว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงมืออาชีพเพื่อกลบเกลื่อนความสงสัยของผู้เป็นเจ้านาย
“ไม่มีอะไรผิดปกติครับ มีเพียงเจ้าของร้านคอยบริการตามปกติ”
(“เหอะ... เฝ้าดูไว้ให้ดีอย่าให้คลาดสายตา”) ไซรัสแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงเค้นฟันดังลอดออกมา
(“อย่าให้คุณนายสร้างเรื่อง หรือทำอะไรที่ทำให้ฉันเสียหน้า... แค่นี้ก็จองหองใส่ฉันมากพอแล้ว”)
“ครับ... นายท่าน”
สายถูกตัดไปในทันที ฟีนิกซ์ลดโทรศัพท์ลงเก็บใส่กระเป๋าเสื้อสูท นัยน์ตาคมเข้มมองสลับระหว่างกระจกร้านกับโทรศัพท์ในมือ... ความรู้สึกสงสารและเห็นใจกอดกุมหัวใจของมือขวาหนุ่มขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
เขารู้ดีว่า หากไซรัสรู้ว่ารอยยิ้มพวกนั้นของลูน่าไม่ได้มีไว้ให้เขา... และหากชายหนุ่มเจ้าของร้านกาแฟคนนั้นคือสาเหตุที่ทำให้คุณนายแห่งเดสมอนด์ไม่เคยยอมสยบ... นรกบนดินที่แท้จริงคงได้อุบัติขึ้นอย่างแน่นอน
ทันทีที่สายโทรศัพท์ตัดไป...
ห่างออกไปอีกฟากฝั่งของถนน ภายใต้ร่มเงาของไม้ยืนต้นใหญ่ Maybach Exelero สีดำสนิทติดฟิล์มมืดทึบจอดซุ่มนิ่งอยู่อย่างกลมกลืนกับทัศนียภาพ
ภายในรถยนต์คันหรู... ฝ่ามือหนาที่มีรอยสักซาตานเลื้อยพันค่อยๆ ลดโทรศัพท์ลงวางไว้ข้างตัว
เช้าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นพร้อมแสงแดดยามเช้าที่สาดส่องผ่านกระจกบานโตของคฤหาสน์เดสมอนด์...ลูน่าเดินจูงมือเซมัสลูกชายตัวน้อยวัยสองขวบลงมาจากชั้นบน ทว่าทันทีที่เธอก้าวเท้าเข้ามาภายในห้องอาหาร เรียวขาบางกลับต้องชะงักกึก ร่างกายแข็งเกร็งไปในทันตาภาพเบื้องหน้า... คือชายหนุ่มเรือนร่างโปร่งเจ้าของใบหน้าหวานที่เธอคุ้นเคย นั่งก้มหน้าเขี่ยข้าวต้มในถ้วยไปมาด้วยแววตาบอบช้ำและไร้ชีวา ลูน่ารู้สึกเหมือนลมหายใจของเธอถูกสูบหายไป ชั่วขณะหนึ่งเธอแทบไม่อาจก้าวขาเดินต่อได้เลย“แด๊ดดี้!”เสียงสดใสของเด็กชายตัวน้อยแผดดังขึ้น เซมัสสะบัดหลุดจากมือผู้เป็นแม่ แล้ววิ่งร่าตรงเข้าไปหาไซรัสที่นั่งอยู่หัวโต๊ะอย่างน่ารัก ลูน่าขบกรามแน่น กำมือเข้าหากันจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อเพื่อสะกดข่มความแตกตื่นและเจ็บปวดในอก เธอพยายามกดความรู้สึกทั้งหมดลงไปใต้ใบหน้าเรียบเฉย ก่อนจะก้าวเดินด้วยท่วงท่าสง่างามไปนั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้ามกับชายหนุ่มหน้าหวานคนนั้นอย่างเงียบเชียบนับหนึ่งค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองลูน่า นัยน์ตาคู่สวยเต็มไปด้วยความละอายและกล้ำกลืน กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เขาปรายสายตาผ่านไซรัส ก่อนจะค้อมศ
ทันทีที่ลูน่าเดินลับหายเข้าไปในตัวอาคาร ไซรัสก็เอ่ยสั่งคนขับรถด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นและดุดัน“ออกรถ...”รถยนต์คันหรูทะยานออกจากประตูรั้วคฤหาสน์เดสมอนด์อย่างรวดเร็ว ไซรัสหยิบโทรศัพท์เครื่องหรูขึ้นมากดต่อสายหาใครบางคนทันที สายตาของอสูรร้ายวาวโรจน์ไปด้วยความคลั่งไคล้และความแค้นที่อยากระบายเพียงไม่กี่วินาที ปลายสายก็ถูกกดรับ...(“ซะ... ไซรัสคะ”) เสียงของลีอาเอ่ยขึ้นอย่างสั่นเครือและประหม่า“เปิดห้องที่โรงแรมเดอะแกรนด์... เดี๋ยวนี้!” ไซรัสเค้นเสียงดุดันและหงุดหงิดสั่งใส่โทรศัพท์อย่างไม่ไว้หน้า“แต่งหน้า แต่งตัวด้วยชุดสีแดงไวน์... และใส่น้ำหอมกลิ่นเดียวกับน้องสาวเธอซะ”(“ไซรัส... คุณหมายความว่า...”)“ฉันให้เวลาสิบห้านาที ลีอา!” ไซรัสตวาดขัดขึ้นเสียงต่ำ นัยน์ตาสีฟ้าบิดเบี้ยวไปด้วยตัณหามืดมน“ถ้านานกว่านั้น... ฉันจะทำให้ตระกูลจิณณ์วราของพวกเธอพังวินาศภายในคืนนี้!”ติ๊ด!ไซรัสกดตัดสายทิ้งทันที ชายหนุ่มเอนหลังพิงเบาะรถแล้วบดขยี้ฟันแน่น... ภาพใบหน้าเย็นชาท้าทายของลูน่าในชุดราตรีสีแดงไวน์ยังค
หญิงสาวทำเพียงเชิดหน้าขึ้นอย่างสง่างาม ส่งรอยยิ้มการเมืองไร้ความรู้สึกให้ดาริส แล้วเอ่ยเสียงนิ่งเรียบ“จริงอย่างที่ไซรัสพูดค่ะพี่ดาริส... ยังดีที่ฉันมีไซรัสคอยดูแลอยู่แล้ว พี่ดาริสไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ”ดาริสทำเพียงแค่ยักไหล่เบาๆ พร้อมกับจุดรอยยิ้มลึกล้ำที่มุมปาก ชายหนุ่มยกแก้วไวน์ขึ้นจิบอย่างนิ่งเฉย ปล่อยให้ความตึงเครียดจางหายไปในอากาศยามเมื่อน้องชายสร้างรังสีครอบครองอย่างเปิดเผยทันทีที่สลัดสายตาของพี่ชายออกไปได้ ไซรัสก็ปรับสีหน้าฉับพลัน ใบหน้าหล่อคมคายที่เคยเย็นชาแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มละมุน อบอุ่น และแสนอ่อนโยนชายหนุ่มโน้มตัวลงมาเล็กน้อย กระซิบชิดใบหูของลูน่าด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูนุ่มนวลต่อหน้าผู้คน ก่อนจะผายมือไปทางกลุ่มแขกเหรื่อชั้นสูงที่กำลังยืนล้อมวงรอทักทายเขาและคุณนายเดสมอนด์และในกลุ่มคนเหล่านั้น... คือ ‘ชัยวัฒน์ จิณณ์วรา’ และ ‘ดวงลออ จิณณ์วรา’ พ่อและแม่ของเธอเองลูน่ารับแก้วไวน์แดงจากถาดของบริกรรอบข้างมาถือไว้ด้วยท่วงท่างดงาม เส้นผมดัดลอนทิ้งปอยหวานเคลียข้างแก้มและชุดราตรีสีแดงไวน์ก่ำส่งให้เธอโดดเด่นด
ฟีนิกซ์เดินกลับออกมาพร้อมขวดไวน์แดงราคาแพงในมือ เขาก้าวเข้ามาหานอบน้อม ร่างสูงย่อตัวลงเล็กน้อยยื่นขวดไวน์ส่งให้คุณนายของเขาลูน่ารับขวดไวน์มาถือไว้ เธอไม่แม้แต่จะถามหาแก้วสเตมทรงสวยหรือแคร์ภาพลักษณ์ความสง่างามของคุณนายเดสมอนด์อีกต่อไป มือเรียวถอดจุกคอร์กออกแล้วยกขวดไวน์ขึ้นกระดกดื่มเข้าปากตรงๆ หยดน้ำสีแดงสดราวกับหยดเลือดไหลผ่านริมฝีปากบางลงมาตามลำคอระหง ตัดกับผิวขาวเนียนและชุดราตรีสีแดงไวน์อย่างเย้ายวนปนประชดประชันชีวิตฟีนิกซ์มองภาพตรงหน้าด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก บอดี้การ์ดหนุ่มยืนนิ่ง คอยสังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ ด้วยความระมัดระวัง“ดื่มแบบนี้... ไม่กลัวนายท่านจะลงโทษหรือครับ” ฟีนิกซ์เอ่ยถามเสียงเรียบทลายความเงียบขึ้นเบาๆลูน่าลดขวดไวน์ลง นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มฉายแววเย้ยหยันชะตากรรม เธอยกหลังมือขึ้นเช็ดคราบไวน์ที่มุมปากเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว“เขาจะคิดยังไง... ฉันไม่เคยแคร์อยู่แล้ว”ทว่า... พูดจบได้เพียงครู่เดียว เสียงก้าวขาหนักแน่นของรองเท้าหนังเนื้อดีก็ดังกังวานขึ้นมาจากด้านหลังฟีนิกซ์เบาๆ ร่างสูงใหญ่ของ ไซรัสก้าวเดินออกจากประตูโถงงานเลี้ยงตรงเ
หลังจากจัดการความแค้นและฝากรอยตราบาปไว้ที่คาเฟ่เรียบร้อยแล้ว ไซรัสก็เดินทางกลับมาถึงคฤหาสน์เดสมอนด์ ชายหนุ่มอาบน้ำชำระล้างคราบไคลและกลิ่นอายอันโสมม ก่อนจะจัดการแต่งตัวด้วยชุดสูทสากลสีเข้มตัดเย็บพิเศษที่เน้นเรือนร่างสูงใหญ่ไหล่กว้างของเขาอย่างเพอร์เฟกต์ร่างสูงก้าวไปยืนสงบนิ่งอยู่ตรงปลายบันไดหรูหรากลางโถงคฤหาสน์ นัยน์ตาสีฟ้าคมกริบกวาดมองขึ้นไปด้านบนด้วยความรอคอย...กึก... กึก...เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบกับพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะเชื่องช้าดังกังวานก้อง สะท้อนความเงียบสงัดภายในโถงกว้าง ก่อนที่ร่างบางของลูน่าจะค่อยๆ ก้าวเดินลงมาจากชั้นบนและภาพตรงหน้า... ก็ทำให้หัวใจของมาเฟียหนุ่มหยุดเต้นไปชั่วขณะลูน่าปรากฏตัวในชุดราตรีผ้าซาตินเข้ารูปสีแดงไวน์ก่ำดุจหยดเลือด เนื้อผ้าเงาวาวสะท้อนแสงไฟระยิบระยับขับเน้นผิวขาวเนียนให้โดดเด่น ตัวชุดดีไซน์อย่างประณีตและเย้ายวนอันตราย สายสปาเก็ตตีเส้นเล็กประดับด้วยสายโซ่สีทองระย้าโอบล้อมไหล่เนียน ตัวเสื้อเว้าลึกเผยเนินอกอิ่ม ขณะที่ด้านข้างและแผ่นหลังเปิดเปลือยเปล่า ทอดผ่านด้วยสายโซ่ทองคำและอัญมณีเม็ดเล็กที่ตกลงมาส่องประกายวับแวม
รอยยิ้มบนใบหน้าของนับหนึ่งค่อยๆ หายไป แววตาอบอุ่นแปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียด มือเรียวกำด้ามไม้ถูพื้นในมือแน่นจนข้อข้อนขึ้นสีขาว เขาขบกรามแน่นจนสันสันเด่นชัด ก่อนจะเค้นเสียงตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามกดให้ราบเรียบที่สุด“คุณลูน่า... เป็นแค่ลูกค้าประจำครับ”ไซรัสหรี่ตาลง นัยน์ตาสีฟ้าคมกริบส่องประกายวาวโรจน์ด้วยความนึกสนุกและถือดี“หึ... ลูกค้าประจำ?”ร่างสูงหยัดกายลุกขึ้นเต็มความสูง ก้าวเท้าเข้ามาหานับหนึ่งช้าๆ บรรยากาศรอบตัวกดทับจนอากาศในร้านคล้ายจะหมุนวนด้วยความอึดอัด“งั้นแสดงว่าเจ้าของร้านคิดไม่ซื่อกับเมียฉันสินะ... รู้ไหมว่ายุ่งกับเมียคนที่ไม่ควรยุ่ง มันจะจบยังไง”สิ้นเสียงเรียบเย็นของไซรัส เชนและลูกน้องฉกรรจ์อีกคนก็ปราดเข้ามาล็อกแขนของนับหนึ่งไพล่หลังไว้แน่นทันทีนับหนึ่งตกใจ สะบัดตัวหนีแต่ไม่อาจสู้แรงมหาศาลได้ เขามองลูกน้องของไซรัสด้วยความตระหนก ก่อนจะหันไปสบตากับไซรัสด้วยความโกรธเกรี้ยว“พวกคุณจะทำอะไร?! ผมแค่บริการคุณลูน่าเหมือนลูกค้าคนหนึ่งเท่านั้น!”ไซรัสเอื้อมมือหนาไปบีบหมับเข้าที่ปลายคางมนของ







